ログインกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ถูกลากมาวางไว้ตรงขั้นบันไดสีขาวหน้าบ้าน น่านรีบหอบแฟ้มเอกสารพะรุงพะรังเดินขึ้นไปบนบ้าน สิ่งแรกที่เธอรับรู้ได้เมื่อย่างเท้าเข้าไปในบ้าน คือกลิ่นไม้สักเก่าแก่ผสมกลิ่นหอมของเปลือกส้มจาง ๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
ทว่าเมื่อน่านเดินเข้าไปในห้องทำงานของเจ้าของไร่ ความอบอุ่นเมื่อครู่ก็เลือนหายไป และถูกแทนที่ด้วยความเนี้ยบ และความเป็นระเบียบจนเธอหายใจไม่ทั่วท้อง
ห้องทำงานของเพียงพรรณไม่ใช่ห้องทำงานธรรมดา แต่มันคือห้องที่ทุกอย่างถูกจัดวางไว้เป๊ะทุกมุมทุกองศา หนังสือบนชั้นก็วางเรียงตามเฉดสี และแทบไม่มีฝุ่นให้เห็นแม้แต่ปลายเล็บ
“นั่งสิ”
เจ้าของห้องเอ่ยพร้อมผายมือไปยังเก้าอี้ไม้บุหนังหน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เธอเดินไปนั่งประจำที่ก่อนจะถอดแว่นสายตาออกมาเช็ดด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์อย่างใจเย็น
“มาคุยเรื่องงานกันเลย วันนี้ฉันเสียเวลาไปเยอะแล้ว ยังมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องทำ”
น่านน้ำยักไหล่เบาๆ แม้ว่าจนถึงตอนนี้สายตาของอีกฝ่ายจะยังดูไม่เชื่อถือในตำแหน่งของเธอ แต่คนเด็กกว่าก็เลือกที่จะมองข้ามไป ไม่ได้ตอบโต้ความใจร้อนนั้น น่านเริ่มเปิดแฟ้มเอกสารแล้วกางแผนผังการดำเนินงานลงบนโต๊ะไม้ขัดเงาอย่างใจเย็น
“ฉันจะอธิบายแบบง่าย ๆ ละกันค่ะคุณเพียง เอ๊ะ ไม่สิ ต้องเรียกพี่สินะคะ...เพราะคนแถวนี้อยากให้เรียกแบบนั้น”
“แล้วแต่! จะเรียกอะไรก็เชิญ”
น่านน้ำหัวเราะคิกเมื่ออีกฝ่ายมองเธอด้วยสายตาเหนื่อยหน่ายเหลือทน
“ฉันจะสรุปสาระสำคัญละกันนะคะ”
เมื่อเข้าสู่โหมดจริงจัง น้ำเสียงของนักวิชาการสาวก็เปลี่ยนเป็นความฉะฉาน
“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การขอใบรับรอง GI เพื่อยืนยันแหล่งกำเนิด แต่มันคือการควบคุมมาตรฐานในการส่งออกค่ะ”
ระหว่างที่พูด น่านก็เปิดไอแพดของเธอขึ้นมาแล้วเปิดแผนภาพที่เธอตั้งใจทำมาค่อนคืน เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบายข้อมูลทั้งหมด
นักวิชาการค่อย ๆ ไล่เรียงข้อมูลไปทีละหัวข้อ พร้อมกับเปิดแผนผังประกอบไปด้วย ขณะเดียวกันก็สายตาของเธอก็สบมองคนตรงหน้าที่กำลังตั้งใจฟังเป็นพัก ๆ
“งานของฉันคร่าว ๆ คือ ตรวจสอบธาตุอาหารในดิน แล้วก็พวกค่าพีเอช ให้ได้มาตรฐาน นอกจากนี้จะมีการสุ่มตรวจศัตรูพืชย้อนหลังหกเดือนด้วยค่ะ”
เพียงพรรณนิ่งฟัง สายตาคมกริบไล่ไปตามเนื้อหาในหน้าจอไอแพด
“ส่วนหน้าที่ของพี่เพียง คือการปรับมาตรฐานการจัดการแปลงใหม่ทั้งหมดค่ะ” น่านสบตาคนตรงหน้าอย่างไม่ลดละ
“ฉันจะอนุญาตให้ใช้สารเคมีเฉพาะที่ระบุไว้ในเอกสารเท่านั้น พี่ต้องสั่งให้คนงานบันทึกข้อมูลการลงตรวจแปลงในแต่ละวันอย่างละเอียด รวมถึงการตรวจความสะอาดเครื่องมือทุกครั้งค่ะ
น่านน้ำยื่นแฟ้มเอกสารข้อมูลทั้งหมดให้เจ้าของไร่แล้วพูดต่อ
“กฎของฉันคือความเนี้ยบต้องเพิ่มขึ้นอีกสิบเท่าจากปกติ ซึ่งดูจากบุคลิกพี่เพียงแล้ว...เรื่องระเบียบวินัยคงเป็นของถนัดอยู่แล้วใช่ไหมคะ?”
เจ้าของไร่สาวใหญ่เงยหน้าขึ้นมองคนเด็กกว่า แววตานิ่งลึกนั้นเริ่มมีความพึงพอใจจางๆ ซ่อนอยู่ แม้จะรำคาญท่าทางยียวน แต่ข้อมูลที่น่านน้ำพูดออกมาก็ดูเชื่อถือได้ และเธอไม่มีข้อโต้แย้งใดเลยสักนิด
“เรื่องงานฉันไม่มีปัญหา ถึงเธอจะดูไม่น่าเชื่อถือ แต่ก็เอาเถอะ ถ้ากรมส่งเธอมาเค้าก็คงคิดดีแล้ว และฉันจะเคารพในหน้าที่ของเธอ แต่เรื่องของการอยู่ที่นี่...เธอต้องเคารพกฎของฉัน”
ประโยคหลังเพียงพรรณเน้นเสียงชัด ทว่าคนฟังกลับยักไหล่ด้วยท่าทีสบาย ๆ
“กฎอะไรคะพี่เพียง? ห้ามตื่นสายเหรอ” น่านน้ำแกล้งถามพร้อมรอยยิ้มทะเล้น
“หนึ่ง...อยู่ที่นี่ต้องตรงต่อเวลา งานอะไรที่เราต้องทำร่วมกัน อย่าให้ฉันต้องรอเด็ดขาด”
“สอง...อย่าสร้างความวุ่นวายในพื้นที่ของฉัน และที่บ้านหลังนี้ในบางวันน้องสาวของฉันจะแวะมา ถ้าเจอก็ช่วยทำตัวให้มันดี ๆ หน่อย...อย่าเอาแต่ส่องกระจกรถเช็กความสวยเหมือนที่เราเจอกันวันนี้”
“สาม...บ้านพักที่นี่หลังเล็ก ๆ แต่ฉันให้คนไปทำความสะอาดและเตรียมของใช้จำเป็นไว้ให้แล้ว อยู่ได้ก็อยู่...อยู่ไม่ได้ก็จัดการหาเอาเองละกัน”
น่านยิ้มขำ สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วเดินวนไปเวียนมารอบ ๆ โต๊ะทำงานอีกฝ่าย
“พี่เพียงตั้งใจเตรียมไว้ให้ขนาดนี้ ฉันจะปฏิเสธได้ยังไงคะ อีกอย่าง...เรื่องอะไรจะต้องไปหาบ้านพักเองให้เสียเงินกันล่ะ”
“นั่นมันก็เรื่องของเธอ! มีอะไรอีกมั้ยที่ฉันต้องรู้”
เพียงพรรณลุกจากเก้าอี้เมื่อเห็นว่าคนเด็กกว่าเอาแต่มองหน้าเธอพร้อมกับรอยยิ้มยียวนบนใบหน้าที่ไม่จางไปสักที
“ตอนนี้มีเท่านี้ค่ะ แต่หลังจากนี้ฉันแนะนำให้คุณเตรียมใจไว้หน่อย”
น่านรวบเอกสารเข้าแฟ้มด้วยท่าทีผ่อนคลายแต่สายตายังคงจับจ้องคนตรงหน้า “เพราะขั้นตอนการเก็บข้อมูลมันละเอียดมาก เราคงต้องเห็นหน้ากันทุกวันจนพี่เพียงอาจจะเบื่อไปเลย”
“เหอะ คิดว่าฉันอยากเห็นมากรึไง ที่ฉันตัดสินใจเข้าโครงการนี้ก็เพราะผลประโยชน์ทางธุรกิจทั้งนั้น”
น่านยักคิ้วเบา ๆ “เรื่องนั้นฉันทราบดีค่ะว่าคุณให้ความสำคัญกับธุรกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง และฉันจะพิสูจน์ให้คุณเห็นว่า ความสามารถไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคลิก”
น่านยกยิ้มมุมปากอย่างผู้เหนือกว่า “รับรองได้เลยว่าผลงานของฉันจะทำให้พี่เพียงลืมเรื่องความไม่น่าเชื่อถือไปเลยค่ะ...และในฐานะนักวิชาการ ฉันแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้ค่ะ”
“นี่! เธอหาว่าฉันแยกไม่ได้รึไง” เพียงพรรณหันขวับมามอง
“เปล๊า” น่านน้ำตอบกลับเสียงสูง ยักไหล่เบา ๆ “ยังไม่ได้พูดแบบนั้นสักคำเลยนะ พี่พูดเองนะคะ”
เพียงพรรณกัดฟันกรอด รู้สึกถึงเส้นประสาทในหัวที่กำลังเต้นตุบ ๆ
ไม่รู้ว่าวันนี้เธอก้าวเท้าข้างไหนออกจากบ้าน วันนี้ถึงได้กลายเป็นวันที่อะไร ๆ ก็น่าหงุดหงิดซะเหลือเกิน
“เลิกกวนประสาทฉันได้แล้ว ถ้าคุยเรื่องงานเสร็จแล้วก็ตามมา ฉันจะพาไปบ้านพัก”
“เสร็จแล้วค่ะ!” น่านตอบรับในทันที “บ้านที่พี่เพียงอุตส่าห์เตรียมไว้ให้เนี่ย จะเป็นยังไงน้า...อยากเห็นจังเล๊ยยยยย”
เพียงพรรณถึงกับกลอกตามองบนเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยมาแบบนั้น เจ้าของบ้านรีบผลักประตูห้องทำงานเดินออกไป เพราะหากยังยืนฟังเสียงเจื้อยแจ้วของน่านน้ำอยู่แบบนี้ อีกไม่นานเส้นประสาทในหัวของเธอคงจะแตกแน่ ๆ
ทำไมโลกไม่เหวี่ยงเด็กน่ารักเรียบร้อยพูดน้อยมาให้เพียงพรรณบ้างนะ...ส่งเด็กกวนประสาทแบบนี้มาทำไม!
เพียงพรรณเดินนำน่านน้ำออกไปทางหลังบ้านไม้หลังใหญ่ เดินลัดเลาะไปตามทางเดินหินอ่อนที่มีซุ้มดอกพวงแสดบานสะพรั่ง น่านเดินตามไปพร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ พลางสังเกตแผ่นหลังสง่างามของอีกฝ่าย ยิ่งมองจากข้างหลัง พี่เพียงคนนี้ยิ่งดูสวยและดูมั่นคงจนเธอเผลอรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ผ่านไปไม่ไกลนัก น่านก็พบกับบ้านพักชั้นเดียว หลังเล็กที่ตั้งอยู่ท่ามกลางดงต้นเมเปิ้ลและต้นนางพญาเสือโคร่งที่กำลังเริ่มผลิใบ ตัวบ้านทำจากไม้สีอ่อน มีระเบียงกว้างที่มองออกไปเห็นวิวสวนส้มและยอดดอยได้แบบพาโนรามา
เพียงพรรณเปิดประตูบ้านพักออก กลิ่นน้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์และกลิ่นสะอาดๆ ของผ้าปูที่นอนโชยมาทักทาย บนเตียงมีผ้าห่มผืนหนาสีขาวสะอาดพับไว้อย่างประณีต
และที่สำคัญ... มีตะกร้าเล็กๆ วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียง ในนั้นมีสเปรย์กันยุง ครีมบำรุงผิว และของใช้จำเป็นที่น่านไม่คิดว่าจะได้รับ
“ไม่ต้องมองซะซึ้งขนาดนั้นหรอก แม่บ้านเป็นคนเตรียม ไม่ใช่ฉัน”
เพียงพรรณรีบเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าน่านจ้องมองของในตะกร้าด้วยแววตาเปล่งประกาย
น่านหันไปมองคนที่ยืนอยู่หน้าประตู มุมปากคลี่ยิ้มเบา ๆ เธอหยิบสเปรย์กันยุงขึ้นมาดูใกล้ ๆ
“แม่บ้านที่นี่รสนิยมดีจังเลยนะคะ รู้จักสเปรย์กันยุงแบบออร์แกนิกที่สกัดจากยูคาลิปตัสสายพันธุ์ออสเตรเลีย...แถมกลิ่นยังเป็นแนว Woody โทนเดียวกับน้ำหอมที่พี่ใช้เลยนี่คะ”
เพียงพรรณยืนนิ่ง น่านน้ำเหมือนจะจับพิรุธของอีกฝ่ายได้จึงพูดต่อ
“แม่บ้านของพี่เพียงนี่ใจตรงกับเจ้าของบ้านจังเลยเนอะ”
“...”
“ฉันฝากขอบคุณคุณแม่บ้านของพี่เพียงด้วยละกันค่ะ”
“ไม่เป็นไร มันเป็นหน้าที่ของเค้าอยู่แล้ว เลิกพูดมากแล้วก็เอากระเป๋าไปเก็บ”
เพียงพรรณพยักหน้าไปยังกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของน่าน ที่ยังตั้งวางอยู่ตรงระเบียงหน้าบ้าน
น่านน้ำจึงวางขวดสเปรย์กันยุงลงสู่ตะกร้าตามเดิม แล้วเดินมาหยุดตรงหน้าเจ้าของไร่ส้ม
“น่านเอาของมาเยอะเลยค่ะพี่เพียง ไม่รู้ว่า...จะมีคนช่วยน่านเก็บของให้มันเข้าที่เข้าทางมั้ยน้า...”
“เธอไม่ใช่เด็กแล้วนะ ของตัวเองก็จัดการเองสิ”
“อ้อ เหรอคะ...แต่ตอนนี้น่านชักอยากจะเป็นเด็กแล้วสิ”
น่านไม่พูดเปล่า แต่ยังมองเพียงพรรณด้วยสายตากวน ๆ ระหว่างที่ลากกระเป๋าเข้าไปในบ้าน จนอีกฝ่ายต้องเบือนหน้าหนี
“ถ้าไม่ใช่เรื่องงาน เธอนี่พล่ามแต่เรื่องไร้สาระได้ตลอดเวลาเลยนะน่านน้ำ” เพียงพรรณถอนหายใจ
“โถ่แม่คุณ แล้วจะให้น่านพูดแต่เรื่องงานตลอดเลยเหรอคะ สมองแตกกันพอดี พี่ก็ด้วยค่ะ อย่าเครียดให้มันเยอะ เดี๋ยวตีนกาขึ้นนะคะ”
“น่าน! ฉันยังไม่แก่ขนาดนั้น!”
เพียงพรรณถลึงตาใส่อีกฝ่ายแล้วเดินลงบันไดขั้นสั้น ๆ หน้าบ้านสองขั้นไปอย่างรวดเร็ว
“พี่เพียง กลับมาก่อนค่ะ พี่เพียงงงงง”
น่านเดินออกไปยืนหน้าระเบียงแล้วมองแผ่นหลังอีกฝ่ายที่เดินห่างออกไปเรื่อย ๆ พร้อมกับตะโกนไล่หลังไป
“น่านยังไม่ได้พูดสักคำเลยว่าพี่แก่ แค่กลัวว่าพี่จะเครียดเกินไปค่ะ พี่เพียงได้ยินมั้ยยยยย”
น่านน้ำทั้งตะโกนทั้งขำ เธอหัวเราะจนตัวโยนเมื่อเห็นอีกฝ่ายรีบเดินกลับไปยังบ้านของตัวเอง ไม่เคยรู้สึกว่าการได้เย้าแหย่ใครสนุกเท่าพี่เพียงมาก่อนเลย
‘หกเดือนนี้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ดี ๆ นะคะพี่เพียง น่านชักสนุกกับการอยู่ที่นี่แล้วค่ะ’
แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ้าม่านสีครีมข้างหน้าต่างเข้ามา พร้อมกับเสียงรถบนถนนด้านล่างที่กลายเป็นเสียงนาฬิกาปลุกสำหรับเพียงพรรณไปแล้วเช้าวันจันทร์...วันแรกของการเริ่มต้นสัปดาห์สำหรับบางคนอาจจะเป็นเช้าอันสดใส แต่สำหรับใครอีกหลายคนคงไม่ได้เป็นแบบนั้นเพียงพรรณขยับตัวก่อนจะลืมตาขึ้นช้า ๆ ตามสัญชาตญาณ เธอหันไปมองข้างตัวทันที แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า“น่าน”เสียงเรียกแผ่วเบาดังขึ้นในตอนเช้าแบบนี้เป็นเรื่องปกติไปแล้ว โดยเฉพาะวันที่แฟนเด็กของเธอต้องไปทำงานคนอายุมากกว่าค่อย ๆ ลุกจากเตียง สวมเสื้อคลุมบาง ๆ แล้วเปิดประตูห้องออกไป จึงพบว่าห้องครัวเปิดไฟสว่างอยู่และเจ้าของชื่อที่เธอเรียกหาเมื่อครู่ กำลังฟุบหน้าหลับอยู่บนโต๊ะกินข้าวโน้ตบุ๊กยังเปิดค้างไว้ ข้างกันมีเอกสารกองโต ปากกาไฮไลต์กระจัดกระจายเต็มโต๊ะ ส่วนแก้วกาแฟตรงหน้าก็ดูเหมือนจะหมดไปนานแล้วเพียงพรรณถอนหายใจเบา ๆ อย่างรู้ทัน“น่านน้ำ...”คนถูกเรียกสะดุ้งเฮือกทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแบบงัวเงีย ผมยุ่งไปหมดจนดูเหมือนลูกหมาตัวโตที่เพิ่งตื่นนอน“ฮื้อ...พี่เพียง ตื่นแล้วเหรอคะ”“ทำไมมานอนอยู่ตรงนี้คะ ตื่นมาทำงานตอนเช้ามืดอีกแล้วเหรอ”แฟนเด็
หลังจากคำขอแต่งงานในวันนั้น ทั้งคู่ต่างก็เฝ้ารอให้วันสำคัญมาถึง...ไม่มีการดูฤกษ์ ไม่มีการคุยเรื่องสินสอด ส่วนหนึ่งเพราะพ่อแม่ของทั้งคู่ไม่มีแล้ว ทางด้านเพียงพรรณมีน้องสาวสองคน และทั้งคู่ก็ดีใจกับพี่สาวมาก จนแทบจะยกหน้าที่จัดงานทั้งหมดมาไว้ในมือส่วนน่าน...หลังจากเอ่ยคำสำคัญวันนั้น เธอกลับไปจัดการงานหลายอย่างที่ยังคั่งค้าง รวมถึงเข้าไปพูดคุยกับผู้ใหญ่หลายฝ่ายเรื่องทุนวิจัยที่หลายคนมองว่าน่าเสียดายแต่การพูดคุยทุกอย่างกลับผ่านไปได้ด้วยดีนั่นเพราะน่านคิดกับชีวิตตัวเองมาดีแล้วจริง ๆตอนนี้เธอยังคงทำงานในตำแหน่งนักวิชาการโรคพืชชำนาญการ ยังสังกัดกรมการเกษตร ยังเป็นลูกน้องคนเก่งของพี่ภัทรเหมือนเดิม และยังได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านเรื่องโรคพืชมากขึ้นกว่าเดิมด้วยเกือบทุกเสาร์อาทิตย์ น่านจะขับรถมาหาเพียงพรรณที่ไร่หรือบางครั้งเจ้าของไร่ส้มก็มักขับรถจากฝางลงไปหาแฟนเด็กที่เชียงใหม่ แล้วค้างที่คอนโดของน่านแน่นอนว่าเจ้าเด็กตัวโตจะดีใจทุกครั้งที่แฟนมาหา เพราะนั่นหมายความว่า ห้องที่รกจนแทบไม่มีทางเดินจะกลับมาสะอาดอีกครั้งแม้คนทำความสะอาดจะบ่นไปตลอดก็ตาม“น่าน ทำไมถุงเท้าถึงไปอยู่บนเตียงนอนได้
แสงแดดยามสายส่องกระทบแนวต้นส้มจนใบสีเขียวสะท้อนประกายระยิบระยับ ลมหนาวพัดเอื่อยผ่านไร่กว้าง เกิดเสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ กลายเป็นเสียงที่เจ้าของไร่คุ้นชินไปแล้วเพียงพรรณยืนอยู่กลางแถวต้นส้มในเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีอ่อน หมวกปีกกว้างถูกกดต่ำลงเล็กน้อยเพื่อกันแดด มือหนึ่งถือแฟ้มบันทึกข้อมูล อีกมือจับใบส้มที่มีจุดสีเหลืองซีดอยู่ตรงขอบเธอขมวดคิ้วนิด ๆ ราวกับไม่เคยเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามาก่อน“ใบนี้แปลกจัง...” ปลายนิ้วพลิกดูใต้ใบอย่างตั้งใจลักษณะคล้ายอาการเริ่มต้นของโรค แต่เพียงพรรณยังไม่แน่ใจนัก เพราะมันไม่ได้ตรงกับอาการที่เคยเจอบ่อย ๆ ในไร่“พี่เข้ม ทางนี้หน่อยค่ะ”เจ้าของไร่เรียกเสียงดังขึ้นเล็กน้อย ชายวัยกลางคนที่กำลังเดินตรวจแมลงในโซนไม่ไกลกัน รีบวางมือแล้วเดินมาหาเธอทันที“ครับคุณเพียง”“ช่วงนี้มีแมลงลงโซนนี้เยอะมั้ย”“ไม่นะครับ ลุงหมื่นเพิ่งพ่นยารอบก่อนเอง”เพียงพรรณพยักหน้าช้า ๆ ก่อนมองใบส้มในมืออีกครั้ง แล้วเธอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดเสิร์ชข้อมูลเกี่ยวกับโรคพืช“จุดเหลืองบนใบส้ม...”“ใบส้มซีดขอบใบ...”“โรคใบด่าง...”“ทำไมมันเหมือนทุกโรคเลยนะ”เจ้าของไร่บ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ จนพี่เ
เสียงดนตรีแจ๊ซเบา ๆ ลอยคลออยู่ภายในห้องจัดเลี้ยงของศูนย์วิจัย บนโต๊ะยาวกลางห้องเต็มไปด้วยอาหารและไวน์สำหรับงานเลี้ยงปิดการอบรม ผู้คนจากหลากหลายประเทศกำลังยืนพูดคุย แลกนามบัตร ถ่ายรูป และหัวเราะให้กันอย่างเป็นกันเอง“Nan! Come here!”เสียงเรียกจากนักวิจัยชาวญี่ปุ่นดังขึ้นพร้อมการโบกมือ น่านจึงยกแก้วไวน์ในมือขึ้นตอบรับแล้วเดินเข้าไปสมทบกับกลุ่มคนตรงหน้า“Your presentation today was brilliant.”“Especially the citrus disease management model. It’s practical.”“Professor Martin was impressed with you.”คำชื่นชมมากมายดังเข้าหูไม่หยุด รอยยิ้มของน่านยังคงดูเป็นธรรมชาติ เธอพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตอบคำถาม และรับฟังข้อเสนอจากหลายฝ่ายอย่างคล่องแคล่วราวกับคนที่เกิดมาเพื่องานนี้อย่างแท้จริงคนที่เกิดมาเพื่องานวิจัย ความก้าวหน้า การเติบโต ความสำเร็จ ทุกอย่างคือสิ่งที่เธอพยายามไขว่คว้ามาตลอดแต่แปลกเหลือเกิน...แม้จะยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย น่านกลับรู้สึกเงียบอย่างบอกไม่ถูกโดยเฉพาะตอนที่สายตาเหลือบไปเห็นคู่รักคู่หนึ่งกำลังยืนถ่ายรูปด้วยกันตรงริมหน้าต่าง ผู้หญิงผมทองในชุดสูทหัวเราะออกมาเบา ๆ
สนามบินเชียงใหม่ในช่วงเช้าเต็มไปด้วยผู้คน เสียงประกาศเที่ยวบินดังสลับกับเสียงล้อลากกระเป๋าที่เคลื่อนไปมาบนพื้นกระเบื้องเงาวับแต่น่านแทบไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัวเลย สายตาของเธอมีเพียงคนที่ยืนอยู่ข้างกันเท่านั้นเพียงพรรณอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีอ่อนกับกางเกงขายาวธรรมดา ผมถูกรวบต่ำลวก ๆ ดูเหมือนคนที่รีบตื่นมาตั้งแต่เช้ามืด แม้ใบหน้าจะยังเรียบนิ่งเหมือนเดิม แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเก็บความอาลัยไว้ไม่มิด“พี่เพียงกินข้าวมารึยังคะ”“กินกาแฟแล้ว”“กาแฟไม่นับเป็นข้าวนะ”“เดี๋ยวค่อยกลับไปกินที่ไร่ก็ได้”น่านถอนหายใจเบา ๆ แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว แต่พอถึงวันที่ต้องห่างกันจริง ๆ เธอกลับอยากดูแลคนตรงหน้าให้ได้มากที่สุดอยากจำทุกอย่างเอาไว้ แม้กระทั่งนิสัยดื้อ ๆ ที่ชอบละเลยตัวเอง“ไหนบอกจะเอาเสื้อตัวนี้ไปใส่ที่โน่น ทำไมถึงใส่มาล่ะ รอยถักก็ไม่สวย เดี๋ยวใครมอง”เพียงพรรณบ่นเบา ๆ เมื่อเห็นคนรักสวมเสื้อไหมพรมที่เธอถักให้ทับเสื้อแขนยาวสีขาวด้านใน“เสื้อตัวนี้แฟนน่านถักให้ ไม่สวยสำหรับคนอื่นแต่สวยที่สุดสำหรับน่านค่ะ”“เช็กของดีรึยัง ไม่ลืมอะไรใช่มั้ย” เธอถามระหว่างยกมือขึ้นจัดคอเสื้อให้เด็กตัวโตตรงหน้า“
แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ้าม่านเข้ามาในห้องนอนของเพียงพรรณเงียบ ๆ พร้อมกับอากาศเย็นของฝางที่น่านคุ้นเคยไปแล้วแปลกดีนะ จากที่ไม่เคยชอบอากาศหนาว แต่พอถึงวันที่จะได้อยู่ที่นี่เป็นวันสุดท้าย น่านกลับโหยหาอากาศหนาวที่นี่ อยากตักตวงและจดจำความหนาวของฝางเอาไว้ให้ได้มากที่สุดอากาศหนาวที่ฝางไม่เหมือนที่อื่น เพราะสำหรับน่านแล้ว มันเป็นความหนาวที่มาพร้อมกับความอบอุ่น และเธอคงไม่สามารถเจอบรรยากาศแบบนี้ได้ที่ไหนอีกคนข้างกายยังคงนอนหลับตาพริ้ม น่านเป็นฝ่ายลืมตาตื่นขึ้นมาก่อน เธอจึงมีโอกาสได้นอนมองใบหน้าอีกฝ่ายได้นานเท่านาน จดจำทุกอย่างเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเพียงพรรณนอนตะแคงหันหน้าเข้าหาเธอ เส้นผมสีเข้มกระจายอยู่บนหมอนเล็กน้อย ใบหน้าทั้งคู่ห่างกันแค่คืบ น่านยื่นปลายนิ้วไปเกลี่ยเส้นผมที่หล่นปรกใบหน้าคมสวยเบา ๆ ลมหายใจสม่ำเสมอยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องเงียบสงัดมากกว่าเดิม เงียบ...จนใจหายน่านมองใบหน้าของคนรักอยู่แบบนั้นนานมาก โดยเฉพาะริมฝีปากที่เธอเพิ่งจูบไปเมื่อคืน ความหวานยังติดตรึง รวมถึงกลิ่นหอมจาง ๆ ที่ติดอยู่บนปลายผมหลังจากวันนี้ กว่าจะได้อยู่ใกล้กันอีกครั้งก็คงอีกนาน...มือเรียวลูบไล้แก้มของเพียง
กลิ่นอาหารหอม ๆ ลอยอบอวลอยู่ทั่วบ้านหลังใหญ่ตั้งแต่ยังเดินเข้าไปไม่ถึงห้องอาหาร แสงไฟสีส้มอุ่นจากโคมเหนือโต๊ะสะท้อนลงบนจานอาหารเหนือหลายอย่างที่ถูกจัดเรียงไว้เรียบร้อย ทั้งน้ำพริกอ่อง ไส้อั่ว แกงฮังเล รวมถึงผักลวกกับข้าวสวยร้อน ๆ ที่ป้าอุ่นเพิ่งยกมาเสิร์ฟบรรยากาศต่างจากคืนงานเลี้ยง เพราะคืนนี้เงีย
ประตูห้องปิดลงเบา ๆ เสียง คลิก นั้นไม่ได้ดังมาก แต่กลับทำให้บรรยากาศในห้องอัดแน่นไปด้วยมวลความรู้สึกบางอย่างชัดเจนเพียงพรรณยืนอยู่ใกล้ประตู สายตาไม่ได้มองเจ้าของห้องในทันที แต่ค่อย ๆ กวาดมองไปรอบ ๆ อย่างเงียบงันห้องของน่าน…ไม่เหมือนที่เธอคิด มันไม่รก ไม่หวาน ไม่ได้เต็มไปด้วยของน่ารักแบบเด็กผู้หญิ
ค่ำคืนที่สามบนดอยฝางยังคงเงียบสนิทเช่นเคย ทว่ากลับมีบางอย่างที่สะดุดสายตาในตอนที่น่านลุกขึ้นมาดื่มน้ำกลางดึกแสงไฟจากห้องชั้นบนของบ้านหลังใหญ่ยังเปิดอยู่ น่านเหลือบสายตามองนาฬิกาข้างฝาผนังบอกเวลาตีสอง“ไหนบอกว่านอนสามทุ่มไง...” เธอพึมพำกับตัวเอง ครุ่นคิดชั่วครู่ “คงไม่มีอะไรหรอก”เช้าวันต่อมา...วั
แสงแดดยามเช้าที่ดอยฝางดูจะสว่างไสวกว่าแดดในตัวเมืองเชียงใหม่ที่น่านเคยเจอหลายเท่า อากาศยังคงทิ้งไอเย็นจางๆ ไว้บนยอดใบส้ม น่านอยู่ในชุดทำงานที่คล่องตัว เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีครีมพับแขนขึ้นและกางเกงสแล็คสีเข้ม เธอเดินเคียงคู่ไปกับพี่เพียงที่วันนี้สวมชุดลุยสวนดูทะมัดทะแมง เป็นภาพที่น่านไม่คิดว่าจะได้เห็นผ







