LOGIN๖
มารผจญ แสงแดดยามเช้าเปล่งประกายเหลืองอร่าม ยามกระทบกับพระเจดีย์สีทองแลดูงดงาม ต้นโพธิ์ต้นใหญ่แผ่กิ่งก้านเป็นร่มไม้ขนาดใหญ่ ที่โคนต้นเต็มไปด้วยวัตถุที่ชาวบ้านนำมาทิ้ง ซากปรักหักพังของตุ๊กตาบ้างก็เป็นกุมาร แลพระที่คอหักแขนหัก บ้างก็เป็นตุ๊กตานางรำชวนขนหัวลุก ลาวัลย์เหลือบมองไปรอบ ๆ ด้วยความวังเวง เนื่องจากว่าวัดที่ลาวดีและสาธิตพามาเป็นวัดป่าที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านพอสมควร ทางเข้าเป็นโค้งคดงอปกคลุมไปด้วยผืนป่าใหญ่ เมื่อมาถึงวัดแล้วก็มีเจ้าอาวาสอยู่หนึ่งรูป และเณรอีกสองรูปที่กำลังกวาดลานวัดอยู่ "เปลี่ยวจัง"ลาวัลย์เอ่ยเบา ๆ ดั่งเสียงกระซิบ "นี่มันคือวัดป่า เจ้าอาวาสเป็นพระที่พ่อนับถือ ไป ๆ ท่านคงรออยู่ข้างใน"สาธิตถือสังฆทานเดินนำไปด้านในศาลาที่มีพระห่มจีวรสีน้ำตาลเข้มนั่งรออยู่ "มากันแล้วหรือ"เจ้าอาวาสเอ่ยทักทาย เมื่อยังไม่บวชเป็นพระเคยเรียนที่เดียวกันกับสาธิตเป็นรุ่นพี่อยู่สามปี เมื่อครั้นภรรยาเสียชีวิตท่านจึงขอลาบวชเป็นพระตลอดชีวิต นี่ก็ผ่านมากว่าสามสิบปีแล้วกระมัง "กราบนมัสการครับหลวงพี่..หลวงพี่สบายดีนะครับ"สาธิตยิ้มเฉ่ง แม้จะมาเยี่ยมเยือนบ่อย ๆ แต่ก็มาเพียงปีละครั้งพอได้ถามสารทุกข์สุกดิบกันบ้าง "สบายดี โยมล่ะ สบายดีไหม"เจ้าอาวาสเอ่ยถามเพื่อนรุ่นน้อง มือเหี่ยวย่นตามวัยหยิบขันน้ำมนต์มาวางไว้ข้างกาย "สบายดีครับ วันนี้พาลูกสาวมาทำบุญวันเกิดน่ะครับ"ลาวัลย์และลาวดีก้มกราบพระอย่างนอบน้อม "ดี ๆ มาเถิด อาตมาจะให้พร" เสียงสวดบทใหญ่ดังขึ้นพร้อมกับถวายสังฆทานให้แก่พระสงฆ์ น้ำมนต์ในขันถูกพรมไปที่ตัวของคนทั้งสามที่นั่งรับพรอยู่ พานดอกไม้และเครื่องใช้จิปาถะยกถวาย พระสงฆ์วางจีวรรับสิ่งของพร้อมกับเอ่ยให้พร "อายุ วัณโณ สุขัง พลัง"ทุกคนยกมือขึ้นสาธุ ห่างออกไปไม่ไกลหน้ารั้ววัดมีชายร่างใหญ่สีดำทะมึนยืนเฝ้าอยู่ตลอดเวลา เจ้าอาวาสแลเห็นแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ท่านหยิบของบางสิ่งในย่ามออกมาก่อนจะยื่นให้ลาวดีและลาวัลย์ ทั้งคู่รับไปอย่างงง ๆ "ติดตัวไว้จะดี ไม่จำเป็นก็ห้ามถอด หากพบเจออะไรก็อย่าไปทักไปท้วงเขา หากเราไม่รับไม่รู้เขาก็ทำอะไรเราไม่ได้"พระท่านหยิบถ่านขนาดเล็กออกมาพร้อมกับบริกรรมคาถาบางอย่าง คล้ายยันต์ลงบนหลังจี้พระที่ท่านให้มา "มีอะไรหรือเปล่าคะ"ลาวดีเอ่ยถามด้วยความสงสัย ขนลุกซู่ด้วยความรู้สึกกลัว "ไม่มีอะไรหรอกโยม อาตมาเพียงอยากให้ไว้เป็นสิริมงคลก็เท่านั้นแล"ด้วยเพราะสาธิตมีของดีอยู่กับตัวแล้วเจ้าอาวาสจึงไม่นึกห่วงอะไร ภยันอันตรายก็แคล้วคลาดปลอดภัย "งั้นผมกับลูกเมียขอตัวกลับก่อนนะครับ"สาธิตกราบลาพระอาจารย์ที่เคารพนับถือ ยามที่ล้อหมุนแล่นออกจากรั้ววัดไปกลับมีรัศมีสีดำปกคลุมอยู่ลาง ๆ เจ้าอาวาสได้เพียงแต่ภาวนาขอให้ทุกคนปลอดภัย เสียงฟ้าร้องพร้อมกับเมฆที่กำลังตั้งเค้ามา สีดำทะมึนแลดูน่ากลัว สายลมพัดปลิวแรงเสียจนต้นไม้เอนไหว "มาตกอะไรตอนนี้เนี่ย"สาธิตบ่นพลางกรอกสายตามองไปรอบทิศ รถชะลอช้าลงเมื่อถึงแยกไฟแดง พ่อค้าแม่ขายต่างพากันเก็บข้าวของเข้าบ้านด้วยความเร่งรีบ ทว่าไม่ทันไรหยาดพิรุณก็โหมกระหน่ำลงมาอย่างแรง สายฝนร่วงหล่นลงมาจากฟ้าพลอยทำให้ชาวบ้านต่างวิ่งกันวุ่นวาย ลาวดีหยิบสร้อยพระที่เจ้าอาวาสให้มาสวมคอไว้ เธอประนมมือไหว้อย่างวิงวอน "ดูท่าฝนจะตกแรงด้วยนะคะ"ลาวัลย์ที่นั่งอยู่ด้านหลังเอ่ย พลันหางตาเธอก็เห็นเงาดำอยู่ลาง ๆ ทว่าหันไปมองกลับพบแต่ความว่างเปล่า "พ่อมึง ไฟเขียวแล้ว"ลาวดีเอ่ยบอกสามีเมื่อสัญญาณจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว สาธิตจึงเคลื่อนรถไปข้างหน้าท่ามกลางพายุฝน เมื่อครั้นขับมาได้ถึงครึ่งทางก็ปรากฏหมอกควันสีขาวเต็มไปหมด ทำให้สาธิตมองแทบไม่เห็นทาง เขาชะลอรถลงพยายามไปอย่างระมัดระวังแต่ด้วยความที่ถนนลื่นจึงทำให้เขาควบคุมรถได้ยาก เสียงล้อบดกับถนนเสียงดังเอี๊ยดเมื่อจู่ ๆ สายฟ้าแลบแปลบพร้อมกับเสียงสนั่นหวั่นไหว ทุกคนในรถต่างหันรีหันขวางมองหาที่มาของฟ้าผ่าลงเมื่อครู่ "เกือบไปแล้วไหมละ"สาธิตพ่นลมออกมาจากปาก ยกมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครองพวกเขา สาธิตจอดรถนิ่งไม่กล้าขยับอยู่นานหลายนาทีกว่าฟ้าจะสว่าง สายฝนที่โหมกระหน่ำเมื่อครู่กลับตกเพียงปรอย ๆ เท่านั้น ท้องฟ้าสว่างจ้าพาเมฆทะมึนนั้นหายไป "แปลกจริง"ลาวัลย์มองปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้ด้วยความแปลกใจ หวนนึกถึงคำพูดของพระอาจารย์ทันที กว่าหนึ่งชัวโมงที่สาธิตและครอบครัวต้องติดอยู่ในรถ กว่าจะผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้ก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด ลาวดีตั้งใจว่าจะนำจี้พระไปเหลี่ยมทองใส่ติดตัวไว้ตลอดเวลาและไม่ลืมที่จะบอกลาวัลย์ด้วย เมื่อมาถึงบ้านก็ทำให้ลาวัลย์ต้องแปลกใจอีกครั้ง เมื่อบริเวณบ้านเธอไม่มีร่องรอยของน้ำฝนแม้แต่หยดเดียว ทั้ง ๆ ที่ตลอดทางจนถึงข้างบ้านเธอกลับมีร่องรอยฝนตกจนเปียกชุ่ม คิ้วเรียวขมวดมุ่นด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ตะวันคล้อยจนลับตานาฬิกาบ่งบอกเวลาสองทุ่ม ทุกคนต่างพร้อมหน้ากันรับประทานอาหาร ลาวดีถือเค้กวันเกิดพร้อมกับร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้กับบุตรสาว ลาวัลย์อธิษฐานก่อนจะเป่าเทียนให้ดับลง "แม่ขอให้ลูกมีความสุขมาก ๆ นะ ไม่เจ็บไม่จนนะลูก"ลาวดีหอมแก้มบุตรสาวอย่างรักใคร่ "พ่อก็ขอให้ลูกสุขภาพแข็งแรง เป็นคนดีแบบนี้ตลอดไปนะลูกนะ"สาธิตโอบกอดบุตรสาวพร้อมกับหอมที่ผมนุ่มนั้นอย่างหวงแหนและรักใคร่ เตรียมใจรับกับสิ่งที่ต้องเจอ "ขอบคุณค่ะ ลัลรักพ่อกับแม่มากนะ"ลาวัลย์สวมกอดทั้งพ่อและแม่ หอมแก้มท่านด้วยความเคยชิน เธอเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวจึงไม่แปลกที่เธอจะได้รับความรักจากพ่อและแม่เต็มเปี่ยม ซึ่งเธอเองก็รักพวกท่านมากเช่นกัน ในยามวิกาลนั้นปรากฏร่างกำยำน่าเกรงขามของชายหนุ่มที่ริมหน้าต่าง ผมยาวปลิวไสวตามแรงลม เสียงเรียกชื่อเธอเบา ๆ หลายครั้งทำให้ลาวัลย์รู้สึกตัวตื่น เธอขยับตัวเล็กน้อยพร้อมกับดวงตาที่ลืมขึ้น "ลาวัลย์...ลาวัลย์"เสียงเรียกยังคงไม่หายไป หญิงสาวขยับตัวนั่งพิงหัวเตียง มองฝ่าความมืดออกไปยังหน้าต่าง แสงจันทร์ที่กระทบทำให้เธอเห็นได้ลาง ๆ "นั่นใคร"ร่างสูงขยับก้าวเข้ามาหาเธอช้า ๆ ลาวัลย์จึงเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟที่หัวเตียง แสงสว่างทำให้เธอเห็นชายหนุ่มได้อย่างชัดเจน หญิงสาวสะดุ้งด้วยความตกใจ "ข้าเอง"๘รังรักสุวรรณกายเดินเข้าไปแนบชิด สองมือโอบเอวบางไว้แน่น ดวงตาจ้องประสานกันอย่างสื่อความหมาย ดวงตากลมโตมองเขาด้วยความประหม่า อบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเมื่อยามอยู่ในอ้อมแขนของเขา"มันถึงเวลาแล้วลาวัลย์"เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมกับกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น ลาวัลย์เบิกตาโตอย่างไม่เข้าใจ มือเรียวยันอกแกร่งไว้เบา ๆ เมื่อเขาดันร่างเธอให้ถอยไปเรื่อย ๆ บริวารต่างรู้งานจึงพากันออกไปรอด้านนอก"ถึงเวลา..อะไรคะ?"หญิงสาวมองหน้าเขาด้วยความฉงน มือใหญ่เลื่อนมาประคองใบหน้าเธอไว้ ปลายนิ้วโป้งลูบไล้ริมฝีปากอิ่มที่เผยอขึ้นด้วยความตกใจ"ถึงเวลาที่เจ้า..จะเป็นของข้า"สุวรรณกายมองใบหน้าหวานด้วยแววตาหวานซึ้ง เขาไม่เคยรู้สึกโหยหาผู้หญิงคนไหนเท่าเธอมาก่อน"หมายความว่ายังไงคะ?"ลาวัลย์ยังไม่ทันเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด มือหนาประคองท้ายทอยเธอให้นอนราบลงกับที่นอนนุ่ม เธอกำลังตกอยู่ในภวังค์ที่หาทางออกไม่เจอ เรี่ยวแรงที่มีพลันหายไปหมด"เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง..ลาวัลย์"สุวรรณกายจูบลงที่แก้มนวลเปล่งปลั่งแต้มเลือดฝาดอย่างอ่อนโยน ไล่ขึ้นไปยังหน้าผากมนและสันจมูก ลมหายใจเข้าออกถี่ยิบด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ เสียงหัวใจเต้นกระหน่ำราวกับจะมะลุออกมา
๗ท่านหญิง"ข้าเอง"เสียงทุ้มเอ่ยท่ามกลางไฟสลัว เขาย่ำเท้าเดินมาหยุดยืนที่ข้างเตียงของลาวัลย์ นัยน์ตาสีนิลจ้องมองใบหน้าหวานที่เบิกตาโตอย่างตื่นตระหนก"คุณ.."ลาวัลย์นั่งนิ่ง เริ่มปรับสภาพให้ชินกับการมาของเขา เธอชักไม่แน่ใจแล้วว่าเขาเป็นคนจริง ๆ หรือเปล่า แม้ร่างกายจะปกติทั่วไปเหมือนมนุษย์หากแต่มีหลายสิ่งที่แปลกประหลาดออกไป เธอต้องรู้ให้ได้ว่าเขาเป็นใครกันแน่"คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่คะ คุณบอกฉันมาตรง ๆ เถอะ อย่าทำแบบนี้เลยค่ะ"ลาวัลย์เอ่ยด้วยความอัดอั้นตันใจ หากยังเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ เธอคงเสียสุขภาพจิตแน่ ๆ"ข้าเคยบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ..ข้าให้เวลาเจ้าแค่เพียงเจ็ดวัน และวันนี้มันก็ถึงเวลาแล้ว"หญิงสาวเบิกตากว้าง ยิ่งงงหนักกว่าเดิม ตกลงอะไรกัน เมื่อนึกทวนถึงความหลังก็ถึงบางอ้อ วันที่เธอเจอเขาครั้งแรก"เจ้าคือคนที่ข้าเลือก จากนี้ไปข้าจะอยู่ในชีวิตเจ้า ข้าให้อิสระแก่เจ้าเพียงเจ็ดวัน เมื่อครบกำหนดแล้วเจ้าจะเป็นของข้าไปตลอดกาล"คำพูดเขาย้อนกลับเข้ามาในหัว ลาวัลย์หน้าตาตื่นไม่รู้จะตกใจอะไรก่อนดี เธอขยับชิดหัวเตียงพลางกุมผ้าห่มไว้แน่น นี่ก็ครบเจ็ดวันจริง ๆ ดั่งที่เขาว่า แต่ทำไมเธอต้องยอมทั
๖มารผจญแสงแดดยามเช้าเปล่งประกายเหลืองอร่าม ยามกระทบกับพระเจดีย์สีทองแลดูงดงาม ต้นโพธิ์ต้นใหญ่แผ่กิ่งก้านเป็นร่มไม้ขนาดใหญ่ ที่โคนต้นเต็มไปด้วยวัตถุที่ชาวบ้านนำมาทิ้ง ซากปรักหักพังของตุ๊กตาบ้างก็เป็นกุมาร แลพระที่คอหักแขนหัก บ้างก็เป็นตุ๊กตานางรำชวนขนหัวลุกลาวัลย์เหลือบมองไปรอบ ๆ ด้วยความวังเวง เนื่องจากว่าวัดที่ลาวดีและสาธิตพามาเป็นวัดป่าที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านพอสมควร ทางเข้าเป็นโค้งคดงอปกคลุมไปด้วยผืนป่าใหญ่ เมื่อมาถึงวัดแล้วก็มีเจ้าอาวาสอยู่หนึ่งรูป และเณรอีกสองรูปที่กำลังกวาดลานวัดอยู่"เปลี่ยวจัง"ลาวัลย์เอ่ยเบา ๆ ดั่งเสียงกระซิบ"นี่มันคือวัดป่า เจ้าอาวาสเป็นพระที่พ่อนับถือ ไป ๆ ท่านคงรออยู่ข้างใน"สาธิตถือสังฆทานเดินนำไปด้านในศาลาที่มีพระห่มจีวรสีน้ำตาลเข้มนั่งรออยู่"มากันแล้วหรือ"เจ้าอาวาสเอ่ยทักทาย เมื่อยังไม่บวชเป็นพระเคยเรียนที่เดียวกันกับสาธิตเป็นรุ่นพี่อยู่สามปี เมื่อครั้นภรรยาเสียชีวิตท่านจึงขอลาบวชเป็นพระตลอดชีวิต นี่ก็ผ่านมากว่าสามสิบปีแล้วกระมัง"กราบนมัสการครับหลวงพี่..หลวงพี่สบายดีนะครับ"สาธิตยิ้มเฉ่ง แม้จะมาเยี่ยมเยือนบ่อย ๆ แต่ก็มาเพียงปีละครั้งพอได้ถามสารทุกข์สุก
๕เบญจเพสลาวัลย์วิ่งออกมาที่หน้าโรงพยาบาล ก่อนจะหยุดยืนที่หน้าศาลพระภูมิขนาดใหญ่ สิ่งที่ผู้คนเคารพบูชากันมาตลอดจากรุ่นสู่รุ่น ร่างบอบบางคุกเข่าลงตรงหน้าศาล ประนมมือไหว้พร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรั่งพรู"ท่านคะ ลูกช้างมาขอพรให้พ่อของลูกช้างปลอดภัย อย่าให้ใครพรากพ่อไปเลยนะคะ ฮึก~ หากพ่อข้าพเจ้าปลอดภัยแล้ว ลูกช้างจะยอมทุกอย่าง จะมาแก้บนให้ท่านนะคะ ช่วยลูกช้างด้วย ฮือ ๆ "ลาวัลย์ร่ำไห้ราวกับใจจะขาด เธอยอมแลกแม้แต่ชีวิตของเธอเองเธอก็ให้ได้"เจ้าได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้"เสียงทุ้มแว่วดังมากับสายลมที่พัดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ลาวัลย์ชะงักอยู่กับที่ เอียงหูฟังอีกครั้งให้แน่ใจ หรือเธอจะหูแว่วไปเอง ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบกาย นอกจากต้นโพธิ์ขนาดกลางแล้วก็ไม่มีใครอยู่แถวนี้เลยสักคนหญิงสาวรีบลุกขึ้นยืน บรรยากาศวังเวงพิกล เธอยิ่งเป็นคนกลัวผีเสียด้วยสิ ลาวัลย์เร่งฝีเท้าเดินกลับเข้าไปในโรงพยาบาลให้เร็วขึ้นเมื่อมาถึงหน้าห้องไอซียูก็เป็นจังหวะเดียวกับที่หมอกำลังออกมาคุยกับแม่ของเธอพอดิบพอดี"หมอยังไม่อยากจะเชื่อเลยครับ ว่าหัวใจคนไข้จะกลับมาเต้นอีกครั้ง คงจะเป็นปาฎิหารย์จริง ๆ ตอนนี้หมอคงต้องรอดูอาการคนไข้ไปก่อนนะคร
๔ผู้หญิงของข้าเสียงหวานใสดังไปทั่วบริเวณลานโชว์สินค้ายี่ห้อหนึ่ง ลาวัลย์ทำหน้าที่เป็นพิธีกรฟรีแลนซ์ทั่วไป ไม่ประจำที่ ร่างบอบบางในชุดรัดรูปสีแดงสั้นโชว์น่องขาวเนียน ผมถูกดัดเป็นลอนสวยงาม ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางหนาแน่นในยามนี้เธอเปรียบเสมือนเสาหลักของครอบครัว บิดาเธอนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลไม่มีท่าทีว่าจะฟื้น ลาวัลย์จึงต้องออกหางานทำทุกอย่างที่ได้เงิน ถึงแม้เงินในบัญชีเธอจะมีมากพอที่จะใช้จ่ายได้ หากแต่มันก็ร่อยหรอลงทุกวัน ๆ หากเธอไม่ทำงานเลยเงินที่เก็บไว้ย่อมมีวันหมดหลังจากเสร็จงานในบทบาทพิธีกรสาวสวยแล้ว ลาวัลย์ก็เก็บของเตรียมจะกลับบ้าน อีกทั้งยังต้องไปส่งข้าวส่งน้ำให้มารดาเธออีก มือเรียวหยิบเครื่องสำอางส่วนตัวลงในกระเป๋าก่อนจะเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อย"ลัลจะกลับเลยเหรอ"มิ้วเพื่อนรักเอ่ยถาม เธอสองคนมักจะทำงานด้วยกันเสมอ มิ้วเป็นคนหางานให้ลาวัลย์เสียด้วยซ้ำ เพราะทั้งคู่เป็นเพื่อนข้างบ้านกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่เคยมีความลับต่อกันเลยสักครั้ง ในยามนี้ลาวัลย์กำลังลำบากเธอจึงเต็มใจที่จะช่วยเหลือ"อือ ว่าจะกลับเลย ต้องเอาข้าวไปให้แม่ด้วยอะ"ลาวัลย์เอ่ยพร้อมกับเก็บของเสร็จเรียบร้อย เธอสะพา
๓สุวรรณกายผากัณฑ์ภพร่างสูงใหญ่นั่งขัดสมาธิโดยมีบริวารล้อมรอบ โดยที่มีนกอินทรีตัวใหญ่บินเฝ้าหน้าปากถ้ำตลอดเวลา สุวรรณกายลืมตาขึ้นมาจากการบำเพ็ญเพียรตลอดทั้งวัน ร่างกายที่มีแสงสีทองเปร่งประกายล้อมรอบค่อย ๆ ปรับเป็นปกติ สุวรรณกาย พญาครุฑซึ่งเป็นโอปปาติกะที่เกิดขึ้นได้เองไม่มีบิดามารดา มีรัศมีสีทองทั้งตัวเป็นที่มาของชื่อสุวรรณกาย ร่างสูงใหญ่ราว ๆ 200 เซนติเมตร อีกทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์มากมายเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง จะมียกเว้นก็เพียงบางตนเท่านั้นที่ครุฑไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วยเช่นนาคเมื่อพญาครุฑแรกเกิดว่ากันว่า มีร่างกายขยายตัวออกใหญ่โตจนจรดฟ้า ดวงตาเมื่อกะพริบเหมือนฟ้าแลบ เวลาขยับปีกทีใด ขุนเขาก็จะตกใจหนีหายไปพร้อมพระพาย รัศมีที่พวยพุ่งออกจากกายมีลักษณะดั่งไฟไหม้ทั่วสี่ทิศโอปปาติกะเช่นเขามีอายุมากกว่าพันปี เติบโตขึ้นด้วยบุญกุศลที่สั่งสมมา หากเป็นพญาครุฑทั่วไปก็อาศัยผลงิ้วและน้ำจากดอกงิ้วเป็นอาหารทิพย์ในป่าหิมพานต์คืออีกโลกที่คู่ขนานกับโลกมนุษย์ มีเหล่าสัตว์และสรรพสิ่งมากมายที่แปลกประหลาด หากแต่เขาพบเจอมันเสียจนคุ้นชิน มนุษย์ได้เพียงแต่คิดและจินตนาการถึงป่าหิมพานต์แห่งนี้ หากแต่ไม่เคยมีใครได้







