Se connecterหลิวเฟิงเหลียนกล่าวตามที่เขาคาดการไว้ หากเป็นพิษที่มาจากชาที่ชินอ๋องมอบให้คงต้องสืบที่มาอีกครั้ง
เขารู้จักกับชินอ๋องมาตั้งแต่เล็กเป็นไปได้ยากนักที่ชินอ๋องจะคิดทำร้ายน้องสาวของเขา ชินอ๋องมีใจให้นางเช่นนั้น เพียงแค่จะแต่งชายาเข้าจวนจำเป็นหรือ ที่จะต้องฆ่าแกงหลิวฟางเซียน
"พ่อก็คิดเช่นเจ้า เซียนเอ๋อร์เป็นเด็กฉลาด ทว่าไร้เดียงสานัก เพียงไม่สมหวังในรักนางถึงยอมทำร้ายตัวเองเช่นนี้ อาจู อาจิ้น ดูแลคุณหนูอย่าให้คลาดสายตา ตรวจตราสำรับอาหาร น้ำ ชา อย่าให้มีพิษปนเปื้อน"
"เจ้าค่ะนายท่าน" สองสาวใช้รับคำประสานเสียง
เรื่องระหว่างชินอ๋องกับบุตรสาวท่านราชครูหลิวรู้ดีแก่ใจ ทั้งคู่มีใจให้กันมาตั้งแต่วัยเยาว์
หากแต่ฮองเฮาไม่เห็นด้วยจึงมีผลลัพธ์ออกมาเช่นนี้ ใช่ว่าเขาจะเดาไม่ออกว่ายาพิษที่บุตรสาวได้รับเป็นฮองเฮาทรงจัดการด้วยพระองค์เอง
ไม่แปลกที่พระองค์จะทรงตั้งแง่รังเกียจคนตระกูลหลิว หลิวกุ้ยเฟยที่ฮองเต้ทรงโปรดปรานคือน้องสาวแท้ๆ ของเขา ฮองเฮาคงไม่อยากให้อำนาจใดแก่คนตระกูลหลิวที่เป็นดั่งหนามยอกอก ยิ่งเป็นองค์ชายพระองค์ของพระนางยิ่งยากที่หลิวฟางเซียนบุตรสาวของเขาจะเอื้อมถึง
ไม่ว่าอย่างไรเขาคงต้องกันบุตรสาวคนรองให้ออกจากชินอ๋อง แม้จะเป็นการหักหาญน้ำใจนาง แต่นี่ก็เป็นทางเดียวที่บุตรสาวอันเป็นดังแก้วตาดวงใจของเขาจะปลอดภัยจากอันตรายของคนใจร้ายในวังหลัง
คนเป็นบิดาอย่างเขา...มิอาจทนเห็นบุตรีที่รักเจ็บปวดได้อีก
ยามเหม่าของวันต่อมาสาวใช้เข้ามาปลุกหลิวฟางเซียนเพื่อปรนนิบัตินางล้างหน้าบ้วนปากตามปกติ อาจูกับอาจิ้นยามนี้คอยตามติดนางดังเงา คงเป็นคำสั่งของผู้เป็นบิดาและพี่ชายที่มิยอมปล่อยให้นางคลาดสายตา
หลิวฟางเซียนเดินมาหยุดที่ศาลาริมน้ำ ก่อนจะเปิดตำราวิชาแพทย์ทบทวนเช่นทุกวัน ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบง่าย จนกระทั่งการมาเยือนของชินอ๋อง บุรุษที่นางไม่อยากพบมากที่สุดในตอนนี้
"เซียนเอ๋อร์ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" ชินอ๋องถามเสียงนุ่ม น้ำเสียงเจือความห่วงใยและคะนึงหา หลิวฟางเซียนเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเจ้าของนัยน์ตาคมเฉี่ยว
เห็นใบหน้าหล่อเหลาส่งยิ้มบางๆ มาให้ แม้ในใจจะอยากยิ้มตอบเพียงใดทว่าก็ทำได้แค่เก็บกลั้นเอาไว้
"คารวะชินอ๋อง หม่อมฉันสบายดีเพคะ" หลิวฟางเซียนตอบพลางลุกขึ้นยอบกายทำความเคารพ
"พูดกับพี่เหมือนเดิมเถิด อย่าได้ห่างเหินเช่นนี้" ชินอ๋องกล่าวพลางใช้มือหนาคว้ามือเรียวมากุมเอาไว้แนบอก "เซียนเอ๋อร์อย่าโกหกพี่เลย เจ้าจะสบายดีได้อย่างไร คนแทบทั้งเมืองหลวงรู้กันหมดว่าเจ้าถูกพิษ เซียนเอ๋อร์เจ้าจงใจดื่มยาพิษเองใช่หรือไม่ เจ้ารู้วิชาแพทย์เช่นนี้มีหรือจะมองไม่ออก"
หลิวฟางเซียนดึงมือเรียวออกจากมือหนาของชินอ๋อง ดวงตากลมโตทั้งสองของนางเริ่มร้อนผ่าว ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่น ก่อนตัดสินใจเอ่ยถ้อยคำที่นางคิดมาตลอดทั้งคืน "อีกสองวัน ชินอ๋องก็จะแต่งชายาเอกเข้าจวนแล้ว หม่อมฉันเกรงว่าคงไม่เหมาะนักหากมีคนพบเห็นเราสองคนอยู่ด้วยกันตามลำพังเช่นนี้ ฟางเซียนขอตัวเพคะ"
"เซียนเอ๋อร์"ชินอ๋องไม่พูดเปล่าแต่กลับคว้ามือเรียวเอาไว้ และดึงร่างระหงเข้ามาซบอกแกร่ง สองแขนโอบกอดโฉมสะคราญเอาไว้แน่นอย่างหวงแหน
"เซียนเอ๋อร์แม้ว่าพี่ต้องแต่งคุณหนูซูมาเป็นชายาเอก แต่นั่นไม่ใช่ความต้องการของพี่ เป็นพระประสงค์ของเสด็จแม่ต่างหากเล่า เซียนเอ๋อร์...พี่รักเพียงเจ้า เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจไยต้องทำห่างเหินให้พี่เจ็บปวดใจเช่นนี้ เซียนเอ๋อร์เพียงเจ้าแต่งกับพี่ในฐานะชายารอง แม้ตำแหน่งจะเป็นรองคุณหนูซู แต่พี่จะยกย่องเจ้า ให้อำนาจเจ้าดูแลจวนอ๋องดีหรือไม่"
ถ้อยคำหวานหูเอาใจสตรีของชินอ๋องเกือบทำให้นางเคลิบเคลิ้มหลงเชื่อได้ไม่ยาก หากว่านางมิได้คิดตัดใจแต่แรกคงยอมตามใจเขาไปเสียแล้ว
"หม่อมฉันมิอาจทำตามที่ชินอ๋องประสงค์ได้เพคะ"
"เพราะเหตุใดกันเซียนเอ๋อร์"
"หม่อมฉันยินดีเป็นภรรยาเพียงคนเดียวของคนธรรมดา แต่จะมิยอมเป็นภรรยารองหรืออนุให้พระองค์ "
"เซียนเอ๋อร์..."
หลิวฟางเซียนเดินตามสามีออกมา นางเห็นแผ่นหลังของเขาไวๆ เดินไปทางเรือนพักส่วนตัวของนางที่อยู่ใกลออกไปจากโรงหมอชั่วคราวเมื่อตามไปถึงเรือนพักก็เห็นว่าเขานั่งทำหน้าประเดี๋ยวมืดครึ้มประเดี๋ยวเขียวคล้ำอยู่บนโต๊ะน้ำชา“ศึกที่ด่านชายแดนใต้เรียบร้อยแล้วหรือเจ้าคะ”“...” ไร้เสียงตอบรับจากสามี“มาเถิด มาให้เซียนเอ๋อร์ตรวจร่างกายสักหน่อย”“...”เห็นเขาไม่กล่าวอันใดหลิวฟางเซียนจึงเดินเขาไปใกล้ และเอื้อมจับข้อมือของสามี ทว่าเขากลับดึงมือหนี“เชิญพระชายาไปตรวจอาการของแม่ทัพอวี่เหวินเถิด ร่างกายเปิ่นหวาง พระชายาไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”หลิวฟางเซียนคลี่ยิ้มออกมา เมื่อเห็นท่าทางแง่งอนของสามี “เหตุใดข้าจึงได้รู้สึกว่าในห้องมีกลิ่นแปลกๆ กัน” นางกล่าวพร้อมทำจมูกฟุดฟิดใกล้ๆ ร่างสูงกำยำของสามี“อ๋อ ที่แท้ก็เป็นกลิ่นไหน้ำส้มแตกนี่เอง”“...”“ท่านพี่วางใจเถิด เรื่องข้ากับแม่ทัพอวี่เหวินนั้นเป็นอดีตที่ข้าหลงลืมไปนานแล้ว ยามอยู่ต่อหน้าเขาก็หาได้รุ้สึกอันใด แลวที่ท่านเห็นว่าข้าจับมือถือแขนกับเขานั้นเป็นเพียงการตรวจร่างกาย”“...”“หากมิใช่เพราะเขาเป็นเพียงคนเดียวที่อาสาทดสอบปลูกฝี ข้าคงต้องใช้ตัวเองมาทดสอบแล้ว รู้อย่า
เพียงวันเดียวที่ปฏิบัติตามคำสั่งพระชายาหลิว ก็สามารถยับยั้งการระบาดของโรคได้หลายส่วน ผู้ติดเชื้อมีจำนวนลดลงต่างจากหลายวันก่อนหน้านี้ทว่าเรื่องสุดท้ายที่พระชายาร้องขอนั้นแม่ทัพหนุ่มยังมิอาจหาคนอาสามาปลูกฝีกับพระชายาได้ ด้วยไม่มีสิ่งใดการันตีว่าพวกเขาจะมิเป็นอันใด“หากไม่มีใครยินยอมก็ช่างเถิด ท่านแม่ทัพ” หลิวฟางเซียนบอกเสียงเรียบเรื่อย นางคิดเอาไว้แล้วว่าเรื่องที่เสี่ยงเช่นนี้คงไม่มีผู้ใดอยากอาสาวันรุ่งขึ้นหลังออกตรวจอาการผู้ป่วย และกำชับเรื่องสำคัญกับหมอหลวงที่ติดตามมาจากเมืองหลวง ก่อนจะกลับไปยังเรือนพัก และหายเงียบไปหลายชั่วยาม“พระชายายังไม่ออกมาจากเรือนพักอีกหรือ”อวี่เหวินหย่งฉีถามผู้ช่วยหมอคนหนึ่งที่กำลังต้มยา“ออกมาแล้วขอรับ”“พระชายาออกมาตรวจอาการผู้ป่วยและกำชับท่านหมอหลวงเรื่องการจัดยาและรักษาผู้ป่วยอยู่หลายประโยค ได้ยินว่าพระชายามีเรื่องเร่งด่วนต้องจัดการ”“เรื่องเร่งด่วนหรือ...” แม่ทัพหนุ่มคิดตามก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลาจะเริ่มถอดสี เมื่อคาดเดาได้ว่าเหตุใดจู่ ๆ พระชายาที่อาสามาลงพื้นที่ถึงได้รีบเร่งกำชับหมอหลวงและหายไปเช่นนี้อวี่เหวินหย่งฉีกึ่งเดินกี่งวิ่งมายังเรือนพักของหลิวฟ
หลิวฟางเซียนคุกเข้าลงแล้วกล่าว “โรคระบาดเป็นเรื่องเร่งด่วน ฝ่าบาททรงประทานอนุญาตเถิดเพคะ”หัวหน้าหมอหลวงที่เห็นว่าตนไร้สามารถในการจัดการปัญหานี้ และต้องการให้พระชายาหลิวเดินทางไปกับตนก็คุกเข่าลงด้วยเช่นกัน“ฝ่าบาทโปรดไตร่ตรองคำขอของพระชายาหลิวเถิดพ่ะย่ะค่ะ”“กระหม่อมและหมอคนอื่นๆ ไร้สามารถ จนบัดนี้ก็ยังมิอาจหาทางยับยั้งการระบาดได้ หากไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากพระชายา เกรงว่าผลที่ตามมาอาจจะร้ายมากกว่าดี”“หากว่านางมิใช่ชายารุ่ยอ๋องเจิ้นก็คงไม่คัดค้าน” “ยามนี้รุ่ยอ๋องกำลังไปปราบศึกเพื่อเจิ้นและทุกคน”“ในยามที่เขาไม่อยู่เราควรที่จะดูแลครอบครัวเขา มิใช่ผลักไสคนในครอบครัวเขาไปเสี่ยงอีกคน”“ฝ่าบาทอย่าได้ทรงกังวลพระทัยเลยเพคะ หม่อมฉันให้คำมั่นว่าจะดูแลรักษาร่างกายตนให้ดี อีกทั้งจะรักษาชีวิตผู้คนในชิงโจวให้ได้มากที่สุด”โอรสสวรรค์ทรงฟังคำของหลิวฟางเซียนจบก็ทรงถอนพระปัสสาสะ ก่อนจะปิดพระเนตรลงพลางใคร่ครวญชั่วชาเดือดจึงได้คำตอบ...“ครานี้เจ้าจะให้เจ้าได้สมหวัง ทว่าเจ้าต้องสัญญากับเจิ้นว่าไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามปล่อยให้ตนตกอยู่ในอันตราย”“และหากว่าแม้แต่เจ้าก็มิอาจรักษาโรคระบาดนี้ได้ก็ขอให้เจ้ากลับม
ตอนพิเศษหลังจากคราที่จวิ้นอ๋องและอดีตฮองเฮาสกุลซูทำการกบฏ เมืองหลวงและเขตชายแดนก็ปราศจากศึก สงบสุขมานานหลายปีกระทั่งแปดปีให้หลัง...แคว้นเหลียนที่อยู่ติดเขตชายแดนทิศใต้เกิดเหตุการณ์ผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน สัญญาสงบศึกที่เคยมีมาหลายสิบปีบัดนี้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่กลับละเลย ทั้งส่งสาส์นท้ารบ และยกทัพล้อมหัวเมืองหน้าด่านรุ่ยอ๋องผู้เป็นเจ้าของฉายาแม่ทัพมัจจุราชคือผู้ที่ได้รับราชโองการให้ไปปราบทัพแคว้นเหลียนในครั้งนี้ด้วยยามนี้ข้าศึกประชิด สายข่าวรายงานว่า บัดนี้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่แคว้นเหลียนลงทุนเสด็จลงมาบัญชาการรบด้วยพระองค์เอง มาดว่าเป้าหมายของฝ่ายนั้นคงจะมิใช่เพียงต้องการครอบครองเมืองหน้าด่าน หากแต่เป็นแคว้นต้าซ่งทั้งแคว้น“ท่านพ่อ” อวี่เหวินเสวี่ยอิงเรียกบิดาด้วยน้ำเสียงอาลัยอาวรณ์ “อิงเอ๋อร์อยากไปปราบข้าศึกกับท่าน”รุ่ยอ๋องยิ้มอบอุ่นมองบุตรสาว ที่มิคล้ายบุตรสาวสักเท่าใด “อิงเอ๋อร์เด็กดี เอาเช่นนี้ดีเหรอไม่ ไว้เมื่อใดที่วรยุทธ์ของลูกเทียบเท่ากับพ่อ พ่อสัญญาว่าจะให้เจ้าเข้าร่วมกองทัพ”“สัญญาแล้วไม่คืนคำนะเจ้าคะ”“ตกลง สัญญาแล้วไม่คืนคำ” เขายื่นนิ้วก้อยของตนมาคล้องเกี่ยวกับบุตรสาว“ท่านพี่ ถน
"พี่ไม่ยักรู้ว่าเซียนเอ๋อร์คอแข็งถึงเพียงนี้" โม่เสวี่ยหยางหยอกล้อชายาเสียงอ่อนเสียงหวาน"จริงหรือเจ้าคะ เซียนเอ๋อร์ก็ไม่ยักรู้เช่นกันว่าท่านพี่จะคอแข็งถึงเพียงนี้" หลิวฟางเซียนหยอกล้อสามีกลับไปคนทั้งสองสบสายตากันครู่หนึ่ง ต่างคนต่างจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่งามที่มีประกายเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่าย ก่อนที่จู่ๆ จะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน หลิวฟางเซียนปาดคราบน้ำตาที่ไหลออกมาเล็กน้อย ก่อนจะหันมากล่าวกับสามีด้วยใบหน้าจริงจัง "เปิดเผยตัวช่วยของท่านมาเดี๋ยวนี้" นางว่าพร้อมกับนำขวดหยกใสที่มียาเม็ดลูกกลอนอยู่ข้างใน ออกมาวางอวดโฉมบนโต๊ะอาหารที่บัดนี้เต็มไปด้วยไหสุราดอกท้อ"ตำรับลับพันจอกไม่เมาของท่านเจ้าสำนักหุบเขาไป๋ซาน" โม่เสวี่ยหยางอวดอ้างสรรพคุณก่อนดึงขวดหยกสีเข้มกว่าของนางออกมาจากสาบเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะ"หากดื่มต่อให้ครบพันจอกเห็นทีคงได้รู้แพ้รู้ชนะแล้ว" หลิวฟางเซียนบอกเสียงหวาน "ตำรับยาที่ท่านตามอบให้ท่านพี่เป็นสูตรเก่าของปีก่อนดื่มได้ไม่เกินพันจอก ทว่าตำรับยาที่เซียนเอ๋อร์เพิ่งคิดค้นขึ้นมาใหม่ ต่อให้ดื่มเป็นหมื่นจอกก็ไม่เมาเจ้าค่ะ""เจ้าปีศาจน้อยจอมเจ้าเล่ห์"หลิวฟางเซียนฟังสมญานามใหม่ของตนแล้ว
'ฝ่าบาทคงจะทรงตัดพระทัยประหารฮองเฮาเช่นคนอื่นๆ ไม่ได้ จึงได้ประทานสุราพิษให้พระนาง''ตัวข้าแก่ชรามาแล้ว ในอดีตที่มีการก่อกบฏเช่นนี้ หากเป็นอดีตฮองเต้ คนพวกนี้คงจะโดนตัดสินประหารแบบห้าม้าแยกร่าง ไม่ก็แล่เนื้อเถือหนังหรือตัดเอวไปแล้ว''ใช่ๆ ข้าก็เคยได้ยินมาว่าในอดีตมักจะจัดการกับพวกกบฏด้วยวิธีพวกนี้ ได้ยินว่ากว่าผู้ถูกลงทัณฑ์จะสิ้นใจนั้นทรมานยิ่งนัก''ข้าจะบอกให้นะ ว่าวิธีการพวกนั้นน่ากลัวมากจริงๆ เทียบกันแล้วการประหารด้วยการตัดศีรษะนั้น ไม่นับเป็นอันใดได้เลย''ฝ่าบาททรงเป็นฮ่องเต้ที่เที่ยงธรรมและมีน้ำพระทัยที่ยิ่งใหญ่นัก ถึงได้เลือกวิธีการลงทัณฑ์ที่เมตตาเช่นนี้'ฮ่องเต้อวี่เหวินหย่งตี้ฟังรายงานเรื่องเสียงวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินโทษในครั้งนี้ ที่เป็นที่กล่าวถึงของชาวเมืองจากองครักษ์เงาของพระองค์แล้วทรงถอนพระปัสสาสะออกมา ก่อนที่พระองค์จะโบกพระหัตถ์ไล่องครักษ์เงานายนั้นให้ออกไป และกลับมาสนพระทัยหยิบฎีกาที่เปิดค้างอยู่ขึ้นมาอ่านต่อแทนหลังจากผ่านเหตุการณ์ก่อกบฏในครานั้นมาได้ครึ่งปี ทั้งในวังหลวงและเมืองหลวงก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีเรื่องวุ่นวายอันใดเกิดขึ้นอีก ทุกผู้คนต่างก็แยกย้ายกันทำหน้าที่ข







