LOGINบทที่ 1
ผีเข้า! “เฮือก!” เรนสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจสุดขีด ภาพเหตุการณ์ก่อนหลับยังติดตา เขาหอบอย่างหนักหน่วง หัวใจก็เต้นกระหน่ำราวกับเพิ่งผ่านการวิ่งสี่คูณร้อยมาหมาด ๆ แต่เขาไม่ได้วิ่ง ที่เพิ่งจะวิ่งไปคือรถต่างหาก “ไอ้แดน ไอ้วี ไอ้พฤกษ์!” เรนตะโกนสุดเสียงเรียกหาเพื่อนสนิททั้งสามอย่างตื่นตระหนก ในหัวพลันนึกถึงภาพพฤกษ์ที่ตัวชุ่มเลือด หวังเพียงรถพยาบาลจะมาช่วยพวกเขาได้ทันและเพื่อนทั้งสามคนจะไม่เป็นอะไร… เรนเพิ่งจะรู้ตัวว่าเขาไม่ได้นอนบาดเจ็บอยู่บนถนนและไม่ได้นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาล แสงเรืองรองส่องผ่านบานหน้าต่างปิดชั้นกระดาษจนกลายเป็นสีนวลตา กระทบกับเครื่องเรือนไม้ชั้นดีขับให้ไม้สีเข้มดูมีชีวิตชีวาส่งบรรยากาศราวกับกำลังอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ แจกันเขียนอักษรวิจิตรบรรจงตั้งเรียงรายบนชั้นวางต่างระดับโดยไร้ดอกไม้ปักประดับ ผ้าที่เขาห่มนอนอยู่ไม่ใช่ผ้านวมนุ่มสบายเหมือนในหอพัก แต่กลับอุ่นและนุ่มยิ่งกว่าด้วยเป็นผ้าขนสัตว์ผืนหน้า ทว่าตัวเตียงกลับแข็งทื่อเนื่องจากไม่มีฟูกรองด้านล่าง มีเพียงผ้าผืนหนาปูทับเตียงไม้เข้าชุดกันกับเครื่องเรือนก็เท่านั้น “อย่างกับบ้านจีนย้อนยุค นี่มันอะไรกันวะเนี่ย?” เรนเลิกผ้าขนสัตว์ผืนหนักออกแล้วลุกขึ้นจากเตียงทันที เขากลับต้องเกาะเสาเตียงพยุงร่างกลับไปนั่งใหม่ ศีรษะของเขาชาหนึบจนมึนไปหมด ภาพก็พร่าเลือนจนเหมือนจะวูบ ดูท่าเขาจะยังไม่สร่างเมาจากการดื่มหนักเมื่อคืน นั่งลูบอกที่แน่นอึดอัดไปสักพักเรนก็ลุกขึ้นได้อีกครั้ง เขาเดินผ่านฉากกั้นวาดลายภูเขาและสายน้ำด้วยลายเส้นฉวัดเฉวียน หลบเลี่ยงโต๊ะตั้งพื้นที่เต็มไปด้วยหนังสือกองสูงพะเนิน เปิดประตูออกไปพบกับห้องรับรองที่มีโต๊ะเก้าอี้เข้าชุดตรงกลางและมีฉากกั้นด้านหลัง “จากห้องนอนก็ต้องเป็นห้องนั่งเล่นสินะ แล้วตกลงนี่มันบ้านใครล่ะเนี่ย?” เพื่อหาคำตอบ เรนตรงไปยังประตูบ้านโดยไม่รอช้า ผลักมันออกจนสุดในคราเดียว ลมและแสงแดดกระทบใบหน้า ทั้งให้ความรู้สึกสดชื่นและไม่สบายกายในเวลาเดียวกันจนเรนนึกอยากกลับไปนอนซุกผ้าขนสัตว์บนเตียง ด้านนอกคือลานหญ้าปูทางด้วยหินสีอ่อนและปลูกไม้ประดับทางทาง ในลานมีชายหญิงซึ่งแต่งกายด้วยชุดผ้าสีอ่อนเรียบง่ายและรวบผมอย่างหมดจดราวกับคนใช้ในซีรีส์จีนกำลังเดินผ่านไปมา คนเหล่านั้นได้ยินเสียงเปิดประตูก็หันขวับมามองทางเรนด้วยอาการอ้าปากตาค้าง เรนยิ้มแหย ยกมือขึ้นทักทายอย่างกระอักกระอ่วน “เอ่อ… หวัดดีครับ” คนเหล่านั้นรีบทิ้งของในมือแล้ววิ่งกรูกันมาทางเขา เรนเห็นดังนั้นก็ตกใจรีบเบี่ยงตัวหลบมือมากมายที่พุ่งเข้ามา “คุณชายรอง ท่านออกมาทำไม? รีบกลับเข้าเรือนเร็วเข้าขอรับ!” “กลับเข้าเรือนเถอะเจ้าค่ะ!” “เชี่ยไรเนี่ย?! คิดจะขังกันเรอะ?” เรนมุดลอดแขนของชายคนหนึ่ง หมุนตัวหลบหญิงอีกคน แล้ววิ่งหนีไปทางที่ไร้ผู้คนขวางกั้น คนเหล่านั้นเห็นเข้าก็ยิ่งแสดงอาการตกใจกว่าเก่า “คุณชายรอง วิ่งไม่ได้นะเจ้าคะ!” หญิงคนหนึ่งกรีดร้องสุดเสียง “ทำไมจะวิ่งไม่ได้! ว่าแต่นี่มันภาษาจีนเรอะ กูฟังออกได้ไงวะเนี่ย?” “คุณชายรอง หยุดวิ่งเถอะขอรับ” ชายผู้ร้องตะโกนด้วยน้ำเสียงสั่นกลัวทิ้งตัวคุกเข่าวิงวอนด้วยท่าทางราวกับขอขมาพระแม่ที่ไปบนไว้แล้วลืมแก้ พูดให้ง่ายคือกลัวจนไข่หด “หยุดก็โดนจับดิวะ เช่าหนี่มา! กูวิ่งได้แล้วจะทำไม…” ภาพตรงหน้าพลันเลือนราง ร่างกายไร้เรี่ยวแรงราวกับถูกกระชากลมหายใจ ร่างที่กำลังวิ่งหนีเตลิดล้มพับลงไปกองกับพื้นหญ้า สลบไสลไม่ได้สติในทันที คิ้วเรียวขมวดมุ่น ลมหายใจแผ่วอ่อนสั่นระริกที่ปลายจมูก หน้าอกแน่นดั่งมีอะไรมากดทับ เรนปรือตาขึ้นมาอย่างมึนงง เบื้องหน้าของเขาคือภาพพร่ามัวของเพดานไม้เนื้อดีเพดานเดิม อะไรกัน... ยังฝันอยู่เหรอนี่? ในสติอันเลือนราง เขาก็แว่วเสียงสนทนามาจากหลังฉากกั้น เบื้องหลังภาพภูเขาและลำธารคือเงาร่างสองร่าง “จู่ ๆ คุณชายรองก็เปิดประตูเรือนแล้ววิ่งออกจากเรือนขอรับ แถมยังพูดจาแปลก ๆ พวกบ่าวไม่มีใครฟังเข้าใจ ที่สำคัญคือ…” เงาหนึ่งที่ค้อมตัวอยู่เดิมก้มหน้าลงพลางยกมือขึ้นมาลูบหน้าเหมือนกำลังเช็ดน้ำตา “คุณชายรองยังสาปแช่งมารดาของข้าน้อยด้วยขอรับ!” เงาอีกร่างส่งเสียงถอนหายใจยืดยาวอย่างกลัดกลุ้ม “วั่งฉวนเต๋อก็บอกว่าคุณชายห้าพูดไม่รู้ภาษาเหมือนกัน เด็กพวกนี้ไปทำอะไรมากันแน่? ไม่ได้การ นี่คงจะเป็นผีเข้าที่หญิงทรงเจ้าผู้นั้นว่าไว้แน่!” “ผะ ผีเข้าหรือขอรับ?!” “รีบไปเตรียมรถม้าเร็วเข้า” ผีอะไร? คนทรงอะไร? เป็นฝันที่ประหลาดซะจริง... ความง่วงงุนมีชัยเหนือความสงสัย ร่างกายที่เมื่อยล้าไปทุกส่วนหยุดดิ้นรนที่จะฝืนทำงาน เปลือกตาหนักอึ้งปิดลง เรนหลับใหลเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้งบทที่ 109ดวงใจอยู่ในต้าเหอ (ตอนจบ) ดาบทมิฬอาบโลหิตจนชุ่มโชก ทว่าความมุ่งมั่นของผู้ใช้ลับให้คมดาบยังไม่ทื่อ ทุกการตวัดฟันคือการปลิดชีพ ทหารแคว้นหย่งร่วงกราวราวกับใบไม้ แต่ก็ยังไม่เท่าทหารแคว้นชิงเหอ แคว้นแห่งการค้าอันสงบสุขไร้การศึกมานานฝีมือเป็นรองแคว้นหย่งที่ชนะสงครามมาหลายสนามอย่างชัดเจน ถึงกระนั้น เงามรณะก็ยังค้ำจุนพวกเขาอยู่ เป็นดั่งพายุทมิฬที่ไม่เคยล้มและพัดเอาความตายไปสู่กองทัพแคว้นหย่ง ปลุกขวัญกำลังใจทหารแคว้นชิงเหอ แม่ทัพเย่หว่านอวี่มิได้ค้ำจุนเพียงผู้ใต้บังคับบัญชา แต่เขายืนหยัดต่อสู้อย่างกล้าหาญในศึกที่จะแพ้ไม่ได้ เนื่องจากมีคนรอเขาอยู่ที่อีกฟากฝั่งของขอบฟ้า ซูเยว่หยาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขาฝืนตัวเองให้กลับมานั่งตัวตรง ผ่อนลมหายใจแสนอึดอัดให้กลับมาเป็นจังหวะปกติ ดวงตาเฉียบแหลมปรือขึ้นเล็กน้อยก็หลับลงไปใหม่ ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งรอบด้านก็มีแต่สีเขียว เขาเห็นสีเขียวจนจะอาเจียนออกมาเป็นคลอโรฟิลด์อยู่แล้ว สีเขียวเหล่านั้นนำมาซึ่งพลังชีวิตเอ่อท้นท่วมร่าง ในช่วงแรกนั้นพลังชีวิตเหล่านี้เข้ามาเติมเต็มร่างกลวงเปล่าจนทำให้รู้สึกดี แต่หลังจากนั้นพลังชีวิตพวกนี้ก็ไหลบ่าเข้ามาในร่างอ
บทที่ 108งานแต่งที่เอิกเกริกที่สุดในเมืองหลวง งานรื่นเริงนอกพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดที่เมืองหลวงต้าเหอต้องจารึก นอกจากจะเป็นการแสดงถึงความฟุ่มเฟือยจากกำลังเงินของแคว้นแห่งการค้าแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงว่าต้าเหอมิได้หวาดกลัวสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น สาขาใหญ่แห่งสำนักหอสดับอักษรสร้างเสร็จสิ้นและขั้นการกลั่นกรองร่างกายของซูเยว่หยาจบลง นั่นคือฤกษ์ยามมงคลที่เสียงสวรรค์แห่งต้าเหอกำหนดขึ้นโดยไม่สนซินแส ใช่แล้ว นี่เป็นงานของหรวนอิน ก็ต้องจัดแบบหรวนอิน! ขบวนเจ้าสาวแห่อย่างเอิกเกริกออกจากเรือนสกุลหรวน นางรำนางสังคีตที่สนิทสนมกับเจ้าสาวต่างก็มาร่วมร่ายรำบรรเลงดนตรีประกบขบวนดั่งรถแห่ เจ้าบ่าวผู้หล่อเหลาขี่ม้าสีขาวปลอดโดยมีเจ้าสาวรูปงามนั่งซ้อนอยู่ด้านหน้า ในอ้อมแขนของเจ้าสาวอุ้มผีผาบรรเลงเพลงแสนไพเราะเคล้าคลอไปกับบรรยากาศ ที่แปลกที่สุดคือบิดาฝ่ายเจ้าสาวที่ควรจะยืนส่งลูกอยู่ในเรือนกลับอยู่บนรถม้านำหัวขบวน โปรยเงินแจกทานด้วยใบหน้าอิ่มสุข สาขาใหม่ของสำนักหอสดับอักษรเปิดชั้นล่างให้ประชานทั่วไปสามารถเข้าร่วมงานได้ แน่นอนว่าเจ้าสาวระดับทายาทเศรษฐีตระกูลหรวนย่อมต้องมีเงินจ่ายเลี้ยงคนทั้งเมืองหลวง แม้เม
บทที่ 107กลั่นกรองร่างกาย คนป่วยผู้ฝืนสังขารร้องไห้จนเป็นลมในอ้อมอกของฮองเฮา เป็นเรื่องน่าอับอายที่สุดของซูเยว่หยาในขณะนี้ และยังทำให้เขาไม่ได้บอกลาเย่หว่านอวี่อีกต่างหาก บัดนี้ แม่ทัพเย่ต้องเตรียมทัพและวางแผนการรบสำหรับศึกสงคราม ไม่มีเวลาว่างมาดูเกอที่ติดอยู่ในอ่างแช่น้ำ ใช่แล้ว หลังจากซูเยว่หยาตื่นขึ้นมาเขาก็อยู่ที่ตำหนักหนิงซีแล้ว ไม่ใช่แค่เขา สหายทั้งสามและหมอเทวดากับเยี่ยเหยาก็อยู่ด้วย หลังจากตรวจชีพจรและใช้วิชาแพทย์ที่แยบยลจนคนธรรมดามองไม่ออกแล้ว หมอเทวดาอี้ถวนก็ได้ข้อสรุปว่า “รักษาไม่ได้” “หา? ท่านเป็นหมอเทวดานะ จะรักษาไม่ได้ได้อย่างไรกัน?!” “ใจเย็น หรวนอิน ฟังที่หมอเทวดาจะพูดให้จบก่อน” เยี่ยเหยารีบห้ามหรวนอินที่แทบจะพุ่งไปเขย่าตัวหมอเทวดาที่หาตัวยากเย็นแสนเข็ญอยู่รอมร่อ คุณชายสงบลงได้ หมอเทวดาจึงพูดต่อ “ร่างกายที่มีมาแต่กำเนิด ไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ไขได้ด้วยยา สมุนไพร หรือการฝังเข็ม หากจะรักษาให้หายมีแต่จะต้องเปลี่ยนร่างใหม่” “เปลี่ยนร่างใหม่?!” เจียงซีเฉินร้องตามด้วยความตกใจ ”หมายถึงย้ายวิญญาณสู่ร่างอื่นอย่างนั้นรึ?“ เจียงลี่หยางถามด้วยความเคร่งเครียด นี่แทบจะแปลได้ว่า
บทที่ 106สมปรารถนา เสียงฮือฮาดังกระหึ่มอีกครั้ง ครึ่งหนึ่งเต็มไปด้วยการก่นด่าคู่รักที่เห็นแก่ตัวไร้ใจทำเพื่อชาติ เสนาบดีซูก็โมโหจนแทบจะเป็นลมอยู่แล้ว มีเพียงคนบนบัลลังก์ที่เผยรอยยิ้มหลังจากนิ่งเงียบรับฟังมานาน “ดี ฉู่กงกง เอาพระราชโองการมา” “พ่ะย่ะค่ะ” ฉู่กงกงเข้าหลังฉากกั้นหลังบัลลังก์หยิบม้วนกระดาษหุ้มผ้าสีทองออกมากาง “แม่ทัพเย่หว่านอวี่ซื่อสัตย์กล้าหาญ รับใช้บ้านเมืองและฮ่องเต้ด้วยความภักดี มีผลงานใหญ่หลวงในการปราบกบฏกู้หลิน ฮ่องเต้มีพระประสงค์พระราชทานให้แม่ทัพเย่หว่านอวี่กับบุตรชายคนรองในภรรยาเอกของเสนาบดีซูเหลียงฉุน ซูเยว่หยา แต่งงานเป็นสามีภรรยารักใคร่กลมเกลียว และมอบยศเก้ามิ่งให้กับซูเยว่หยาจากคุณงามความดีในศึกปราบกบฏกู้หลิน” การก่นด่ากลายเป็นการร้องด้วยความตกใจ ขุนนางเกินครึ่งหยิบป้ายประจำตำแหน่งขึ้นมาร้องท้วง แต่ทั้งหมดนั้นไม่ได้อยู่ในความสนใจของซูเยว่หยาเลยสักนิด “การปราบกบฏครั้งนั้นมีเพียงท่านที่ไม่ได้เลื่อนยศ ไม่ได้รับมอบทรัพย์สิน พระราชโองการที่หยิบมาจากที่เก็บไม่ได้เพิ่งเขียนขึ้นอึดใจก่อน แม่ทัพเย่ ท่านมีอะไรจะพูดให้ข้าฟังหรือไม่?” เย่หว่านอวี่ยกยิ้มเศร้าสร้อย “เ
บทที่ 105คำสารภาพ ซูเยว่หยารู้ดี นี่คือโอกาสสุดท้ายในชีวิตของเขาแล้ว กำลังรบของต้าเหออ่อนด้อยกว่าต้าหย่งมาก อีกทั้งแคว้นหย่งยังได้ขวัญกำลังใจจากการเพิ่งยึดดินแดนไปได้ถึงสองครั้งติด หากสามารถรวมต้าเหอที่เป็นดั่งศูนย์กลางการค้า มีเม็ดเงินหมุนเวียนตลอดเวลาเป็นส่วนหนึ่งได้ แคว้นหย่งก็จะทั้งยิ่งใหญ่และร่ำรวย กลายเป็นมหาอำนาจที่ไม่มีใครสามารถล้มลงได้ ทางออกที่ดีที่สุดของต้าเหอในตอนนี้จึงเป็นการสงบศึก ทำทุกวิถีทางให้ต้าหย่งถอนทัพออกไป หากฮ่องเต้ไม่อนุญาตให้เขาพูด ขุนนางพวกนั้นคงจับเขามัดยัดใส่รถม้าส่งตัวให้แคว้นหย่งสังเวยเพื่อชาติโดยไม่ต้องหารือแล้ว “ฝ่าบาท พระองค์ทรงทราบดีอยู่แล้วว่าสารสงบศึกนี้เป็นกับดัก กระหม่อมนั้นร่างกายอ่อนแอ แค่ออกจากที่กำบัง ต้องลมฝนนานหน่อยก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอด การเดินทางข้ามแคว้นสำหรับกระหม่อมคือทางตายที่ไม่มีทางรอดไปได้ อย่างไรก็ต้องป่วยตายในสักวันหนึ่ง หากตายในแผ่นดินแคว้นหย่งทางนั้นก็สามารถอ้างว่าเป็นเพราะอาการป่วยของกระหม่อมได้ แต่หากตายในแผ่นดินแคว้นชิงเหอของเรา ทางแคว้นหย่งก็จะอ้างว่าเราจงใจสังหารว่าที่ฮองเฮา ทำลายการเชื่อมสัมพันธ์ เป็นข้ออ้างชั้นดีให้ต้
บทที่ 104แต่งงานสงบศึก ท้องพระโรงวุ่นวายไปด้วยเสียงถกเถียงของเหล่าขุนนาง แต่วันนี้พวกเขาไม่ได้โต้แย้งกันเอง กลับกัน ขุนนางทั้งหลายต่างก็กำลังเร่งหารือถึงเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นกะทันหันอย่างเคร่งเครียด “ทูลฝ่าบาท เรือจู่โจมของแคว้นหย่งแล่นมาปิดทางเข้าน่านน้ำของต้าเหอเราแล้วพ่ะย่ะค่ะ!“ “หอสังเกตการณ์รายงานว่าเห็นเรือหอคอยลอยคอยท่าอยู่ไกล ๆ บนนั้นเต็มไปด้วยพลธนูและเครื่องดีดหินพ่ะย่ะค่ะ“ “ชายแดนเมืองสู่ที่ติดกับแคว้นหย่งถูกตีแตกแล้วพ่ะย่ะค่ะ!“ รายงานความคืบหน้าถึงสถานการณ์และกำลังของศัตรูถูกส่งขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่ละเรื่องยิ่งทำให้เหล่าขุนนางระส่ำระส่าย เหงื่อออกจนต้องเช็ดมือกับเสื้อผ้าจนชุดขุนนางที่รักษาอย่างดีชุ่มไปหมด ซื่อไห่ฮ่องเต้ตั้งใจฟังทุกรายงานโดยยังคงความสงบเยือกเย็นไว้ ”แคว้นหย่งเพิ่งรบชนะแคว้นตวนและชนเผ่าซาหนี่ว์ มู่เฉินฮ่องเต้กำลังอยู่ในช่วงเรืองอำนาจ กองทัพบกของแคว้นหย่งมีมากกว่าต้าเหอที่สงบไร้ภัยคุกคามมาอย่างยาวนานกว่าแสนนาย ตอนนี้ถึงขนาดฝึกฝนกองทัพเรือขึ้นมาเพื่อยึดน่านน้ำจากเจ้าแห่งสายน้ำอย่างต้าเหอ แสดงตนว่าไม่เกรงกลัวผู้ใดทั้งนั้น” เฉินอ๋องผู้ไร้ซึ่งรอยยิ้มประดับใบห
บทที่ 6หัตถ์ทองคำแห่งต้าเหอแดนเท้าคางกับหน้าต่างรถม้า มองออกไปด้านนอกด้วยอารมณ์หลากหลายที่ประดังประเดเข้ามาตีกันในหัวจนสับสนไปหมด เสร็จสิ้นพิธีกรรมปัญญาอ่อน คนที่ขึ้นชื่อว่า ‘แม่‘ ก็รีบร้อนลากเขาขึ้นรถม้าจากมาโดยไม่เปิดช่องว่างให้ร่ำลาสหายทั้งสามเลยด้วยซ้ำ ตอนนี้เขาจึงทำได้แต่นั่งเหม่อปล่อยให้คำพ
บทที่ 5ความลับของซูเยว่หยา“เชิญแม่ทัพเย่เข้ามาเถอะ”เสียงประตูเปิดเข้ามาในเรือน เสี่ยวสือ ข้ารับใช้ชายคนสนิทประจำเรือนสุ่ยจงเยว่เดินนำชายอีกสองคนเข้ามาหลังฉากกั้น ผู้ที่เดินนำหน้าเป็นชายรูปร่างสูงกำยำ แต่งกายด้วยชุดทะมัดทะแมงตามแบบฉบับนักรบ ทว่าเครื่องแต่งกายทั้งร่างของเขาเป็นสีดำสนิทจนดูเหมือนโจ
บทที่ 4ที่ปรึกษาแห่งต้าเหอหลังจบพิธีไล่วิญญาณของหญิงทรงเจ้า สหายที่เพิ่งได้พบเจอกันทั้งสี่ก็ถูกพาตัวกลับไปทางใครทางมันโดยไม่มีโอกาสได้กล่าวลาด้วยซ้ำ เรนได้แต่ก่นด่าหญิงชราในใจบนรถม้า ไล่วิญญาณที่ไหน พวกเขาทุกคนก็ยังติดแหง็กอยู่ในโลกจีนย้อนยุคนี้อยู่ดี หากรู้ว่าจะต้องอยู่ต่อเขาก็คงถือโอกาสถามชื่อแ
บทที่ 3พวกเจ้าเป็นเกอชายชุดฟ้าอ่อนขยี้หัวตัวเองด้วยความสับสนท่ามกลางดวงตาเบิกกว้างอีกสามคู่“นี่มันครั้งแรกที่ได้ยินคนพูดปกติตั้งแต่มาที่นี่เลย” ชายชุดเหลืองพูดด้วยความเหลือเชื่อ“จริง” ชายชุดแดงพยักหน้าเห็นด้วย“ตั้งแต่มาที่นี่เหรอ…?” เรนขมวดคิ้วมุ่น คำพูดนี้ทำให้เขารู้สึกตะขิดตะขวงอยู่ในใจ สำหร


![นายบำเรอของมาเฟีย [Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




