LOGINเสียงประตูปิดลงเบา ๆ น่านน้ำทิ้งตัวลงบนเตียงทันที อากาศของฝางเย็นจัดจนปลายจมูกชา แต่ในอกกลับอุ่นวาบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ…คงเป็นเพราะใบหน้าดุ ๆ ของคนที่เพิ่งเดินหนีไป
เธอควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงก่อนจะกดวิดีโอคอลหาเบอร์ที่คุ้นเคย
“มีไร...ถึงฝางแล้วเหรอ”
เสียงทุ้มของ คีริน หรือ คี เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ม.ปลาย ดังขึ้นพร้อมใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าของเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังในตัวเมืองเชียงใหม่
“เออ ถึงสักพักแล้ว เพิ่งเก็บของเสร็จ มีเรื่องจะเล่าว่ะคี”
น่านตอบกลับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ปลายสายจึงละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วเอนหลังพิงเบาะหนังราคาหลายหมื่นเพื่อตั้งใจฟังเพื่อนรัก
“คี แกรู้ปะว่าฉันเจออะไร เจ้าของไร่ส้มที่นี่นะ สาวแก่รุ่นใหญ่เว้ย!”
น่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม ส่วนปลายสายถึงกับหลุดหัวเราะหึในลำคอ
“สาวแก่เลยเหรอ แก่ขนาดไหน”
“ก็ใกล้จะห้าสิบแล้วอะ เป็นแม่ฉันได้เลย ฮ่า ๆ”
น่านหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่ได้
“โอ๊ย ก็ไม่แก่ขนาดนั้นหรอก แล้วเป็นไง ดูท่าทางโอเครึเปล่าล่ะ แกไปอยู่ที่นั่นตั้งหกเดือนฉันก็เป็นห่วงอยู่นะ คนในเมืองต้องไปอยู่บนดอย ไม่มีเน็ตฟลิกซ์ ไม่มียิมให้เข้า มีอาหารสุขภาพให้กินไหม อยู่ได้ปะเนี่ย”
คีรินส่งคำถามมารัว ๆ นั่นก็เพราะเธอรู้ใจเพื่อนคนนี้ดี ถึงแม้ต่างฝ่ายต่างมีงานรัดตัว แต่เมื่อมีเวลาว่างก็มักจะนัดกินข้าวด้วยกันบ่อย ๆ คีรู้ดีว่าเพื่อนของเธอนิสัยแบบไหน ชอบอะไรไม่ชอบอะไร และการที่น่านยอมมาดูแลโครงการนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับเธอเช่นกัน
“อยู่ได้ดิ สบายมาก แกก็รู้ว่าเวลาทำงานฉันก็เต็มที่ เอาจริงที่นี่อากาศดีใช้ได้เลยล่ะ ยิ่งได้มีคนปะทะฝีปากด้วยฉันก็ยิ่งสนุก แกไม่ต้องห่วงฉันหรอก”
“หืม? ปะทะฝีปากเลยเหรอ นี่อย่าบอกว่าไปถึงวันแรกก็ไปสร้างวีรกรรมไว้แล้วนะ”
“เอ้า ช่วยไม่ได้ ก็ยัยป้านั่นไม่เชื่อว่าฉันเป็นนักวิชาการหนิ”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ยังไม่ชินอีกเหรอ”
ปลายสายถึงกับขำก๊าก แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คีได้ยินเรื่องเล่าแบบนี้จากเพื่อนสนิท ที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง กับการที่น่านโดนตัดสินไปว่าเป็นคนยังไง เพียงเพราะบุคลิกภายนอก
“หึ ไอชินน่ะมันก็ชินแหละ แต่กับคนนี้ฉันรู้สึกอยากปะทะคารมณ์ด้วย ได้ต่อปากต่อคำแล้วคิดถึงแม่ แกก็รู้ว่าแม่ฉันปากจัด แถมยังขี้บ่น เหมือนกันเป๊ะ!”
“แหม พูดซะเว่อร์ แต่คิดดูให้ดี ถ้าแม่แกไม่ดุ แกอาจจะไม่ได้เป็นนักวิชาการก็ได้นะน่าน”
ประโยคจากปลายสายทำเอาน่านน้ำนิ่งงันไป และมันคือเรื่องจริงที่น่านเถียงไม่ออก
ถูกทุกอย่างนั่นแหละที่คีรินพูดมา หากไม่มีแม่ หากไม่มีเสียงบ่น หากแม่ไม่ได้เข้มงวด ตอนนี้อาจจะไม่มีน่านน้ำที่อยู่ในตำแหน่งนักวิชาการ
แต่อาจจะเป็นน่านที่ไปเป็นนักร้องตามผับตามบาร์ที่ไหนสักแห่งแล้วก็ได้...
“น่าน...เป็นไรมั้ย โทษทีนะที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา”
เสียงจากปลายสายทำให้น่านได้สติ
“อ้อ เปล่า ๆ แค่จู่ ๆ ก็นึกถึงน่ะ ว่าแต่ปีนี้แกจะไปทำบุญครบรอบวันตายแม่กับฉันอีกมั้ย”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง พลางสายตาก็เหลือบมองกองเอกสารบนโต๊ะ
“น่าน ช่วงนี้งานฉันเยอะมากเลย ไว้บอกอีกที”
“อ้อ...อื้ม ได้สิ ไม่เป็นไร ๆ ค่อยว่ากัน”
“เออ แล้วเจ้าของไร่ส้มที่แกเล่าน่ะ ยังไม่แก่ขนาดนั้น ไปเรียกเค้าป้าได้ไง อย่าเรียกให้เค้าได้ยินล่ะ เค้าจะโกรธเอานะน่าน”
“ฮ่า ๆ โกรธสิดี ฉันชอบชะมัดเวลาเห็นหน้าตาเซ็งโลกของคุณเพียงพรรณ มาเจอกับคนอย่างฉันรับรองว่าชีวิตจะมีสีสันอีกเยอะ”
น่านน้ำนอนกลิ้งไปมาบนเตียงพลางเล่าเหตุการณ์ปะทะคารมเรื่องสเปรย์กันยุงและเรื่องตีนกาให้เพื่อนฟังอย่างออกรส คีรินฟังเงียบๆ มีเพียงรอยยิ้มมุมปากที่นานๆ จะปรากฏขึ้นทีหนึ่ง
“คี แกเชื่อปะ เวลาเค้าโกรธนะ หน้าเค้าดูเด็กกว่าอายุจริงอีก แต่ก็นั่นแหละ แก่กว่าฉันรอบครึ่งเลยนะนั่น”
“หึ ไปแกล้งเค้าเยอะๆ ระวังเหอะน่าน...” คีรินเอ่ยขัดขึ้นด้วยโทนเสียงเรียบๆ “ระวังจะตกหลุมรักคนแก่เข้าสักวัน”
“ฮ่า ๆ รุ่นแม่เนี่ยนะ ไม่มีทางจ้ะ ชาตินี้ขอมีแม่คนเดียวจ้า” น่านตอบอย่างมั่นใจ
“เอ้า ก็ถ้าเค้ารักแก ก็จะได้มีทั้งเมียทั้งแม่ คุ้มนะเว้ย”
“หึ แล้วคนเราจะอยากมีทั้งเมียและแม่ในคนเดียวกันไปทำไมวะ ฉันไม่เห็นประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้เลย อีกอย่าง ฉันไม่ชอบให้ใครมายุ่งวุ่นวายกับชีวิตฉันมากไป แกก็รู้นี่คี”
เพื่อนสนิทอย่างคีรินพยักหน้าเบา ๆ
“อืม ก็พอรู้อยู่ ก็เลยไม่สงสัยว่าทำไมแกยังโสดถึงตอนนี้ไง”
“หึ คนอย่างน่านเค้าเรียกตัวซีเคร็ท ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงานรู้จักไหม แกคอยดูแฟนของฉันในอนาคตเถอะ รับรองเลยว่าจะต้องเพียบพร้อมทุกอย่างแบบไม่มีที่ติ”
ปลายสายถึงกับส่ายหน้าเบา ๆ แล้วยกมือนวดขมับ อันที่จริงคีก็พอจะรู้ว่าเพื่อนตัวเองมีความมั่นใจในทุกเรื่องเกินร้อยมาแต่ไหนแต่ไร แต่ก็ไม่คิดว่าจะมั่นขนาดนี้
“เอาเหอะ ขอให้แกสมหวังละกัน ฉันจะรอดูคนเพียบพร้อมของแกนะน่าน”
“ได้เลย”
“แค่นี้ก่อนนะน่าน ฉันมีประชุม ทำงานให้รอดล่ะ อย่าให้เค้าเตะออกมาจากไร่ซะก่อน”
“ไม่มีวันนั้นแน่นอน...”
หลังจากวางสายจากเพื่อนสนิท น่านน้ำใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงในการจัดการสัมภาระที่แบกมาให้เข้าที่เข้าทาง เธอเปลี่ยนจากเสื้อเชิ้ตทำงานมาเป็นเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์สีดำและกางเกงวอร์มขาสั้นสวมทับด้วยถุงเท้าหนาๆ ความติสท์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เครื่องแบบข้าราชการปรากฏออกมาเต็มที่เมื่อเธอหยิบหูฟังไร้สายมาสวมแล้วตัดสินใจเดินออกไปสำรวจอาณาจักรเกื้อวรากุลในช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน
แสงสีส้มทองทอประกายพาดผ่านทิวต้นส้มที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ น่านน้ำเดินทอดน่องลัดเลาะไปตามทางเดินหินอ่อนที่พี่เพียงเพิ่งพาเดินผ่านมาเมื่อบ่าย ความเงียบสงบของไร่ส้มยามเย็นถูกเติมเต็มด้วยกลิ่นหอมของดอกส้มที่ยิ่งค่ำยิ่งส่งกลิ่นขจรขจาย
“อ้าว...นี่ใช่นักวิชาการที่จะมาอยู่ที่นี่มั้ยจ๊ะ”
เสียงทักทายอย่างอารมณ์ดีดังขึ้นจากหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่กำลังถือตะกร้าผ้าเดินออกมาจากอาคารหลังเล็กข้างบ้านใหญ่
“ใช่ค่ะ น่านน้ำนะคะ เรียกน่านเฉยๆ ก็ได้ค่ะป้า”
น่านน้ำยกมือไหว้พลางฉีกยิ้มกว้างที่ใครเห็นก็ต้องเอ็นดู “ป้าเป็นแม่บ้านที่นี่เหรอคะ?”
น่านน้ำเอ่ยถามพลางเหลือบสายตามองตะกร้าผ้าที่อยู่ในอ้อมแขนคนตรงหน้า
“จ้ะ ป้าชื่ออุ่น เป็นคนทำความสะอาดบ้านพักให้หนูนั่นแหละค่ะ อยู่ได้ไหมจ๊ะ ของใช้ขาดเหลืออะไรบอกป้าได้นะ”
น่านน้ำนึกถึงตะกร้าของใช้บนหัวเตียงขึ้นมาได้พอดี จึงลองเลียบเคียงถาม
“ที่พักดีมากเลยค่ะป้าอุ่น ขอบคุณมากนะคะที่จัดเตรียมของใช้ให้ครบเลย โดยเฉพาะสเปรย์กันยุงขวดนั้น...ป้าไปซื้อที่ไหนคะเนี่ย รสนิยมดีสุดๆ เลย”
ป้าอุ่นหัวเราะเบาๆ พลางวางตะกร้าผ้าลง
“โอ๊ย ของแบบนั้นป้าไม่รู้จักหรอกค่ะ ของทั้งหมดในห้องของหนู คุณเพียงเป็นคนจัดหามาจ้ะ ป้าแค่เอาไปวางไว้ให้”
น่านน้ำชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาขี้เล่นที่เคยมีกลับนิ่งงันไปชั่วขณะ
“คุณเพียงเธอบอกป้าว่า กลัวนักวิชาการที่มาจากในเมืองจะอยู่ลำบาก” ป้าอุ่นเล่าต่ออย่างเจื้อยแจ้วโดยไม่ทันสังเกตอาการของคนฟัง
“ที่นี่มีแต่ป่า ยุงมันเยอะ อากาศก็เริ่มเย็น ผิวเด็กเมืองคงจะแห้ง เธอก็เลยกำชับป้าว่าต้องวางสเปรย์กันยุงกับครีมบำรุงในที่ที่หยิบง่ายที่สุด ตอนนั้นคุณเพียงเธอย้ำกับป้าว่า...”
‘เค้าต้องอยู่ที่นี่ตั้งหกเดือนนะป้าอุ่น สิ่งไหนที่เราอำนวยความสะดวกเค้าได้ก็ช่วย ๆ กัน’
น่านน้ำยืนนิ่งไปนานจนป้าอุ่นต้องเรียกซ้ำอีกรอบ ทัศนียภาพของไร่ส้มที่เคยดูสวยงามยามเย็น ตอนนี้กลับดูอบอุ่นขึ้นในความรู้สึกของเธออย่างประหลาด
“คุณเพียงน่ะ อาจจะดูเข้มงวด แต่เรื่องของคนในไร่เธอไม่เคยละเลย ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกนะหนู หรือถ้าไม่กล้าบอกคุณเพียง มาบอกป้าก็ได้จ้ะ”
น่านน้ำพยักหน้าเบา ๆ ทว่าในหัวกลับเต็มไปด้วยภาพของหญิงสาวที่เธอตั้งใจหยอกเย้าเพียงเพราะอยากเห็นอีกฝ่ายหงุดหงิดก็เท่านั้น
ภาพของผู้หญิงที่ทำหน้าดุกุมขมับใส่เธอ
ภาพของผู้หญิงที่เดินหนีเธอไปเพราะถูกแซวเรื่องอายุ...
ผู้หญิงคนนั้นเองเหรอที่เป็นคนจัดหาของใช้จำเป็นแบบที่ดีที่สุดมาเตรียมไว้ให้ แม้ยังไม่รู้ว่าคนที่จะมาอยู่จะหน้าตาเป็นยังไง นิสัยยังไง แต่อีกฝ่ายก็ยังตระเตรียมการต้อนรับไว้เป็นอย่างดี
น่านน้ำเม้มริมฝีปากเบา ๆ ภาพผู้หญิงที่เธอเพิ่งแซวไปเมื่อบ่าย ผุดขึ้นมาอีกครั้ง…จากที่คิดว่าอีกฝ่ายตัดสินเธอไปแล้วตั้งแต่แรกเห็น ดูเหมือนว่าเธอจะคิดผิด
“ขอบคุณป้าอุ่นมากนะคะ น่านไม่ต้องการอะไรแล้วล่ะค่ะ”
“โอเคจ้ะ งั้นป้าไปทำงานก่อนนะ มีอะไรก็ไปหาป้าได้นะ ป้าพักอยู่บ้านหลังเล็กตรงท้ายสวน”
ป้าอุ่นพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปยังบ้านไม้หลังเล็กที่มองเห็นไกล ๆ
“ค่ะป้า ขอบคุณมากค่ะ”
ป้าอุ่นเดินจากไปแล้ว แต่น่านกลับยืนนิ่งอยู่ที่เดิมชั่วครู่ พร้อมกับคำพูดของเพื่อนสนิทอย่างคีรินที่ดังก้องขึ้นมาในหัว
‘ถ้าเค้ารักแก ก็จะได้มีทั้งเมียทั้งแม่ คุ้มนะเว้ย’
“เพ้อเจ้อไปเรื่อยเลยคี รุ่นนั้นน่ะคงจะแต่งงานมีสามีมีลูกไปแล้วน่ะสิ”
น่านน้ำเดินกลับบ้านพักด้วยฝีเท้าที่เบากว่าเดิม ทว่าในหัวไม่ได้คิดเรื่องจะหาคำพูดไหนมาแกล้งพี่เพียงให้โกรธเล่นอีกแล้ว
แต่กลับคิดถึงน้ำเสียงนิ่ง ๆ นั่นแทน และเป็นครั้งแรกที่เธออยากรู้ว่า ภายใต้มาดเย็นชานั้น ผู้หญิงคนนั้นซ่อนอะไรเอาไว้
แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ้าม่านสีครีมข้างหน้าต่างเข้ามา พร้อมกับเสียงรถบนถนนด้านล่างที่กลายเป็นเสียงนาฬิกาปลุกสำหรับเพียงพรรณไปแล้วเช้าวันจันทร์...วันแรกของการเริ่มต้นสัปดาห์สำหรับบางคนอาจจะเป็นเช้าอันสดใส แต่สำหรับใครอีกหลายคนคงไม่ได้เป็นแบบนั้นเพียงพรรณขยับตัวก่อนจะลืมตาขึ้นช้า ๆ ตามสัญชาตญาณ เธอหันไปมองข้างตัวทันที แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า“น่าน”เสียงเรียกแผ่วเบาดังขึ้นในตอนเช้าแบบนี้เป็นเรื่องปกติไปแล้ว โดยเฉพาะวันที่แฟนเด็กของเธอต้องไปทำงานคนอายุมากกว่าค่อย ๆ ลุกจากเตียง สวมเสื้อคลุมบาง ๆ แล้วเปิดประตูห้องออกไป จึงพบว่าห้องครัวเปิดไฟสว่างอยู่และเจ้าของชื่อที่เธอเรียกหาเมื่อครู่ กำลังฟุบหน้าหลับอยู่บนโต๊ะกินข้าวโน้ตบุ๊กยังเปิดค้างไว้ ข้างกันมีเอกสารกองโต ปากกาไฮไลต์กระจัดกระจายเต็มโต๊ะ ส่วนแก้วกาแฟตรงหน้าก็ดูเหมือนจะหมดไปนานแล้วเพียงพรรณถอนหายใจเบา ๆ อย่างรู้ทัน“น่านน้ำ...”คนถูกเรียกสะดุ้งเฮือกทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแบบงัวเงีย ผมยุ่งไปหมดจนดูเหมือนลูกหมาตัวโตที่เพิ่งตื่นนอน“ฮื้อ...พี่เพียง ตื่นแล้วเหรอคะ”“ทำไมมานอนอยู่ตรงนี้คะ ตื่นมาทำงานตอนเช้ามืดอีกแล้วเหรอ”แฟนเด็
หลังจากคำขอแต่งงานในวันนั้น ทั้งคู่ต่างก็เฝ้ารอให้วันสำคัญมาถึง...ไม่มีการดูฤกษ์ ไม่มีการคุยเรื่องสินสอด ส่วนหนึ่งเพราะพ่อแม่ของทั้งคู่ไม่มีแล้ว ทางด้านเพียงพรรณมีน้องสาวสองคน และทั้งคู่ก็ดีใจกับพี่สาวมาก จนแทบจะยกหน้าที่จัดงานทั้งหมดมาไว้ในมือส่วนน่าน...หลังจากเอ่ยคำสำคัญวันนั้น เธอกลับไปจัดการงานหลายอย่างที่ยังคั่งค้าง รวมถึงเข้าไปพูดคุยกับผู้ใหญ่หลายฝ่ายเรื่องทุนวิจัยที่หลายคนมองว่าน่าเสียดายแต่การพูดคุยทุกอย่างกลับผ่านไปได้ด้วยดีนั่นเพราะน่านคิดกับชีวิตตัวเองมาดีแล้วจริง ๆตอนนี้เธอยังคงทำงานในตำแหน่งนักวิชาการโรคพืชชำนาญการ ยังสังกัดกรมการเกษตร ยังเป็นลูกน้องคนเก่งของพี่ภัทรเหมือนเดิม และยังได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านเรื่องโรคพืชมากขึ้นกว่าเดิมด้วยเกือบทุกเสาร์อาทิตย์ น่านจะขับรถมาหาเพียงพรรณที่ไร่หรือบางครั้งเจ้าของไร่ส้มก็มักขับรถจากฝางลงไปหาแฟนเด็กที่เชียงใหม่ แล้วค้างที่คอนโดของน่านแน่นอนว่าเจ้าเด็กตัวโตจะดีใจทุกครั้งที่แฟนมาหา เพราะนั่นหมายความว่า ห้องที่รกจนแทบไม่มีทางเดินจะกลับมาสะอาดอีกครั้งแม้คนทำความสะอาดจะบ่นไปตลอดก็ตาม“น่าน ทำไมถุงเท้าถึงไปอยู่บนเตียงนอนได้
แสงแดดยามสายส่องกระทบแนวต้นส้มจนใบสีเขียวสะท้อนประกายระยิบระยับ ลมหนาวพัดเอื่อยผ่านไร่กว้าง เกิดเสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ กลายเป็นเสียงที่เจ้าของไร่คุ้นชินไปแล้วเพียงพรรณยืนอยู่กลางแถวต้นส้มในเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีอ่อน หมวกปีกกว้างถูกกดต่ำลงเล็กน้อยเพื่อกันแดด มือหนึ่งถือแฟ้มบันทึกข้อมูล อีกมือจับใบส้มที่มีจุดสีเหลืองซีดอยู่ตรงขอบเธอขมวดคิ้วนิด ๆ ราวกับไม่เคยเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามาก่อน“ใบนี้แปลกจัง...” ปลายนิ้วพลิกดูใต้ใบอย่างตั้งใจลักษณะคล้ายอาการเริ่มต้นของโรค แต่เพียงพรรณยังไม่แน่ใจนัก เพราะมันไม่ได้ตรงกับอาการที่เคยเจอบ่อย ๆ ในไร่“พี่เข้ม ทางนี้หน่อยค่ะ”เจ้าของไร่เรียกเสียงดังขึ้นเล็กน้อย ชายวัยกลางคนที่กำลังเดินตรวจแมลงในโซนไม่ไกลกัน รีบวางมือแล้วเดินมาหาเธอทันที“ครับคุณเพียง”“ช่วงนี้มีแมลงลงโซนนี้เยอะมั้ย”“ไม่นะครับ ลุงหมื่นเพิ่งพ่นยารอบก่อนเอง”เพียงพรรณพยักหน้าช้า ๆ ก่อนมองใบส้มในมืออีกครั้ง แล้วเธอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดเสิร์ชข้อมูลเกี่ยวกับโรคพืช“จุดเหลืองบนใบส้ม...”“ใบส้มซีดขอบใบ...”“โรคใบด่าง...”“ทำไมมันเหมือนทุกโรคเลยนะ”เจ้าของไร่บ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ จนพี่เ
เสียงดนตรีแจ๊ซเบา ๆ ลอยคลออยู่ภายในห้องจัดเลี้ยงของศูนย์วิจัย บนโต๊ะยาวกลางห้องเต็มไปด้วยอาหารและไวน์สำหรับงานเลี้ยงปิดการอบรม ผู้คนจากหลากหลายประเทศกำลังยืนพูดคุย แลกนามบัตร ถ่ายรูป และหัวเราะให้กันอย่างเป็นกันเอง“Nan! Come here!”เสียงเรียกจากนักวิจัยชาวญี่ปุ่นดังขึ้นพร้อมการโบกมือ น่านจึงยกแก้วไวน์ในมือขึ้นตอบรับแล้วเดินเข้าไปสมทบกับกลุ่มคนตรงหน้า“Your presentation today was brilliant.”“Especially the citrus disease management model. It’s practical.”“Professor Martin was impressed with you.”คำชื่นชมมากมายดังเข้าหูไม่หยุด รอยยิ้มของน่านยังคงดูเป็นธรรมชาติ เธอพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตอบคำถาม และรับฟังข้อเสนอจากหลายฝ่ายอย่างคล่องแคล่วราวกับคนที่เกิดมาเพื่องานนี้อย่างแท้จริงคนที่เกิดมาเพื่องานวิจัย ความก้าวหน้า การเติบโต ความสำเร็จ ทุกอย่างคือสิ่งที่เธอพยายามไขว่คว้ามาตลอดแต่แปลกเหลือเกิน...แม้จะยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย น่านกลับรู้สึกเงียบอย่างบอกไม่ถูกโดยเฉพาะตอนที่สายตาเหลือบไปเห็นคู่รักคู่หนึ่งกำลังยืนถ่ายรูปด้วยกันตรงริมหน้าต่าง ผู้หญิงผมทองในชุดสูทหัวเราะออกมาเบา ๆ
สนามบินเชียงใหม่ในช่วงเช้าเต็มไปด้วยผู้คน เสียงประกาศเที่ยวบินดังสลับกับเสียงล้อลากกระเป๋าที่เคลื่อนไปมาบนพื้นกระเบื้องเงาวับแต่น่านแทบไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัวเลย สายตาของเธอมีเพียงคนที่ยืนอยู่ข้างกันเท่านั้นเพียงพรรณอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีอ่อนกับกางเกงขายาวธรรมดา ผมถูกรวบต่ำลวก ๆ ดูเหมือนคนที่รีบตื่นมาตั้งแต่เช้ามืด แม้ใบหน้าจะยังเรียบนิ่งเหมือนเดิม แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเก็บความอาลัยไว้ไม่มิด“พี่เพียงกินข้าวมารึยังคะ”“กินกาแฟแล้ว”“กาแฟไม่นับเป็นข้าวนะ”“เดี๋ยวค่อยกลับไปกินที่ไร่ก็ได้”น่านถอนหายใจเบา ๆ แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว แต่พอถึงวันที่ต้องห่างกันจริง ๆ เธอกลับอยากดูแลคนตรงหน้าให้ได้มากที่สุดอยากจำทุกอย่างเอาไว้ แม้กระทั่งนิสัยดื้อ ๆ ที่ชอบละเลยตัวเอง“ไหนบอกจะเอาเสื้อตัวนี้ไปใส่ที่โน่น ทำไมถึงใส่มาล่ะ รอยถักก็ไม่สวย เดี๋ยวใครมอง”เพียงพรรณบ่นเบา ๆ เมื่อเห็นคนรักสวมเสื้อไหมพรมที่เธอถักให้ทับเสื้อแขนยาวสีขาวด้านใน“เสื้อตัวนี้แฟนน่านถักให้ ไม่สวยสำหรับคนอื่นแต่สวยที่สุดสำหรับน่านค่ะ”“เช็กของดีรึยัง ไม่ลืมอะไรใช่มั้ย” เธอถามระหว่างยกมือขึ้นจัดคอเสื้อให้เด็กตัวโตตรงหน้า“
แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ้าม่านเข้ามาในห้องนอนของเพียงพรรณเงียบ ๆ พร้อมกับอากาศเย็นของฝางที่น่านคุ้นเคยไปแล้วแปลกดีนะ จากที่ไม่เคยชอบอากาศหนาว แต่พอถึงวันที่จะได้อยู่ที่นี่เป็นวันสุดท้าย น่านกลับโหยหาอากาศหนาวที่นี่ อยากตักตวงและจดจำความหนาวของฝางเอาไว้ให้ได้มากที่สุดอากาศหนาวที่ฝางไม่เหมือนที่อื่น เพราะสำหรับน่านแล้ว มันเป็นความหนาวที่มาพร้อมกับความอบอุ่น และเธอคงไม่สามารถเจอบรรยากาศแบบนี้ได้ที่ไหนอีกคนข้างกายยังคงนอนหลับตาพริ้ม น่านเป็นฝ่ายลืมตาตื่นขึ้นมาก่อน เธอจึงมีโอกาสได้นอนมองใบหน้าอีกฝ่ายได้นานเท่านาน จดจำทุกอย่างเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเพียงพรรณนอนตะแคงหันหน้าเข้าหาเธอ เส้นผมสีเข้มกระจายอยู่บนหมอนเล็กน้อย ใบหน้าทั้งคู่ห่างกันแค่คืบ น่านยื่นปลายนิ้วไปเกลี่ยเส้นผมที่หล่นปรกใบหน้าคมสวยเบา ๆ ลมหายใจสม่ำเสมอยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องเงียบสงัดมากกว่าเดิม เงียบ...จนใจหายน่านมองใบหน้าของคนรักอยู่แบบนั้นนานมาก โดยเฉพาะริมฝีปากที่เธอเพิ่งจูบไปเมื่อคืน ความหวานยังติดตรึง รวมถึงกลิ่นหอมจาง ๆ ที่ติดอยู่บนปลายผมหลังจากวันนี้ กว่าจะได้อยู่ใกล้กันอีกครั้งก็คงอีกนาน...มือเรียวลูบไล้แก้มของเพียง
กลิ่นอาหารหอม ๆ ลอยอบอวลอยู่ทั่วบ้านหลังใหญ่ตั้งแต่ยังเดินเข้าไปไม่ถึงห้องอาหาร แสงไฟสีส้มอุ่นจากโคมเหนือโต๊ะสะท้อนลงบนจานอาหารเหนือหลายอย่างที่ถูกจัดเรียงไว้เรียบร้อย ทั้งน้ำพริกอ่อง ไส้อั่ว แกงฮังเล รวมถึงผักลวกกับข้าวสวยร้อน ๆ ที่ป้าอุ่นเพิ่งยกมาเสิร์ฟบรรยากาศต่างจากคืนงานเลี้ยง เพราะคืนนี้เงีย
ประตูห้องปิดลงเบา ๆ เสียง คลิก นั้นไม่ได้ดังมาก แต่กลับทำให้บรรยากาศในห้องอัดแน่นไปด้วยมวลความรู้สึกบางอย่างชัดเจนเพียงพรรณยืนอยู่ใกล้ประตู สายตาไม่ได้มองเจ้าของห้องในทันที แต่ค่อย ๆ กวาดมองไปรอบ ๆ อย่างเงียบงันห้องของน่าน…ไม่เหมือนที่เธอคิด มันไม่รก ไม่หวาน ไม่ได้เต็มไปด้วยของน่ารักแบบเด็กผู้หญิ
ค่ำคืนที่สามบนดอยฝางยังคงเงียบสนิทเช่นเคย ทว่ากลับมีบางอย่างที่สะดุดสายตาในตอนที่น่านลุกขึ้นมาดื่มน้ำกลางดึกแสงไฟจากห้องชั้นบนของบ้านหลังใหญ่ยังเปิดอยู่ น่านเหลือบสายตามองนาฬิกาข้างฝาผนังบอกเวลาตีสอง“ไหนบอกว่านอนสามทุ่มไง...” เธอพึมพำกับตัวเอง ครุ่นคิดชั่วครู่ “คงไม่มีอะไรหรอก”เช้าวันต่อมา...วั
แสงแดดยามเช้าที่ดอยฝางดูจะสว่างไสวกว่าแดดในตัวเมืองเชียงใหม่ที่น่านเคยเจอหลายเท่า อากาศยังคงทิ้งไอเย็นจางๆ ไว้บนยอดใบส้ม น่านอยู่ในชุดทำงานที่คล่องตัว เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีครีมพับแขนขึ้นและกางเกงสแล็คสีเข้ม เธอเดินเคียงคู่ไปกับพี่เพียงที่วันนี้สวมชุดลุยสวนดูทะมัดทะแมง เป็นภาพที่น่านไม่คิดว่าจะได้เห็นผ

![ไขรหัสรัก You’re my keys. [OMEGAVERSE]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





