LOGINบทที่ 4.1 ไยเจ้าช่างเหมือนดวงตะวัน
ในวันนี้แสงอาทิตย์ช่างอบอุ่นนัก ข้ารำพึงภายในใจพลางมองออกไปยังนอกหน้าต่าง ตั้งแต่ที่ข้าได้ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในสาวงาม แม้แต่ปลายดอกหญ้าก็หาได้แตะต้องโดนข้าไม่ ความงดงามนั้นมักมาพร้อมอิสระที่ถูกลิดรอน
พอนึกเช่นนั้น ลมหายใจจึงถูกระบายออกมาอย่างเสียดาย ข้าย่างกรายไปยังริมหน้าต่าง มองผู้คนที่สัญจรบนท้องถนน ช่างดูวุ่นวายนัก แต่มันกลับมีชีวิตชีวาเสียยิ่งกว่าหอนางโลมนี้อีก
“แม่นางเฟย” อาหลันส่งเสียงเรียกเมื่อเปิดประตูเข้ามา ภายในถาดของนางมีเพียงแค่ข้าวต้มถ้วยเล็กและหินชุบเกลือไม่กี่ก้อน
“เท่านั้นหรือ” ข้าเอ่ยพลางเลิกคิ้วมองสิ่งที่อยู่ในถาด
“เถ้าแก่เนี้ยกล่าวว่า แม่นางเฟยสร้างความอับอายให้แก่นาง อีกทั้งสร้างความโกลาหลภายในหอนางโลม นี่จึงเป็นบทลงโทษจากนางเจ้าค่ะ” อาหลันกล่าว พลางวางถาดอาหารไว้บนโต๊ะ
“แล้วของเจ้าเล่า” ข้าเอ่ยถามเสียงเรียบ หันออกไปมองยังตลาดข้างล่างอีกครั้ง
“ของข้ามิเป็นไรหรอกเจ้าค่ะ แม่นางเฟยกินให้อิ่มเถิด” นางกล่าว น้ำเสียงเจือแววเศร้าอยู่หลายส่วน
ข้ามิตอบอันใด พวกเราต่างรู้กันดีถึงนิสัยเอาแต่ใจของจินเฟย หากไม่ใช่เพราะมารดาของนางขอร้องไว้ มีหรือที่ข้าจะต้องทนโดนรังแก
แต่ว่า… ข้าเองก็หาใช่คนใจดีไม่ แม้ข้าไม่อิสระเฉกเช่นวิหค แต่ข้าถือได้ว่าตนเองไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้ความโหดร้ายเช่นนี้
หากไม่ใช่เพราะไฉต๋าตง ข้าไม่มีความคิดที่จะต้องทนอยู่ภายในหอนางโลมเลย
“แม่นาง” อาหลันส่งเสียงเรียกเบา ๆ “หากยังไม่รีบกิน ข้าเกรงว่าข้าวต้มนี่จะเย็นชืดจนไม่น่ารับประทานได้”
“อาหลัน” ข้าเอ่ยขึ้นในที่สุด
“เจ้าคะ”
“เจ้ายังต้องทำงานใช้แรงกายมากกว่าข้า หากไม่มีอะไรตกถึงท้อง มีหรือว่าเจ้าไม่เป็นลมไปเสียก่อน”
“ข้าไม่เป็นไรจริง ๆเจ้าค่ะ” อาหลันกล่าว นางรีบเขยิบเข้ามาใกล้ “แค่ข้าได้รับความเอ็นดูจากท่าน เท่านั้นก็เพียงพอให้ข้าอยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว”
จริงสิ นางถูกครอบครัวขายให้กับหอนางโลม หากไม่ใช่เพราะนางป่วยเป็นโรคร้าย มีหรือที่เด็กสาวหน้าตาสะสวยจะไม่ถูกนำมาเป็นนางคณิกา
“ไปกันเถอะ” ข้าเอ่ยขึ้นอีกครั้ง มองไปยังร้านซาลาเปาที่ดูท่าน่าอร่อย
“ไปไหนหรือเจ้าคะ”
“เราไปหาอะไรกินที่ตลาดกัน” ข้ากล่าวจบ อาหลันแทบลงไปคุกเข่า หากข้าไม่ดึงแขนนางไว้ นางคงทำร้ายร่างกายตนเองเสียแล้ว
“แม่นางเฟย หากทำเช่นนั้น ท่านจะโดนโทษโบยนะเจ้าคะ” อาหลันกล่าวด้วยแววตาตื่นตระหนก “หากเป็นข้านั้นพอทนไหว แต่ท่านไม่ไหวหรอกนะเจ้าคะ!”
ข้ามองใบหน้าหวานที่น้ำตาเริ่มเอ่อคลอ นางนั้นเป็นเด็กดี เหตุใดข้าถึงจะไม่ชอบนางเล่า อีกทั้งข้าเองก็ไม่ยอมให้เด็กสาวแสนดีผู้นี้ต้องเจ็บตัวหรอก แต่ข้าจำเป็นต้องทำให้จินเฟยเห็น ว่าความโหดเหี้ยมของนางหาได้ทำข้าเกรงกลัว
“ข้ารับผิดชอบเอง เจ้าแค่ตามข้ามาก็พอ” ข้าเอ่ยเสียงราบเรียบ ก่อนหมุนตัวเดินไปทางโต๊ะเครื่องแป้ง
หลังจากที่ข้าประทินโฉมเรียบร้อยแล้ว เมื่อข้าก้าวลงบันไดจนมาถึงชั้นล่างสุด จินเฟยที่กำลังยืนกำกับเสี่ยวเอ้อร์ผู้หนึ่งรีบเข้ามาขวางข้า
“จะไปที่ใดเหม่ยหลิน” จินเฟยเท้าสะเอวมองข้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “หรือว่าเจ้าจะไปเรียกแขกให้อย่างนั้นหรือ” สิ้นเสียงของนาง เหล่าคนสนิทที่มักยกยอปอปั้นหัวเราะเยาะตาม
“หน้าที่เรียกแขก คนของเจ้ายังทำไม่ได้ หอนางโลมนี้คงได้พินาศในมือเจ้าเสียแล้ว” ข้ากอดอกแล้วจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเหยียดหยัน
“แสดงว่าอาหารของข้ามันเลิศหรูเกินไปงั้นหรือ เจ้าถึงได้กล้าลามปามเช่นนี้!” จินเฟยเขวี้ยงถ้วยชาจนเศษแก้วเกือบบาดโดนตัวข้า ซึ่งมันไม่ได้สร้างความหวั่นเกรงอันใดให้เลย
“จินเฟยเอ๋ย เมื่อใดที่สัญญาใจระหว่างข้าและฮูหยินจินสิ้นสุดลง เมื่อนั้นแลจะถึงคราววินาศของหอนางโลมเจ้า” ข้าเอ่ยพลางขยับตัวเข้าใกล้นาง “เจ้ารู้ดีนี่ ว่าสมัญญานามหญิงงามล่มเมือง หาได้มีผู้ใดเทียบเทียมได้ง่ายไม่ เมื่อใดที่ข้าจากไป เมื่อนั้นต่อให้เจ้าอ้อนวอน ข้าย่อมไม่ปรานีแน่”
บทที่ 8.4 ของของใคร“ไม่โกรธ…”“กระซิบกระซาบพอใจกันแล้วหรือไม่” หลั่วหยางกล่าวเสียงเข้ม มองหญิงสาวที่หลุบตามองไปทางอื่น “เช่นนั้นก็เข้าเรื่องของเราเถอะ”“ในนามที่ข้าเป็นผู้อาวุโสที่เชื่อถือได้ ข้าจะเป็นสักขีพยานในครั้งนี้แล้วกัน” หมอชราเอ่ยพร้อมทั้งหัวเราะ เมื่อได้ยินคำพูดล้อเลียนจากชายหนุ่มอาภรณ์ขาวนามจินหลิวหยาง“ส่วนข้าขอใช้ตำแหน่งของตนเพื่อยืนยันในทุกคำพูดของโหวหลัวข่ายและจินหลิวหยาง” หลี่ฟ่านปิงยกยิ้มเชิดอก ขยิบตาให้กับชายหนุ่มทั้งสองที่ตนเองหมายถึง“เจ้านี่นะ” หลั่วหยางกลอกตาไปอีกทาง ก่อนหันกลับมามองหญิงสาวที่นั่งสงบนิ่ง“สิ่งที่ข้าจะกล่าวต่อไปนี้ ล้วนแล้วผ่านการไตร่ตรองมาทั้งสิ้น หลังจากวันนี้เป็นต้นไปค่ายโจรของพวกข้ายินดีเข้าร่วมกับทางการ อยู่ภายใต้การนำของหลี่ฟ่านปิง” โหวหลัวข่ายเอ่ยเสียงหนักแน่นโดยไม่คิดอ้อมค้อมแม้แต่น้อย“คำพูดเท่ ๆควรเป็นข้าที่ได้พูด” หลิวหยางบ่นอุบ ก่อนหันแย้มยิ้มหวานให้หญิงสาวในดวงใจ &l
บทที่ 8.3 ของของใคร“ใจเย็น ๆแม่นางเจีย” หมอชราหัวเราะ พลางสำรวจชายหนุ่มทั้งสองที่ได้หัวใจท่านรองหลี่ พวกเขาก็ดูภูมิฐานแต่กลับมีบุคลิกที่แตกต่างกันถึงเพียงนี้ เช่นนั้นมีตรงจุดใดที่ท่านรองหลี่ชื่นชอบกัน“พวกเจ้าคิดตุกติกจริงด้วย” โหวหลัวข่ายสบถ ก่อนออกแรงจับดาบแน่น“ท่านหัวหน้าโหว! ท่านช่วยข้าด้วย!” เหม่ยหลางออกแรงดิ้นให้แรงขึ้น เรียกสีหน้าตกใจจากหลั่วหยางได้ไม่น้อย เขากลัวว่าจะกระทบกระเทือนไปถึงลูกของนาง ทำท่าทางหมายจะปรามเจ้าหมอเฒ่ามากเล่ห์ที่คิดวิธีการแผลง ๆทว่าเมื่อหมอชรายกเข็มใหญ่ปลายทู่ ๆจ่อตรงคอหอยนาง หญิงสาวจึงสงบลงในที่สุด ชายชราหันไปยิ้มให้พวกเขาทั้งสี่คน ก่อนหันไปทางโหวหลัวข่ายและจินหลิวหยาง“พวกท่านวางใจได้ ข้าไม่ใช่คนที่เชื่อใจได้ยากอย่างแน่นอน ใช่หรือไม่แม่นางเจีย" หมอชราเอ่ยเสียงนุ่ม ก่อนหัวเราะอย่างชอบใจ“พวกท่าน?” เหม่ยหลางกลืนน้ำลาย พอจิตใจสงบจึงรับรู้ถึงสายตาที่มองมา ความกลัวเริ่มก่อขึ้นในจิตใจ“เหม่ยหลางมาอยู่กับพวกข้า” หลัวข่ายออกคำ
บทที่ 8.2 ของของใครสิ้นประโยคนั้นทั้งโหวหลัวข่ายและจินหลิวหยางต่างเดินกลับไปยังทิศทางที่จากมา ทิ้งไว้แต่หญิงสาวที่เริ่มอยู่ไม่สุข เหตุใดพวกเขาจะทำการใดถึงต้องมาแจ้งนางกัน ทั้ง ๆที่ทุกครั้งความเห็นของนางใช่ว่าจะสำคัญอันใดหญิงสาวมองแผ่นหลังของคนทั้งสอง แม้ปากดีบอกไม่สนใจ แต่ว่านางกลับกังวลเสียจนเริ่มอยู่ไม่นิ่ง นางกวาดสายตามองโดยรอบ ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่พวกผู้คุมหายตัวไปแม้เกิดความสงสัย แต่นางรีบเดินออกจากเรือนนอนมุ่งตรงไปยังกำแพงค่ายที่อยู่ไม่ไกลมากนัก ทว่าเหตุใดถึงได้ราบรื่นเช่นนี้ใช้เวลาหนึ่งเค่อในที่สุดนางเดินห่างออกมาจากค่าย หญิงสาวสูดลมหายใจสงบคลื่นความกังวล“แค่ออกมาเดินเล่นเท่านั้น ไม่ได้กังวลสิ่งใดเลย” เหม่ยหลางพึมพำ ก่อนหลบเข้าหลังต้นไม้เมื่อเห็นคนลาดตระเวน“นั่นมันใช่คนของหลั่วหยางหรือไม่” หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่ว ลอบมองชายทั้งสองเดินแยกออกจากกันใช้เวลาคิดอีกเล็กน้อยแล้วรีบมุ่งตรงไปยังนายทหารที่ดูท่าทางอ่อนแอกว่า อาศัยจังหวะที่เขาเผลอสกัดจุดชายหนุ่มก่อนรีบเปลื้องผ้าเขาเพื่อผลัดเปลี่ยนกั
บทที่ 8.1 ของของใคร“ความสงบนี้ มันมีมากเกินไปหรือเปล่า” เหม่ยหลางรำพึงพลางทอดสายตามองท้องฟ้าโปร่งใสเวลาล่วงเลยผ่านมาหลายวันแล้ว แม้ท่านหัวหน้าจะมอบยาที่ดีที่สุดในการบำรุงครรภ์ อีกทั้งยังจัดคนคอยเฝ้าอารักขา แต่ไม่รู้เหตุใดคนเหล่านั้นกลับดูไม่ค่อยทำหน้าที่เสียเท่าไหร่นัก หรือตาเฒ่านั่นได้ซื้อตัวคนพวกนี้ไว้?เพียงแต่ว่าพอตาเฒ่านั้นเดินเข้ามาใกล้ คนที่ดูทำท่าทางเฉยชาก็รีบทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายอย่างเคร่งครัด คงมีเพียงเวยหลั่วหยางผู้นั้นที่มักเข้า ๆออก ๆห้องของนางราวกับเป็นเจ้าของห้องเสียเอง ทั้ง ๆที่ได้ตัวหลี่ฟ่านปิงไปแล้ว เหตุใดถึงยังไม่ถอนค่ายไปอีกแม้เขาไม่ได้ปรากฏตัวสู่สายตา แต่ว่ากลับรับรู้ได้ว่าในห้องไม่ได้มีเพียงแค่นาง ครั้นจะให้คนมาเฝ้าถึงในเรือนนอน สตรีเหล่านั้นก็คงไม่ยินยอมเช่นกัน“หรือข้าควรหลบหนีออกไปดี” เหม่ยหลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ยังคงเหม่อลอยออกไปไกลแสนไกล“หนีไปที่ใด”“ว้าย! ท่านหัวหน้าจิน!”เจียเหม่ยหลางลูบหน้าอกหลังร้องดังลั่น นางมองท่านหัวหน้าทั
บทที่ 7.4 กลับคืนสู่สถานที่เดิมยามจื่อ (23.00 – 24.59 น.) ภายในค่ายโจรที่ค่อนข้างเงียบเชียบ แม้มีเวรยามคอยนั่งผิงไฟอยู่ไม่ห่างจากเรือนนอนของเจียเหม่ยหลาง ทว่าคนพวกนั้นหาได้เป็นปัญหาต่อเวยหลั่วหยางไม่เขากวาดสายตามองให้ทั่วบริเวณก่อนรีบแทรกตัวผ่านบานประตูใหญ่ หากฟ่านปิงไม่ได้โกหกเขา เรือนแห่งนี้คงเป็นเรือนนอนของแม่นางเจียผู้นั้น เขากวาดสายตาสำรวจภายในห้อง พลางกลิ่นกำยานหอม ๆแตะเข้ากับปลายจมูกชายหนุ่มสูดหายใจช้า ๆแล้วย่างก้าวอย่างเงียบเชียบจนไปถึงตั่งเตียงของอีกฝ่ายที่ม่านโปร่งได้คลุมไว้ มองใบหน้าด้านข้างของนางที่หลับใหลอย่างสงบยามอยู่ที่ค่าย เขาไม่ค่อยได้สังเกตมากนัก เพียงแค่มองใบหน้านางกับผิวขาวนวลผ่อง ท่อนเอ็นของเขาก็แทบลุกชันจนไม่อาจควบคุมสติได้อยู่ ทว่าในยามนี้ที่นางตั้งท้องลูกของเขา ชายหนุ่มไม่อาจกระทำการเช่นนั้นกับนางได้อีกเขาเลิกม่านขึ้นอย่างช้า ๆเพื่อให้ได้เห็นดวงหน้ายามนี้ได้ถนัดนัก ก่อนเกลี่ยปอยเส้นผมเล็กให้พ้นไปจากสายตา ลากนิ้วเรียวยาววนเวียนอยู่เหนือริมฝีปากอวบอิ่มครั
บทที่ 7.3 กลับคืนสู่สถานที่เดิม“เช่นนั้น…”“เวยหลั่วหยาง! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงทำให้ท่านพี่เหม่ยหลางท้อง!”ในชั่วขณะคำพูดนั้นปรากฏขึ้น หลั่วหยางที่หมายจะสั่งถอนค่ายหยุดชะงัก เขากลืนน้ำลายแล้วหันไปทางที่มาของเสียงหญิงสาวร่างเล็กในท่าทางดุจชายชาตรียืนปั้นหน้าทมึงตึงจ้องมาทางเขา ทว่าท่าทางที่ดูแข็งแรงดีนั่น เขาหาได้สนใจไม่ แต่เป็นคำพูดของนางมากกว่า“ว่าอย่างไรนะ” หลั่วหยางผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ในใจเต้นเร็วสลับหนักหน่วง ความปวดในหัวใจทำให้เขาไม่รู้ว่าควรแสดงสีหน้าเช่นไร“จอมทารุณเช่นเจ้า แม้แต่จิตใจสตรียังไม่ละเว้น เจ้ารู้หรือไม่ ว่าหากนางยังอาศัยในค่ายโจรแห่งนั้นจะเจอกับอันใดบ้าง! เจ้าต้องการฆ่านางให้ตายทั้งเป็นเลยหรือ!”“ฟ่านปิง… เจ้าบอกว่านางท้อง… ท้องจริง ๆงั้นหรือ!”หลี่ฟ่านปิงส่งเสียงหัวเราะในลำคอ พร้อมทั้งกลอกตามองไปอีกฝั่ง ชายผู้นี้คิดว่านางจะโกหกไปเพื่อสิ่งใด พลันเคลื่อนสายตากลับมามองเขา แ
บทที่ 6.1 ความจริงก็คือความจริงข้าแง้มประตูออกไปมองภายนอกเรือนกลาง ทุกคนภายในที่นี้หายไปจนเกือบหมด อีกทั้งมันกลับสงบจนน่าแปลกใจ ข้ารีบปิดประตูอีกครั้งเมื่อมีผู้ชายสองคนเดินผ่านทางข้างหน้า พลางเงี่ยมหูฟังเสียงการเคลื่อนไหวในแบบที่ฟ่านปิงเคยสอนไว้“เ
บทที่ 4.2 แม่นางหลี่ฟ่านปิงท้ายที่สุดข้าเดินออกไปโดยมีจุดหมายภายในใจ ตลอดเวลาที่ข้าอยู่ภายในกองโจร มีผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ข้าพอพูดคุยกับนางได้ แม้จะเป็นนางที่ดูเก้ ๆกัง ๆยามข้าชวนคุย แต่ไม่ว่าครั้งใดนางก็ยอมพาข้าเที่ยวเล่นเสียทุกที“แม่นางหลี่!” ข้าส่งเสียงโบกมือเ
บทที่ 5.2 เพียงแต่เจ้าขอ“คำพูดน่าอายเช่นนั้นข้าจะพูดได้อย่างไร” ข้าเอ่ยพร้อมหลุบตามองต่ำ“หึ ๆ” เล่อคุนส่งเสียงหัวเราะอีกครั้ง ข้าเห็นว่าเขากำลังจะหมุนตัวเดินหนีไป สองฝ่ามือเล็กเลยคว้าท่อนแขนแกร่งไว้เขามองข้าพร้อมเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย แต่
บทที่ 9.3 ลาก่อนในตอนที่ข้ากำลังเงื้อมมือขึ้นสูงเพื่อปลิดชีวิตตัวเอง สัมผัสจากฝ่ามือหยาบจับข้อมือข้าไว้ พอข้าลืมตาได้เห็นร่างอันคุ้นเคย น้ำตาข้าไหลอาบพวงแก้มทั้งสองข้าง เขาดึงข้าเข้าสู่อ้อมแขน พลางลูบแผ่นหลังอย่างแผ่วเบา“ข้ามาช่วยเจ้าแล้วเหม่ยหลิน







