LOGINบทที่ 5.1 คำบอกรักของสองเรา
ตั้งแต่ที่ข้าได้ไฉต๋าตงให้พ้นจากสถานการณ์น่าอึดอัด แม้ว่าข้าขอตัวกลับก่อน แต่อีกฝ่ายดึงดันพาข้าเที่ยวชมเมือง ข้าลอบมองใบหน้าด้านข้างของเขา แม้สงบนิ่งแต่ข้ารับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายอ่อนโยนมากแค่ไหน
“เหม่ยหลินเจ้าชอบหรือไม่” ต๋าตงเอ่ยเสียงนุ่มนวลพร้อมทั้งหันกลับมามองข้า เขาพาข้าล่องเรือพาดผ่านอาคารบ้านเรือนที่ประดับประดาอย่างสวยงาม ช่างน่าตื่นตาตื่นใจจริง ๆ
“ชอบมากเจ้าค่ะนายท่าน” ข้าระบายยิ้มหวาน แล้วหันไปทอดสายตามองข้างทาง
“บอกแล้วว่าอย่างไร เรียกชื่อข้าเถอะนะเหม่ยหลิน” ต๋าตงปั้นหน้าบึ้งตึง เพียงชั่วครู่เท่านั้น เขาขยับมานั่งยังฝั่งข้า “ข้าคือต๋าตงของเจ้าเพียงผู้เดียวนะเหม่ยหลิน”
แม้สิ่งที่ได้ยินสร้างความปั่นป่วนภายในใจ แม้ข้าอยากเรียกชื่อเขาวันละหลาย ๆหน ทว่าข้าเป็นเพียงแค่คนไม่มีสิทธิ์นั้น
“นายท่านอย่าทำข้าลำบากใจเลย หากในเวลางานการที่ข้าทำตามท่านร้องขอ ข้าย่อมทำได้ แต่ในยามนี้…” ข้าหันไปสบตาสีหมึกของอีกฝ่าย อยากให้เขารับรู้ถึงภายในจิตใจของข้า
“เจ้าช่างดื้อดึงนัก” ไฉต๋าตงขมวดคิ้ว “ข้าสั่งให้เจ้าเรียกชื่อข้าตั้งแต่เวลานี้จนตลอดไป เจ้าเข้าใจหรือไม่”
ข้าไม่ตอบ เพียงแค่มองฝ่ามือหนาของอีกฝ่ายที่เอื้อมมาประคองแก้ม เราสบตากันแม้มีเสียงวิหคดังอยู่ไม่ไกล ข้าหลับตาพริ้มยกมือจับฝ่ามือเขา กอบโกยความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมายังตัวข้า
เราล่องเรือชมวิวทิวทัศน์ จนล่วงเลยเข้าสู่ยามซวีที่ดวงตะวันลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ข้าลงจากรถม้าโดยมีไฉต๋าตงคอยประคอง ตอนที่ข้ากำลังจากลากับอีกฝ่าย จินเฟยเดินมายังพวกเราด้วยใบหน้าบึ้งตึง
รู้ได้ทันทีว่านางกำลังโมโหข้า ต่อให้มีไฉต๋าตงอยู่ข้างกาย นางก็พร้อมที่จะสั่งลงโทษตามกฎหอนางโลม ข้าระบายลมหายใจพลางหมุนตัวไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย แต่ต๋าตงกลับดึงข้าให้เข้าสู่อ้อมแขน แม้ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด แต่ข้ายอมเอนซบยังอกแกร่งนั้น
“คารวะท่านแม่ทัพไฉ” จินเฟยคำนับคนข้างกายข้า นางมองพวกเราด้วยสายตาสงบนิ่ง แต่กลับยกยิ้มอย่างมาดร้าย
“วันนี้แม่นางเฟยคงไม่สามารถปรนนิบัติท่านได้ เพราะนางฝ่าฝืนกฎหอนางโลม ข้าจำเป็นต้องลงโทษนาง หวังว่าท่านที่ยึดมั่นในกฎระเบียบจะเข้าใจ”
จินเฟยกล่าวเช่นนั้นทั้งเพื่อกดดันไม่ให้ต๋าตงเข้าข้างข้า และเพื่อประกาศให้ข้ารู้ว่า หาได้มีผู้ใดคอยช่วยเหลือข้าตลอดเวลาไม่
“แม่นางจินคงไม่ลืมหรอกนะ ว่าข้านั้นซื้อตัวแม่นางเฟยหนึ่งปี เพราะฉะนั้นนางจึงควรปรนนิบัติข้าให้สมกับจำนวนเงิน ใช่หรือไม่?” ต๋าตงเอ่ย เขาบีบหัวไหล่ข้าแน่นเล็กน้อย ราวกับยืนยันว่าตัวเขาอยู่ข้างกายเสมอ
“ถ้างั้นจะให้ข้าปล่อยนางไปงั้นหรือ ท่านคิดว่าผู้อื่นเมื่อเห็นแม่นางเฟยทำผิดกฎแต่ไม่ได้รับโทษ พวกเขาจะยังยำเกรงในระเบียบของข้าหรือไม่” จินเฟยยกยิ้มร้าย นางหยิบไม้ที่ถูกเหลาจนบางมาถือไว้ “อย่างน้อยก็ต้องให้ข้าได้โบยนางเสียก่อน แล้วท่านจะให้นางปรนนิบัติเช่นไรก็เรื่องของท่าน”
“หึ” ไฉต๋าตงส่งเสียงในลำคอ เขาหันไปทางนายทหารผู้หนึ่งที่ยืนไม่ไกล “เจ้าไปรายงานใต้เท้าหวังที่ศาลต้าหลี่เรื่องความผิดของนาง บอกกับใต้เท้าว่าแม่นางจินหลอกลวงลูกค้า โดยอ้างนามของแม่นางเฟย”
“ท่าน!” จินเฟยหน้าถอดสี นางกลืนน้ำลายแล้วชำเลืองมาทางข้า “นางเป็นแค่หญิงคณิกา!…”
“เหม่ยหลินของข้า เจ้าช่วยข้าอาบน้ำได้หรือไม่ ในแคว้นนี้ไม่มีใครรู้ใจข้าเท่าเจ้าอีกแล้ว” ไฉต๋าตงหันมาระบายยิ้มหวาน ข้ามองรอยยิ้มแสนสวยนั่น พลันชำเลืองมองทางจินเฟยที่ยืนกำหมัดแน่น
ต่อให้วันพรุ่งนี้ข้าต้องโดนโทษโบยเป็นพันครั้ง หรือต้องโดนฟาดด้วยแส้หางกระเบน ขอแค่ได้เห็นรอยยิ้มอันอ่อนโยนนี้ ข้าย่อมยินดี
บทที่ 8.4 ของของใคร“ไม่โกรธ…”“กระซิบกระซาบพอใจกันแล้วหรือไม่” หลั่วหยางกล่าวเสียงเข้ม มองหญิงสาวที่หลุบตามองไปทางอื่น “เช่นนั้นก็เข้าเรื่องของเราเถอะ”“ในนามที่ข้าเป็นผู้อาวุโสที่เชื่อถือได้ ข้าจะเป็นสักขีพยานในครั้งนี้แล้วกัน” หมอชราเอ่ยพร้อมทั้งหัวเราะ เมื่อได้ยินคำพูดล้อเลียนจากชายหนุ่มอาภรณ์ขาวนามจินหลิวหยาง“ส่วนข้าขอใช้ตำแหน่งของตนเพื่อยืนยันในทุกคำพูดของโหวหลัวข่ายและจินหลิวหยาง” หลี่ฟ่านปิงยกยิ้มเชิดอก ขยิบตาให้กับชายหนุ่มทั้งสองที่ตนเองหมายถึง“เจ้านี่นะ” หลั่วหยางกลอกตาไปอีกทาง ก่อนหันกลับมามองหญิงสาวที่นั่งสงบนิ่ง“สิ่งที่ข้าจะกล่าวต่อไปนี้ ล้วนแล้วผ่านการไตร่ตรองมาทั้งสิ้น หลังจากวันนี้เป็นต้นไปค่ายโจรของพวกข้ายินดีเข้าร่วมกับทางการ อยู่ภายใต้การนำของหลี่ฟ่านปิง” โหวหลัวข่ายเอ่ยเสียงหนักแน่นโดยไม่คิดอ้อมค้อมแม้แต่น้อย“คำพูดเท่ ๆควรเป็นข้าที่ได้พูด” หลิวหยางบ่นอุบ ก่อนหันแย้มยิ้มหวานให้หญิงสาวในดวงใจ &l
บทที่ 8.3 ของของใคร“ใจเย็น ๆแม่นางเจีย” หมอชราหัวเราะ พลางสำรวจชายหนุ่มทั้งสองที่ได้หัวใจท่านรองหลี่ พวกเขาก็ดูภูมิฐานแต่กลับมีบุคลิกที่แตกต่างกันถึงเพียงนี้ เช่นนั้นมีตรงจุดใดที่ท่านรองหลี่ชื่นชอบกัน“พวกเจ้าคิดตุกติกจริงด้วย” โหวหลัวข่ายสบถ ก่อนออกแรงจับดาบแน่น“ท่านหัวหน้าโหว! ท่านช่วยข้าด้วย!” เหม่ยหลางออกแรงดิ้นให้แรงขึ้น เรียกสีหน้าตกใจจากหลั่วหยางได้ไม่น้อย เขากลัวว่าจะกระทบกระเทือนไปถึงลูกของนาง ทำท่าทางหมายจะปรามเจ้าหมอเฒ่ามากเล่ห์ที่คิดวิธีการแผลง ๆทว่าเมื่อหมอชรายกเข็มใหญ่ปลายทู่ ๆจ่อตรงคอหอยนาง หญิงสาวจึงสงบลงในที่สุด ชายชราหันไปยิ้มให้พวกเขาทั้งสี่คน ก่อนหันไปทางโหวหลัวข่ายและจินหลิวหยาง“พวกท่านวางใจได้ ข้าไม่ใช่คนที่เชื่อใจได้ยากอย่างแน่นอน ใช่หรือไม่แม่นางเจีย" หมอชราเอ่ยเสียงนุ่ม ก่อนหัวเราะอย่างชอบใจ“พวกท่าน?” เหม่ยหลางกลืนน้ำลาย พอจิตใจสงบจึงรับรู้ถึงสายตาที่มองมา ความกลัวเริ่มก่อขึ้นในจิตใจ“เหม่ยหลางมาอยู่กับพวกข้า” หลัวข่ายออกคำ
บทที่ 8.2 ของของใครสิ้นประโยคนั้นทั้งโหวหลัวข่ายและจินหลิวหยางต่างเดินกลับไปยังทิศทางที่จากมา ทิ้งไว้แต่หญิงสาวที่เริ่มอยู่ไม่สุข เหตุใดพวกเขาจะทำการใดถึงต้องมาแจ้งนางกัน ทั้ง ๆที่ทุกครั้งความเห็นของนางใช่ว่าจะสำคัญอันใดหญิงสาวมองแผ่นหลังของคนทั้งสอง แม้ปากดีบอกไม่สนใจ แต่ว่านางกลับกังวลเสียจนเริ่มอยู่ไม่นิ่ง นางกวาดสายตามองโดยรอบ ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่พวกผู้คุมหายตัวไปแม้เกิดความสงสัย แต่นางรีบเดินออกจากเรือนนอนมุ่งตรงไปยังกำแพงค่ายที่อยู่ไม่ไกลมากนัก ทว่าเหตุใดถึงได้ราบรื่นเช่นนี้ใช้เวลาหนึ่งเค่อในที่สุดนางเดินห่างออกมาจากค่าย หญิงสาวสูดลมหายใจสงบคลื่นความกังวล“แค่ออกมาเดินเล่นเท่านั้น ไม่ได้กังวลสิ่งใดเลย” เหม่ยหลางพึมพำ ก่อนหลบเข้าหลังต้นไม้เมื่อเห็นคนลาดตระเวน“นั่นมันใช่คนของหลั่วหยางหรือไม่” หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่ว ลอบมองชายทั้งสองเดินแยกออกจากกันใช้เวลาคิดอีกเล็กน้อยแล้วรีบมุ่งตรงไปยังนายทหารที่ดูท่าทางอ่อนแอกว่า อาศัยจังหวะที่เขาเผลอสกัดจุดชายหนุ่มก่อนรีบเปลื้องผ้าเขาเพื่อผลัดเปลี่ยนกั
บทที่ 8.1 ของของใคร“ความสงบนี้ มันมีมากเกินไปหรือเปล่า” เหม่ยหลางรำพึงพลางทอดสายตามองท้องฟ้าโปร่งใสเวลาล่วงเลยผ่านมาหลายวันแล้ว แม้ท่านหัวหน้าจะมอบยาที่ดีที่สุดในการบำรุงครรภ์ อีกทั้งยังจัดคนคอยเฝ้าอารักขา แต่ไม่รู้เหตุใดคนเหล่านั้นกลับดูไม่ค่อยทำหน้าที่เสียเท่าไหร่นัก หรือตาเฒ่านั่นได้ซื้อตัวคนพวกนี้ไว้?เพียงแต่ว่าพอตาเฒ่านั้นเดินเข้ามาใกล้ คนที่ดูทำท่าทางเฉยชาก็รีบทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายอย่างเคร่งครัด คงมีเพียงเวยหลั่วหยางผู้นั้นที่มักเข้า ๆออก ๆห้องของนางราวกับเป็นเจ้าของห้องเสียเอง ทั้ง ๆที่ได้ตัวหลี่ฟ่านปิงไปแล้ว เหตุใดถึงยังไม่ถอนค่ายไปอีกแม้เขาไม่ได้ปรากฏตัวสู่สายตา แต่ว่ากลับรับรู้ได้ว่าในห้องไม่ได้มีเพียงแค่นาง ครั้นจะให้คนมาเฝ้าถึงในเรือนนอน สตรีเหล่านั้นก็คงไม่ยินยอมเช่นกัน“หรือข้าควรหลบหนีออกไปดี” เหม่ยหลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ยังคงเหม่อลอยออกไปไกลแสนไกล“หนีไปที่ใด”“ว้าย! ท่านหัวหน้าจิน!”เจียเหม่ยหลางลูบหน้าอกหลังร้องดังลั่น นางมองท่านหัวหน้าทั
บทที่ 7.4 กลับคืนสู่สถานที่เดิมยามจื่อ (23.00 – 24.59 น.) ภายในค่ายโจรที่ค่อนข้างเงียบเชียบ แม้มีเวรยามคอยนั่งผิงไฟอยู่ไม่ห่างจากเรือนนอนของเจียเหม่ยหลาง ทว่าคนพวกนั้นหาได้เป็นปัญหาต่อเวยหลั่วหยางไม่เขากวาดสายตามองให้ทั่วบริเวณก่อนรีบแทรกตัวผ่านบานประตูใหญ่ หากฟ่านปิงไม่ได้โกหกเขา เรือนแห่งนี้คงเป็นเรือนนอนของแม่นางเจียผู้นั้น เขากวาดสายตาสำรวจภายในห้อง พลางกลิ่นกำยานหอม ๆแตะเข้ากับปลายจมูกชายหนุ่มสูดหายใจช้า ๆแล้วย่างก้าวอย่างเงียบเชียบจนไปถึงตั่งเตียงของอีกฝ่ายที่ม่านโปร่งได้คลุมไว้ มองใบหน้าด้านข้างของนางที่หลับใหลอย่างสงบยามอยู่ที่ค่าย เขาไม่ค่อยได้สังเกตมากนัก เพียงแค่มองใบหน้านางกับผิวขาวนวลผ่อง ท่อนเอ็นของเขาก็แทบลุกชันจนไม่อาจควบคุมสติได้อยู่ ทว่าในยามนี้ที่นางตั้งท้องลูกของเขา ชายหนุ่มไม่อาจกระทำการเช่นนั้นกับนางได้อีกเขาเลิกม่านขึ้นอย่างช้า ๆเพื่อให้ได้เห็นดวงหน้ายามนี้ได้ถนัดนัก ก่อนเกลี่ยปอยเส้นผมเล็กให้พ้นไปจากสายตา ลากนิ้วเรียวยาววนเวียนอยู่เหนือริมฝีปากอวบอิ่มครั
บทที่ 7.3 กลับคืนสู่สถานที่เดิม“เช่นนั้น…”“เวยหลั่วหยาง! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงทำให้ท่านพี่เหม่ยหลางท้อง!”ในชั่วขณะคำพูดนั้นปรากฏขึ้น หลั่วหยางที่หมายจะสั่งถอนค่ายหยุดชะงัก เขากลืนน้ำลายแล้วหันไปทางที่มาของเสียงหญิงสาวร่างเล็กในท่าทางดุจชายชาตรียืนปั้นหน้าทมึงตึงจ้องมาทางเขา ทว่าท่าทางที่ดูแข็งแรงดีนั่น เขาหาได้สนใจไม่ แต่เป็นคำพูดของนางมากกว่า“ว่าอย่างไรนะ” หลั่วหยางผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ในใจเต้นเร็วสลับหนักหน่วง ความปวดในหัวใจทำให้เขาไม่รู้ว่าควรแสดงสีหน้าเช่นไร“จอมทารุณเช่นเจ้า แม้แต่จิตใจสตรียังไม่ละเว้น เจ้ารู้หรือไม่ ว่าหากนางยังอาศัยในค่ายโจรแห่งนั้นจะเจอกับอันใดบ้าง! เจ้าต้องการฆ่านางให้ตายทั้งเป็นเลยหรือ!”“ฟ่านปิง… เจ้าบอกว่านางท้อง… ท้องจริง ๆงั้นหรือ!”หลี่ฟ่านปิงส่งเสียงหัวเราะในลำคอ พร้อมทั้งกลอกตามองไปอีกฝั่ง ชายผู้นี้คิดว่านางจะโกหกไปเพื่อสิ่งใด พลันเคลื่อนสายตากลับมามองเขา แ
บทที่ 6.1 ความจริงก็คือความจริงข้าแง้มประตูออกไปมองภายนอกเรือนกลาง ทุกคนภายในที่นี้หายไปจนเกือบหมด อีกทั้งมันกลับสงบจนน่าแปลกใจ ข้ารีบปิดประตูอีกครั้งเมื่อมีผู้ชายสองคนเดินผ่านทางข้างหน้า พลางเงี่ยมหูฟังเสียงการเคลื่อนไหวในแบบที่ฟ่านปิงเคยสอนไว้“เ
บทที่ 4.2 แม่นางหลี่ฟ่านปิงท้ายที่สุดข้าเดินออกไปโดยมีจุดหมายภายในใจ ตลอดเวลาที่ข้าอยู่ภายในกองโจร มีผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ข้าพอพูดคุยกับนางได้ แม้จะเป็นนางที่ดูเก้ ๆกัง ๆยามข้าชวนคุย แต่ไม่ว่าครั้งใดนางก็ยอมพาข้าเที่ยวเล่นเสียทุกที“แม่นางหลี่!” ข้าส่งเสียงโบกมือเ
บทที่ 5.2 เพียงแต่เจ้าขอ“คำพูดน่าอายเช่นนั้นข้าจะพูดได้อย่างไร” ข้าเอ่ยพร้อมหลุบตามองต่ำ“หึ ๆ” เล่อคุนส่งเสียงหัวเราะอีกครั้ง ข้าเห็นว่าเขากำลังจะหมุนตัวเดินหนีไป สองฝ่ามือเล็กเลยคว้าท่อนแขนแกร่งไว้เขามองข้าพร้อมเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย แต่
บทที่ 9.3 ลาก่อนในตอนที่ข้ากำลังเงื้อมมือขึ้นสูงเพื่อปลิดชีวิตตัวเอง สัมผัสจากฝ่ามือหยาบจับข้อมือข้าไว้ พอข้าลืมตาได้เห็นร่างอันคุ้นเคย น้ำตาข้าไหลอาบพวงแก้มทั้งสองข้าง เขาดึงข้าเข้าสู่อ้อมแขน พลางลูบแผ่นหลังอย่างแผ่วเบา“ข้ามาช่วยเจ้าแล้วเหม่ยหลิน







