Share

บทที่ 2

Author: บุปผาเดือนเพ็ญ
เขาสวมปิ่นปักผมลงบนมวยผมของข้า ข้าเห็นความอ่อนโยนในแววตาของเขาที่แทบจะหยาดเยิ้มออกมา ไม่ต่างอะไรกับเมื่อก่อน หรืออาจจะลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

แต่จู่ๆ ข้ากลับรู้สึกราวกับว่าไม่รู้จักเขาเสียแล้ว

เมื่อสิบปีก่อน สามีของข้าคือองค์ชายที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานมากที่สุด เดิมทีเขาจะได้ขึ้นครองบัลลังก์ แต่เพราะฐานะสตรีไร้ญาติขาดมิตรอย่างข้าไม่อาจเป็นฮองเฮาได้ และข้าก็รับไม่ได้ที่จะต้องใช้สามีร่วมกับสตรีอื่น เขาจึงยอมสละราชบัลลังก์ไปอย่างไม่ไยดี เพียงเพื่อจะได้ตบแต่งกับข้า

ยามอยู่เบื้องนอก ผู้คนต่างหวาดเกรงเขา แต่พอปิดประตูอยู่กันตามลำพัง เขากลับชอบมาซบกระซิบออดอ้อนอยู่ข้างหูข้า คอยตามใจและทะนุถนอม ความรักของเขานั้นลึกซึ้ง ร้อนแรง และมีเพียงข้าคนเดียวจนผู้คนต่างพากันอิจฉา

มาวันนี้ เขาก็เหมือนจะยังรักข้าอยู่ แต่ทว่า ข้ากลับมองไม่เห็น และสัมผัสมันไม่ได้อีกแล้ว

เผยจื่อเยี่ยเห็นข้าเงียบไป ก็บีบจมูกข้าเบาๆ “เป็นอะไรไป ไม่อยากไปปีนเขาแล้วหรือ?”

ข้ามองหน้าเขา แล้วฝืนยิ้มบางๆ

“ตกลง พรุ่งนี้เราไปเที่ยวด้วยกันเถิด”

อีกสามวันข้าก็จะไปแล้ว การไปเที่ยวครั้งนี้ ถือเสียว่าเป็นการเอ่ยลาล่วงหน้าก็แล้วกัน

อย่างไรเสีย เขาก็คือคนที่ข้ารักสุดหัวใจมาถึงสิบปีเต็ม

วันรุ่งขึ้น ครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกของเราก็ขึ้นรถม้า

ข้าเพิ่งจะหายจากอาการป่วยไข้ ร่างกายจึงยังไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงนัก

รถม้าเพิ่งจะเคลื่อนตัวไปได้ไม่เท่าไร อวี้เอ๋อร์ก็พูดขึ้นมาอย่างร่าเริง “ท่านพ่อ วันนี้อากาศดีนัก เราชวนพี่หรูเหยียนไปด้วยกันเถิดขอรับ นางจะนำขนมอร่อยๆ มาให้ข้า ทั้งยังเล่าเรื่องขบขันให้ฟังด้วย ท่านแม่เอาแต่เงียบ ข้าเบื่อหน่ายยิ่งนัก”

สีหน้าของเผยจื่อเยี่ยเคร่งขรึมลงทันที

“อวี้เอ๋อร์ วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดท่านแม่ของเจ้านะ อย่าได้เหลวไหล”

พอถูกดุ อวี้เอ๋อร์ก็รู้ตัวว่าพูดผิดไป จึงรีบหันมามองสีหน้าของข้า

“ท่านแม่ ท่านไม่ได้โกรธใช่หรือไม่ขอรับ?”

ฟังจากน้ำเสียงของอวี้เอ๋อร์ แสดงว่าเผยจื่อเยี่ยคงพาเขาไปพบซ่งหรูเหยียนมาหลายครั้งแล้วแน่ๆ ข้าไม่ได้หยอกล้อเขากลับไปเหมือนเมื่อก่อน ได้แต่ทอดสายตามองทิวทัศน์นอกรถม้าอย่างเงียบๆ

“ไม่ได้โกรธหรอก”

เผยจื่อเยี่ยกุมมือข้าไว้แน่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “อวี้เอ๋อร์ยังเด็กนัก เด็กพูดจาประสาเด็ก เจ้าอย่าไปถือสาเขาเลยนะ หืม?”

ข้าค่อยๆ ดึงมือออกจากการเกาะกุมของเขา อดกลั้นความเจ็บปวดทางร่างกายที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

“ข้าเข้าใจ”

เมื่อมาถึงเขาฉีซาน พวกเราก็ลงจากรถม้า เส้นทางบนเขานั้นขรุขระและเดินลำบากนัก

เผยจื่อเยี่ยกลัวว่าข้าจะสะดุดล้ม จึงจับมือข้าไว้เพื่อคอยนำทางให้

แต่จู่ๆ เบื้องหน้ากลับมีเสียงกรีดร้อง “ช่วยด้วย!” ดังขึ้นมาหลายครั้ง ข้ามองตรงไป ก็เห็นสตรีรูปงามร่างบอบบางนางหนึ่งกำลังถูกกลุ่มชายฉกรรจ์รุมล้อมเอาไว้ ข้าจำได้ทันที นั่นคือซ่งหรูเหยียน

นางมองมาทางพวกเราด้วยน้ำตานองหน้า ร้องตะโกนออกมาอย่างเสียสติ

“พี่จื่อเยี่ย ช่วยข้าด้วย!”

วินาทีต่อมา สีหน้าของเผยจื่อเยี่ยก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาสลัดมือข้าทิ้งอย่างไม่ลังเล แล้วพุ่งตัวรุดไปหาสตรีผู้นั้นทันที

“บังอาจ หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”

ร่างกายของข้าที่อ่อนแออยู่เป็นทุนเดิม พอถูกเขาสลัดทิ้งอย่างแรงก็เสียหลักล้มคว่ำลงไปกองกับพื้น แขนครูดเข้ากับเหลี่ยมหินแหลมคมอย่างจัง ส่วนขาก็กระแทกเข้ากับก้อนหิน

ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นพล่านไปทั่วร่าง เลือดจากรอยแผลที่ถูกบาดบนแขนซึมทะลุแขนเสื้อออกมาอย่างรวดเร็ว ต่อให้ข้าจะเป็นคนที่อดทนต่อความเจ็บปวดได้เก่งเพียงใดก็ยังเผลอแค่นเสียงครางต่ำออกมา เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายเต็มหน้าผาก

ข้าฝืนกัดฟันพยุงตัวลุกขึ้นยืนจากพื้นหิน ก็เห็นว่าสามีของข้าได้ช่วยสตรีผู้นั้นเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

ซ่งหรูเหยียนทิ้งตัวอ่อนระทวยราวกับไร้กระดูกลงในอ้อมอกของเขา เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้านึกว่าจะไม่ได้พบพี่จื่อเยี่ยอีกแล้ว…”

สิ้นคำ นางก็หมดสติไป สามีของข้ามีสีหน้าร้อนรน เขาอุ้มร่างของนางขึ้นรถม้าไปอย่างลุกลี้ลุกลน

อวี้เอ๋อร์เองก็รีบคว้ามือของเขาไว้ ร้อนรนจนแทบจะร้องไห้ แล้วปีนขึ้นรถม้าตามไปอย่างทุลักทุเล

“รีบกลับเร็วเข้า พี่หรูเหยียนหมดสติไปแล้ว เจ้าไปขับรถม้าเร็วสิ!”

คนขับรถม้าหันมามองข้าที่ถูกทิ้งให้อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ทำท่าเหมือนอยากจะเอ่ยสิ่งใด แต่เสียงตวาดกร้าวของเผยจื่อเยี่ยก็ดังลอดออกมาจากในรถม้าเสียก่อน

“ยังมัวยืนบื้ออยู่อีกทำไม รนหาที่ตายหรืออย่างไร!”

คนขับรถม้าสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ รีบควบรถม้าออกไปอย่างรวดเร็ว

ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีผู้ใดสนใจไยดีข้าเลยสักคน เลือดที่แขนหยดลงบนพื้น ความเจ็บปวดรุนแรงสาดซัดเข้ามาเป็นระลอกคลื่น ข้าได้แต่ยืนนิ่งเงียบอยู่กับที่

จนกระทั่งรถม้าแล่นลับสายตาไป ข้าถึงค่อยๆ หลุบตาลง แล้วก็เหลือบไปเห็นเครื่องรางคุ้มภัยสองชิ้นตกอยู่บนพื้นหินที่ขรุขระ

มันคือเครื่องรางของเผยจื่อเยี่ยกับอวี้เอ๋อร์ และเป็นเครื่องรางสองชิ้นที่ข้ายอมเดินทางรอนแรมไปไกลแสนไกลถึงเขาหานซาน ยอมคุกเข่ากราบกรานถึงเก้าร้อยเก้าสิบเก้าขั้นบันได เพื่อขอพรกลับมาให้ในยามที่พ่อลูกคู่นี้ตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต

ทว่าบัดนี้ มันกลับถูกทอดทิ้งอย่างโดดเดี่ยวอยู่บนเขาอันห่างไกลเสียแล้ว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • สิ้นความทรงจำ ต่อให้ชิงบัลลังก์ก็รั้งข้าไม่ได้   บทที่ 9

    เขาเอาแต่พร่ำเอ่ยถึงเรื่องราวในอดีตอย่างมิหยุดหย่อน ราวกับอยากจะเอ่ยถ้อยคำของทั้งชีวิตให้จบลงในคราวเดียวข้ารับฟังอย่างเงียบงัน รู้สึกปวดใจแทนตนเองในอดีตก็เท่านั้นข้าเคยรักเขาอย่างหมดหัวใจและไร้ข้อกังขาถึงเพียงนั้น ทว่ากลับใจแข็งถึงขั้นทิ้งความทรงจำทั้งหมดที่มีต่อเขาไปจนหมดสิ้นเห็นได้ชัดว่า หัวใจคงตายด้านกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้วจริงๆจู่ๆ ก็มีเสียงร้องของเสี่ยวอี้ดังมาจากเบื้องหลัง ข้าหันขวับไปมอง เสี่ยวอี้กับอวี้เอ๋อร์หายตัวไปตั้งแต่เมื่อใดก็มิรู้ข้ารีบวิ่งกลับไปดูในแม่น้ำ เสี่ยวอี้โผล่พ้นผิวน้ำมาเพียงครึ่งศีรษะ เขาถูกเกลียวคลื่นซัดกระหน่ำระลอกแล้วระลอกเล่าข้ากระโดดลงไปอย่างมิลังเลโชคดีที่น้ำไม่ลึกนัก ข้าคว้าตัวเสี่ยวอี้ลากเข้าฝั่ง เบื้องหลังพลันมีเสียงร้องไห้ตะโกนดังขึ้น “ท่านแม่!”ข้าหันกลับไปมอง ถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าอวี้เอ๋อร์ก็พลัดตกน้ำเช่นกัน เพียงแต่เมื่อครู่ข้าเป็นห่วงเสี่ยวอี้มากเกินไป จึงมิได้สังเกตเห็นเขามีองครักษ์หลายคนกระโดดลงไปช่วยเขาขึ้นมาแล้วบนฝั่ง เสี่ยวอี้หนาวจนตัวสั่นงันงก เขามองข้าด้วยสีหน้ารู้สึกผิดเต็มประดา“ท่านแม่… ข้าจะไม่มัวแต่เล่นซุกซนอีกแล้

  • สิ้นความทรงจำ ต่อให้ชิงบัลลังก์ก็รั้งข้าไม่ได้   บทที่ 8

    หลังจากยืนยันความปลอดภัยของเสี่ยวอี้จากระบบแล้ว ข้าจึงค่อยวางใจลงได้ไม่นานนัก บุรุษผู้นั้นก็มาถึง บรรดาข้ารับใช้ในวังต่างรู้ความและถอยออกไปในมือของบุรุษผู้นั้นอุ้มแมวสีขาวตัวหนึ่ง เขาทำท่าราวกับนำของล้ำค่ามาถวาย ยื่นแมวตัวนั้นมาตรงหน้าข้า“ดูสิว่าแมวตัวนี้เหมือนเหมาฉิวของพวกเราเพียงใด จือจือ เราเรียกมันว่าเหมาฉิว แล้วเลี้ยงมันไว้ ดีหรือไม่?”น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน มองข้าด้วยรอยยิ้มราวกับว่าระหว่างเราไม่เคยมีความบาดหมางใดๆ เกิดขึ้น ราวกับว่าข้ายังคงเป็นภรรยาของเขา ราวกับว่าคำพูดเหล่านั้นเมื่อวานไม่เคยถูกเอ่ยออกมาข้ามิได้ยื่นมือไปรับแมวตัวนั้น“เหมาฉิวมีความผูกพันกับท่านใช่หรือไม่?”บุรุษผู้นั้นตอบกลับแทบจะในทันทีโดยไม่ต้องคิด“ย่อมมีความผูกพันสิ มันเป็นแมวที่เจ้าเก็บกลับมา เป็นครอบครัวของพวกเรา”ข้ามองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย“แล้วแมวตัวนี้จะเป็นเหมาฉิวไปได้อย่างไร เหมาฉิวก็คือเหมาฉิว ต่อให้พวกมันเหมือนกันเพียงใดก็มิใช่ตัวเดียวกันอยู่ดี มิใช่หรือ?”บุรุษผู้นั้นชะงักอึ้งไปพักใหญ่“เมื่อก่อนเจ้าก็เคยเอ่ยคำนี้”ข้าสบตาเขา“ท่านตั้งใจจะปล่อยพวกเราไปเมื่อใด?”แทบจะในชั่วพริบตา

  • สิ้นความทรงจำ ต่อให้ชิงบัลลังก์ก็รั้งข้าไม่ได้   บทที่ 7

    “ลองชิมดูสิ ว่าอร่อยหรือไม่”เขาต้องจำคนผิดเฉกเช่นบุตรชายของเขาผู้นั้นเป็นแน่ข้ามิได้รับน้ำแกงร้อยบุปผาในมือของเขามา ทำเพียงจ้องมองเขาด้วยสายตาแปลกหน้า“ลูกของข้าเล่า ท่านพาเขาไปไว้ที่ใด?”เกิดความเงียบงันขึ้นชั่วขณะบุรุษผู้นั้นตักน้ำแกงร้อยบุปผามาจ่อที่ริมฝีปากข้า“อวี้เอ๋อร์ต่างหากที่เป็นบุตรชายที่เจ้าอุ้มท้องคลอดออกมาด้วยความยากลำบาก”“ทว่าบัดนี้เจ้ากลับมาอยู่ข้างกายข้าแล้ว หากเจ้าชอบพอเด็กผู้นั้นจริงๆ พวกเราจะเลี้ยงดูเขาไว้ก็ย่อมได้”ข้าส่ายหน้า“ข้าจำไม่ได้หรอกนะว่าอวี้เอ๋อร์คือผู้ใด และก็จำท่านไม่ได้ด้วย ข้าเพียงอยากอยู่กับลูกของข้า เขาอยู่ที่ใด?”ราวกับถูกคำพูดของข้าทิ่มแทง หางตาของบุรุษผู้นั้นแดงก่ำขึ้นมา สีหน้าเผยให้เห็นความเจ็บปวดรวดร้าว“เจ้าลืมเลือนข้าไปจนหมดสิ้นได้อย่างไรกัน?”“ข้าคือเป้าหมายภารกิจของเจ้า หลังจากที่เจ้าพิชิตใจข้าสำเร็จ เดิมทีเจ้ามีโอกาสที่จะหนีไปจากโลกใบนี้ แต่เจ้าก็เลือกที่จะอยู่ต่อเพื่อข้า”“พวกเราตบแต่งเป็นสามีภรรยากัน ข้ายอมสละราชบัลลังก์เพื่อเจ้า เจ้าเองก็ยอมไปเจรจากับแคว้นศัตรูเพื่อข้า ดื่มสุราแทนข้าจนไข้ขึ้นสูงไปทั้งตัว เจ้าแทบจะเอาชี

  • สิ้นความทรงจำ ต่อให้ชิงบัลลังก์ก็รั้งข้าไม่ได้   บทที่ 6

    อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมรอบข้างดูแปลกตา เสี่ยวอี้เกรงว่าข้าจะได้รับอันตราย จึงเอาตัวเข้ามาขวางหน้าข้าไว้ตามสัญชาตญาณ แล้วผลักเด็กหนุ่มผู้นั้นจนล้มคะมำ“เจ้าจำคนผิดแล้วกระมัง? นี่คือท่านแม่ของข้า”เด็กหนุ่มผู้นั้นถูกเสี่ยวอี้ขวางเอาไว้ แต่ก็ยังอยากจะเข้ามาจับมือข้า สายตาของเขาจ้องเขม็งมาที่ข้า ราวกับกลัวว่าวินาทีต่อไปข้าจะหายตัวไป“ท่านแม่ ท่านยังไม่ตาย อวี้เอ๋อร์รู้มาตลอดว่าท่านต้องกลับมา!”เขากับเสี่ยวอี้ยื้อยุดฉุดกระชากกันไปมา จนมือของทั้งสองคนแดงเถือกไปหมด เมื่อไม่นานมานี้เสี่ยวอี้เพิ่งจะโดนน้ำร้อนลวกมือยามที่ต้มน้ำแกงให้ข้า พอเห็นพวกเขาสองคนเป็นเช่นนี้ ข้าจึงดึงเสี่ยวอี้มาหลบอยู่ด้านหลังขณะที่กำลังจะเป่ามือให้เสี่ยวอี้ เด็กหนุ่มผู้นั้นก็แทบจะปล่อยโฮออกมา สายตาของเขาจ้องเขม็งไปยังมือของข้าที่กำลังจับเสี่ยวอี้เอาไว้“ท่านแม่ ท่านไปปกป้องผู้อื่นได้อย่างไร ข้าต่างหากที่เป็นบุตรในสายเลือดของท่าน!”ข้ารู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก คุณชายน้อยผู้นี้เอาแต่พร่ำบอกว่าเป็นบุตรของข้า แต่ข้ากลับไม่มีความทรงจำอันใดเลยแม้แต่น้อย ข้าเดาว่าเขาอาจจะพลัดหลงกับครอบครัว จึงได้มีปฏิกิริยารุนแรงถึงเพียงนี

  • สิ้นความทรงจำ ต่อให้ชิงบัลลังก์ก็รั้งข้าไม่ได้   บทที่ 5

    หลังจากข้าสิ้นใจ วิญญาณมิได้กลับไปยังโลกเดิมในทันที แต่กลับล่องลอยอยู่กลางอากาศแม่นมวิ่งออกไปได้ไม่นาน เผยจื่อเยี่ยก็พาอวี้เอ๋อร์เข้ามาเผยจื่อเยี่ยแทบจะพุ่งตัวเข้ามา บนร่างเขายังคงสวมชุดมงคลสีแดงสำหรับเข้าพิธีไหว้ฟ้าดินเขาวิ่งโซซัดโซเซมาหาข้า ใช้มืออังตรวจลมหายใจที่ปลายจมูก พอแน่ใจว่าข้าหมดลมหายใจไปอย่างสมบูรณ์แล้ว เขาก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง ร่างกายสั่นเทิ้มไปทั้งตัว“เป็นไปได้อย่างไร… จือจือ! ที่แท้เจ้าก็มิเคยหลอกข้าเลย”อวี้เอ๋อร์ถูกเลือดที่นองเต็มห้องทำให้ตกใจกลัวจนแผดเสียงร้องไห้จ้า เขาวิ่งเข้ามาจับมือของข้าไว้“ท่านแม่ ท่านแม่ แม่นมบอกว่าท่านตายแล้ว อวี้เอ๋อร์กลัวเหลือเกิน ท่านแม่ลืมตาขึ้นมามองข้าสิ!”เมื่อเสียงเอะอะโวยวายค่อยๆ ไกลออกไป ข้าก็รู้สึกได้ว่าความทรงจำในที่แห่งนี้ผลิบานขึ้นราวกับภาพม้าวิ่งวน ก่อนจะเลือนรางกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ และเลือนหายไปในที่สุดกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อฉุนกึกเตะจมูก พอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ฉันก็มาอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว มีเด็กผู้ชายรูปร่างผอมบางคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างเตียงพอเห็นฉันฟื้น เขาก็รีบรินน้ำร้อนแก้วหนึ่งมาจ่อที่ริมฝีปาก นั่งหลุบ

  • สิ้นความทรงจำ ต่อให้ชิงบัลลังก์ก็รั้งข้าไม่ได้   บทที่ 4

    มันเป็นแมวที่ข้าเก็บมาเลี้ยง นิสัยซุกซนร่าเริง ชอบกระโดดโลดเต้นไปมา ทว่ากลับคลอเคลียข้าเพียงผู้เดียว หากอวี้เอ๋อร์และเผยจื่อเยี่ยทำไม่ดีต่อข้าแม้แต่น้อย มันก็จะกางกรงเล็บแยกเขี้ยวขู่ฟ่อกลับไปทั่วร่างของข้าราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงออกไปจนหมดสิ้นในฉับพลัน น้ำเสียงสั่นพร่า“อวี้เอ๋อร์ มันคือเพื่อนของเจ้านะ เจ้าคิดว่าจะปล่อยผ่านไปง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?”อวี้เอ๋อร์น้ำตาคลอเบ้า สะอึกสะอื้นจนเอ่ยอันใดไม่ออกแววตาของซ่งหรูเหยียนซุกซ่อนความเย็นชาเยียบ จู่ๆ นางก็เริ่มโขกศีรษะให้ข้า“หากเพลิงโทสะในใจของพระชายายังไม่ดับมอด ข้ายินดีใช้ชีวิตของข้าชดใช้แทนชีวิตของมัน!”นางวิ่งเอาศีรษะชนกำแพง ร่างร่วงลงไปกองกับพื้น ผู้คนรอบข้างต่างตื่นตระหนกวุ่นวายไปหมดยามนี้ เผยจื่อเยี่ยเพิ่งจะกลับมาถึงจวนพอดี ท่าทางของเขาคล้ายกำลังโกรธจัด ทว่ากลับสั่งให้คนพาตัวซ่งหรูเหยียนออกไปก่อน อวี้เอ๋อร์เองก็ร้องไห้เดินจากไปเช่นกันเผยจื่อเยี่ยเดินมาตรงหน้าข้า น้ำเสียงเย็นชาฟาดกระหน่ำลงมา “ก็แค่แมวตัวเดียว หรือเจ้าต้องการชีวิตของหรูเหยียนจริงๆ”ข้าอุ้มเหมาฉิวที่สิ้นใจไปนานแล้วขึ้นมา แววตาหม่นหมอง นิ่งเงียบไปเนิ่นนาน จึงค่อ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status