LOGIN๔
ผู้หญิงของข้า เสียงหวานใสดังไปทั่วบริเวณลานโชว์สินค้ายี่ห้อหนึ่ง ลาวัลย์ทำหน้าที่เป็นพิธีกรฟรีแลนซ์ทั่วไป ไม่ประจำที่ ร่างบอบบางในชุดรัดรูปสีแดงสั้นโชว์น่องขาวเนียน ผมถูกดัดเป็นลอนสวยงาม ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางหนาแน่น ในยามนี้เธอเปรียบเสมือนเสาหลักของครอบครัว บิดาเธอนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลไม่มีท่าทีว่าจะฟื้น ลาวัลย์จึงต้องออกหางานทำทุกอย่างที่ได้เงิน ถึงแม้เงินในบัญชีเธอจะมีมากพอที่จะใช้จ่ายได้ หากแต่มันก็ร่อยหรอลงทุกวัน ๆ หากเธอไม่ทำงานเลยเงินที่เก็บไว้ย่อมมีวันหมด หลังจากเสร็จงานในบทบาทพิธีกรสาวสวยแล้ว ลาวัลย์ก็เก็บของเตรียมจะกลับบ้าน อีกทั้งยังต้องไปส่งข้าวส่งน้ำให้มารดาเธออีก มือเรียวหยิบเครื่องสำอางส่วนตัวลงในกระเป๋าก่อนจะเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อย "ลัลจะกลับเลยเหรอ"มิ้วเพื่อนรักเอ่ยถาม เธอสองคนมักจะทำงานด้วยกันเสมอ มิ้วเป็นคนหางานให้ลาวัลย์เสียด้วยซ้ำ เพราะทั้งคู่เป็นเพื่อนข้างบ้านกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่เคยมีความลับต่อกันเลยสักครั้ง ในยามนี้ลาวัลย์กำลังลำบากเธอจึงเต็มใจที่จะช่วยเหลือ "อือ ว่าจะกลับเลย ต้องเอาข้าวไปให้แม่ด้วยอะ"ลาวัลย์เอ่ยพร้อมกับเก็บของเสร็จเรียบร้อย เธอสะพายเป้ใบเล็กที่มีเพียงของใช้จำเป็นเวลาออกงานเท่านั้น มิ้วยื่นมือมาแตะไหล่เพื่อนรักอย่างเห็นใจ "สู้ ๆ นะแก มีอะไรให้ช่วยก็บอกฉันได้นะ"สาวหน้าตี๋ยิ้มบาง ๆ อย่างให้กำลังใจ ลาวัลย์ยิ้มตอบอย่างขอบน้ำใจเพื่อนรัก แม้จะมีเรื่องเครียดมากมายแค่ไหนลาวัลย์ก็ยังคงแสดงออกด้วยรอยยิ้มสดใส เธอไม่อยากให้คนรอบข้างพลอยกังวลกับเธอไปด้วย "อ้าว จะกลับกันแล้วเหรอสาว ๆ "ผึ้งสาววัยสี่สิบต้น ๆ เดินมาทักทายสองสาวที่กำลังจะก้าวออกจากห้องไป "จะกลับแล้วค่ะพี่ผึ้ง ขอบคุณมากนะคะที่ให้งานเราสองคน"ลาวัลย์ประนมมือไหว้ผู้ใหญ่ใจดีที่คอยให้งานเธอเสมอ เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ผึ้งเป็นม่ายสาวที่หย่าร้างกับสามีเก่ามานานหลายปีและไม่คิดจะมีสามีใหม่ แม้อายุอานามจะเข้าสู่เลขสี่แล้ว หากแต่ใบหน้าและหุ่นของเธอยังดูอ่อนเยาว์เหมือนสาวแรกรุ่น ด้วยเพราะผึ้งเป็นคนดูแลตัวเองและออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอ หล่อนรู้จักมิ้วและและลาวัลย์จากงานพิธีกรแห่งหนึ่ง ถูกชะตาจึงชวนมาร่วมงานด้วยบ่อยครั้ง "โอ้ย ขอบคงขอบคุณอะไรกัน พี่แค่ช่วยหางานให้เท่านั้นเอง เพราะเราสองคนฝีมือดีไงถึงมีแต่คนอยากจ้าง"ผึ้งโบกไม้โบกมืออย่างเป็นกันเอง เธอไม่ได้คิดเป็นบุญคุณอะไรเลยสักนิด "ก็ต้องขอบคุณพี่ผึ้งอยู่ดี" "ใช่ค่ะ ถ้าพี่ผึ้งไม่ช่วยหางานให้เราก็ไม่รู้ว่าจะมีใครจ้างรึเปล่านะคะ"มิ้วพูดขำ ๆ "เออนี่ ถ้าไม่มีธุระต่อไปกินหม้อไฟกันไหม พี่เลี้ยงเอง" "คงไม่ได้หรอกค่ะ ลัลต้องไปเยี่ยมพ่อ"ลาวัลย์เอ่ยยิ้ม ๆ ซึ้งน้ำใจของพี่สาวคนนี้จริง ๆ "เออจริงสิ พี่ลืมไป งั้นฝากเยี่ยมพ่อด้วยนะ หายเร็ว ๆ "ผึ้งลืมตัวไปว่าบิดาของลาวัลย์ป่วยอยู่จึงไม่ทันคิด เธอก็เคยเห็นพ่อของลาวัลย์สองสามครั้งจากที่เคยไปรับมาทำงานด้วย ยังแข็งแรงอยู่แท้ ๆ ไม่น่าป่วยแบบนี้เลย สงสารก็แต่แต่ลาวัลย์นี่แหละ ต้องวิ่งหน้าวิ่งหลังอยู่คนเดียว หากมีใครสักคนมาคอยดูแลก็คงจะดี เธอคงคลายห่วงไปได้บ้าง "ขอบคุณค่ะพี่ผึ้ง" "ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยนะลัล อย่าหักโหมมาก เหนื่อยก็พัก ถ้าเป็นอะไรไปอีกคนจะแย่เอา"ผึ้งเอ่ยอย่างนึกเป็นห่วง "ทราบแล้วค้า งั้นลัลไปก่อนนะคะ แม่จะรอนาน"ลาวัลย์และมิ้วยกมือไหว้ลาผู้ใหญ่ที่นับถือก่อนจะขอตัวกลับ ผึ้งได้แต่ส่ายหัวอย่างอ่อนใจ เธอก็ช่วยได้แค่นี้แหละ ลาวัลย์กลับมาถึงบ้านในช่วงหกโมงเย็น เธอต้องอาบน้ำก่อนจะลงมาเตรียมทำกับข้าวไปให้แม่เธอที่เฝ้าพ่ออยู่ที่โรงพยาบาล ครั้นจะกินอาหารของโรงพยาบาลก็ไม่ถูกปากเอาเสียเลย ลาวัลย์จึงต้องคอยไปส่งข้าวให้ทุกวัน เธอไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยที่ต้องทำอะไรเพื่อพ่อและแม่ของเธอ อยากตอบแทนบุญคุณท่านที่เลี้ยงเธอมา เหนื่อยยากกว่านี้หลายเท่านัก วัตถุดิบถูกจัดเตรียมไว้ก่อนลงมือทำเสมอ ผักกาดขาวถูกชะล้างจนสะอาดนำมาหั่นพอดี ๆ ตามด้วยเห็ดหอม แครอทและเต้าหู้ ลาวัลย์ใช้เวลาปรุงไม่นานเนื่องจากเป็นแกงจืด อาหารง่าย ๆ ที่ทำได้ไม่ยาก ปากอิ่มเป่าไอร้อนก่อนจะชิมเป็นลำดับสุดท้าย กลิ่นหอมฟุ้งเรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดีเชียวละ "อร่อยจัง"คนตัวเล็กเอ่ยชมตัวเองอย่างภูมิใจ ไม่เสียชื่อลาวดีที่สั่งสอนให้เข้าครัวมาตั้งแต่เด็ก ๆ การเป็นลูกคนเดียวใช่ว่าเธอจะได้รับการตามใจจากพ่อแม่ ตรงกันข้าม ท่านกลับสอนให้เธอทำ อดทน อดออมในสิ่งที่อยากได้ ไม่ตามใจจนเสียคน ลาวัลย์รู้สึกดีใจที่ได้เกิดมาในครอบครัวนี้ ส่วนปู่และย่าเธอท่านเสียไปนานแล้ว เหลือเพียงตากับยายที่อาศัยอยู่บ้านสวนแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด ใช้ชีวิตสมถะตามประสาตายายสองคน แต่ยังมีป้าของเธอคอยดูแลอยู่ พ่อแม่เธอจะพากลับไปหาตายายช่วงเทศกาลปีละครั้งเท่านั้น เนื่องจากท่านต้องทำงาน หญิงสาวตักแกงใส่กล่องข้าวอย่างคล่องแคล่ว ห่อผ้าทับอีกทีอย่างสวยงาม บ่งบอกความพิถีพิถันของคนทำได้เป็นอย่างดี รถยุโรปคันเก่าแล่นออกจากบ้านหลังนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป มือเรียวเอื้อมไปเปิดเพลงคลอเบา ๆ พลางฮัมเพลงอย่างมีความสุข ทุกการกระทำอยู่ในสายตาของบุรุษรูปงามตลอดเวลาจากหน้าต่างมิติแห่งโลกมนุษย์ ลาวัลย์ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าการกระทำของเธออยู่ในสายตาของใครบางคน "นี่สิ..ผู้หญิงของข้า"รอยยิ้มภูมิใจปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลา นานกี่ทศวรรษแล้วที่เขาไม่ได้ยิ้มแบบนี้ เขาเลือกคนไม่ผิดเลยจริง ๆ ลาวัลย์มาถึงโรงพยาบาลในเวลาถัดมา ร่างอรชรเดินไปยังห้องพักผู้ป่วย แต่ทว่าเธอกลับต้องแปลกใจเมื่อไม่พบใครในห้องเลย "เอ่อ ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคนไข้ห้องนี้ไปไหนคะ"ลาวัลย์ถามพยาบาลที่กำลังเดินผ่านมา ใจเต้นระส่ำด้วยความรู้สึกกลัว คงไม่ใช่อย่างที่เธอคิดหรอก "อ้อ พอดีว่าความดันคนไข้ต่ำมากค่ะ เพิ่งย้ายไปไอซียูเมื่อกี้เองค่ะ"พยาบาลสาวเอ่ยตอบก่อนจะขอตัวเองออกไป เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจเรี่ยวแรงที่พลันหายไปหมดสิ้น ขาเรียวก้าวยาว ๆ ไปที่ห้องไอซียูอย่างรวดเร็ว "แม่!..แม่คะ พ่อเป็นยังไงบ้าง"ลาวัลย์วิ่งเข้าไปหาลาวดีที่กำลังร้องไห้อยู่ ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา "ลัลลูก ฮึก..พ่อ..ฮือ ๆ "ลาวดีคว้าตัวบุตรสาวเข้ามากอดพลางสะอื้นไห้อย่างหนัก อาการสามีเธอทรุดลงหนักมาก หมอบอกว่าอาจไม่พ้นคืนนี้ ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามาอย่างหนักเกินจะรับไหว "ฮึก~"หยาดน้ำตาพรั่งพรูออกจากดวงตาคู่งาม หัวใจดวงน้อยสั่นสะท้าน บิดาที่เคารพรักอาการแย่ถึงแก่ชีวิต อดคิดโทษตัวเองไม่ได้ว่ามันเป็นความผิดของเธอ ลาวัลย์ผละตัวออกจากอ้อมกอดมารดา เสียงสะอื้นไห้บ่งบอกถึงความเสียใจมากมาย ในเมื่อทุกอย่างมันเป็นเพราะเธอ สิ่งเดียวที่เธอพึ่งได้ในตอนนี้คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขาคู่งามวิ่งออกไปให้เร็วที่สุดเท้าที่จะทำได้ "ลัล!..จะไปไหนลูก ฮึก~"๑๐แสดงตัวตะกร้าผักกาดขาวเข่งใหญ่ถูกยกลงจากรถกระบะกลางเก่ากลางใหม่ สาธิตเข็นผักทั้งหมดไปส่งในตลาดสดพร้อมกับลาวัลย์ที่อาสามาช่วยอีกแรง ครอบครัวทำธุรกิจปลูกผักขาย ออกส่งตลาดในทุกวัน มีเนื้อที่ในการทำไร่ไม่ใหญ่มากนัก พออยู่พอกินไม่ถึงกับร่ำรวยลาวดีสืบทอดการปลูกผักปลอดสารพิษมาจากยายม้วยมารดาของเธอ ซึ่งปัจจุบันนี้ท่านพักอยู่บ้านสวนในจังหวัดอยุธยากับตาสมปองบิดาของเธอเอง นานทีปีหนถึงจะได้กลับไปหาพวกท่านที โชคดีที่ยังคงมีผ่องซศรีพี่สาวของลาวดีคอยดูแลท่านอยู่หญิงสาวส่งยิ้มหวานตลอดทางเดินด้วยคุ้นเคยกับคนที่นี่ดี ลาวัลย์หยุดชะงักเมื่อเหลือบไปเห็นคนขายข้าวเกรียบว่าวซึ่งหากินได้ยากในเมืองกรุงเช่นนี้ "ขายยังไงจ้ะ"ลาวัลย์นั่งยอง ๆ เอ่ยถามยายแก่ ๆ คนหนึ่งที่นั่งหาบเร่ขายข้าวเกรียบว่าวและไข่ปิ้ง ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยเงยหน้ามองหญิงสาวส่งยิ้มที่เหลือเพียงแต่เหงือกมาให้เธอ"ไข่ใบละเจ็ดบาท ข้าวเกรียบว่าวแผ่นละห้าบาทจ้ะหนู"ยายบอกเสียงหวาน"ยายขายถูกจัง งั้นหนูเอาข้าวเกรียบสองแผ่นกับไข่ปิ้งสามใบจ้ะ"ลาวัลย์ควักแบงค์ร้อยมาหนึ่งใบก่อนจะยื่นให้ยายเฒ่า "ไม่ต้องทอนนะจ้ะ""ขอบใจมากนะแม่หนู สวยแล้วยังใจดีอีก ขอ
๙เมียข้าสายลมพัดโบกปะทะผิวกาย มือเรียวคว้าผ้าห่มมาคลุมตามสัญชาตญาณ ผ้าห่มช่างอุ่นดีนักแลลาวัลย์กอดผ้าผืนนี้เอาไว้แน่นพลางซบใบหน้าลง เสียงหัวใจที่เต้นกระหน่ำอยู่ข้างหูทำให้เธอลืมตาตื่น ดวงตากลมโตมองแผงอกที่มีไรขนอ่อน ๆ ไล่ขึ้นไปยังใบหน้าหล่อเหลาก่อนจะเด้งตัวออกอย่างตกใจ ไม่ใช่ผ้าห่มอย่างที่เธอคิด ทว่ามันคืออ้อมกอดของชายร่างใหญ่นี่เอง"ตื่นแล้วหรือ"สุวรรณกายเอ่ยถามเสียงนุ่ม ยิ้มกรุ่มกริ่มเมื่อเห็นท่าทางตกใจของลาวัลย์ เขาตื่นนานแล้วเพียงแต่ไม่ได้ลุกไปไหน กลับจ้องมองเธออยู่ตลอดเวลา"ต..ตื่นแล้วค่ะ"ลาวัลย์ก้มหน้างุด ๆ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนนี้รั้งเอาแก้มนวลแดงขึ้นมาเสียดื้อ ๆ เธอหันหลังให้เขาด้วยความรู้สึกเก้อเขิน กระชับผ้าห่มให้แน่นขึ้น สุวรรณโอบกอดเธอจากด้านหลัง เกยคางบนไหล่มนพลางกระซิบถามเบา ๆ"เจ็บไหม"ลาวัลย์หน้าแดงเรื่อขึ้นไปอีก เธอสะดุ้งเมื่อปากหยักจูบลงบนไหล่ของเธอแผ่วเบา มือหนารั้งปลายคางเธอให้หันมาก่อนจะบรรจงจูบอย่างอ้อยอิ่ง บดเคล้านัวเนียเสียจนหายใจไม่ทัน"พ..พอแล้วค่ะ"ลาวัลย์ลมหายใจขาดเป็นห้วง ๆ ก้มหน้าอย่างเขินอาย สุวรรณกายยิ้มกริ่มบีบแก้มนวลอย่างมันเขี้ยว"เจ้าเป็นของข
๘รังรักสุวรรณกายเดินเข้าไปแนบชิด สองมือโอบเอวบางไว้แน่น ดวงตาจ้องประสานกันอย่างสื่อความหมาย ดวงตากลมโตมองเขาด้วยความประหม่า อบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเมื่อยามอยู่ในอ้อมแขนของเขา"มันถึงเวลาแล้วลาวัลย์"เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมกับกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น ลาวัลย์เบิกตาโตอย่างไม่เข้าใจ มือเรียวยันอกแกร่งไว้เบา ๆ เมื่อเขาดันร่างเธอให้ถอยไปเรื่อย ๆ บริวารต่างรู้งานจึงพากันออกไปรอด้านนอก"ถึงเวลา..อะไรคะ?"หญิงสาวมองหน้าเขาด้วยความฉงน มือใหญ่เลื่อนมาประคองใบหน้าเธอไว้ ปลายนิ้วโป้งลูบไล้ริมฝีปากอิ่มที่เผยอขึ้นด้วยความตกใจ"ถึงเวลาที่เจ้า..จะเป็นของข้า"สุวรรณกายมองใบหน้าหวานด้วยแววตาหวานซึ้ง เขาไม่เคยรู้สึกโหยหาผู้หญิงคนไหนเท่าเธอมาก่อน"หมายความว่ายังไงคะ?"ลาวัลย์ยังไม่ทันเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด มือหนาประคองท้ายทอยเธอให้นอนราบลงกับที่นอนนุ่ม เธอกำลังตกอยู่ในภวังค์ที่หาทางออกไม่เจอ เรี่ยวแรงที่มีพลันหายไปหมด"เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง..ลาวัลย์"สุวรรณกายจูบลงที่แก้มนวลเปล่งปลั่งแต้มเลือดฝาดอย่างอ่อนโยน ไล่ขึ้นไปยังหน้าผากมนและสันจมูก ลมหายใจเข้าออกถี่ยิบด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ เสียงหัวใจเต้นกระหน่ำราวกับจะมะลุออกมา
๗ท่านหญิง"ข้าเอง"เสียงทุ้มเอ่ยท่ามกลางไฟสลัว เขาย่ำเท้าเดินมาหยุดยืนที่ข้างเตียงของลาวัลย์ นัยน์ตาสีนิลจ้องมองใบหน้าหวานที่เบิกตาโตอย่างตื่นตระหนก"คุณ.."ลาวัลย์นั่งนิ่ง เริ่มปรับสภาพให้ชินกับการมาของเขา เธอชักไม่แน่ใจแล้วว่าเขาเป็นคนจริง ๆ หรือเปล่า แม้ร่างกายจะปกติทั่วไปเหมือนมนุษย์หากแต่มีหลายสิ่งที่แปลกประหลาดออกไป เธอต้องรู้ให้ได้ว่าเขาเป็นใครกันแน่"คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่คะ คุณบอกฉันมาตรง ๆ เถอะ อย่าทำแบบนี้เลยค่ะ"ลาวัลย์เอ่ยด้วยความอัดอั้นตันใจ หากยังเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ เธอคงเสียสุขภาพจิตแน่ ๆ"ข้าเคยบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ..ข้าให้เวลาเจ้าแค่เพียงเจ็ดวัน และวันนี้มันก็ถึงเวลาแล้ว"หญิงสาวเบิกตากว้าง ยิ่งงงหนักกว่าเดิม ตกลงอะไรกัน เมื่อนึกทวนถึงความหลังก็ถึงบางอ้อ วันที่เธอเจอเขาครั้งแรก"เจ้าคือคนที่ข้าเลือก จากนี้ไปข้าจะอยู่ในชีวิตเจ้า ข้าให้อิสระแก่เจ้าเพียงเจ็ดวัน เมื่อครบกำหนดแล้วเจ้าจะเป็นของข้าไปตลอดกาล"คำพูดเขาย้อนกลับเข้ามาในหัว ลาวัลย์หน้าตาตื่นไม่รู้จะตกใจอะไรก่อนดี เธอขยับชิดหัวเตียงพลางกุมผ้าห่มไว้แน่น นี่ก็ครบเจ็ดวันจริง ๆ ดั่งที่เขาว่า แต่ทำไมเธอต้องยอมทั
๖มารผจญแสงแดดยามเช้าเปล่งประกายเหลืองอร่าม ยามกระทบกับพระเจดีย์สีทองแลดูงดงาม ต้นโพธิ์ต้นใหญ่แผ่กิ่งก้านเป็นร่มไม้ขนาดใหญ่ ที่โคนต้นเต็มไปด้วยวัตถุที่ชาวบ้านนำมาทิ้ง ซากปรักหักพังของตุ๊กตาบ้างก็เป็นกุมาร แลพระที่คอหักแขนหัก บ้างก็เป็นตุ๊กตานางรำชวนขนหัวลุกลาวัลย์เหลือบมองไปรอบ ๆ ด้วยความวังเวง เนื่องจากว่าวัดที่ลาวดีและสาธิตพามาเป็นวัดป่าที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านพอสมควร ทางเข้าเป็นโค้งคดงอปกคลุมไปด้วยผืนป่าใหญ่ เมื่อมาถึงวัดแล้วก็มีเจ้าอาวาสอยู่หนึ่งรูป และเณรอีกสองรูปที่กำลังกวาดลานวัดอยู่"เปลี่ยวจัง"ลาวัลย์เอ่ยเบา ๆ ดั่งเสียงกระซิบ"นี่มันคือวัดป่า เจ้าอาวาสเป็นพระที่พ่อนับถือ ไป ๆ ท่านคงรออยู่ข้างใน"สาธิตถือสังฆทานเดินนำไปด้านในศาลาที่มีพระห่มจีวรสีน้ำตาลเข้มนั่งรออยู่"มากันแล้วหรือ"เจ้าอาวาสเอ่ยทักทาย เมื่อยังไม่บวชเป็นพระเคยเรียนที่เดียวกันกับสาธิตเป็นรุ่นพี่อยู่สามปี เมื่อครั้นภรรยาเสียชีวิตท่านจึงขอลาบวชเป็นพระตลอดชีวิต นี่ก็ผ่านมากว่าสามสิบปีแล้วกระมัง"กราบนมัสการครับหลวงพี่..หลวงพี่สบายดีนะครับ"สาธิตยิ้มเฉ่ง แม้จะมาเยี่ยมเยือนบ่อย ๆ แต่ก็มาเพียงปีละครั้งพอได้ถามสารทุกข์สุก
๕เบญจเพสลาวัลย์วิ่งออกมาที่หน้าโรงพยาบาล ก่อนจะหยุดยืนที่หน้าศาลพระภูมิขนาดใหญ่ สิ่งที่ผู้คนเคารพบูชากันมาตลอดจากรุ่นสู่รุ่น ร่างบอบบางคุกเข่าลงตรงหน้าศาล ประนมมือไหว้พร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรั่งพรู"ท่านคะ ลูกช้างมาขอพรให้พ่อของลูกช้างปลอดภัย อย่าให้ใครพรากพ่อไปเลยนะคะ ฮึก~ หากพ่อข้าพเจ้าปลอดภัยแล้ว ลูกช้างจะยอมทุกอย่าง จะมาแก้บนให้ท่านนะคะ ช่วยลูกช้างด้วย ฮือ ๆ "ลาวัลย์ร่ำไห้ราวกับใจจะขาด เธอยอมแลกแม้แต่ชีวิตของเธอเองเธอก็ให้ได้"เจ้าได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้"เสียงทุ้มแว่วดังมากับสายลมที่พัดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ลาวัลย์ชะงักอยู่กับที่ เอียงหูฟังอีกครั้งให้แน่ใจ หรือเธอจะหูแว่วไปเอง ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบกาย นอกจากต้นโพธิ์ขนาดกลางแล้วก็ไม่มีใครอยู่แถวนี้เลยสักคนหญิงสาวรีบลุกขึ้นยืน บรรยากาศวังเวงพิกล เธอยิ่งเป็นคนกลัวผีเสียด้วยสิ ลาวัลย์เร่งฝีเท้าเดินกลับเข้าไปในโรงพยาบาลให้เร็วขึ้นเมื่อมาถึงหน้าห้องไอซียูก็เป็นจังหวะเดียวกับที่หมอกำลังออกมาคุยกับแม่ของเธอพอดิบพอดี"หมอยังไม่อยากจะเชื่อเลยครับ ว่าหัวใจคนไข้จะกลับมาเต้นอีกครั้ง คงจะเป็นปาฎิหารย์จริง ๆ ตอนนี้หมอคงต้องรอดูอาการคนไข้ไปก่อนนะคร







