Masukนี่เป็นฤดูใบไม้ผลิปีที่ห้าที่ข้าใช้ชีวิตอยู่ ณ ปั้นเซี่ยถังในเมืองกูซูข้านั่งอยู่หลังโต๊ะหน้าร้าน ปิดสมุดบัญชีที่เพิ่งตรวจนับรายการเสร็จลงข้อศอกของข้าเผลอไปกระทบหีบยาเก่าที่วางอยู่ตรงมุมโต๊ะจนเกิดเสียงดังแผ่วเบา ข้าจึงปลดตะขอทองแดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ สายตาหยุดอยู่ที่ช่องลับเล็กๆ ตรงชั้นล่างสุดของหีบยาภายในช่องนั้น เข็มเงินเล่มที่สิบสามนอนสงบนิ่งอยู่เยี่ยนสวินเคยถามข้าว่า กลัวหรือไม่ว่าความทรงจำที่หวนคืนมาเหล่านั้นจะกลับมาทิ่มแทงข้าอีกครั้งในวันข้างหน้าคำตอบของข้าในตอนนั้นคือ ข้าไม่กลัวและความจริงก็คือ ข้าทำได้อย่างที่พูดไว้ตลอดห้าปีมานี้ ข้าใช้ชีวิตอยู่กับความทรงจำทั้งหมดในอดีต ทั้งความรัก ความแค้น การทรยศหักหลัง และห้วงเวลาที่ชีวิตแขวนอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย ในเมืองเล็กๆ ของเจียงหนานที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายชีวิตผู้คนแห่งนี้ ข้าใช้ชีวิตอย่างมีสติรู้เท่าทันและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวายิ่งกว่าครั้งไหนๆในที่สุดข้าก็เข้าใจว่า การปล่อยวางใครสักคนอย่างแท้จริง ไม่ใช่การพยายามสุดชีวิตเพื่อลืมเขา และไม่ใช่การจมอยู่กับความแค้นจนตั้งใจไม่ข้องเกี่ยวกันอีกชั่วชีวิตหากแต่เป็นการที่ต่
“ที่เขาดีกับข้าตอนอยู่ชนบท ก็เพราะเวลานั้นเขาตกจากฐานะอันสูงส่งที่เคยได้รับการเทิดทูน เปรียบเสมือนพยัคฆ์ตกที่ราบจนสิ้นอำนาจ เขาต้องการใครสักคนที่รักเขาหมดทั้งหัวใจและสามารถดูแลเขาได้ มาเป็นที่พักพิงให้เขาหลบลมพายุ”ข้าละสายตาจากที่อื่น แล้วมองสบตาเยี่ยนสวินตรงๆ“แต่ข้าไม่เหมือนเขา ข้าเติบโตมาจากการเลี้ยงดูของหุบเขาแพทย์ สิ่งที่ข้าร่ำเรียนมาคือการใช้วิชาแพทย์ช่วยเหลือผู้คน สิ่งที่ข้ายึดถือคือสรรพชีวิตล้วนเสมอภาคกัน สิ่งที่ข้าต้องการคือความรักที่มีเพียงเราสองคนไปชั่วชีวิตและต่างฝ่ายต่างเคารพให้เกียรติกัน คือคู่ครองที่สามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กันได้ มิใช่การเป็นเพียงบริวารในเรือนในที่ต้องคอยดูสีหน้าผู้อื่นเพื่อดำรงชีวิต และวิงวอนขอความเมตตาจากผู้เป็นนาย”วิหคกับมัจฉามิอาจร่วมทาง นับแต่นี้ขุนเขาสายน้ำก็มิอาจพาให้พบพานกันอีก“หากข้ามิได้สูญเสียความทรงจำ และฝืนทนใช้ชีวิตอยู่ในจวนโหวต่อไปทั้งอย่างนั้น ต่อให้ท้ายที่สุดเขายอมส่งเหล่าสตรีในเรือนหลังออกไปจนหมดเพื่อข้าจริงๆ และมอบตำแหน่งภรรยาเอกให้ ข้าก็คงเหี่ยวเฉาอยู่ในโลกสี่เหลี่ยมแคบๆ แห่งนั้น กลายเป็นสตรีผู้เต็มไปด้วยความคับแค้นจนไม่เหลือ
เพิ่งพ้นยามอู่ของวันรุ่งขึ้นได้ไม่นาน รถม้าคันหนึ่งที่ปราศจากตราสัญลักษณ์ใดๆ ก็แล่นฝ่าม่านฝนมาจากสุดถนนสายยาวรถม้าหยุดลงหน้าปั้นเซี่ยถัง เยี่ยนสวินก้าวลงมาจากรถเสื้อคลุมยาวสีขาวอมฟ้าอ่อนที่เขาสวมอยู่ยับเล็กน้อย บนข้อมือมีรอยแดงสองรอยจากการถูกตรวนเหล็กกล้ารัด ทว่าจังหวะย่างก้าวของเขายังคงสงบนิ่งไม่เร่งร้อนเช่นเดิมส่วนที่ปลายถนนอีกด้านหนึ่ง ขบวนรถม้าขนาดใหญ่ซึ่งมีเหล่าองครักษ์เกราะดำคอยคุ้มกัน กำลังค่อยๆ หันหัวม้ากลับ แล้วเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปทางเมืองหลวงรถม้าไม้จื่อถานคันใหญ่ที่อยู่ตรงกลางขบวน มีม่านรถปิดสนิท แต่ข้ารู้ว่าเผยเหยี่ยนกำลังนั่งอยู่ภายในรถคันนั้นสุดท้ายเขาก็ยังรักตัวกลัวตาย และยิ่งหวงแหนหน้าตาและศักดิ์ศรีในฐานะอู่อันโหว หลังจากข้าใช้ “บุญคุณช่วยชีวิต” ขีดเส้นแบ่งระหว่างเราจนขาดสะบั้น เขาก็ไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะกลับมาพบหน้าข้าอีกสักครั้ง จึงหอบเอาศักดิ์ศรีและความยึดติดที่แตกกระจายไม่เหลือชิ้นดี ซมซานกลับไปยังโลกแห่งลาภยศชื่อเสียงของเขาเมื่อเสียงกีบม้าทึบหนักค่อยๆ ห่างไกลออกไป ก้อนหินมหึมาที่กดทับหัวใจข้ามาตลอด ในที่สุดก็ถูกบดจนแหลกสลายสิ้น“ข้ากลับมาแล้ว”เยี่
เผยเหยี่ยนกำลังยืนอยู่ริมหน้าต่างเมื่อเขาเห็นข้าผลักประตูห้องรับรองส่วนตัวให้เปิดออก ดวงตาของเขาก็พลันฉายแววปีติยินดีอย่างล้นเหลือ เขาคิดว่าข้ายอมอ่อนข้อแล้ว“อาฉือ ในที่สุดเจ้าก็…”“เผยเหยี่ยน”ข้าเอ่ยปากขัดจังหวะเขา เพียงข้าเอ่ยชื่อเขาสองพยางค์นั้น สีหน้าของเผยเหยี่ยนก็เปลี่ยนไปในพริบตาเขาจ้องดวงตาของข้าเขม็ง ลมหายใจเริ่มถี่กระชั้นขึ้น เพราะในแววตาของข้า เขามองเห็นความรู้สึกอันซับซ้อนที่ห่างหายไปนาน ความรู้สึกที่มีเพียงภรรยาผู้เคยร่วมผูกผมเป็นคู่ครองกันเท่านั้นจึงจะมี“เจ้า…เจ้านึกออกแล้วหรือ?” น้ำเสียงของเผยเหยี่ยนสั่นเครือ ดวงตาทั้งสองแดงก่ำเขาถลาเข้ามาหาข้าอย่างซวนเซ หมายจะโอบกอดข้า “อาฉือ ผลของการฝังเข็มของเจ้าคลายลงแล้วใช่หรือไม่? เจ้าจำทุกอย่างได้แล้วใช่ไหม!”“ใช่ ข้าจำทุกอย่างได้แล้ว”ข้าจ้องมองเขาอย่างเงียบงัน ด้วยแววตาสงบนิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“ข้าจำรอยแผลเป็นที่ท่านมีเพราะปกป้องข้าจากหมาป่าในวันที่หิมะตกหนักได้ และจำได้เช่นกันว่าท่านปล่อยมือข้าเพื่อหว่านหว่าน ข้าจำรั้วไม้ไผ่ที่ท่านทำให้ข้าในเจียงหนานได้ และจำโซ่ตรวนเย็นเยียบเส้นนั้นในคราวที่ท่านกักบริเวณข
ท้ายที่สุด เผยเหยี่ยนก็ฉีกหน้ากากอ่อนโยนสุภาพที่สวมอยู่นั้นทิ้งจนได้เมื่อรู้ตัวว่าไม่ว่าจะแสร้งทำตัวน่าสงสารเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้คนนอกที่สูญสิ้นแม้กระทั่งสายใยผูกพันอย่างข้าหวั่นไหวได้ อู่อันโหวผู้กุมกำลังทหารจำนวนมหาศาลและเด็ดขาดยามลงมือฆ่าฟันผู้นั้น ในที่สุดก็เผยเขี้ยวเล็บออกมาคืนหนึ่งที่ฝนตกในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง เหล่าองครักษ์เกราะดำกระแทกประตูใหญ่ของปั้นเซี่ยถังจนเปิดออกอย่างรุนแรงเมื่อคิดจะยัดเยียดความผิดให้ผู้ใดแล้ว ไฉนจะหาข้อกล่าวหามาไม่ได้ เผยเหยี่ยนใช้ข้อหาเท็จว่า “ให้ที่ซุกซ่อนนักโทษคดีร้ายแรงของราชสำนัก” จับกุมเยี่ยนสวินทันทีเยี่ยนสวินมิได้ขัดขืน เพียงแต่ขณะถูกคุมตัวข้ามธรณีประตูออกไป เขามองข้าด้วยสายตาลึกซึ้ง ก่อนขยับริมฝีปากบอกข้าโดยไร้เสียงว่า “อย่ากลัว รอข้านะ”เผยเหยี่ยนสวมเสื้อคลุมปักลายมังกรสีดำสนิท ก้าวเหยียบสมุนไพรที่ถูกย่ำจนแหลกเกลื่อนพื้น ก่อนเดินมาหยุดตรงหน้าข้า“อาฉือ ข้าให้โอกาสเจ้าไปแล้วนะ” เขามองข้าอย่างวางอำนาจ แววตาเต็มไปด้วยความดื้อรั้นอย่างบ้าคลั่งและความโหดเหี้ยม “ไม่ว่าเจ้าจะลืมข้าหรือเห็นว่าข้าน่ารำคาญก็ช่าง ขอเพียงเจ้ายอมกลับเมืองหลวงไปกับข้
เขาอ้าปากเหมือนจะตอบตกลง แต่ลำคอกลับราวกับถูกผ้าขี้ริ้วก้อนหนึ่งอุดไว้ ไม่ว่าอย่างไรก็เปล่งเสียงไม่ออก“อาฉือ…” ผ่านไปพักใหญ่ เขาจึงเค้นเสียงออกมาได้อย่างยากลำบาก พร้อมคำแก้ตัวที่ฟังไร้น้ำหนักอย่างยิ่งว่า “สถานการณ์ในราชสำนักยังไม่มั่นคง ฝ่าบาททรงต้องการข้า อีกอย่าง…อีกอย่าง หากข้าสูญสิ้นอำนาจ กลายเป็นเพียงสามัญชนธรรมดา ข้าจะเอาอะไรมาปกป้องเจ้า? แล้วข้าจะเอาอะไรทำให้เจ้ามีชีวิตที่สุขสบายได้?”ข้ามองท่าทีที่อ้างเหตุผลอย่างสวยหรูของเขา ก่อนพยักหน้าอย่างรู้ทัน“ท่านโหวพูดมีเหตุผล”ข้าไม่รู้สึกโกรธที่เขาทำให้ข้าผิดหวังเลยแม้แต่น้อย กลับเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการชั่งน้ำหนักได้เสียของเขา “เกียรติยศและฐานะอันสูงส่งของอู่อันโหว สำคัญกว่าอนุที่ถูกทอดทิ้งคนหนึ่งมากนักจริงๆ เมื่อครู่ข้าก็เพียงเอ่ยขึ้นมาลอยๆ เพื่อลองใจเท่านั้น ท่านโหวอย่าได้ถือเป็นจริงเป็นจังเลย”ท่าทีของข้าที่ไม่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังดูมีเหตุมีผลและเข้าอกเข้าใจ กลับเปรียบเสมือนฝ่ามือที่ตบฉาดลงบนใบหน้าเผยเหยี่ยนอย่างแรงเขาคงหวังให้ข้าระเบิดโทสะ กล่าวหาว่าเขาหลอกลวง กล่าวหาว่าเขาตัดใจจากอำนาจและอิทธิพลไม่ได้ เพราะมีเพียง







