Masukหลังเข่อซิงออกมาจากจวนนายอำเภอได้ก็รีบเดินหนีห่างออกไปให้ไกลมากที่สุด ก่อนจะหามุมลับตาคนหายวับเข้าไปในมิติพิเศษ
นางผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่พร้อมนำผ้ามาผูกปิดบังใบหน้างามเอาไว้ จากนั้นจึงสำรวจสัมภาระที่แม่บ้านถิงมอบให้
‘โห..นี่เงินไม่น้อยเลยนะ ท่านป้าถิงให้เงินนางมากเพียงนี้เชียวเหรอ
หากมีโอกาสนางต้องตอบแทนกลับคืนไปให้มาก’ เข่อซิงคิดขณะมองเงินในถุงสัมภาระ ซึ่งแม่บ้านถิงมอบเงินให้นาง 5 ตำลึงทอง 5 ตำลึงเงินกับอีก 200 อีแปะ
‘ดูสิ ยังมีซาลาเปาหมูสับกับเซาปิ่งไส้ถั่วแดงที่เตรียมมาให้นางกินพร้อมน้ำชาอีกกระบอกหนึ่งด้วย ไหนจะยาทาแผลนี้อีก’
เข่อซิงมองสิ่งของที่แม่บ้านถิงเตรียมให้อย่างใส่ใจ ภายในใจนางรู้สึกอุ่นวาบมีแรงคิดหาหนทางไปต่อทันที
เข่อซิงมุ่งหน้าไปย่านตลาดร้านค้า หาซื้ออาวุธติดกายเอาไว้ป้องกันตัว
มองหาจนได้กริชพร้อมปลอกหนังเล่มหนึ่งซึ่งจับถนัดมือ เหมาะกับเชฟแบบนางที่มีความถนัดในการใช้ของมีคมอย่างพวกมีดเป็นพิเศษ
นอกจากนั้นเข่อซิงยังซื้อฮว่าเจ๋อจึ(ตะบันไฟหรือพับไฟ)เพื่อใช้จุดไฟในยามฉุกเฉินด้วย
ต่อมาก็ตรงเข้าร้านเสื้อผ้า ซื้อชุดบุรุษขนาดพอดีตัว 2-3 ชุด เอาไว้ผลัดเปลี่ยนปลอมเป็นบุรุษเพื่อสะดวกกับการเดินทางและหลบหนี
ทั้งยังแวะเข้าร้านเครื่องประทินโฉม ซื้อแป้ง ครีม วัสดุซึ่งสามารถนำมาปรุงแต่งทาผิวหน้าผิวกายเพื่อการพรางตัวด้วย
เมื่อได้ของทุกอย่างครบตามต้องการ เข่อซิงก็หาที่ลับตาคนเข้าไปในมิติพิเศษเพื่อทำการแปลงโฉมแต่งกายเป็นบุรุษ
เข่อซิงนำผงชาโคลที่ใช้ทำอาหารมาผสมกับครีมที่ซื้อมาเพื่อทาหน้าตาเนื้อตัวให้ดูหมองคล้ำไม่ผุดผ่องดังเช่นสตรีรูปโฉมงดงาม ซึ่งเป็นตัวตนที่แท้จริง
นางเปลี่ยนรูปโฉมกลายเป็นบุรุษหนุ่มน้อยรูปร่างหน้าตาดี แม้นผิวพรรณจะหม่นคล้ำลงไปบ้างแต่นับว่าหล่อเหลาเอาการอยู่
จากนั้นก็เก็บสัมภาระและเงินบางส่วนเอาไว้ในมิติพิเศษ ก่อนจะออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางณ.ชานเมืองเจิ้นหนาน
ซึ่งยามนางเข้าไปหาซื้อของในตลาดก่อนหน้านี้ได้ยินพวกชาวเมืองเล่าลือกันว่ามีผู้สูงศักดิ์จากเมืองหลวงเดินทางมายังแดนใต้และอาศัยอยู่ในเรือนหลังใหญ่ตรงชานเมือง
เขากำลังประกาศรับพ่อครัวแม่ครัวฝีมือดีที่สามารถทำให้ผู้เป็นนายหายจากอาการเบื่ออาหาร ลิ้นไม่รับรู้รสชาติเข้าประจำหน้าที่ในจวน พร้อมให้ค่าจ้างรายเดือนราคาสูง
อีกทั้งยังสามารถรับเงินกับรางวัลพิเศษหากทำให้ผู้เป็นนายมีความอยากอาหารหรือลิ้มรสได้ด้วย ตรงกับคุณสมบัติของเข่อซิงซึ่งเป็นสุดยอดเชฟจากโลกสมัยใหม่ยิ่งนัก
เข่อซิงเดินทางมายังคฤหาสน์หลังใหญ่โตที่ชานเมืองซึ่งมีชาวเมืองใจดีที่ตั้งใจมาสมัครเป็นพ่อครัวเช่นกันให้นางติดรถเทียมเกวียนมาด้วย
เมื่อมาถึงก็พบว่ามีผู้สนใจมาสมัครเป็นพ่อครัวแม่ครัวจำนวนไม่น้อย เข่อซิงจึงไม่รีรอรีบตรงเข้าไปลงรายชื่อที่นางเพิ่งจะคิดขึ้นมาได้นามเฉินซีห่าว
เคยเป็นลูกมือในครัวและทำงานสารพัดอย่างให้แก่ตระกูลสูงศักดิ์แห่งเมืองเจิ้นหนาน
เข่อซิงนั่งรอทำอาหารให้เจ้าของคฤหาสน์ซึ่งมาจากเมืองหลวงได้ลิ้มลอง โดยนางอยู่รายชื่อลำดับที่ 18 จากผู้สมัครทั้งหมด
นางนั่งรอฟังคนเรียกชื่ออยู่ในศาลาพัก พร้อมจ้องมองดูบริเวณโดยรอบคฤหาสน์และสังเกตไปทั่ว
‘อืม คฤหาสน์หลังนี้หรูหรามีระดับไม่น้อย แม้นดูเพียงผิวเผินจะเรียบง่ายเหมือนไม่มีอะไร แต่สวนและสระน้ำถูกตกแต่งออกมาอย่างเอาใจใส่เป็นระเบียบเรียบร้อยสะอาดสะอ้านทุกกระเบียดนิ้ว
อีกทั้งภายในตัวคฤหาสน์ที่นางเห็นเข้าไปถึงด้านในมีของประดับตกแต่งเป็นหยก เครื่องเคลือบ ภาพแขวนซึ่งดูแล้วไม่ธรรมดาเลยสักนิด
ขนาดโต๊ะเก้าอี้ ข้าวของเครื่องใช้ก็ดูประณีตสูงค่ามีราคากว่าชาวเมืองทั่วไปหรือแม้นแต่บรรดาเศรษฐี อย่างเช่นจวนนายอำเภออ้ายที่ชอบใช้ของดีหรูหรามีราคาแพงอยู่มาก
คนสูงศักดิ์ผู่นี้ย่อมไม่ธรรมดาแน่ หากนางเกาะติดได้ทำงานที่นี่ทำให้เขาพึงพอใจแล้ว นางอาจจะได้ที่พึ่งช่วยเหลือให้รอดพ้นจากน้ำมือสกุลอ้ายกับสกุลเจิ้งก็เป็นไปได้’
เข่อซิงคิด หวังอาศัยบารมีผู้สูงศักดิ์ในคฤหาสน์หลังใหญ่เป็นที่พึ่ง
ขณะเดียวกันทางด้านจวนนายอำเภออ้ายเมื่อรู้ว่าเข่อซิงหนีไปก็เกิดความวุ่นวายออกตามหาตัวนางเป็นการใหญ่
“แม่บ้านถิง ท่านนี่แย่จริงๆปล่อยให้นังเข่อซิงนั่นหนีรอดไปได้อย่างไรกัน” ซูเม่ยเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“ข้าพลาดไปแล้วจริงๆเจ้าค่ะ พอเปิดประตูเข้าไป ยังไม่ทันตั้งตัวนางก็ผลักข้าล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรงทำให้บาดเจ็บตั้งตัวไม่ติด”
“ข้าต้องขออภัยด้วยจริงๆนะเจ้าคะคุณหนู” แม่บ้านถิงเอ่ยแก้ตัว
โดยหลังจากเข่อซิงหนีออกไปแล้ว นางก็แกล้งล้มลงกระแทกพื้นบาดเจ็บมีบาดแผลถลอกเพื่อให้ดูสมจริง
“รู้ตัวว่าแก่สู้แรงนังนั่นไม่ได้ ก็น่าจะหาสาวใช้คนอื่นติดตามไปด้วย ไม่น่าไปคนเดียวเลย” ซูเม่ยเอ่ยตำหนิแม่บ้านถิงด้วยความไม่พอใจ
“พอได้แล้วเม่ยเอ๋อ แม่บ้านถิงเจ็บตัวเพียงนั้นแล้ว หยุดโวยวายเสียทีเถอะ”
“หลานเฟินเจ้ากลับไปพักรักษาตัวให้ดี อยู่ทางนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะ” อ้ายฮูหยินหันไปปรามบุตรสาว ก่อนจะบอกแม่บ้านถิงให้กลับไปพัก
“ขอบคุณเจ้าค่ะฮูหยิน เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” แม่บ้านถิงกล่าวขอบคุณพร้อมเอ่ยลาอ้ายฮูหยินทันใด
นางรู้แน่แก่ใจดีว่าอ้ายฮูหยินหาได้ใจดีมีเมตตาอะไรต่อนางไม่
หากแต่เป็นเพราะนางอยู่กับสกุลอ้ายมานานทำให้รู้เรื่องลับลมคมในเรื่องที่ไม่ควรรู้มากมาย สกุลอ้ายจึงจำต้องเก็บนางเอาไว้ข้างกาย
“ท่านแม่ เป็นเช่นนี้แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดีล่ะเจ้าคะ” ซูเม่ยเอ่ยถามมารดาสีหน้าร้อนรน
“เข่อซิงนั่นเป็นสตรีตัวคนเดียว ไม่มีทรัพย์สินติดกาย อีกทั้งร่างกายอ่อนแอ ไม่ได้ฉลาดหลักแหลมอันใด คงหนีไปไหนไม่ได้ไกลหรอก”
“ให้คนของเราออกติดตามค้นหาดูให้ทั่ว ที่สำคัญต้องไม่ให้เรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูเถ้าแก่เจิ้งเป็นอันขาด” อ้ายฮูหยินสั่ง
นางปรามาสดูถูกเข่อซิง ซึ่งเดิมทีเป็นสตรีอ่อนแอไม่สู้คน ไม่ค่อยพูดค่อยจา เก็บเนื้อเก็บตัวไม่มีมิตรสหายที่ไหน จึงคิดว่านางหนีไปไหนไม่ได้
โดยไม่รู้เลยว่าเข่อซิงที่นางตามหาอยู่ตอนนี้ไม่ใช่สตรีอ่อนแอไร้แรงกายแรงใจคนเดิมอีกต่อไปแล้ว ทั้งยังเฉลียวฉลาดมากความสามารถรู้จักเอาตัวรอดได้เป็นอย่างดี
กลับมาทางด้านเข่อซิงซึ่งยามนี้ใกล้ถึงลำดับของนางที่จะต้องเข้าไปทำอาหารให้แก่ผู้สูงศักดิ์ได้ลิ้มรสเต็มทีแล้ว
นางนั่งรออยู่นานเกือบสองชั่วยามก็มีคนมาเรียกตัวไปทำอาหาร
“เฉินซีห่าว เข้าไปทำอาหารได้” พ่อบ้านสือ หรือสือจิ้งไห่เอ่ยขึ้น พร้อมทำท่าจะเดินนำนางไป
“เดี๋ยวก่อนขอรับ” เข่อซิงหรือเฉินซีห่าวในเวลานี้กลับเรียกรั้งเขาเอาไว้
“มีอะไรงั้นหรือ” พ่อบ้านสือเอ่ยถาม
“ก่อนจะเข้าครัวทำอาหาร ข้ามีเรื่องจะสอบถามขอรับ” ซีห่าวถามอย่างใส่ใจ
“มีอะไรจะถามก็ว่ามา”
“ข้าอยากทราบว่านายท่านมีอาหารที่แพ้ มีโรคประจำตัวหรือมีวัตถุดิบอะไรที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหรือไม่ขอรับ”
เข่อซิงถามอย่างใส่ใจทำให้พ่อบ้านสือถึงกับอึ้งไป แต่ก็อดชื่นชมในความละเอียดรอบคอบของซีห่าวไม่ได้
“อืม เจ้าเป็นคนแรกและข้าคิดว่าคงเป็นคนเดียวด้วยที่เอ่ยถามออกมาอย่างละเอียดรอบคอบเช่นนี้” พ่อบ้านสือกล่าว ซีห่าวยิ้มให้เขาน้อยๆ
“เอาล่ะ นายท่านของข้าไม่ได้แพ้อะไร ส่วนโรคประจำตัวนั้น ก็มีอาการเบื่ออาหาร ชิมไม่รู้รสชาติ รู้สึกอ่อนเพลียหมดแรง รวมทั้งปวดเมื่อยเนื้อตัวอยู่บ่อยครั้ง”
“ท่านมักจะปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงทางด้านขวา และมักจะมีอาการท้องอืดแน่นท้องโดยเฉพาะหลังมื้ออาหารด้วยหรือไม่ขอรับ”
เข่อซิงถามเพิ่มเติม เพราะนางไม่ได้เป็นเพียงเชฟยอดฝีมือธรรมดาแต่กลับมีความรู้ทางด้านโภชนาการด้วย
นางเคยร่วมงานกับทางโรงพยาบาลทำโครงการส่งเสริมรักษาโรคด้วยอาหารการกินมาก่อน ทั้งยังมีความรู้เรื่องแพทย์สมุนไพรอยู่พอตัวเลยทีเดียว
“เจ้ารู้ได้อย่างไรกัน อย่าบอกนะว่านอกจากเป็นพ่อครัวแล้ว เจ้ายังมีความรู้เรื่องการแพทย์ด้วย” พ่อบ้านสือถามออกไปด้วยความทึ่ง
“ข้าพอจะมีความรู้ด้านการแพทย์อยู่บ้างจริงนั่นแหละขอรับ แต่ถนัดไปทางด้านพืชสมุนไพรมากกว่า”
“เนื่องจากสนใจศึกษาในการนำพวกมันมาปรุงอาหารเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพหรือใช้รักษาอาการเจ็บป่วยน่ะขอรับ”
ซีห่าวตอบออกไปตามตรง เพราะนางเคยศึกษาด้านแพทย์สมุนไพรด้วยความสนใจนำมาปรุงอาหารจริงๆ
“อืม ดีมาก ถ้าเช่นนั้นแล้วเจ้าคิดว่านายท่านของข้าเป็นโรคเกี่ยวกับอะไรงั้นหรือ” พ่อบ้านสือถามกลับ
“ข้าคิดว่า นายท่านน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับตับ ภาวะตับอักเสบเจ็บป่วยเรื้อรังทำให้เบื่ออาหารจึงมีอาการดังกล่าวข้างต้นขอรับ”
ซีห่าวตอบตามหลักการเบื้องต้นหลังจากได้รับรู้อาการของผู้ป่วย ทำให้พ่อบ้านสืออึ้งไปอีกรอบ
เพราะคำกล่าวนั้นเหมือนกับที่หมอหลวงเอ่ยเอาไว้ไม่มีผิด เพียงแต่ถ้อยคำที่นางใช้กลับฟังดูแปลกประหลาดไม่น้อย
“อืม อาหารรสเลิศสมกับที่อาเหอและหมอหลวงฮั่วเอ่ยชื่นชมจริงๆ ทั้งยังแปลกประหลาดไม่เคยกินที่ใดมาก่อนด้วย”ฮ่องเต้จื่อหยางเอ่ยชื่นชม ทั้งบาร์บีคิว หม้อไฟสองน้ำซุป ซุปหมาล่าและซุปสมุนไพร กับเป็ดปักกิ่งที่เป็นอาหารแปลกตาไม่เคยกินที่ใดมาก่อน“ใช่เพคะฝ่าบาท อร่อยแปลกดีแท้”“เป็ดปักกิ่งอะไรนี่ก็มีวิธีการกินไม่เหมือนที่ใด ใช้แผ่นแป้งบางๆอ่อนนุ่มมาห่อกับหนังเป็ดกรุบกรอบทานเคียงกับแตงกวา ต้นหอม พริกสดและน้ำปรุงรสออกหวานแต่ไม่เลี่ยน ทั้งยังอร่อยเข้ากันได้ดี”ฉินฮองเฮาเอ่ยอย่างชื่นชอบเป็ดปักกิ่งไม่น้อย ตอนนี้นางเสวยแป้งห่อหนังเป็ดกรอบๆกับเครื่องเคียงไปหลายคำแล้ว“หม่อมฉันยินดีนักที่ทั้งสองพระองค์ชื่นชอบอาหารเหล่านี้เพคะ”ซือเหยาเอ่ยอย่างภูมิใจ“อาเหอ เจ้านับว่าโชคดีมากทีเดียวนะที่ได้พระชายามีฝีมือในการปรุงอาหารยอดเยี่ยมเช่นนี้”ฮ่องเต้จื่อหยางกล่าว พลางนึกย้อนไปถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้ที่ฮุ่ยเหอถูกพิษเหรินหยาง ซึ่งแม้นจะรอดชีวิตมาได้แต่ร่างกายกลับได้รับผลกระทบตามมาไม่น้อยทั้งเบ
อี้ถงยังคงนิ่งอึ้งไม่กล้าเอื้อนเอ่ยอันใดอีก เพราะได้รู้สถานะที่แท้จริงของซือเหยาซึ่งมีที่มาไม่ธรรมดาเลยสักนิดเป็นพระชายาชินอ๋องแล้วยังมีบรรดาศักดิ์เป็นท่านหญิงหนานผิงอีกทั้งยังมีครอบครัวเป็นสกุลแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นหยวน ที่แม้นแต่ฮ่องเต้ยังทรงต้องเกรงพระทัยอยู่หลายส่วน “แม่นางจิ่น หากท่านไม่มีธุระอันใดก็เชิญกลับไปเสียเถอะ ข้ากับท่านอ๋องจะพักผ่อน” ซือเหยาเอ่ยปากไล่อี้ถง “ใช่ แล้วอย่าเสนอหน้ามาให้ข้ากับพระชายาเห็นอีก ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าโหดร้ายไร้ความปรานีก็แล้วกัน”ฮุ่ยเหอเอ่ยเสียงเข้มนัยน์ตาดุดัน ทำเอาอี้ถงตัวสั่นงันงกขึ้นมาเลยทีเดียว ก่อนจะขอตัวลากลับออกไปอย่างรวดเร็ว “เฮ้อ ท่านนี่เสน่ห์แรงจริงๆนะเจ้าคะ เพิ่งมาถึงเมืองหลวงไม่ทันจะข้ามวันก็มีสตรีมาหาถึงตำหนัก ทั้งยังพูดจาให้ท่าอวดดีถึงเพียงนั้นด้วย” ซือเหยาก
“ถวายบังคมหนานชินอ๋องเพคะ” อี้ถงรีบตรงรี่เข้ามาทันทีที่เห็นฮุ่ยเหอก้าวมายังโถงรับรองของตำหนักโดยนางไม่คิดสนใจผู้ที่ยืนเคียงข้างเขาอย่างซือเหยาแม้นแต่น้อย ทำให้ซือเหยาอดมองพิจารณาอี้ถงด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้ระหว่างทางเดินเข้ามายังห้องโถงเจียหลินก็ทำหน้าที่บอกเล่าที่มาที่ไปของจิ่นอี้ถงให้ซือเหยาได้รู้คร่าวๆแล้ว ทำให้นางค่อนข้างมั่นใจว่าสตรีผู้นี้คงไม่ได้มาดีเป็นแน่“แม่นางจิ่น ไม่ทราบว่าท่านมาที่นี่ด้วยเหตุอันใดกัน” ฮุ่ยเหอถามน้ำเสียงราบเรียบติดจะเย็นชาตามปกติที่เขามักใช้พูดคุยกับอี้ถงก่อนหน้านี้ ทำให้นางใจเสียไปเล็กน้อย“โธ่ท่านอ๋องเพคะ พวกเราไม่ได้พบกันนานกว่าครึ่งปีแล้ว พอได้ข่าวจากท่านพ่อว่าท่านอ๋องทรงเสด็จกลับมาเมืองหลวง หม่อมฉันตื่นเต้นยินดีและอยากมาพบท่านอ๋องเพราะคิดถึงท่านมากอย่างไรล่ะเพคะ”อี้ถงเอ่ยอย่างไม่อายปากทั้งยังมีท่าทีระริกระรี้ผิดกับคำพูดที่ว่าไม่ได้คิดเกินเลยอะไรกับฮุ่ยเหอแล้วดังเช่นที่บอกแก่ฉินฮองเฮาลิบลับ“บังอาจ เจ้าช่างไร้ยางอายนัก นอกจากไม่ทำการคารวะทักทายพระชายาข้าแล้วยังมีหน้
หลังซือเหยาแต่งงานกับฮุ่ยเหอได้ราวสามเดือนก็มีพระราชสารจากฮ่องเต้เรียกตัวชินอ๋องและพระชายาให้ไปเข้าเฝ้า เนื่องจากฝ่าบาททรงไม่ได้พบเจอหน้าพระอนุชานานแล้วที่สำคัญยังทรงต้องการพบเจอน้องสะใภ้ซึ่งสามารถมัดใจชินอ๋องผู้ไม่เคยสนใจสตรีใดมาก่อนหน้านี้ได้นั่นเอง “ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่” ฮุ่ยเหอเอ่ยทำการคารวะฮ่องเต้พระเชษฐาร่วมอุทรมารดาเดียวกันด้วยความเคารพ “ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท”ซือเหยาเอ่ยถวายบังคมอย่างนอบน้อมเช่นกัน “เชิญพวกเจ้าตามสบายเถอะ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอันใดมากมาย ที่ข้าเรียกตัวพวกเจ้าสองสามีภรรยาขึ้นมายังเมืองหลวงนี้ เพียงแค่ต้องการพบหน้าครอบครัวญาติสนิทก็เท่านั้น”“เหยาเอ๋อ..เจ้าเองก็เรียกข้าว่าพี่เช่นเดียวกันกับอาเหอเถอะนะ” ฮ่องเต้จื่อหยางทรงตรัสอย่างเป็นกันเองและมีเมตตาต่อซือเหยายิ่งนัก
ฮุ่ยเหอเติมน้ำร้อนลงไปในถังอาบน้ำพร้อมหยดน้ำมันหอมสกัดจากดอกเหมยกุ้ย(ดอกกุหลาบ)ที่ซือเหยาชื่นชอบลงไป แล้วจึงโรยกลีบกุหลาบที่เตรียมเอาไว้สำหรับภรรยาลงไปด้วยก่อนจะโอบอุ้มร่างงามลงไปในถังไม้ใบใหญ่ และก้าวขายาวๆตามลงไป เขาหยิบสิ่งที่ซือเหยาทำขึ้นและเรียกมันว่าสบู่กลิ่นดอกเหมยกุ้ยนำมาอาบชำระล้างร่างกายช่วยปรนนิบัติขัดถูหลังให้ซือเหยาโดยพยายามหักห้ามใจไม่ทำตัวซุกซน ด้วยเห็นใจว่านางเหนื่อยล้าจริงๆ ทำให้ซือเหยาซาบซึ้งใจไม่น้อย“ท่านพี่..ให้ข้าช่วยท่านชำระล้างร่างกายเถอะเจ้าค่ะ”ซือเหยาเอ่ยกับสามีด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนนางรู้ดีว่าฮุ่ยเหอต้องอดทนอดกลั้นไม่รุกล้ำก้ำเกินนางมากเพียงใด เพราะช่วงเวลากว่าสองเดือนที่ผ่านมาฮุ่ยเหอต้องกลับไปชำระสะสางงานที่เมืองเจิ้นหนานปล่อยให้นางได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวสกุลเฉินอย่างเต็มที่และเพิ่งจะกลับมาเจอกันอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้เอง หากแต่ก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าหานางตามลำพังหรือคิดจะค้างคืนกับนางก่อนการสมรสเป็นอันขาดแน่นอนว่างานนี้มีเฟยหรงทำหน้าที่ควบคุมดูแลขัดขวางทางคู่รักนกยวนยางอย่างเคร่งครัดเลยทีเดียว
หลังจากน้อมรับพระราชโองการแล้วทุกคนในเรือนสกุลเฉินก็ตั้งท่าจะลุกขึ้นแต่หมอหลวงฮั่วเอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน “เดี๋ยวก่อนขอรับ ยังมีราชโองการอีกหนึ่งฉบับ” หมอหลวงฮั่วกล่าวพร้อมหยิบราชโองการอีกฉบับเตรียมขึ้นมาอ่าน ทุกคนจึงรั้งไว้ในท่าเดิม “ท่านหญิงหนานผิงงดงามอ่อนโยน เฉลียวฉลาดเก่งกาจมากความสามารถ อีกทั้งยังมีใจรักมั่นอยู่กับหนานชินอ๋องพระอนุชาของฮ่องเต้”“ดังนั้นฝ่าบาทจึงมีพระกรุณามอบสมรสพระราชทานให้แก่คู่หนุ่มสาวได้ครองคู่ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร พร้อมมอบสินเดิมให้แก่เจ้าสาวผู้ทรงเกียรติเป็นเงิน 2000 ตำลึงทอง 2000 ตำลึงเงิน”“รวมทั้งผ้าไหมแพรพรรณชั้นเลิศ เครื่องทองเครื่องประดับ ข้าวของบรรณาการชั้นยอดอีก 10 หีบ เพื่อเป็นเกียรติให้แก่เจ้าสาว จบราชโองการ”หมอหลวงฮั่วเอ่ยพระราชโองการฉบับที่สองจบก็เล่นเอาคนสกุลเฉินตกตะลึงตาค้างกันไปเลย อีกทั้งยังเข้าใจคำกล่าวของฮุ่ยเหอก่อนหน้านี้ได้ทันที&nb
ทั้งหมดพากันเข้ามาพูดคุยในเรือนสกุลเฉินแม่ทัพใหญ่เฉินกับเฉินฮูหยินถามไถ่เรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาของซือเหยาด้วยความคิดถึง พร้อมเอ่ยขอบคุณแม่บ้านถิงที่ช่วยดูแลซือเหยาเป็นอย่างดีรวมทั้งรับรู้เรื่องราวความทุกข์ยากลำบากที่บุตรสาวได้เผชิญมาจากครอบครัวที่โหดร้ายทารุณ จิตใจชั่วช้าอย่างสกุลอ้
กว่าฮุ่ยเหอจะยอมปล่อยซือเหยาให้เป็นอิสระก็สายมากแล้ว เขาตามตัวเจียหลินให้มาปรนนิบัตินางที่ห้องของตนเอง ทั้งยังสั่งให้โยกย้ายเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวของนางมาไว้ที่ห้องเขาด้วยซึ่งงานนี้ซือเหยาที่สำนึกผิดคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายเข้าหาล่วงเกินฮุ่ยเหอก่อนจึงไม่กล้าเอ่ยโต้แย้งอะไรกลับไป&
แม่บ้านถิงยามนี้ย้ายออกมาจากจวนนายอำเภอได้ราวอาทิตย์กว่าแล้ว และนางถูกสกุลอ้ายสั่งฆ่าปิดปากจริงตามคาดหากแต่ได้คนของฮุ่ยเหอที่ไปเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของสกุลอ้ายรวมทั้งคอยคุ้มครองดูแลแม่บ้านถิงช่วยเอาไว้ได้ทันอีกทั้งฮุ่ยเหอยังให้คนของเขาสร้างสถานการณ์จนสกุลอ้ายเข้าใจว่าแม่บ้านถิ
ยืนสนทนาทักทายกันได้พักหนึ่งนายอำเภออ้ายก็เชื้อเชิญฮุ่ยเหอกับเข่อซิงเข้าไปในจวน “เชิญพวกท่านเข้าไปด้านใน นั่งจิบน้ำชาทานของว่างให้หายเหนื่อยก่อนเถอะ จะได้พูดคุยสนทนากันไปด้วย” นายอำเภออ้ายเชื้อเชิญแขกเข้าจวนไม่ร







