เข้าสู่ระบบหลิวฟางเซียนยอบกายเงียบๆ แทนคำกล่าวลา
ก่อนจะหมุนตัวเดินออกมาจากชายคนรักและแข็งใจไม่หันกลับไปมองเขาอีก นางกลัวเหลือเกิน กลัวว่าตัวเองจะใจอ่อน นางกลัวว่าตัวเองจะยอมเป็นชายารอง ยอมเป็นอนุเพื่ออยู่ข้างกายเขา แต่ว่า...ชาพิษกล่องนั้นทำให้นางคิดได้ นางไม่อยากใช้ชีวิตวุ่นวายในวังหลังอย่างหลิวกุ้ยเฟย ท่านอาของนาง
วังหลังมิได้สวยหรูอย่างที่คิด หลิวฟางเซียนรู้ข้อนี้ดี นางไม่ได้ไร้เดียงสาจนมองไม่ออก ชาพิษกล่องนั้นคือสิ่งที่ฮองเฮาทรงใช้เตือนนาง หากยังดึงดันนางจะนำหายนะมาสู่ครอบครัว ทีแรกนางอาจจะคิดน้อยไปจึงยอมดื่มชาพิษเพื่อจบเรื่องวุ่นวายนี้ เป็นนางที่เห็นแก่ตัวเกินไป ไม่คิดถึงจิตใจของคนในครอบครัว เป็นนางที่เลอะเลือนจนหลงลืมว่ายังมีคนในครอบครัวที่รักนาง
"คุณหนูเจ้าคะ ไยท่านกล่าวกับท่านอ๋องเช่นนี้เล่า ไม่กลัวท่านอ๋องโกรธหรือเจ้าคะ" อาจิ้นถามขึ้นอย่างสงสัย แม้ว่าสถานะของนางคือบ่าวรับใช้
ทว่าด้วยความผูกพันที่ดูแลปรนนิบัติและโตด้วยกันมาตั้งแต่เล็ก หลิวฟางเซียนจึงรักบ่าวรับใช้ทั้งสองดั่งพี่น้อง
"ดีแล้วล่ะ ให้เขาโกรธข้าจนไม่มาที่นี่อีกยิ่งดี" หลิวฟางเซียนกล่าวเสียงนุ่มทว่าเด็ดขาด สีหน้าเรียบสงบจนบ่าวทั้งสองไม่กล้าแสดงความคิดเห็น
"คุณหนูจะไปไหนหรือเจ้าคะ" อาจูเอ่ยถามเสียงเบา
"ข้าจะไปเรือนท่านย่า" หลิวฟางเซียนเดินนำสาวใช้ทั้งสองเดินตรงไปยังเรือนผู้อาวุโสที่สุดในจวนราชครู
"เซียนเอ๋อร์หลานรักของย่า เจ้ามาแล้ว" สตรีชราผู้อาวุโสที่สุดของจวนร้องเรียกอย่างดีใจ เมื่อเห็นหลานสาวอันเป็นที่รักตรงเข้ามาหา
"เซียนเอ๋อร์ คารวะท่านย่าเจ้าค่ะ" หลิวฟางเซียนยอบกายเคารพผู้อาวุโสด้วยท่าทางสง่างาม
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวมองหลานสาวด้วยสายตาอ่อนโยน ดวงตาที่เริ่มฝ้าฟางคลอหน่วยไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความยินดี เมื่อวานหลังจากที่ได้รับข่าวจากอาอี้สาวใช้คนสนิทว่าหลิวฟางเซียนถูกพิษและสิ้นใจไปแล้ว
นางก็ร้องไห้เสียใจจนเป็นลมล้มพับไป หลังฟื้นขึ้นหัวใจสตรีชราที่แตกสลายกลับได้รับพรจากสวรรค์ เมื่ออาอี้นำข่าวใหม่มาบอกกล่าว หลานสาวที่เป็นดังแก้วตาดวงใจฟื้นคืนจากความตายอย่างปาฏิหาริย์
"มานี่สิ มานั่งข้างย่า"
ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกหลานสาวให้เข้าไปใกล้ๆ พิศดูใบหน้างดงามของดรุณีน้อยวัยสิบเจ็ดหนาวที่ช่างดูไร้เดียงสา
คิ้วงามดังคันศร ดวงตากลมโตชวนมอง จมูกโด่งรั้นนิดๆ รับกับริมฝีปากบางอิ่มสีชมพูอ่อน ผิวขาวกระจ่างนวลเนียนหมดจด ช่างงดงามถอดแบบมาจากผู้เป็นมารดา ต่างก็แต่กลิ่นกายหอมอบอวลดั่งมวลบุปผาที่มีติดตัวมาแต่กำเนิด ยามเยื้องย่างขยับกายก็จะมีกลิ่นหอมนี้ลอยอบอวลกระจายในอากาศ ทำให้ผู้อยู่ใกล้ลุ่มหลงดั่งต้องมนต์ จวนราชครูจึงมิเคยว่างเว้นจากการมาเยี่ยมเยือนของบรรดาแม่สื่อทั้งหลาย
"เป็นอย่างไรบ้างเซียนเอ๋อร์ เจ้าหายดีแล้วหรือ จึงมาหาย่าได้" ฮูหยินชราเอ่ยถาม เอื้อมมือเหี่ยวย่นตามวัยมาลูบเรือนผมยาวตรงสีดำขลับของผู้เป็นหลานสาวอย่างเอ็นดู
"หลานหายดีแล้วเจ้าค่ะท่านย่า วันนี้ตั้งใจจะมาคารวะท่านย่า แล้วก็..." หลิวฟางเซียนตอบอย่างเอาใจ มือเรียวบีบนวดแขนผู้อาวุโสอย่างออดอ้อน ฮูหยินผู้เฒ่าที่มองท่าทีของดรุณีน้อยออกกล่าวอย่างรู้ทัน
"เจ้าจะขออะไรจากย่าหรือ"
"ท่านย่ารู้ทันข้าตลอดเลย เซียนเอ๋อร์จะขออนุญาตท่านย่าออกไปซื้อสมุนไพรจากตลาดมาทำยาเจ้าค่ะ วันเกิดปีนี้หลานจะกลับไปเยี่ยมท่านตาเช่นทุกปี จึงอยากทำยาให้คนส่งไปให้หมู่บ้านหรงมากหน่อย ได้ยินว่ามีผู้ลี้ภัยเข้ามาเพิ่ม"
"ได้ๆ ไปสิ ย่าอนุญาต" ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันไปสั่งสาวใช้คนสนิท "อาอี้ เจ้าไปบอกอาหลานเตรียมรถม้าให้เซียนเอ๋อร์ด้วยนะ" หลิวฟางเซียนยอบกายลาผู้อาวุโสก่อนจะเดินนำสาวใช้ออกไป คล้อยหลังหลานสาวไป ฮูหยินชราจึงกระซิบบอกบ่าวของตนให้ไปกำชับบ่าวรับใช้ข้างกายดรุณีน้อยให้คอยระวังความปลอดภัยและจับตาดูนางไม่ให้คลาดสายตา
หลิวฟางเซียนเดินตามสามีออกมา นางเห็นแผ่นหลังของเขาไวๆ เดินไปทางเรือนพักส่วนตัวของนางที่อยู่ใกลออกไปจากโรงหมอชั่วคราวเมื่อตามไปถึงเรือนพักก็เห็นว่าเขานั่งทำหน้าประเดี๋ยวมืดครึ้มประเดี๋ยวเขียวคล้ำอยู่บนโต๊ะน้ำชา“ศึกที่ด่านชายแดนใต้เรียบร้อยแล้วหรือเจ้าคะ”“...” ไร้เสียงตอบรับจากสามี“มาเถิด มาให้เซียนเอ๋อร์ตรวจร่างกายสักหน่อย”“...”เห็นเขาไม่กล่าวอันใดหลิวฟางเซียนจึงเดินเขาไปใกล้ และเอื้อมจับข้อมือของสามี ทว่าเขากลับดึงมือหนี“เชิญพระชายาไปตรวจอาการของแม่ทัพอวี่เหวินเถิด ร่างกายเปิ่นหวาง พระชายาไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”หลิวฟางเซียนคลี่ยิ้มออกมา เมื่อเห็นท่าทางแง่งอนของสามี “เหตุใดข้าจึงได้รู้สึกว่าในห้องมีกลิ่นแปลกๆ กัน” นางกล่าวพร้อมทำจมูกฟุดฟิดใกล้ๆ ร่างสูงกำยำของสามี“อ๋อ ที่แท้ก็เป็นกลิ่นไหน้ำส้มแตกนี่เอง”“...”“ท่านพี่วางใจเถิด เรื่องข้ากับแม่ทัพอวี่เหวินนั้นเป็นอดีตที่ข้าหลงลืมไปนานแล้ว ยามอยู่ต่อหน้าเขาก็หาได้รุ้สึกอันใด แลวที่ท่านเห็นว่าข้าจับมือถือแขนกับเขานั้นเป็นเพียงการตรวจร่างกาย”“...”“หากมิใช่เพราะเขาเป็นเพียงคนเดียวที่อาสาทดสอบปลูกฝี ข้าคงต้องใช้ตัวเองมาทดสอบแล้ว รู้อย่า
เพียงวันเดียวที่ปฏิบัติตามคำสั่งพระชายาหลิว ก็สามารถยับยั้งการระบาดของโรคได้หลายส่วน ผู้ติดเชื้อมีจำนวนลดลงต่างจากหลายวันก่อนหน้านี้ทว่าเรื่องสุดท้ายที่พระชายาร้องขอนั้นแม่ทัพหนุ่มยังมิอาจหาคนอาสามาปลูกฝีกับพระชายาได้ ด้วยไม่มีสิ่งใดการันตีว่าพวกเขาจะมิเป็นอันใด“หากไม่มีใครยินยอมก็ช่างเถิด ท่านแม่ทัพ” หลิวฟางเซียนบอกเสียงเรียบเรื่อย นางคิดเอาไว้แล้วว่าเรื่องที่เสี่ยงเช่นนี้คงไม่มีผู้ใดอยากอาสาวันรุ่งขึ้นหลังออกตรวจอาการผู้ป่วย และกำชับเรื่องสำคัญกับหมอหลวงที่ติดตามมาจากเมืองหลวง ก่อนจะกลับไปยังเรือนพัก และหายเงียบไปหลายชั่วยาม“พระชายายังไม่ออกมาจากเรือนพักอีกหรือ”อวี่เหวินหย่งฉีถามผู้ช่วยหมอคนหนึ่งที่กำลังต้มยา“ออกมาแล้วขอรับ”“พระชายาออกมาตรวจอาการผู้ป่วยและกำชับท่านหมอหลวงเรื่องการจัดยาและรักษาผู้ป่วยอยู่หลายประโยค ได้ยินว่าพระชายามีเรื่องเร่งด่วนต้องจัดการ”“เรื่องเร่งด่วนหรือ...” แม่ทัพหนุ่มคิดตามก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลาจะเริ่มถอดสี เมื่อคาดเดาได้ว่าเหตุใดจู่ ๆ พระชายาที่อาสามาลงพื้นที่ถึงได้รีบเร่งกำชับหมอหลวงและหายไปเช่นนี้อวี่เหวินหย่งฉีกึ่งเดินกี่งวิ่งมายังเรือนพักของหลิวฟ
หลิวฟางเซียนคุกเข้าลงแล้วกล่าว “โรคระบาดเป็นเรื่องเร่งด่วน ฝ่าบาททรงประทานอนุญาตเถิดเพคะ”หัวหน้าหมอหลวงที่เห็นว่าตนไร้สามารถในการจัดการปัญหานี้ และต้องการให้พระชายาหลิวเดินทางไปกับตนก็คุกเข่าลงด้วยเช่นกัน“ฝ่าบาทโปรดไตร่ตรองคำขอของพระชายาหลิวเถิดพ่ะย่ะค่ะ”“กระหม่อมและหมอคนอื่นๆ ไร้สามารถ จนบัดนี้ก็ยังมิอาจหาทางยับยั้งการระบาดได้ หากไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากพระชายา เกรงว่าผลที่ตามมาอาจจะร้ายมากกว่าดี”“หากว่านางมิใช่ชายารุ่ยอ๋องเจิ้นก็คงไม่คัดค้าน” “ยามนี้รุ่ยอ๋องกำลังไปปราบศึกเพื่อเจิ้นและทุกคน”“ในยามที่เขาไม่อยู่เราควรที่จะดูแลครอบครัวเขา มิใช่ผลักไสคนในครอบครัวเขาไปเสี่ยงอีกคน”“ฝ่าบาทอย่าได้ทรงกังวลพระทัยเลยเพคะ หม่อมฉันให้คำมั่นว่าจะดูแลรักษาร่างกายตนให้ดี อีกทั้งจะรักษาชีวิตผู้คนในชิงโจวให้ได้มากที่สุด”โอรสสวรรค์ทรงฟังคำของหลิวฟางเซียนจบก็ทรงถอนพระปัสสาสะ ก่อนจะปิดพระเนตรลงพลางใคร่ครวญชั่วชาเดือดจึงได้คำตอบ...“ครานี้เจ้าจะให้เจ้าได้สมหวัง ทว่าเจ้าต้องสัญญากับเจิ้นว่าไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามปล่อยให้ตนตกอยู่ในอันตราย”“และหากว่าแม้แต่เจ้าก็มิอาจรักษาโรคระบาดนี้ได้ก็ขอให้เจ้ากลับม
ตอนพิเศษหลังจากคราที่จวิ้นอ๋องและอดีตฮองเฮาสกุลซูทำการกบฏ เมืองหลวงและเขตชายแดนก็ปราศจากศึก สงบสุขมานานหลายปีกระทั่งแปดปีให้หลัง...แคว้นเหลียนที่อยู่ติดเขตชายแดนทิศใต้เกิดเหตุการณ์ผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน สัญญาสงบศึกที่เคยมีมาหลายสิบปีบัดนี้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่กลับละเลย ทั้งส่งสาส์นท้ารบ และยกทัพล้อมหัวเมืองหน้าด่านรุ่ยอ๋องผู้เป็นเจ้าของฉายาแม่ทัพมัจจุราชคือผู้ที่ได้รับราชโองการให้ไปปราบทัพแคว้นเหลียนในครั้งนี้ด้วยยามนี้ข้าศึกประชิด สายข่าวรายงานว่า บัดนี้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่แคว้นเหลียนลงทุนเสด็จลงมาบัญชาการรบด้วยพระองค์เอง มาดว่าเป้าหมายของฝ่ายนั้นคงจะมิใช่เพียงต้องการครอบครองเมืองหน้าด่าน หากแต่เป็นแคว้นต้าซ่งทั้งแคว้น“ท่านพ่อ” อวี่เหวินเสวี่ยอิงเรียกบิดาด้วยน้ำเสียงอาลัยอาวรณ์ “อิงเอ๋อร์อยากไปปราบข้าศึกกับท่าน”รุ่ยอ๋องยิ้มอบอุ่นมองบุตรสาว ที่มิคล้ายบุตรสาวสักเท่าใด “อิงเอ๋อร์เด็กดี เอาเช่นนี้ดีเหรอไม่ ไว้เมื่อใดที่วรยุทธ์ของลูกเทียบเท่ากับพ่อ พ่อสัญญาว่าจะให้เจ้าเข้าร่วมกองทัพ”“สัญญาแล้วไม่คืนคำนะเจ้าคะ”“ตกลง สัญญาแล้วไม่คืนคำ” เขายื่นนิ้วก้อยของตนมาคล้องเกี่ยวกับบุตรสาว“ท่านพี่ ถน
"พี่ไม่ยักรู้ว่าเซียนเอ๋อร์คอแข็งถึงเพียงนี้" โม่เสวี่ยหยางหยอกล้อชายาเสียงอ่อนเสียงหวาน"จริงหรือเจ้าคะ เซียนเอ๋อร์ก็ไม่ยักรู้เช่นกันว่าท่านพี่จะคอแข็งถึงเพียงนี้" หลิวฟางเซียนหยอกล้อสามีกลับไปคนทั้งสองสบสายตากันครู่หนึ่ง ต่างคนต่างจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่งามที่มีประกายเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่าย ก่อนที่จู่ๆ จะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน หลิวฟางเซียนปาดคราบน้ำตาที่ไหลออกมาเล็กน้อย ก่อนจะหันมากล่าวกับสามีด้วยใบหน้าจริงจัง "เปิดเผยตัวช่วยของท่านมาเดี๋ยวนี้" นางว่าพร้อมกับนำขวดหยกใสที่มียาเม็ดลูกกลอนอยู่ข้างใน ออกมาวางอวดโฉมบนโต๊ะอาหารที่บัดนี้เต็มไปด้วยไหสุราดอกท้อ"ตำรับลับพันจอกไม่เมาของท่านเจ้าสำนักหุบเขาไป๋ซาน" โม่เสวี่ยหยางอวดอ้างสรรพคุณก่อนดึงขวดหยกสีเข้มกว่าของนางออกมาจากสาบเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะ"หากดื่มต่อให้ครบพันจอกเห็นทีคงได้รู้แพ้รู้ชนะแล้ว" หลิวฟางเซียนบอกเสียงหวาน "ตำรับยาที่ท่านตามอบให้ท่านพี่เป็นสูตรเก่าของปีก่อนดื่มได้ไม่เกินพันจอก ทว่าตำรับยาที่เซียนเอ๋อร์เพิ่งคิดค้นขึ้นมาใหม่ ต่อให้ดื่มเป็นหมื่นจอกก็ไม่เมาเจ้าค่ะ""เจ้าปีศาจน้อยจอมเจ้าเล่ห์"หลิวฟางเซียนฟังสมญานามใหม่ของตนแล้ว
'ฝ่าบาทคงจะทรงตัดพระทัยประหารฮองเฮาเช่นคนอื่นๆ ไม่ได้ จึงได้ประทานสุราพิษให้พระนาง''ตัวข้าแก่ชรามาแล้ว ในอดีตที่มีการก่อกบฏเช่นนี้ หากเป็นอดีตฮองเต้ คนพวกนี้คงจะโดนตัดสินประหารแบบห้าม้าแยกร่าง ไม่ก็แล่เนื้อเถือหนังหรือตัดเอวไปแล้ว''ใช่ๆ ข้าก็เคยได้ยินมาว่าในอดีตมักจะจัดการกับพวกกบฏด้วยวิธีพวกนี้ ได้ยินว่ากว่าผู้ถูกลงทัณฑ์จะสิ้นใจนั้นทรมานยิ่งนัก''ข้าจะบอกให้นะ ว่าวิธีการพวกนั้นน่ากลัวมากจริงๆ เทียบกันแล้วการประหารด้วยการตัดศีรษะนั้น ไม่นับเป็นอันใดได้เลย''ฝ่าบาททรงเป็นฮ่องเต้ที่เที่ยงธรรมและมีน้ำพระทัยที่ยิ่งใหญ่นัก ถึงได้เลือกวิธีการลงทัณฑ์ที่เมตตาเช่นนี้'ฮ่องเต้อวี่เหวินหย่งตี้ฟังรายงานเรื่องเสียงวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินโทษในครั้งนี้ ที่เป็นที่กล่าวถึงของชาวเมืองจากองครักษ์เงาของพระองค์แล้วทรงถอนพระปัสสาสะออกมา ก่อนที่พระองค์จะโบกพระหัตถ์ไล่องครักษ์เงานายนั้นให้ออกไป และกลับมาสนพระทัยหยิบฎีกาที่เปิดค้างอยู่ขึ้นมาอ่านต่อแทนหลังจากผ่านเหตุการณ์ก่อกบฏในครานั้นมาได้ครึ่งปี ทั้งในวังหลวงและเมืองหลวงก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีเรื่องวุ่นวายอันใดเกิดขึ้นอีก ทุกผู้คนต่างก็แยกย้ายกันทำหน้าที่ข







