Masukพ่อบ้านสืออดทึ่งในคำวินิจฉัยโรคที่ซีห่าวเอ่ยออกมาไม่ได้ เนื่องจากถูกต้องตรงกับหมอหลวงกล่าวไว้ไม่มีผิด
หลายปีก่อน ยามแคว้นหยวนทำศึกอยู่กับแคว้นฉือ ณ.ชายแดนใต้ นายท่านของเขาได้ร่วมทัพออกศึกกับผู้ภักดีคนอื่นๆ
โดนข้าศึกทำร้ายใช้พิษเหรินหยางซึ่งปรุงจากพิษงู แมงป่อง แมงมุมและหญ้าพิษซึ่งมีเฉพาะแคว้นฉือเท่านั้น
แม้นหมอหลวงรีดพิษออกไปทำให้รอดชีวิตมาได้ แต่มีผลตกค้างทำร้ายอวัยวะภายในเสียหาย
ทำให้นายท่านของเขาเบื่ออาหาร ลิ้นไม่รับรู้รสชาติ ทั้งยังต้องกินยาสม่ำเสมอ
“เจ้าหนู เจ้าอายุน้อยแต่มีความสามารถน่าทึ่งยิ่งนัก”
“ในเมื่อรู้เช่นนี้ รบกวนเจ้าทำอาหารดีๆให้นายท่านลิ้มลองทีเถอะ” พ่อบ้านสือเอ่ยมีแววเลื่อมใสในน้ำเสียง
“ขอรับ” เข่อซิงรับคำ ก่อนมุ่งหน้าไปยังห้องครัวของคฤหาสน์หลังใหญ่ซึ่งมีวัตถุดิบเครื่องปรุงมากมาย
‘ยุคสมัยนี้เครื่องเทศสมุนไพรบางอย่าง เช่นพริกไทยขาวพริกไทยดำ งาหรือผลไม้พวกลี่จือ(ลิ้นจี่) โปหลัว(สับปะรด) เซียงเจียว(กล้วยหอม)ทั้งหายากและมีราคาแพง
หากมิใช่บุคคลชั้นสูง เหล่าเศรษฐีหรือในวังหลวงคงยากที่จะมีติดครัวเรือน ขนาดจวนนายอำเภออ้ายใช่ว่าจะมีให้เห็นอยู่บ่อยๆ’ เข่อซิงคิดอดทึ่งไม่ได้
หลังตรวจสอบวัตถุดิบในครัวอยู่พักใหญ่ เข่อซิงในคราบพ่อครัวน้อยก็ทำอาหารออกมา 3 อย่าง
อย่างแรกเป็นยำแมงกะพรุนน้ำมันงาสำหรับเรียกน้ำย่อย ตามด้วยไก่ผัดพริกกระเทียมใส่เหอเถาหรือวอลนัต สุดท้ายเป็นปลาทะเลนึ่งเต้าซี่กับเห็ดหอมและเต้าหู้
เมื่ออาหารถูกยกมาวางตรงหน้านายท่านที่พ่อบ้านสือพูดถึงโดยซีห่าวยืนรออยู่ด้านนอก เขาก็มีสีหน้าตกตะลึงไปเล็กน้อย
เนื่องจากอาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารที่หมอหลวงให้เขารับประทานเพื่อสุขภาพร่างกายสอดคล้องกับโรคที่เป็นอยู่
อย่างเหอเถา ปลาทะเล เต้าหู้ที่ทำจากถั่วเหลือง เห็ด หรือเต้าซี่ที่ทำจากถั่วเหลืองผิวดำหมัก ล้วนมีฤทธิ์บำรุงรักษาตับทั้งสิ้น
แม้นแต่ยำแมงกะพรุนน้ำมันงายังเน้นใส่กระเทียมสับลงไปด้วย
ขณะซีห่าวเข้าครัวปรุงอาหาร พ่อบ้านสือเข้ามารายงานให้เขารู้ถึงความพิเศษของพ่อครัวน้อยผู้นี้แล้ว
คราแรกเขาคิดว่าพ่อบ้านสืออาจยกย่องซีห่าวเกินไป
แต่เมื่อเห็นอาหารตรงหน้าก็อดยอมรับไม่ได้ว่าพ่อครัวผู้นี้ใส่ใจในตัวคนทานอาหารไม่น้อยเลย
“เอาเถอะแม้นมีความใส่ใจ แต่ต้องชิมรสชาติและลิ้มลองดูว่าจะทำให้ข้าเกิดอยากอาหาร รับรู้รสสัมผัสได้หรือไม่”
จากนั้นเขาก็ใช้ตะเกียบคีบยำแมงกะพรุนน้ำมันงาขึ้นมาชิมเป็นจานแรก
เมื่อเนื้อแมงกะพรุนสัมผัสถูกปลายลิ้นเขาก็รับรู้ได้ถึงรสชาติความเค็ม เปรี้ยว เผ็ดกำลังดี
ทั้งยังสัมผัสรับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมกับรสชาติน้ำมันงาซึ่งเข้ากันได้อย่างลงตัว ทำให้เขาทั้งประหลาดใจและพอใจมาก
จากที่เขาไม่รู้รส กินอะไรก็จืดชืดไปหมดแต่ตอนนี้กลับรับรู้ถึงรสชาติขึ้นมาบ้างแล้ว
นายท่านจึงยื่นตะเกียบไปคีบเนื้อปลานึ่งเต้าซี่ขึ้นมากิน ตามด้วยไก่ผัดพริกกระเทียมซึ่งล้วนแต่ทำให้เขาสัมผัสรับรู้รสชาติได้ทั้งสิ้น
“ข้าอยากได้ข้าวสักถ้วย” นายท่านเอ่ย
ทำเอาพ่อบ้านสือกับเผิงหยวนคนสนิทตาโตหูผึ่งอย่างไม่อยากจะเชื่อ พอได้สติก็สั่งบ่าวรับใช้นำข้าวมาทันที
เมื่อมาถึง ข้าวที่ถูกนำมาวางตรงหน้าผู้สูงศักดิ์กลับมิใช่ข้าวขาวเฉกเช่นทุกครั้ง
มันเป็นข้าวสีหม่นเหมือนไม่ได้รับการขัดสีให้เรียบร้อยแล้วนำมาหุงให้เขากิน นายท่านมองข้าวตรงหน้าพร้อมขมวดคิ้วมุ่น
“ข้าวไม่ขัดสีนั่น เกิดจากความตั้งใจของพ่อครัวน้อย แจ้งว่ามีประโยชน์และดีต่อร่างกายท่านยิ่งกว่าข้าวขัดสีทั่วไปขอรับ”
พ่อบ้านสือรายงานตามคำซีห่าวซึ่งเขาได้เอ่ยปากทักท้วงแล้ว ว่าเหตุใดจึงหุงข้าวเช่นนี้มาให้นายท่านรับประทาน
หลังได้ยินเหตุผลนายท่านก็พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะลงมือรับประทานข้าวสีหม่นพร้อมกับอาหารตรงหน้า
ซึ่งครั้งนี้นับว่าเขาทานอาหารมากกว่าทุกมื้อที่กินมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว
“เอาล่ะ ไม่ต้องทดสอบฝีมือต่อแล้ว ข้าตัดสินใจเลือกเฉินซีห่าวผู้นี้แหละ”
นายท่านเอ่ยกับทุกคนซึ่งเป็นไปตามคาด เพราะไม่มีพ่อครัวใด แม้นแต่พ่อครัวในวังหลวงสามารถทำให้นายท่านของพวกเขาพอใจและเจริญอาหารได้มากเช่นนี้มาก่อน
“ขอรับ” พ่อบ้านสือรับคำ
“เจ้าไปตามเจ้าหนุ่มผู้นั้นมาทีสิ ข้าอยากพบและมอบรางวัลพิเศษให้เขาด้วย”
พ่อบ้านสือทำการคารวะและออกไปเรียกซีห่าวมาโดยไม่รอช้า
“ข้าได้รับเลือกแล้วจริงๆหรือขอรับ” ซีห่าวเอ่ยอย่างตื่นเต้นยินดี
“อืม ยินดีด้วยและต้องขอบใจเจ้าที่ทำให้นายท่านของข้าทานอาหารได้มากถึงเพียงนี้”
“ข้าไม่ได้เห็นนายท่านทานข้าวอย่างมีความสุขมานานแล้ว”
พ่อบ้านสือกล่าวขณะนัยน์ตารื้นชื้นอย่างซาบซึ้งใจที่เห็นนายท่านทานข้าวได้ ซีห่าวยิ้มกว้างก่อนจะตามพ่อบ้านสือเข้าไปด้านใน
“คารวะนายท่านขอรับ” ซีห่าวกล่าวพร้อมก้มหน้าทำการคารวะเจ้านายคนใหม่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองเขาชัดๆ
จากนั้นก็ต้องตกตะลึงไปเล็กน้อยเมื่อนายท่านที่ซีห่าวคิดว่าคงจะมีอายุมากพอควรแล้วเนื่องด้วยโรคภัยที่เป็นอยู่ กลับเป็นชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี ถึงกับต้องร้องอุทานออกมาในใจเลยทีเดียว
‘โอวแม่เจ้าเบ้าหน้าฟ้าประทานชัดๆ ผู้ชายอะไรหล่อเหลาราวกับเทพบุตร ที่สำคัญยังให้ความรู้สึกสูงส่ง ดูสง่าน่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถูก’
“เป็นอะไรไป มองหน้าข้านิ่งค้างเช่นนั้นกำลังคิดอะไรอยู่งั้นหรือ” นายท่านถามซีห่าว
“คิดว่าช่างหล่อเหลา สง่างามยิ่งนักขอรับ” ซีห่าวตอบตามตรง ทำเอาทุกคนในที่นั้นสะดุ้งไปตามๆกัน ส่วนคนฟังก็ตกตะลึงไปด้วย
“เอ่อ ข้าหมายถึงนายท่านช่างมีสง่าราศีน่าเกรงขามยิ่งนักขอรับ” เมื่อเห็นปฏิกิริยาของบุรุษเบื้องหน้าและผู้คนรอบข้าง ซีห่าวก็รีบตั้งสติเปลี่ยนคำพูดทันใด
“เอาเถอะ เรียกข้าว่าคุณชายหรือคุณชายหยวนก็พอ ไม่ต้องเรียกว่านายท่านหรอก”
“ข้าเองก็ไม่ได้อายุมากอะไร พ่อบ้านสือเจ้าเองก็ด้วย จากนี้ไปเรียกข้าว่าคุณชายเข้าใจไหม” คุณชายเอ่ยกับซีห่าวและพ่อบ้านคนสนิท
“ขอรับคุณชาย” ซีห่าวและพ่อบ้านสือตอบรับแทบจะพร้อมกัน
“ข้ามีนามว่าหยวนฮุ่ยเหอ เป็นบุตรชายพ่อค้าคหบดีในเมืองหลวง เจ็บป่วยไม่สบายจึงมาหาที่พักรักษาตัว”
“นึกได้ว่ามีเรือนอยู่ทางใต้ทิวทัศน์งดงาม มีทั้งทะเล ขุนเขาและสายน้ำ”
“สุดท้ายจึงเดินทางมาพักอาศัยที่นี่พร้อมมองหาช่องทางทำการค้าไปด้วย แล้วเจ้าล่ะเป็นผู้ใดกัน” ฮุ่ยเหอแนะนำตัวเองก่อนจะถามซีห่าวกลับไป
“ข้าเป็นเด็กกำพร้า ถูกชนชั้นสูงในเมืองเจิ้นหนานรับเลี้ยงดูตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ยกฐานะให้เป็นบุตรบุญธรรมแสดงความเมตตาต่อหน้าผู้คนภายนอก”
“แต่ความจริงกลับนำมาเป็นบ่าวรับใช้ในเรือนถูกกดขี่ข่มเหงมาตลอดสิบกว่าปี”
“จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้นายท่านในเรือนคิดขายข้าให้แก่เศรษฐีสูงอายุตัณหากลับด้วยค่าตอบแทนเป็นทรัพย์สินมูลค่าไม่น้อย”
“ข้าไม่ยินยอมจึงถูกบีบบังคับทุบตี กักขังในห้องสกปรกและมืดมิด ปล่อยให้ข้าอดอาหารอยู่หลายวัน”
“สุดท้ายได้แม่บ้านในเรือนที่รักเอ็นดูข้าดังเช่นบุตรหลานช่วยเหลือให้หลบหนีออกมาได้”
“ข้าหนีหัวซุกหัวซุนจนได้ข่าวว่ามีผู้สูงศักดิ์จากเมืองหลวงกำลังรับสมัครพ่อครัว จึงตัดสินใจมุ่งหน้ามาหวังพึ่งพาพร้อมหลบซ่อนตัวขอรับ”
ซีห่าวเล่าความจริงที่เกิดขึ้นกับเข่อซิงให้ทุกคนฟัง ทำเอาผู้ที่ได้ยินต่างพากันนิ่งเงียบด้วยความหดหู่ใจ
“มีเรื่องชั่วช้าเลวทรามเช่นนี้ด้วยงั้นเหรอ ชนชั้นสูงที่เจ้ากล่าวถึงเป็นผู้ใดกัน” ฮุ่ยเหอเอ่ยอย่างไม่พอใจที่ได้ยินความอยุติธรรมเช่นนี้
หากแต่ซีห่าวกลับไม่กล้าเอื้อนเอ่ยอะไรออกไปอีก เพราะเกรงว่าจะเปิดเผยฐานะที่แท้จริงของตนซึ่งเป็นสตรีออกมาให้เขาได้รับรู้นั่นเอง
‘ยังไงผู้คนเบื้องหน้าก็เป็นบุรุษ แม้นจะดูน่าเชื่อถือไว้วางใจได้ หากแต่นางก็ยังไม่กล้าเปิดเผยตัวอยู่ดี
เพราะตัวตนของเข่อซิงมีรูปโฉมงดงามเป็นที่ต้องตาพึงใจต่อบุรุษ นำพาหายนะมาสู่ตัวเองดังเช่นที่เกิดขึ้นในตอนนี้’
เข่อซิงคิดไตร่ตรอง ทำให้นางมีท่าทีอึกอักลำบากใจไม่น้อย
“พวกเขาเป็นผู้มีอำนาจและอิทธิพลในเมืองเจิ้นหนาน ต่อหน้าผู้คนมักทำตัวดีมีใจเมตตาทำให้ได้รับการยกย่องนับถือไม่น้อย”
“พวกท่านเพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ ข้าไม่อยากให้เดือดร้อนไปด้วยขอรับ” ซีห่าวกล่าวความจริงออกไปบางส่วน
“เจ้าไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น ตัวข้าแม้นเป็นเพียงบุตรชายพ่อค้า แต่พอมีเส้นสายสถานะให้ผู้คนเกรงใจอยู่บ้าง”
“เอ่ยออกมาเถอะว่าเรือนชนชั้นสูงที่เจ้ากล่าวถึงคือเรือนผู้ใดกัน” ฮุ่ยเหอถามอีกครั้ง
แต่ซีห่าวยังคงก้มหน้านิ่งไม่กล้าเอ่ยปาก เขาจึงหันไปส่งสายตาให้พ่อบ้านสือทำอะไรบางอย่าง พ่อบ้านสือพยักหน้ารับและเดินตรงเข้าไปหาซีห่าวทันใด
หลังได้ฟังข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสกุลอ้าย รวมทั้งความคิดเห็นของเข่อซิงที่บอกเล่าตามลำดับเหตุผลเกี่ยวกับความทุจริตไม่น่าไว้วางใจของผู้คนตระกูลนี้ ฮุ่ยเหอก็ตัดสินใจวางแผนการขั้นต่อไปทันที“เห็นที ข้าคงต้องถือโอกาสไปเยือนเรือนสกุลอ้ายสักครั้งแล้วกระมัง”ฮุ่ยเหอเกริ่น จากนั้นก็มีการปรึกษากันเพิ่มเติมเรื่องที่จะหาทางเอาผิดสกุลอ้ายให้ได้ โดยมีเข่อซิงร่วมให้คำปรึกษาอยู่ด้วยกัน“ดีเลยซิงเอ๋อ ในเมื่อเจ้ารู้จักคนเก่าคนแก่ในสกุลอ้าย บางทีเราอาจจะหาข้อมูล พยาน หลักฐานเพิ่มเติมเพื่อเอาผิดคนเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น”เผิงหยวนกล่าวเนื่องจากก่อนหน้านี้เขาพยายามสืบหาตัวการที่อยู่เบื้องหลังคดีลักลอบค้าเกลือกักตุนสินค้ามานาน หากแต่สืบได้เพียงผิวเผินยังไม่สามารถเจาะลึกเข้าไปถึงตัวผู้อยู่เบื้องหลังได้อย่างแท้จริงเนื่องจากคนผู้นั้นมีความระมัดระวังตัวและเป็นผู้มีอำนาจมากนั่นเอง ในเมื่อตอนนี้มีคนในจวนนายอำเภอให้ความร่วมมือด้วย คิดว่างานสำคัญคงเสร็จสิ้นลงไปได้อย่างรวดเร็วแน่หลังปรึกษาหารือวางแผนกันเสร็จฮุ่ยเหอก็ตัดสินใจเดินทางไปเยือนเรือนนา
ทานมื้อเย็นเสร็จทุกคนก็มานั่งพูดคุยสนทนากันต่อ โดยเผิงหยวนซึ่งกลับมาจากการทำภารกิจ ต้องตกตะลึงตาค้างไปรอบหนึ่งเมื่อเขาได้เห็นพ่อครัวน้อยซีห่าวกลายร่างเป็นสตรีรูปโฉมงดงาม จนพ่อบ้านสือต้องตบหลังเขาไปพลั่กใหญ่เพื่อเรียกสติหลังเผิงหยวนรับรู้เรื่องราวของเข่อซิงก็ร้องอ๋อ จับแพะชนแกะจนได้เรื่องว่าสตรีที่นายอำเภออ้ายให้คนตามหาอยู่ แท้จริงแล้วก็คือพ่อครัวน้อยซีห่าวนั่นเองยามนี้จึงได้เวลามาปรึกษาหารือกันว่าจะเอาอย่างไรต่อไป“ซิงเอ๋อ เจ้าอยากแก้แค้นเอาคืนสกุลอ้ายหรือไม่”ฮุ่ยเหอถามเข่อซิง“อยากเจ้าค่ะ คนพวกนั้นจิตใจโหดร้าย หลอกลวงชาวเมืองว่าเป็นคนดีมีเมตตา ทั้งที่ความจริงแล้วชั่วร้ายไร้คุณธรรม”“ที่สำคัญนายอำเภออ้ายก็หาใช่ขุนนางใจซื่อมือสะอาดไม่”เข่อซิงคิดแค้นเคืองแทนเจ้าของร่างเดิมที่อาศัยอยู่ในจวนสกุลอ้ายอย่างทุกข์ทรมานถูกดุด่าทุบตีคอยรองมือรองเท้าให้สกุลอ้ายระบายอารมณ์ สุดท้ายยังถูกขายออกไปเป็นสินค้าชิ้นหนึ่งและไม่เหลือแม้นแต่ชีวิตตนเอง“ซิงเอ๋อ เจ้าเอ่ยเช่นนี้หมายความว่า
เจียหลินคิดยินดีไปกับผู้เป็นนายที่กลับมาเสพสุข ลิ้มรสชาติอาหารอร่อยแปลกใหม่ได้อีกครั้ง“อืม แบบนี้นี่เอง” เข่อซิงพยักหน้าหงึกๆเข้าใจ หลังได้ฟังคำอธิบายจากเจียหลินว่าฮุ่ยเหอเป็นถึงน้องชายผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในเมืองหลวงหากเขาต้องการอะไรย่อมไม่เหนือบ่ากว่าแรงที่จะได้มันมา ต่อไปนางก็เพียงแค่โยนหินถามทางไปก่อน‘สิ่งใดหากคุณชายให้คนจัดหามาได้ ต่อมานางก็แค่ทำเป็นเนียนนำมันออกมาจากมิติพิเศษเพื่อใช้ปรุงอาหารบ้างก็เท่านั้น’คิดเสร็จเข่อซิงก็ยิ้มพอใจ ก่อนจะลงมือทำอาหารจานที่หกเป็นใบมันเทศที่นางเก็บเอามาเมื่อช่วงบ่ายก่อนหน้านี้ นำเอามาผัดกับกระเทียม พริก เห็ดหอมและหมูหมักเกลือตากลมหั่นเป็นชิ้นดูเหมือนเป็นอาหารง่ายๆแต่ใบมันเทศนี่กลับให้คุณค่าทางอาหารสูง มีสารเบต้าแคโรทีนที่ช่วยลดอาการอักเสบของตับในปริมาณที่มากกว่าแครอทเสียอีก“ซิงเอ๋อ ใบมันเทศนี่เราเอามากินได้ด้วยงั้นหรือ” เจียหลินถามเพราะปกติชาวบ้านโดยทั่วไปมักจะเด็ดใบมันเทศออกแล้วนำไปเลี้ยงหมู จะกินก็แต่หัวของมันเท่านั้น
หลังเข่อซิงอยู่พูดคุยทานของว่างกับฮุ่ยเหอได้พักใหญ่ นางก็ขอตัวออกมาเข้าครัวเตรียมมื้อเย็นให้เขาต่อ โดยเย็นวันนี้นางตั้งใจว่าจะทำอาหาร 7 อย่างด้วยกันอย่างแรกคือปลาซ่งฮื้อต้มเผือก อย่างที่สองเป็นปลาซ่งฮื้อย่างเกลือหมักสมุนไพรและแน่นอนว่ามีเจียงหวงเป็นวัตถุดิบหลักในการปรุงด้วย จานที่สามเป็นฮื่อแซหรือปลาดิบที่ใช้เนื้อปลาซ่งฮื้อซึ่งเหมาะกับการนำมาทำฮื่อแซมาแล่เป็นชิ้นหนาพอประมาณคลุกเคล้าด้วยน้ำมันงาและงาคั่วหอมๆมีผักเคียงเป็นหัวไชเท้าสดซอย แตงกวาหั่นกับไชโป๊ซึ่งเป็นหัวไชเท้าดองเค็มและหวานหั่นละเอียดพร้อมทำน้ำจิ้มรสชาติออกเปรี้ยวอมหวาน ผสมน้ำบ๊วยและเนื้อบ๊วยดองลงไปกับน้ำมันพริกเผาที่เข่อซิงนำออกมาจากมิติพิเศษ เติมถั่วลิสงคั่วบดกับงาคั่วหอมๆลงไปแต่ฮื่อแซจานนี้ฮุ่ยเหอทานไม่ได้เนื่องจากปลาดิบไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคตับเช่นเขา เข่อซิงเพียงทำตามใจปากตัวเองและให้คนอื่นๆได้ลิ้มลองรสชาติแสนอร่อยของฮื่อแซจากปลาซ่งฮื้อเท่านั้น&
เข่อซิงคิดพึ่งพาตนเองโดยไม่รู้เลยว่าคนเรือนนี้ต่างได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี รู้หน้าที่ของตนยิ่งนัก ทั้งยังคาดเดาความคิดของผู้เป็นนายเก่งใช่ย่อยเลยล่ะในเมื่อคุณชายของเรือนปฏิบัติกับเข่อซิงแตกต่างออกไปเช่นนี้ อีกทั้งยังให้นางคอยดูแลรับใช้ใกล้ชิดด้วย เข่อซิงย่อมพิเศษ..เหนือกว่าผู้ใดแน่นอนเข่อซิงที่แต่งกายเป็นสตรีด้วยรูปโฉมที่แท้จริงของนางดูงดงามหยาดเยิ้ม จนทุกคนต่างพากันมองอย่างตกตะลึงคาดไม่ถึงว่าพ่อครัวน้อยซีห่าวซึ่งหน้าตาผิวพรรณขมุกขมัวก่อนหน้านี้จะกลายมาเป็นสตรีโฉมงามพิลาสล้ำ ผิวพรรณผุดผ่องกระจ่างใสราวกับเทพธิดาเซียนได้เช่นนี้ฮุ่ยเหอเมื่อได้เห็นรูปโฉมที่แท้จริงของเข่อซิง รวมทั้งการแต่งกายเป็นสตรีทุกกระเบียดนิ้วของนางก็ทำให้เขาถึงกับตกตะลึง ลืมหายใจไปชั่วขณะเลยทีเดียว“ซิงเอ๋อเจ้าช่างงามนัก ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดจึงมีคนยอมทุ่มเททรัพย์สินเงินทองมากมายเพื่อให้ได้แต่งกับเจ้า”ฮุ่ยเหอเอ่ยอย่างชื่นชม“ขอบคุณเจ้าค่ะ” เข่อซิงตอบรับกลับไปสั้นๆ จากนั้นก็เชื้อเชิญให้ฮุ่ยเหอทานขนมของว่างที่นางทำเป็นเผือกกวนน้ำผึ้งรูปดอก
หลังตกปลาซ่งฮื้ออวบๆได้สี่ห้าตัวภายในเวลาหนึ่งก้านธูป เข่อซิงก็เตรียมตัวไปขุดเผือกขุดมันแถวนั้นต่อ โดยมีฮุ่ยเหอยืนมองให้กำลังใจอยู่ข้างๆพอได้วัตถุดิบตามต้องการแล้วก็ชักชวนกันกลับเรือน โดยฮุ่ยเหอสั่งให้เข่อซิงรีบไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที เมื่อเข่อซิงเดินหันหลังลับสายตาไปแล้วฮุ่ยเหอก็เรียกคนสนิทเข้ามาพูดคุยกันในห้องทำงานซึ่งเวลานี้มีเพียงพ่อบ้านสือเท่านั้น ส่วนเผิงหยวนยังไม่กลับจากการทำภารกิจข้างนอก “หา..อะไรนะพ่ะย่ะค่ะ อาห่าวแท้จริงแล้วคือสตรีปลอมตัวมางั้นหรือ”พ่อบ้านสือเอ่ยอุทานออกมา ทั้งตกใจและประหลาดใจไปพร้อมกันฮุ่ยเหอจึงบอกเล่าเรื่องราวคร่าวๆให้เขาฟัง “อืม นางช่างน่าสงสารยิ่งนัก”“กำพร้าพ่อแม่แล้วยังถูกคนใจร้ายเก็บมาเลี้ยง สุดท้ายยังคิดขายนางออกไปให้เถ้าแก่ตัณหากลับเพราะโลภในสินสอดทอ







