LOGIN๕
เบญจเพส ลาวัลย์วิ่งออกมาที่หน้าโรงพยาบาล ก่อนจะหยุดยืนที่หน้าศาลพระภูมิขนาดใหญ่ สิ่งที่ผู้คนเคารพบูชากันมาตลอดจากรุ่นสู่รุ่น ร่างบอบบางคุกเข่าลงตรงหน้าศาล ประนมมือไหว้พร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรั่งพรู "ท่านคะ ลูกช้างมาขอพรให้พ่อของลูกช้างปลอดภัย อย่าให้ใครพรากพ่อไปเลยนะคะ ฮึก~ หากพ่อข้าพเจ้าปลอดภัยแล้ว ลูกช้างจะยอมทุกอย่าง จะมาแก้บนให้ท่านนะคะ ช่วยลูกช้างด้วย ฮือ ๆ "ลาวัลย์ร่ำไห้ราวกับใจจะขาด เธอยอมแลกแม้แต่ชีวิตของเธอเองเธอก็ให้ได้ "เจ้าได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้"เสียงทุ้มแว่วดังมากับสายลมที่พัดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ลาวัลย์ชะงักอยู่กับที่ เอียงหูฟังอีกครั้งให้แน่ใจ หรือเธอจะหูแว่วไปเอง ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบกาย นอกจากต้นโพธิ์ขนาดกลางแล้วก็ไม่มีใครอยู่แถวนี้เลยสักคน หญิงสาวรีบลุกขึ้นยืน บรรยากาศวังเวงพิกล เธอยิ่งเป็นคนกลัวผีเสียด้วยสิ ลาวัลย์เร่งฝีเท้าเดินกลับเข้าไปในโรงพยาบาลให้เร็วขึ้น เมื่อมาถึงหน้าห้องไอซียูก็เป็นจังหวะเดียวกับที่หมอกำลังออกมาคุยกับแม่ของเธอพอดิบพอดี "หมอยังไม่อยากจะเชื่อเลยครับ ว่าหัวใจคนไข้จะกลับมาเต้นอีกครั้ง คงจะเป็นปาฎิหารย์จริง ๆ ตอนนี้หมอคงต้องรอดูอาการคนไข้ไปก่อนนะครับ ไว้หมอจะมาแจ้งอีกที" "ค่ะ ขอบคุณมากนะคะคุณหมอ อึก~ "ลาวดีที่ยังคงสะอื้นอยู่เอ่ยด้วยความดีใจ เมื่อคุณหมอบอกว่าสามีเธอกลับมามีชีวิตอีกครั้งราวกับปาฎิหารย์ เธอยกมือขึ้นไหว้พระเจ้าอย่างขอบคุณ "แม่! "ลาวัลย์เดินเข้ามากอดมารดาอย่างดีใจ เหมือนยกภูเขาทั้งลูกออกจากอก เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวเธอ แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เธอก็ขอบคุณ ขอบคุณพระเจ้าที่ให้ชีวิตใหม่พ่อเธอ หลายวันถัดมา พืชใบเขียวเจริญเติบโตอยู่ในแปลงผัก สาธิตยืนรดน้ำต้นไม้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เสียงฮัมเพลงเบา ๆ อย่างคนอารมณ์ดี หลังจากที่เขาออกจากโรงพยาบาลมาอาการดีขึ้นอย่างผิดคาด ไม่มีโรคแทรกซ้อนอะไรเลยแม้กระทั่งความดันก็พลันหายไป ลาวดีเคยบอกเขาว่า เขาได้หมดลมหายใจไปแล้ว แต่กลับฟื้นขึ้นมาใหม่อย่างปาฏิหาริย์ เขาเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องเล้นลับพวกนี้เลย แต่ตอนนี้เขากล้ายอมรับว่าเขาเชื่อว่ามีจริงอย่างสนิทใจ [ย้อนกลับไปวันนั้น] สาธิตยืนมองชายวัยกลางคนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงคนไข้ ข้างกายเต็มไปด้วยหมอและพยาบาลต่างพากันช่วยชีวิตเขาอย่างเต็มที่ ใบหน้าเขาเศร้าสร้อยเมื่อนึกได้ว่าตัวเองไม่รอดแล้ว พลันแสงสว่างสีทองสาดส่องเข้ามาจนรู้สึกแสบตา สาธิตยกมือขึ้นบังแสงนั้นก่อนจะค่อย ๆ ลดมือลงเมื่อลำแสงนั้นหายไป เหลือเพียงชายหนุ่มร่างใหญ่เปลือยอกท่อนบน นุ่งผ้ากรุงเก่า-โจงปีกกาสีงาช้าง เครื่องประดับทองคำแท้เต็มยศ ทว่าปากเขากลับเป็นจะงอยปากเหยี่ยวลักษณะโค้งงุ้มและแหลมคม แววตาเฉี่ยวคมอย่างน่าเกรงขาม สาธิตผงะอย่างตกใจ เมื่อคิดว่าเป็นยมราชมานำตัวเขาไป ทว่าเสียงทุ้มที่เอ่ยออกมาทำให้เขาต้องคิดใหม่อีกครั้ง "ข้ามาช่วยเจ้า ตามคำขอของบุตรสาวเจ้า สาธิต"บุรุษนิรนามรู้แม้กระทั่งชื่อของเขาเอง "เจ้าต้องกลับเข้าร่างเจ้าไปเดี๋ยวนี้ ก่อนที่มันจะสายเกินไป" "ผมไม่รู้จะทำยังไง"ใบหน้าเขาหมองคล้ำอย่างคนที่ชะตาขาดไปแล้ว "เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา..ข้ามีข้อตกลงกับเจ้า" "ข้อตกลง? ..ข้อตกลงอะไร" ชายหนุ่มผู้นั้นบอกข้อตกลงแก่สาธิต จากนั้นจึงบริกรรมคาถา แสงสว่างสีขาวดวงเท่ากำปั้นลอยเข้าสู่ร่างของสาธิต เป็นจังหวะเดียวกับที่ชีพจรของสาธิตกลับมาเต้นอีกครั้ง "ชีวิตใหม่ของเจ้า..เจ้าจะมีชีวิตอยู่ตราบเท่าที่เจ้าต้องการภายใต้สัจธรรมของมนุษย์ หากเมื่อใดที่เจ้าหมดห่วงสิ่งใดแล้ว เพียงพอต่อการมีลมหายใจบนโลกมนุษย์..ให้เจ้าจุดทูป 16 ดอก อธิษฐานบอกแก่ฟ้าดิน เจ้าจะจากไปอย่างสงบ ไม่เจ็บ ไม่ปวดใดใด" สาธิตยกมือไหว้ขอบคุณ ลำแสงสีทองเปล่งประกายจ้าอีกครั้ง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะพลันหายไปลับตา สาธิตกลับเข้าร่างตัวเองอีกครั้ง ฟื้นขึ้นมาราวกับคนไม่เคยป่วยมาก่อน [ปัจจุบัน] กลิ่นกับข้าวหอมฉุยมาจากในครัว เสียงตะหลิวกระทบกับกระทะบ่งบอกถึงความชำนาญของคนทำ ผัดฉ่าทะเลถูกตักลงใส่จานพร้อมกับข้าวอีกสองสามอย่าง "พ่อมึง มากินข้าวได้แล้ว"ลาวดีร้องเรียกสามีที่อยู่ด้านนอก ตักข้าวสวยร้อน ๆ รอลูกและสามีของเธอ ลาวัลย์ลงมาจากห้อง เลื่อนเก้าอี้ลงนั่งเตรียมพร้อมสำหรับการรับประทาน "เออ แม่มึง..ว่าง ๆ เอาอันนี้ไปใส่กรอบให้ฉันหน่อยนะ จะเอามาห้อยคอ"สาธิตยื่นของสิ่งหนึ่งให้กับภรรยา ลาวดีรับมาอย่างงง ๆ ก่อนจะคลี่มือดู ลักษณะคล้ายพญาครุฑองค์เล็กขนาดเท่าหัวนิ้วโป้ง ลำกายสีทองทั้งองค์ "พ่อมึง ไปได้มาจากไหนเนี่ย"ลาวดีอ้าปากค้าง ทองคำแท้เชียวนะ! องค์สวยงามหมดจด ไร้ที่ติ "มีคนให้มา"สาธิตเอ่ยยิ้ม ๆ เมื่อตอนเขาฟื้นขึ้นมา ในมือกลับมีองค์พญาครุฑนี้อยู่ ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่ามาอยู่ในมือเขาได้ยังไง ลักษณะเหมือนชายในนิมิตที่เขาเจอ สาธิตจึงนำกลับมาด้วย "สวยดีนะคะ..แต่น่ากลัวจัง"ลาวัลย์เหลือบมองใกล้ ๆ รัศมีเปล่งประกายรอบตัว มีเพียงเธอเท่านั้นที่เห็นมัน ลาวัลย์ลูบแขนเบา ๆ เมื่อขนลุกเกรียวขึ้นมาดื้อ ๆ มันไม่ได้น่ากลัวเหมือนกลัวผี แต่มันกลับทำให้เธอรู้สึกประหลาด ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้ว่ามันคือความรู้สึกอะไรกันแน่ "เอ้อ พรุ่งนี้วันเกิดลัลนี่นา เราไปถวายสังฆทานที่วัดกันดีไหมลูก"ลาวดีเอ่ยขึ้นระหว่างที่นั่งกินข้าว นึกขึ้นได้ว่าวันเกิดลูกสาวจะมาถึงแล้ว จึงอยากชวนไปทำบุญด้วยกัน "ไปสิคะ"ลาวัลย์ยิ้มดีใจ พรุ่งนี้เธอก็อายุเต็ม 25 ปีบริบูรณ์แล้ว ได้ทำบุญสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน "ปีนี้ลัล 25 แล้วใช่ไหมลูก"สาธิตเอ่ยถามบุตรสาว "ค่ะคุณพ่อ" "เป็นเบญจเพสด้วยนี่ ลัลต้องทำบุญบ่อย ๆ นะลูก ระวังเนื้อระวังตัวให้ดีด้วยล่ะ พ่อเป็นห่วง" “เบญจ” ที่แปลว่าห้า และคำว่า “เพส” ที่แปลว่ายี่สิบ โดยมีความเชื่อมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วว่าช่วงอายุ 25 จะเป็นปีที่ยมบาลหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคอยดูสิ่งที่เราได้ทำไว้ ประกอบกับหากเป็นช่วงที่ดวงตกหรือดวงอ่อนด้วยแล้วก็จะยิ่งทำให้มีเคราะห์หนัก เนื่องจากเจ้ากรรมนายเวรสามารถตามหาเราเจอ และจะยิ่งส่งผลร้ายมาให้ด้วย ดังนั้นในช่วงเบญจเพสนี้จึงไม่ควรทำสิ่งไม่ดีทั้งหลาย รวมถึงต้องระมัดระวัง มีสติรอบคอบ และไม่ประมาทในการใช้ชีวิต "ขอบคุณค่ะ ลัลจะระวังตัว และไม่ประมาทนะคะ"ลาวัลย์เอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม คิดว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอแน่นอน หรือว่ามีเธอก็คงจะรับมือได้๘รังรักสุวรรณกายเดินเข้าไปแนบชิด สองมือโอบเอวบางไว้แน่น ดวงตาจ้องประสานกันอย่างสื่อความหมาย ดวงตากลมโตมองเขาด้วยความประหม่า อบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเมื่อยามอยู่ในอ้อมแขนของเขา"มันถึงเวลาแล้วลาวัลย์"เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมกับกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น ลาวัลย์เบิกตาโตอย่างไม่เข้าใจ มือเรียวยันอกแกร่งไว้เบา ๆ เมื่อเขาดันร่างเธอให้ถอยไปเรื่อย ๆ บริวารต่างรู้งานจึงพากันออกไปรอด้านนอก"ถึงเวลา..อะไรคะ?"หญิงสาวมองหน้าเขาด้วยความฉงน มือใหญ่เลื่อนมาประคองใบหน้าเธอไว้ ปลายนิ้วโป้งลูบไล้ริมฝีปากอิ่มที่เผยอขึ้นด้วยความตกใจ"ถึงเวลาที่เจ้า..จะเป็นของข้า"สุวรรณกายมองใบหน้าหวานด้วยแววตาหวานซึ้ง เขาไม่เคยรู้สึกโหยหาผู้หญิงคนไหนเท่าเธอมาก่อน"หมายความว่ายังไงคะ?"ลาวัลย์ยังไม่ทันเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด มือหนาประคองท้ายทอยเธอให้นอนราบลงกับที่นอนนุ่ม เธอกำลังตกอยู่ในภวังค์ที่หาทางออกไม่เจอ เรี่ยวแรงที่มีพลันหายไปหมด"เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง..ลาวัลย์"สุวรรณกายจูบลงที่แก้มนวลเปล่งปลั่งแต้มเลือดฝาดอย่างอ่อนโยน ไล่ขึ้นไปยังหน้าผากมนและสันจมูก ลมหายใจเข้าออกถี่ยิบด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ เสียงหัวใจเต้นกระหน่ำราวกับจะมะลุออกมา
๗ท่านหญิง"ข้าเอง"เสียงทุ้มเอ่ยท่ามกลางไฟสลัว เขาย่ำเท้าเดินมาหยุดยืนที่ข้างเตียงของลาวัลย์ นัยน์ตาสีนิลจ้องมองใบหน้าหวานที่เบิกตาโตอย่างตื่นตระหนก"คุณ.."ลาวัลย์นั่งนิ่ง เริ่มปรับสภาพให้ชินกับการมาของเขา เธอชักไม่แน่ใจแล้วว่าเขาเป็นคนจริง ๆ หรือเปล่า แม้ร่างกายจะปกติทั่วไปเหมือนมนุษย์หากแต่มีหลายสิ่งที่แปลกประหลาดออกไป เธอต้องรู้ให้ได้ว่าเขาเป็นใครกันแน่"คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่คะ คุณบอกฉันมาตรง ๆ เถอะ อย่าทำแบบนี้เลยค่ะ"ลาวัลย์เอ่ยด้วยความอัดอั้นตันใจ หากยังเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ เธอคงเสียสุขภาพจิตแน่ ๆ"ข้าเคยบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ..ข้าให้เวลาเจ้าแค่เพียงเจ็ดวัน และวันนี้มันก็ถึงเวลาแล้ว"หญิงสาวเบิกตากว้าง ยิ่งงงหนักกว่าเดิม ตกลงอะไรกัน เมื่อนึกทวนถึงความหลังก็ถึงบางอ้อ วันที่เธอเจอเขาครั้งแรก"เจ้าคือคนที่ข้าเลือก จากนี้ไปข้าจะอยู่ในชีวิตเจ้า ข้าให้อิสระแก่เจ้าเพียงเจ็ดวัน เมื่อครบกำหนดแล้วเจ้าจะเป็นของข้าไปตลอดกาล"คำพูดเขาย้อนกลับเข้ามาในหัว ลาวัลย์หน้าตาตื่นไม่รู้จะตกใจอะไรก่อนดี เธอขยับชิดหัวเตียงพลางกุมผ้าห่มไว้แน่น นี่ก็ครบเจ็ดวันจริง ๆ ดั่งที่เขาว่า แต่ทำไมเธอต้องยอมทั
๖มารผจญแสงแดดยามเช้าเปล่งประกายเหลืองอร่าม ยามกระทบกับพระเจดีย์สีทองแลดูงดงาม ต้นโพธิ์ต้นใหญ่แผ่กิ่งก้านเป็นร่มไม้ขนาดใหญ่ ที่โคนต้นเต็มไปด้วยวัตถุที่ชาวบ้านนำมาทิ้ง ซากปรักหักพังของตุ๊กตาบ้างก็เป็นกุมาร แลพระที่คอหักแขนหัก บ้างก็เป็นตุ๊กตานางรำชวนขนหัวลุกลาวัลย์เหลือบมองไปรอบ ๆ ด้วยความวังเวง เนื่องจากว่าวัดที่ลาวดีและสาธิตพามาเป็นวัดป่าที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านพอสมควร ทางเข้าเป็นโค้งคดงอปกคลุมไปด้วยผืนป่าใหญ่ เมื่อมาถึงวัดแล้วก็มีเจ้าอาวาสอยู่หนึ่งรูป และเณรอีกสองรูปที่กำลังกวาดลานวัดอยู่"เปลี่ยวจัง"ลาวัลย์เอ่ยเบา ๆ ดั่งเสียงกระซิบ"นี่มันคือวัดป่า เจ้าอาวาสเป็นพระที่พ่อนับถือ ไป ๆ ท่านคงรออยู่ข้างใน"สาธิตถือสังฆทานเดินนำไปด้านในศาลาที่มีพระห่มจีวรสีน้ำตาลเข้มนั่งรออยู่"มากันแล้วหรือ"เจ้าอาวาสเอ่ยทักทาย เมื่อยังไม่บวชเป็นพระเคยเรียนที่เดียวกันกับสาธิตเป็นรุ่นพี่อยู่สามปี เมื่อครั้นภรรยาเสียชีวิตท่านจึงขอลาบวชเป็นพระตลอดชีวิต นี่ก็ผ่านมากว่าสามสิบปีแล้วกระมัง"กราบนมัสการครับหลวงพี่..หลวงพี่สบายดีนะครับ"สาธิตยิ้มเฉ่ง แม้จะมาเยี่ยมเยือนบ่อย ๆ แต่ก็มาเพียงปีละครั้งพอได้ถามสารทุกข์สุก
๕เบญจเพสลาวัลย์วิ่งออกมาที่หน้าโรงพยาบาล ก่อนจะหยุดยืนที่หน้าศาลพระภูมิขนาดใหญ่ สิ่งที่ผู้คนเคารพบูชากันมาตลอดจากรุ่นสู่รุ่น ร่างบอบบางคุกเข่าลงตรงหน้าศาล ประนมมือไหว้พร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรั่งพรู"ท่านคะ ลูกช้างมาขอพรให้พ่อของลูกช้างปลอดภัย อย่าให้ใครพรากพ่อไปเลยนะคะ ฮึก~ หากพ่อข้าพเจ้าปลอดภัยแล้ว ลูกช้างจะยอมทุกอย่าง จะมาแก้บนให้ท่านนะคะ ช่วยลูกช้างด้วย ฮือ ๆ "ลาวัลย์ร่ำไห้ราวกับใจจะขาด เธอยอมแลกแม้แต่ชีวิตของเธอเองเธอก็ให้ได้"เจ้าได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้"เสียงทุ้มแว่วดังมากับสายลมที่พัดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ลาวัลย์ชะงักอยู่กับที่ เอียงหูฟังอีกครั้งให้แน่ใจ หรือเธอจะหูแว่วไปเอง ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบกาย นอกจากต้นโพธิ์ขนาดกลางแล้วก็ไม่มีใครอยู่แถวนี้เลยสักคนหญิงสาวรีบลุกขึ้นยืน บรรยากาศวังเวงพิกล เธอยิ่งเป็นคนกลัวผีเสียด้วยสิ ลาวัลย์เร่งฝีเท้าเดินกลับเข้าไปในโรงพยาบาลให้เร็วขึ้นเมื่อมาถึงหน้าห้องไอซียูก็เป็นจังหวะเดียวกับที่หมอกำลังออกมาคุยกับแม่ของเธอพอดิบพอดี"หมอยังไม่อยากจะเชื่อเลยครับ ว่าหัวใจคนไข้จะกลับมาเต้นอีกครั้ง คงจะเป็นปาฎิหารย์จริง ๆ ตอนนี้หมอคงต้องรอดูอาการคนไข้ไปก่อนนะคร
๔ผู้หญิงของข้าเสียงหวานใสดังไปทั่วบริเวณลานโชว์สินค้ายี่ห้อหนึ่ง ลาวัลย์ทำหน้าที่เป็นพิธีกรฟรีแลนซ์ทั่วไป ไม่ประจำที่ ร่างบอบบางในชุดรัดรูปสีแดงสั้นโชว์น่องขาวเนียน ผมถูกดัดเป็นลอนสวยงาม ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางหนาแน่นในยามนี้เธอเปรียบเสมือนเสาหลักของครอบครัว บิดาเธอนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลไม่มีท่าทีว่าจะฟื้น ลาวัลย์จึงต้องออกหางานทำทุกอย่างที่ได้เงิน ถึงแม้เงินในบัญชีเธอจะมีมากพอที่จะใช้จ่ายได้ หากแต่มันก็ร่อยหรอลงทุกวัน ๆ หากเธอไม่ทำงานเลยเงินที่เก็บไว้ย่อมมีวันหมดหลังจากเสร็จงานในบทบาทพิธีกรสาวสวยแล้ว ลาวัลย์ก็เก็บของเตรียมจะกลับบ้าน อีกทั้งยังต้องไปส่งข้าวส่งน้ำให้มารดาเธออีก มือเรียวหยิบเครื่องสำอางส่วนตัวลงในกระเป๋าก่อนจะเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อย"ลัลจะกลับเลยเหรอ"มิ้วเพื่อนรักเอ่ยถาม เธอสองคนมักจะทำงานด้วยกันเสมอ มิ้วเป็นคนหางานให้ลาวัลย์เสียด้วยซ้ำ เพราะทั้งคู่เป็นเพื่อนข้างบ้านกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่เคยมีความลับต่อกันเลยสักครั้ง ในยามนี้ลาวัลย์กำลังลำบากเธอจึงเต็มใจที่จะช่วยเหลือ"อือ ว่าจะกลับเลย ต้องเอาข้าวไปให้แม่ด้วยอะ"ลาวัลย์เอ่ยพร้อมกับเก็บของเสร็จเรียบร้อย เธอสะพา
๓สุวรรณกายผากัณฑ์ภพร่างสูงใหญ่นั่งขัดสมาธิโดยมีบริวารล้อมรอบ โดยที่มีนกอินทรีตัวใหญ่บินเฝ้าหน้าปากถ้ำตลอดเวลา สุวรรณกายลืมตาขึ้นมาจากการบำเพ็ญเพียรตลอดทั้งวัน ร่างกายที่มีแสงสีทองเปร่งประกายล้อมรอบค่อย ๆ ปรับเป็นปกติ สุวรรณกาย พญาครุฑซึ่งเป็นโอปปาติกะที่เกิดขึ้นได้เองไม่มีบิดามารดา มีรัศมีสีทองทั้งตัวเป็นที่มาของชื่อสุวรรณกาย ร่างสูงใหญ่ราว ๆ 200 เซนติเมตร อีกทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์มากมายเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง จะมียกเว้นก็เพียงบางตนเท่านั้นที่ครุฑไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วยเช่นนาคเมื่อพญาครุฑแรกเกิดว่ากันว่า มีร่างกายขยายตัวออกใหญ่โตจนจรดฟ้า ดวงตาเมื่อกะพริบเหมือนฟ้าแลบ เวลาขยับปีกทีใด ขุนเขาก็จะตกใจหนีหายไปพร้อมพระพาย รัศมีที่พวยพุ่งออกจากกายมีลักษณะดั่งไฟไหม้ทั่วสี่ทิศโอปปาติกะเช่นเขามีอายุมากกว่าพันปี เติบโตขึ้นด้วยบุญกุศลที่สั่งสมมา หากเป็นพญาครุฑทั่วไปก็อาศัยผลงิ้วและน้ำจากดอกงิ้วเป็นอาหารทิพย์ในป่าหิมพานต์คืออีกโลกที่คู่ขนานกับโลกมนุษย์ มีเหล่าสัตว์และสรรพสิ่งมากมายที่แปลกประหลาด หากแต่เขาพบเจอมันเสียจนคุ้นชิน มนุษย์ได้เพียงแต่คิดและจินตนาการถึงป่าหิมพานต์แห่งนี้ หากแต่ไม่เคยมีใครได้







