LOGINบทที่ 4.2 ไยเจ้าช่างเหมือนดวงตะวัน
สิ้นสุดคำพูด ข้ายกยิ้มอ่อนหวานให้แก่นาง พลันเบี่ยงตัวเดินหลบไปอีกทาง ทุกคนย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่ข้าพูดนั้นคือเรื่องจริง เพราะเหตุนั้นจินเฟยจึงไม่สามารถรังแกข้าได้ง่าย ๆ ถึงแม้ข้าจะเป็นกังวลเรื่องของอาหลัน แต่นางไม่ได้อ่อนแอจนยอมคนสถานะเดียวกันข่มเหง
แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งปีที่ข้าออกจากหอนางโลม แม้ข้ามักได้มองผู้คนจากบนหอนอน หรือแม้ข้ามีทักษะการพูดชั้นเลิศ
แต่พอข้าได้พบเจอผู้คนจริง ๆ ภายในกายข้ามันตื้นตันไปหมด ข้าหันไปมองอาหลัน ดึงข้อมือนางเพื่อไปยังร้านซาลาเปาที่หมายมั่นไว้
“แม่นางเฟย ท่านคลุมใบหน้าหน่อยดีหรือไม่” อาหลันดึงชายแขนเสื้อข้า พลางยื่นผ้าโปร่งสีแดงให้
“มิจำเป็นหรอก ข้าเพียงแค่อยากออกมาสูดอากาศและเที่ยวเล่นเท่านั้น” ข้าเอ่ยพลางระบายยิ้มอ่อนโยน มองนางที่วันนี้แต่งตัวด้วยชุดสีชมพูอ่อน
“แต่ว่า…”
“มาเถิด” ข้าหัวเราะบางเบาแล้วดึงแขนนางไปยังร้านซาลาเปา
เมื่อเข้าใกล้ตลาดมากขึ้น เสียงเรียกลูกค้าจากเสี่ยวเอ้อร์ หรือจะเป็นเสียงพูดคุยของผู้คน แม้แต่กลิ่นหอมอ่อน ๆ หรือผ้าไหมชั้นดีที่วางเรียงรายต่างสร้างความตื่นเต้นให้แก่ข้ามากนัก หากพูดกันตามจริงแล้ว ข้าทำงานที่หอนางโลมเกือบหนึ่งปี แต่ก่อนหน้านั้นใช่ว่าข้าจะสามารถออกมาเผชิญโลกกว้างได้
“แม่นาง” อาหลันเอ่ยอย่างร้อนรน เมื่อเห็นชาวบ้านบางคนเริ่มจับจ้องมาที่เรา
ใช่ว่ามีแค่นางที่สังเกตเห็น แม้แต่ข้าที่ไม่ค่อยสนใจสายตาผู้ใด ข้ายังรับรู้ได้เลย “นิ่ง ๆไว้เถิด” ข้ากระซิบให้นางได้ยิน ก่อนดึงอาหลันไปยังร้านที่ข้าหมายมั่น
“ว่าอย่างไรดีแม่นาง อยากได้ซาลาเปากี่ลูกดีงั้นหรือ” แม่ค้าเอ่ยเสียงหวานในระหว่างที่กำลังเปิดฝาหม้อนึ่ง
“ท่านขายอย่างไร” ข้าเอ่ยถาม พลางกวาดสายตามองซาลาเปาที่เพิ่งนึ่งสด ๆร้อน ๆ
รออยู่นานก็ยังไม่ได้รับคำตอบเสียที ข้าจึงหันไปสบตากับแม่ค้าที่มองมาก่อนแล้ว เมื่อนางได้เห็นใบหน้าข้าอย่างถนัด นางยิ่งขมวดคิ้วพลันแปรเปลี่ยนเป็นความโกธา
“เจ้าคือเฟยเหม่ยหลิน นางคณิกาอันดับหนึ่งแห่งหอนางโลมใช่หรือไม่!” แม่ค้าตะเบ็งเสียง เรียกความสนใจจากผู้คนโดยรอบไม่น้อย
“ใช่” ข้าเอ่ยพลางมองอีกฝ่ายบ้าง
สีหน้านางยิ่งดูไม่สู้ดีนัก นางวางกระแทกฝาหม้อลง ก่อนที่นางจะเดินออกมาเพื่อประจันหน้ากับข้า
“เจ้าคือผู้หญิงที่หลอกสามีข้าเยี่ยงนั้นหรือ!” แม่ค้าตะคอกอีกครั้ง สิ่งที่นางพูดมาข้าไม่เข้าใจเลย
“เข้าใจผิดแล้วนะเจ้าคะ แม่นางเฟยไม่ได้รับแขกผู้อื่นนอกจากท่านแม่ทัพ…”
“จะไม่ใช่ได้อย่างไร เถ้าแก่เนี้ยเจ้าเป็นคนพูดเองว่าคือนาง!” หญิงแม่ค้าหันไปตะเบ็งเสียงใส่อาหลัน พร้อมทั้งชี้นิ้วมายังข้า “ไม่ใช่แค่สามีข้าที่โดนหลอก สามีของคนอื่น ๆก็เช่นเดียวกัน! เจ้ายังปกป้องนางแพศยาผู้นี้อีกหรือ!”
“แต่ว่า…”
“พอเถิดอาหลัน ต่อให้เราพูดจนน้ำลายแห้งเหือด หญิงผู้นี้ก็ยังกล่าวโทษข้าอยู่ดี” ข้าเอ่ยขึ้นในที่สุด อาหลันมองข้าอย่างไม่เข้าใจ นางดึงแขนเสื้อข้าอย่างไม่นึกยอม
“ถ้าเช่นนั้นเจ้ายอมรับแล้วใช่หรือไม่ ว่าเป็นผู้หลอกลวงสามีข้าจริง”
“ข้า…”
“ผู้ใดมีปัญหากับผู้หญิงของข้า” เสียงที่คุ้นเคยนี้ ข้าหันไปมองทางด้านหลัง เป็นไฉต๋าตงอีกครั้งที่เข้ามาช่วยข้าไว้ “นางอยู่กับข้าทุกคืนวัน เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าสามีของเจ้าโดนแม่นางเฟยหลอก”
เขาช่างมาได้ถูกจังหวะเสมอ ตั้งแต่วันแรกที่เราทั้งคู่ได้พบกัน วันที่เขาเลือกข้าให้ปรนนิบัติตลอดปี วันที่ข้าไม่จำเป็นต้องเปลืองตัวให้กับใคร
“ไฉต๋าตง” ข้าเผลอส่งเสียงออกมาอย่างลืมตัว ถึงกระนั้นเขาเพียงแค่ส่งยิ้มให้ข้า แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม
“เหม่ยหลิน เจ้าไม่ต้องกลัว”
เพราะความอ่อนโยนของเจ้า ถึงทำให้ข้ากลัวใจตนเอง กลัวว่าเมื่อข้ามิอาจห่างเจ้าได้แล้ว วันนั้นจะเป็นเจ้าที่ทอดทิ้งข้าไว้ที่หอนางโลม ถึงกระนั้นข้าเองก็คือผู้ละโมบ ข้าเองก็อยากร่วมเสวยสุขและทุกข์ไปพร้อมกันกับเจ้า
บทที่ 8.4 ของของใคร“ไม่โกรธ…”“กระซิบกระซาบพอใจกันแล้วหรือไม่” หลั่วหยางกล่าวเสียงเข้ม มองหญิงสาวที่หลุบตามองไปทางอื่น “เช่นนั้นก็เข้าเรื่องของเราเถอะ”“ในนามที่ข้าเป็นผู้อาวุโสที่เชื่อถือได้ ข้าจะเป็นสักขีพยานในครั้งนี้แล้วกัน” หมอชราเอ่ยพร้อมทั้งหัวเราะ เมื่อได้ยินคำพูดล้อเลียนจากชายหนุ่มอาภรณ์ขาวนามจินหลิวหยาง“ส่วนข้าขอใช้ตำแหน่งของตนเพื่อยืนยันในทุกคำพูดของโหวหลัวข่ายและจินหลิวหยาง” หลี่ฟ่านปิงยกยิ้มเชิดอก ขยิบตาให้กับชายหนุ่มทั้งสองที่ตนเองหมายถึง“เจ้านี่นะ” หลั่วหยางกลอกตาไปอีกทาง ก่อนหันกลับมามองหญิงสาวที่นั่งสงบนิ่ง“สิ่งที่ข้าจะกล่าวต่อไปนี้ ล้วนแล้วผ่านการไตร่ตรองมาทั้งสิ้น หลังจากวันนี้เป็นต้นไปค่ายโจรของพวกข้ายินดีเข้าร่วมกับทางการ อยู่ภายใต้การนำของหลี่ฟ่านปิง” โหวหลัวข่ายเอ่ยเสียงหนักแน่นโดยไม่คิดอ้อมค้อมแม้แต่น้อย“คำพูดเท่ ๆควรเป็นข้าที่ได้พูด” หลิวหยางบ่นอุบ ก่อนหันแย้มยิ้มหวานให้หญิงสาวในดวงใจ &l
บทที่ 8.3 ของของใคร“ใจเย็น ๆแม่นางเจีย” หมอชราหัวเราะ พลางสำรวจชายหนุ่มทั้งสองที่ได้หัวใจท่านรองหลี่ พวกเขาก็ดูภูมิฐานแต่กลับมีบุคลิกที่แตกต่างกันถึงเพียงนี้ เช่นนั้นมีตรงจุดใดที่ท่านรองหลี่ชื่นชอบกัน“พวกเจ้าคิดตุกติกจริงด้วย” โหวหลัวข่ายสบถ ก่อนออกแรงจับดาบแน่น“ท่านหัวหน้าโหว! ท่านช่วยข้าด้วย!” เหม่ยหลางออกแรงดิ้นให้แรงขึ้น เรียกสีหน้าตกใจจากหลั่วหยางได้ไม่น้อย เขากลัวว่าจะกระทบกระเทือนไปถึงลูกของนาง ทำท่าทางหมายจะปรามเจ้าหมอเฒ่ามากเล่ห์ที่คิดวิธีการแผลง ๆทว่าเมื่อหมอชรายกเข็มใหญ่ปลายทู่ ๆจ่อตรงคอหอยนาง หญิงสาวจึงสงบลงในที่สุด ชายชราหันไปยิ้มให้พวกเขาทั้งสี่คน ก่อนหันไปทางโหวหลัวข่ายและจินหลิวหยาง“พวกท่านวางใจได้ ข้าไม่ใช่คนที่เชื่อใจได้ยากอย่างแน่นอน ใช่หรือไม่แม่นางเจีย" หมอชราเอ่ยเสียงนุ่ม ก่อนหัวเราะอย่างชอบใจ“พวกท่าน?” เหม่ยหลางกลืนน้ำลาย พอจิตใจสงบจึงรับรู้ถึงสายตาที่มองมา ความกลัวเริ่มก่อขึ้นในจิตใจ“เหม่ยหลางมาอยู่กับพวกข้า” หลัวข่ายออกคำ
บทที่ 8.2 ของของใครสิ้นประโยคนั้นทั้งโหวหลัวข่ายและจินหลิวหยางต่างเดินกลับไปยังทิศทางที่จากมา ทิ้งไว้แต่หญิงสาวที่เริ่มอยู่ไม่สุข เหตุใดพวกเขาจะทำการใดถึงต้องมาแจ้งนางกัน ทั้ง ๆที่ทุกครั้งความเห็นของนางใช่ว่าจะสำคัญอันใดหญิงสาวมองแผ่นหลังของคนทั้งสอง แม้ปากดีบอกไม่สนใจ แต่ว่านางกลับกังวลเสียจนเริ่มอยู่ไม่นิ่ง นางกวาดสายตามองโดยรอบ ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่พวกผู้คุมหายตัวไปแม้เกิดความสงสัย แต่นางรีบเดินออกจากเรือนนอนมุ่งตรงไปยังกำแพงค่ายที่อยู่ไม่ไกลมากนัก ทว่าเหตุใดถึงได้ราบรื่นเช่นนี้ใช้เวลาหนึ่งเค่อในที่สุดนางเดินห่างออกมาจากค่าย หญิงสาวสูดลมหายใจสงบคลื่นความกังวล“แค่ออกมาเดินเล่นเท่านั้น ไม่ได้กังวลสิ่งใดเลย” เหม่ยหลางพึมพำ ก่อนหลบเข้าหลังต้นไม้เมื่อเห็นคนลาดตระเวน“นั่นมันใช่คนของหลั่วหยางหรือไม่” หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่ว ลอบมองชายทั้งสองเดินแยกออกจากกันใช้เวลาคิดอีกเล็กน้อยแล้วรีบมุ่งตรงไปยังนายทหารที่ดูท่าทางอ่อนแอกว่า อาศัยจังหวะที่เขาเผลอสกัดจุดชายหนุ่มก่อนรีบเปลื้องผ้าเขาเพื่อผลัดเปลี่ยนกั
บทที่ 8.1 ของของใคร“ความสงบนี้ มันมีมากเกินไปหรือเปล่า” เหม่ยหลางรำพึงพลางทอดสายตามองท้องฟ้าโปร่งใสเวลาล่วงเลยผ่านมาหลายวันแล้ว แม้ท่านหัวหน้าจะมอบยาที่ดีที่สุดในการบำรุงครรภ์ อีกทั้งยังจัดคนคอยเฝ้าอารักขา แต่ไม่รู้เหตุใดคนเหล่านั้นกลับดูไม่ค่อยทำหน้าที่เสียเท่าไหร่นัก หรือตาเฒ่านั่นได้ซื้อตัวคนพวกนี้ไว้?เพียงแต่ว่าพอตาเฒ่านั้นเดินเข้ามาใกล้ คนที่ดูทำท่าทางเฉยชาก็รีบทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายอย่างเคร่งครัด คงมีเพียงเวยหลั่วหยางผู้นั้นที่มักเข้า ๆออก ๆห้องของนางราวกับเป็นเจ้าของห้องเสียเอง ทั้ง ๆที่ได้ตัวหลี่ฟ่านปิงไปแล้ว เหตุใดถึงยังไม่ถอนค่ายไปอีกแม้เขาไม่ได้ปรากฏตัวสู่สายตา แต่ว่ากลับรับรู้ได้ว่าในห้องไม่ได้มีเพียงแค่นาง ครั้นจะให้คนมาเฝ้าถึงในเรือนนอน สตรีเหล่านั้นก็คงไม่ยินยอมเช่นกัน“หรือข้าควรหลบหนีออกไปดี” เหม่ยหลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ยังคงเหม่อลอยออกไปไกลแสนไกล“หนีไปที่ใด”“ว้าย! ท่านหัวหน้าจิน!”เจียเหม่ยหลางลูบหน้าอกหลังร้องดังลั่น นางมองท่านหัวหน้าทั
บทที่ 7.4 กลับคืนสู่สถานที่เดิมยามจื่อ (23.00 – 24.59 น.) ภายในค่ายโจรที่ค่อนข้างเงียบเชียบ แม้มีเวรยามคอยนั่งผิงไฟอยู่ไม่ห่างจากเรือนนอนของเจียเหม่ยหลาง ทว่าคนพวกนั้นหาได้เป็นปัญหาต่อเวยหลั่วหยางไม่เขากวาดสายตามองให้ทั่วบริเวณก่อนรีบแทรกตัวผ่านบานประตูใหญ่ หากฟ่านปิงไม่ได้โกหกเขา เรือนแห่งนี้คงเป็นเรือนนอนของแม่นางเจียผู้นั้น เขากวาดสายตาสำรวจภายในห้อง พลางกลิ่นกำยานหอม ๆแตะเข้ากับปลายจมูกชายหนุ่มสูดหายใจช้า ๆแล้วย่างก้าวอย่างเงียบเชียบจนไปถึงตั่งเตียงของอีกฝ่ายที่ม่านโปร่งได้คลุมไว้ มองใบหน้าด้านข้างของนางที่หลับใหลอย่างสงบยามอยู่ที่ค่าย เขาไม่ค่อยได้สังเกตมากนัก เพียงแค่มองใบหน้านางกับผิวขาวนวลผ่อง ท่อนเอ็นของเขาก็แทบลุกชันจนไม่อาจควบคุมสติได้อยู่ ทว่าในยามนี้ที่นางตั้งท้องลูกของเขา ชายหนุ่มไม่อาจกระทำการเช่นนั้นกับนางได้อีกเขาเลิกม่านขึ้นอย่างช้า ๆเพื่อให้ได้เห็นดวงหน้ายามนี้ได้ถนัดนัก ก่อนเกลี่ยปอยเส้นผมเล็กให้พ้นไปจากสายตา ลากนิ้วเรียวยาววนเวียนอยู่เหนือริมฝีปากอวบอิ่มครั
บทที่ 7.3 กลับคืนสู่สถานที่เดิม“เช่นนั้น…”“เวยหลั่วหยาง! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงทำให้ท่านพี่เหม่ยหลางท้อง!”ในชั่วขณะคำพูดนั้นปรากฏขึ้น หลั่วหยางที่หมายจะสั่งถอนค่ายหยุดชะงัก เขากลืนน้ำลายแล้วหันไปทางที่มาของเสียงหญิงสาวร่างเล็กในท่าทางดุจชายชาตรียืนปั้นหน้าทมึงตึงจ้องมาทางเขา ทว่าท่าทางที่ดูแข็งแรงดีนั่น เขาหาได้สนใจไม่ แต่เป็นคำพูดของนางมากกว่า“ว่าอย่างไรนะ” หลั่วหยางผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ในใจเต้นเร็วสลับหนักหน่วง ความปวดในหัวใจทำให้เขาไม่รู้ว่าควรแสดงสีหน้าเช่นไร“จอมทารุณเช่นเจ้า แม้แต่จิตใจสตรียังไม่ละเว้น เจ้ารู้หรือไม่ ว่าหากนางยังอาศัยในค่ายโจรแห่งนั้นจะเจอกับอันใดบ้าง! เจ้าต้องการฆ่านางให้ตายทั้งเป็นเลยหรือ!”“ฟ่านปิง… เจ้าบอกว่านางท้อง… ท้องจริง ๆงั้นหรือ!”หลี่ฟ่านปิงส่งเสียงหัวเราะในลำคอ พร้อมทั้งกลอกตามองไปอีกฝั่ง ชายผู้นี้คิดว่านางจะโกหกไปเพื่อสิ่งใด พลันเคลื่อนสายตากลับมามองเขา แ
บทที่ 6.1 ความจริงก็คือความจริงข้าแง้มประตูออกไปมองภายนอกเรือนกลาง ทุกคนภายในที่นี้หายไปจนเกือบหมด อีกทั้งมันกลับสงบจนน่าแปลกใจ ข้ารีบปิดประตูอีกครั้งเมื่อมีผู้ชายสองคนเดินผ่านทางข้างหน้า พลางเงี่ยมหูฟังเสียงการเคลื่อนไหวในแบบที่ฟ่านปิงเคยสอนไว้“เ
บทที่ 4.2 แม่นางหลี่ฟ่านปิงท้ายที่สุดข้าเดินออกไปโดยมีจุดหมายภายในใจ ตลอดเวลาที่ข้าอยู่ภายในกองโจร มีผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ข้าพอพูดคุยกับนางได้ แม้จะเป็นนางที่ดูเก้ ๆกัง ๆยามข้าชวนคุย แต่ไม่ว่าครั้งใดนางก็ยอมพาข้าเที่ยวเล่นเสียทุกที“แม่นางหลี่!” ข้าส่งเสียงโบกมือเ
บทที่ 5.2 เพียงแต่เจ้าขอ“คำพูดน่าอายเช่นนั้นข้าจะพูดได้อย่างไร” ข้าเอ่ยพร้อมหลุบตามองต่ำ“หึ ๆ” เล่อคุนส่งเสียงหัวเราะอีกครั้ง ข้าเห็นว่าเขากำลังจะหมุนตัวเดินหนีไป สองฝ่ามือเล็กเลยคว้าท่อนแขนแกร่งไว้เขามองข้าพร้อมเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย แต่
บทที่ 9.3 ลาก่อนในตอนที่ข้ากำลังเงื้อมมือขึ้นสูงเพื่อปลิดชีวิตตัวเอง สัมผัสจากฝ่ามือหยาบจับข้อมือข้าไว้ พอข้าลืมตาได้เห็นร่างอันคุ้นเคย น้ำตาข้าไหลอาบพวงแก้มทั้งสองข้าง เขาดึงข้าเข้าสู่อ้อมแขน พลางลูบแผ่นหลังอย่างแผ่วเบา“ข้ามาช่วยเจ้าแล้วเหม่ยหลิน







