LOGINแสงแดดยามเช้าที่ดอยฝางดูจะสว่างไสวกว่าแดดในตัวเมืองเชียงใหม่ที่น่านเคยเจอหลายเท่า อากาศยังคงทิ้งไอเย็นจางๆ ไว้บนยอดใบส้ม น่านอยู่ในชุดทำงานที่คล่องตัว เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีครีมพับแขนขึ้นและกางเกงสแล็คสีเข้ม เธอเดินเคียงคู่ไปกับพี่เพียงที่วันนี้สวมชุดลุยสวนดูทะมัดทะแมง เป็นภาพที่น่านไม่คิดว่าจะได้เห็นผู้หญิงคนนี้ในมุมนี้
“ไร่ของเราบริหารจัดการโดยแบ่งเป็นสี่โซนหลักตามสภาพพื้นที่”
เพียงพรรณอธิบายพลางผายมือไปยังลาดเนินที่ลดหลั่นกันอย่างเป็นระเบียบ
“โซนเอคือแปลงส้มดั้งเดิมที่เป็นพืชพื้นถิ่นของที่นี่ ส่วนโซนบีกับซีคือส้มสายน้ำผึ้งที่เราคัดคุณภาพไว้ เพื่อการส่งออกโดยเฉพาะ”
ขณะที่เดินลัดเลาะไปตามทางเดินดินที่ตัดผ่านดงต้นส้ม น่านสังเกตเห็นความเอาใจใส่ในทุกรายละเอียด ระบบน้ำที่วางไว้อย่างเป็นระเบียบ และการตัดแต่งกิ่งที่ดูประณีต
“ทำไมถึงเลือกที่จะปลูกส้มคะ”
คนเด็กกว่าเอ่ยถามขณะที่มือก็จดบางอย่างขยุกขยิกลงบนไอแพดคู่ใจ
“มันเริ่มมาจากความรักน่ะ” เพียงพรรณเอ่ยแล้วทอดสายตามองสวนส้มในพื้นที่หลายไร่
“แม่ฉันชอบกินส้มมาก เป็นผลไม้ชนิดเดียวที่ชอบ พ่อก็เลยอยากปลูกไว้ให้ เริ่มจากปลูกไม่กี่ต้นจนขยายพื้นที่ไปเรื่อย ๆ”
น่านน้ำนิ่งฟัง เรื่องราวที่มาของไร่เกื้อวรากุลดูจะโรแมนติกกว่าที่เธอจินตนาการไว้ ความอบอุ่นในน้ำเสียงของพี่เพียงทำให้ภาพของนักธุรกิจหญิงจอมเฮี้ยบในหัวของน่านน้ำเริ่มจางหายไป เปลี่ยนแทนที่ด้วยภาพของลูกสาวที่ภูมิใจในความรักของพ่อกับแม่
ระหว่างที่ทั้งคู่พูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย และกำลังจะก้าวเข้าสู่โซนบี คนงานหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาเพียงพรรณ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวล
“คุณเพียงคะ...คือ พี่ขออนุญาตลากลับก่อนได้ไหมคะ ลูกชายพี่ไข้ขึ้นสูงมาก ยายที่บ้านเพิ่งโทรมาบอก พี่เป็นห่วงลูกมากค่ะ”
เพียงพรรณชะงักฝีเท้า สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังทันที “อ้าว แล้วหาหมอหรือยังพี่น้อย”
“ยังเลยค่ะ พี่กะว่าจะรีบกลับไปรับแกไปอนามัย”
เพียงพรรณพยักหน้า ก่อนจะล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา เธอส่งธนบัตรใบละพันสองใบให้คนงานคนนั้น
“เอาเงินนี่ไปนะ พาลูกไปโรงพยาบาล ไม่ต้องห่วงเรื่องงาน พักยาวๆ จนกว่าลูกจะหายดี ฉันไม่หักเงินเดือนหรอก ถ้าเงินไม่พอก็โทรมานะ”
คนงานหญิงคนนั้นยกมือไหว้ท่วมหัว น้ำตาคลอเบ้าขอบพระคุณซ้ำๆ ก่อนจะรีบวิ่งออกไป น่านน้ำมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดในใจ
“เธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว”
เพียงพรรณเล่าให้ฟัง หลังจากคนงานไปแล้ว
“พี่น้อยกับฉันอายุไล่เลี่ยกัน เธอสู้ชีวิตมาตลอด เลี้ยงลูกคนเดียว เห็นชีวิตพี่น้อยแล้วสงสาร ฉันเลยอยากช่วยเหลือเท่าที่ช่วยได้ โชคดีที่ฉันไม่มีลูก การเลี้ยงเด็กยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
น่านน้ำพยักหน้าเบา ๆ ฟังอย่างตั้งใจ แล้วก็นึกคำถามบางอย่างขึ้นมาได้
“พี่เพียงไม่มีลูกเหรอคะ แบบว่า เอ่อ...ยังไม่แต่งงาน?”
คนอายุมากกว่าหันไปมองด้วยแววตาสงสัย
“เธอจะอยากรู้ไปทำไม คงไม่ต้องใช้ข้อมูลส่วนนี้ในการทำงานหรอกมั้ง”
น่านยิ้มเบา ๆ พยักหน้าเล็กน้อย “ไม่ใช้ค่ะ น่านแค่อยากรู้ ถ้าพี่เพียงไม่สะดวกตอบก็ไม่เป็นไร”
คนเด็กกว่ายักไหล่เบา ๆ แล้วเดินปลีกตัวไปดูต้นส้มต้นอื่น
“ฉันยังไม่แต่งงาน...ไม่มีสามี”
คำตอบที่ไล่หลังมาทำให้สองเท้าของน่านชะงักไปครู่หนึ่ง เธอไม่ได้หันกลับไปมองต้นเสียง ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เพียงแค่ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยแล้วกลับไปสนใจหน้าที่ของตัวเอง
ช่วงบ่าย น่านเริ่มปฏิบัติงานภาคสนามอย่างเต็มรูปแบบ นักวิชาการสาวอยู่ในชุดที่พร้อมลุยงาน สะพายชุดอุปกรณ์เก็บตัวอย่างและไอแพดที่เชื่อมต่อระบบจีพีเอสสำหรับปักหมุดพิกัดแปลง
เธอเดินสุ่มเก็บตัวอย่างดิน เพื่อเตรียมส่งวิเคราะห์ค่าพีเอชและปริมาณธาตุอาหารหลักอย่างละเอียด เพื่อพิสูจน์ว่าส้มที่นี่ได้รับแร่ธาตุที่ทำให้รสชาติโดดเด่นกว่าแหล่งอื่น
นอกจากนี้ยังต้องตรวจศัตรูพืช เพื่อเช็กความสมบูรณ์ของทรงพุ่มและอาการผิดปกติบนใบส้ม
และในจังหวะที่เธอกำลังก้มตัวลงใช้แว่นขยายส่องดูเพลี้ยไฟใต้ใบส้ม เงาสีขาวก็ทาบทับลงมาบังแสงแดดจัดยามบ่าย พร้อมกับสัมผัสเย็นเฉียบที่แนบเข้ากับข้างแก้มจนเธอสะดุ้ง
“โอ๊ะ” น่านสะดุ้งจนเกือบทำแว่นขยายหล่น “พี่เพียง...ซื้อมาให้น่านเหรอ?”
น่านเหลือบสายตามองแก้วกาแฟในมืออีกฝ่าย
“อืม ฉันไปคาเฟ่มา ก็เลยซื้อมาฝาก”
เจ้าของสวนเอ่ยเสียงเรียบพร้อมยื่นแก้วกาแฟให้คนเด็กกว่า
“จริงด้วย พี่เคยบอกว่าที่นี่มีคาเฟ่ คราวหน้าพาน่านไปบ้างสิคะ หรือจะให้ไปเป็นตากล้องก็ได้”
น่านรับแก้วกาแฟจากมืออีกฝ่ายไปถือไว้ แล้วมองใบหน้าเพียงพรรณพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“เป็นอะไรของเธอ ผีเข้ารึไง เมื่อวานยังเถียงฉันฉอด ๆ วันนี้ทำมาเป็นพูดดี”
“โหพี่เพียง จะมองน่านเป็นเด็กนิสัยไม่ดีไปตลอดเลยเหรอคะ”
“แล้วมันจริงมั้ย เจอกันครั้งแรกเธอไม่มีท่าทีเคารพฉันเลย ทำไมจู่ ๆ มาพูดดี เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังตีนแบบนี้”
น่านหลุดขำกับคำเปรียบเทียบของอีกฝ่าย แต่ครู่เดียวก็รีบเก็บรอยยิ้มเมื่อเห็นสายตาดุ ๆ คู่เดิม
“เอาเป็นว่าน่านขอโทษพี่เพียงนะคะ ถ้าน่านทำอะไรให้พี่ไม่พอใจ ยังไงเราก็ต้องร่วมงานกันอีกหลายเดือน น่านจะพยายามปรับตัวค่ะ...เป็นเด็กดีอย่างที่พี่ต้องการ”
ประโยคหลังน่านน้ำเน้นย้ำทุกคำเสียงชัด ทว่าคนที่ได้ยินกลับขมวดคิ้วแล้วหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
“หึ อย่างเธอเนี่ยนะจะเป็นเด็กดี ถึงวันนั้นฟ้าคงถล่ม โลกคงแตก”
เพียงพรรณทิ้งคำพูดไว้แค่นั้นแล้วหันหลังเดินกลับไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ในอากาศ ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกับสเปรย์ยากันยุงที่น่านฉีดไปเมื่อคืน
คนเด็กกว่ายืนมองแผ่นหลังสวยสง่าเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ พร้อมกับยกแก้วกาแฟขึ้นดูด
“สวย ปากร้าย แต่ไม่ได้ใจร้ายเลยหนิคุณเพียง”น่านส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มมุมปากเบา ๆ แล้วกลับไปสนใจงานของตัวเอง
เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบดอย นักวิชาการสาวก็หอบความเหนื่อยล้ากลับมาที่บ้านพัก เธอจัดการล้างอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการทำงานวันนี้และทำความสะอาดตัวเองจนสดชื่น
หลังจากนั้นก็เดินเข้าครัวไปสำรวจอย่างละเอียดอีกครั้งว่าเจ้าของสวนส้มเตรียมอะไรไว้ให้เธอบ้าง
ใช้เวลาเดินดูคร่าว ๆ ก็จับใจความได้ว่า ที่นี่มีแต่อาหารสำเร็จรูป และในตู้เย็นก็มีแค่น้ำดื่มและไข่ไก่ น่านจึงลงมือหุงข้าวและเจียวไข่ โชคดีที่ยังมีขวดซอสอยู่ในตู้เย็นด้วย อาหารมื้อนี้จึงไม่จืดชืดเกินไป
น่านออกมานั่งกินข้าวที่ระเบียงหน้าบ้าน ข้าวไข่เจียวฝีมือตัวเองก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่หรอก แต่อาหารมื้อนี้กลับไม่ทำให้เธอเจริญอาหารเลย
น่านน้ำหาสาเหตุเรื่องนี้ไม่ได้ เธอรีบกินอาหารในจานไปอีกหลายคำแล้วกลับเข้าบ้านเอาจานไปล้างทำความสะอาด เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย แผ่นฟ้าทั้งผืนก็กลายเป็นสีดำสนิทไปแล้ว
หมดไปอีกวัน กับการมาอยู่ที่นี่...
แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ้าม่านสีครีมข้างหน้าต่างเข้ามา พร้อมกับเสียงรถบนถนนด้านล่างที่กลายเป็นเสียงนาฬิกาปลุกสำหรับเพียงพรรณไปแล้วเช้าวันจันทร์...วันแรกของการเริ่มต้นสัปดาห์สำหรับบางคนอาจจะเป็นเช้าอันสดใส แต่สำหรับใครอีกหลายคนคงไม่ได้เป็นแบบนั้นเพียงพรรณขยับตัวก่อนจะลืมตาขึ้นช้า ๆ ตามสัญชาตญาณ เธอหันไปมองข้างตัวทันที แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า“น่าน”เสียงเรียกแผ่วเบาดังขึ้นในตอนเช้าแบบนี้เป็นเรื่องปกติไปแล้ว โดยเฉพาะวันที่แฟนเด็กของเธอต้องไปทำงานคนอายุมากกว่าค่อย ๆ ลุกจากเตียง สวมเสื้อคลุมบาง ๆ แล้วเปิดประตูห้องออกไป จึงพบว่าห้องครัวเปิดไฟสว่างอยู่และเจ้าของชื่อที่เธอเรียกหาเมื่อครู่ กำลังฟุบหน้าหลับอยู่บนโต๊ะกินข้าวโน้ตบุ๊กยังเปิดค้างไว้ ข้างกันมีเอกสารกองโต ปากกาไฮไลต์กระจัดกระจายเต็มโต๊ะ ส่วนแก้วกาแฟตรงหน้าก็ดูเหมือนจะหมดไปนานแล้วเพียงพรรณถอนหายใจเบา ๆ อย่างรู้ทัน“น่านน้ำ...”คนถูกเรียกสะดุ้งเฮือกทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแบบงัวเงีย ผมยุ่งไปหมดจนดูเหมือนลูกหมาตัวโตที่เพิ่งตื่นนอน“ฮื้อ...พี่เพียง ตื่นแล้วเหรอคะ”“ทำไมมานอนอยู่ตรงนี้คะ ตื่นมาทำงานตอนเช้ามืดอีกแล้วเหรอ”แฟนเด็
หลังจากคำขอแต่งงานในวันนั้น ทั้งคู่ต่างก็เฝ้ารอให้วันสำคัญมาถึง...ไม่มีการดูฤกษ์ ไม่มีการคุยเรื่องสินสอด ส่วนหนึ่งเพราะพ่อแม่ของทั้งคู่ไม่มีแล้ว ทางด้านเพียงพรรณมีน้องสาวสองคน และทั้งคู่ก็ดีใจกับพี่สาวมาก จนแทบจะยกหน้าที่จัดงานทั้งหมดมาไว้ในมือส่วนน่าน...หลังจากเอ่ยคำสำคัญวันนั้น เธอกลับไปจัดการงานหลายอย่างที่ยังคั่งค้าง รวมถึงเข้าไปพูดคุยกับผู้ใหญ่หลายฝ่ายเรื่องทุนวิจัยที่หลายคนมองว่าน่าเสียดายแต่การพูดคุยทุกอย่างกลับผ่านไปได้ด้วยดีนั่นเพราะน่านคิดกับชีวิตตัวเองมาดีแล้วจริง ๆตอนนี้เธอยังคงทำงานในตำแหน่งนักวิชาการโรคพืชชำนาญการ ยังสังกัดกรมการเกษตร ยังเป็นลูกน้องคนเก่งของพี่ภัทรเหมือนเดิม และยังได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านเรื่องโรคพืชมากขึ้นกว่าเดิมด้วยเกือบทุกเสาร์อาทิตย์ น่านจะขับรถมาหาเพียงพรรณที่ไร่หรือบางครั้งเจ้าของไร่ส้มก็มักขับรถจากฝางลงไปหาแฟนเด็กที่เชียงใหม่ แล้วค้างที่คอนโดของน่านแน่นอนว่าเจ้าเด็กตัวโตจะดีใจทุกครั้งที่แฟนมาหา เพราะนั่นหมายความว่า ห้องที่รกจนแทบไม่มีทางเดินจะกลับมาสะอาดอีกครั้งแม้คนทำความสะอาดจะบ่นไปตลอดก็ตาม“น่าน ทำไมถุงเท้าถึงไปอยู่บนเตียงนอนได้
แสงแดดยามสายส่องกระทบแนวต้นส้มจนใบสีเขียวสะท้อนประกายระยิบระยับ ลมหนาวพัดเอื่อยผ่านไร่กว้าง เกิดเสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ กลายเป็นเสียงที่เจ้าของไร่คุ้นชินไปแล้วเพียงพรรณยืนอยู่กลางแถวต้นส้มในเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีอ่อน หมวกปีกกว้างถูกกดต่ำลงเล็กน้อยเพื่อกันแดด มือหนึ่งถือแฟ้มบันทึกข้อมูล อีกมือจับใบส้มที่มีจุดสีเหลืองซีดอยู่ตรงขอบเธอขมวดคิ้วนิด ๆ ราวกับไม่เคยเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามาก่อน“ใบนี้แปลกจัง...” ปลายนิ้วพลิกดูใต้ใบอย่างตั้งใจลักษณะคล้ายอาการเริ่มต้นของโรค แต่เพียงพรรณยังไม่แน่ใจนัก เพราะมันไม่ได้ตรงกับอาการที่เคยเจอบ่อย ๆ ในไร่“พี่เข้ม ทางนี้หน่อยค่ะ”เจ้าของไร่เรียกเสียงดังขึ้นเล็กน้อย ชายวัยกลางคนที่กำลังเดินตรวจแมลงในโซนไม่ไกลกัน รีบวางมือแล้วเดินมาหาเธอทันที“ครับคุณเพียง”“ช่วงนี้มีแมลงลงโซนนี้เยอะมั้ย”“ไม่นะครับ ลุงหมื่นเพิ่งพ่นยารอบก่อนเอง”เพียงพรรณพยักหน้าช้า ๆ ก่อนมองใบส้มในมืออีกครั้ง แล้วเธอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดเสิร์ชข้อมูลเกี่ยวกับโรคพืช“จุดเหลืองบนใบส้ม...”“ใบส้มซีดขอบใบ...”“โรคใบด่าง...”“ทำไมมันเหมือนทุกโรคเลยนะ”เจ้าของไร่บ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ จนพี่เ
เสียงดนตรีแจ๊ซเบา ๆ ลอยคลออยู่ภายในห้องจัดเลี้ยงของศูนย์วิจัย บนโต๊ะยาวกลางห้องเต็มไปด้วยอาหารและไวน์สำหรับงานเลี้ยงปิดการอบรม ผู้คนจากหลากหลายประเทศกำลังยืนพูดคุย แลกนามบัตร ถ่ายรูป และหัวเราะให้กันอย่างเป็นกันเอง“Nan! Come here!”เสียงเรียกจากนักวิจัยชาวญี่ปุ่นดังขึ้นพร้อมการโบกมือ น่านจึงยกแก้วไวน์ในมือขึ้นตอบรับแล้วเดินเข้าไปสมทบกับกลุ่มคนตรงหน้า“Your presentation today was brilliant.”“Especially the citrus disease management model. It’s practical.”“Professor Martin was impressed with you.”คำชื่นชมมากมายดังเข้าหูไม่หยุด รอยยิ้มของน่านยังคงดูเป็นธรรมชาติ เธอพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตอบคำถาม และรับฟังข้อเสนอจากหลายฝ่ายอย่างคล่องแคล่วราวกับคนที่เกิดมาเพื่องานนี้อย่างแท้จริงคนที่เกิดมาเพื่องานวิจัย ความก้าวหน้า การเติบโต ความสำเร็จ ทุกอย่างคือสิ่งที่เธอพยายามไขว่คว้ามาตลอดแต่แปลกเหลือเกิน...แม้จะยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย น่านกลับรู้สึกเงียบอย่างบอกไม่ถูกโดยเฉพาะตอนที่สายตาเหลือบไปเห็นคู่รักคู่หนึ่งกำลังยืนถ่ายรูปด้วยกันตรงริมหน้าต่าง ผู้หญิงผมทองในชุดสูทหัวเราะออกมาเบา ๆ
สนามบินเชียงใหม่ในช่วงเช้าเต็มไปด้วยผู้คน เสียงประกาศเที่ยวบินดังสลับกับเสียงล้อลากกระเป๋าที่เคลื่อนไปมาบนพื้นกระเบื้องเงาวับแต่น่านแทบไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัวเลย สายตาของเธอมีเพียงคนที่ยืนอยู่ข้างกันเท่านั้นเพียงพรรณอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีอ่อนกับกางเกงขายาวธรรมดา ผมถูกรวบต่ำลวก ๆ ดูเหมือนคนที่รีบตื่นมาตั้งแต่เช้ามืด แม้ใบหน้าจะยังเรียบนิ่งเหมือนเดิม แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเก็บความอาลัยไว้ไม่มิด“พี่เพียงกินข้าวมารึยังคะ”“กินกาแฟแล้ว”“กาแฟไม่นับเป็นข้าวนะ”“เดี๋ยวค่อยกลับไปกินที่ไร่ก็ได้”น่านถอนหายใจเบา ๆ แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว แต่พอถึงวันที่ต้องห่างกันจริง ๆ เธอกลับอยากดูแลคนตรงหน้าให้ได้มากที่สุดอยากจำทุกอย่างเอาไว้ แม้กระทั่งนิสัยดื้อ ๆ ที่ชอบละเลยตัวเอง“ไหนบอกจะเอาเสื้อตัวนี้ไปใส่ที่โน่น ทำไมถึงใส่มาล่ะ รอยถักก็ไม่สวย เดี๋ยวใครมอง”เพียงพรรณบ่นเบา ๆ เมื่อเห็นคนรักสวมเสื้อไหมพรมที่เธอถักให้ทับเสื้อแขนยาวสีขาวด้านใน“เสื้อตัวนี้แฟนน่านถักให้ ไม่สวยสำหรับคนอื่นแต่สวยที่สุดสำหรับน่านค่ะ”“เช็กของดีรึยัง ไม่ลืมอะไรใช่มั้ย” เธอถามระหว่างยกมือขึ้นจัดคอเสื้อให้เด็กตัวโตตรงหน้า“
แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ้าม่านเข้ามาในห้องนอนของเพียงพรรณเงียบ ๆ พร้อมกับอากาศเย็นของฝางที่น่านคุ้นเคยไปแล้วแปลกดีนะ จากที่ไม่เคยชอบอากาศหนาว แต่พอถึงวันที่จะได้อยู่ที่นี่เป็นวันสุดท้าย น่านกลับโหยหาอากาศหนาวที่นี่ อยากตักตวงและจดจำความหนาวของฝางเอาไว้ให้ได้มากที่สุดอากาศหนาวที่ฝางไม่เหมือนที่อื่น เพราะสำหรับน่านแล้ว มันเป็นความหนาวที่มาพร้อมกับความอบอุ่น และเธอคงไม่สามารถเจอบรรยากาศแบบนี้ได้ที่ไหนอีกคนข้างกายยังคงนอนหลับตาพริ้ม น่านเป็นฝ่ายลืมตาตื่นขึ้นมาก่อน เธอจึงมีโอกาสได้นอนมองใบหน้าอีกฝ่ายได้นานเท่านาน จดจำทุกอย่างเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเพียงพรรณนอนตะแคงหันหน้าเข้าหาเธอ เส้นผมสีเข้มกระจายอยู่บนหมอนเล็กน้อย ใบหน้าทั้งคู่ห่างกันแค่คืบ น่านยื่นปลายนิ้วไปเกลี่ยเส้นผมที่หล่นปรกใบหน้าคมสวยเบา ๆ ลมหายใจสม่ำเสมอยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องเงียบสงัดมากกว่าเดิม เงียบ...จนใจหายน่านมองใบหน้าของคนรักอยู่แบบนั้นนานมาก โดยเฉพาะริมฝีปากที่เธอเพิ่งจูบไปเมื่อคืน ความหวานยังติดตรึง รวมถึงกลิ่นหอมจาง ๆ ที่ติดอยู่บนปลายผมหลังจากวันนี้ กว่าจะได้อยู่ใกล้กันอีกครั้งก็คงอีกนาน...มือเรียวลูบไล้แก้มของเพียง
กลิ่นอาหารหอม ๆ ลอยอบอวลอยู่ทั่วบ้านหลังใหญ่ตั้งแต่ยังเดินเข้าไปไม่ถึงห้องอาหาร แสงไฟสีส้มอุ่นจากโคมเหนือโต๊ะสะท้อนลงบนจานอาหารเหนือหลายอย่างที่ถูกจัดเรียงไว้เรียบร้อย ทั้งน้ำพริกอ่อง ไส้อั่ว แกงฮังเล รวมถึงผักลวกกับข้าวสวยร้อน ๆ ที่ป้าอุ่นเพิ่งยกมาเสิร์ฟบรรยากาศต่างจากคืนงานเลี้ยง เพราะคืนนี้เงีย
ประตูห้องปิดลงเบา ๆ เสียง คลิก นั้นไม่ได้ดังมาก แต่กลับทำให้บรรยากาศในห้องอัดแน่นไปด้วยมวลความรู้สึกบางอย่างชัดเจนเพียงพรรณยืนอยู่ใกล้ประตู สายตาไม่ได้มองเจ้าของห้องในทันที แต่ค่อย ๆ กวาดมองไปรอบ ๆ อย่างเงียบงันห้องของน่าน…ไม่เหมือนที่เธอคิด มันไม่รก ไม่หวาน ไม่ได้เต็มไปด้วยของน่ารักแบบเด็กผู้หญิ
ค่ำคืนที่สามบนดอยฝางยังคงเงียบสนิทเช่นเคย ทว่ากลับมีบางอย่างที่สะดุดสายตาในตอนที่น่านลุกขึ้นมาดื่มน้ำกลางดึกแสงไฟจากห้องชั้นบนของบ้านหลังใหญ่ยังเปิดอยู่ น่านเหลือบสายตามองนาฬิกาข้างฝาผนังบอกเวลาตีสอง“ไหนบอกว่านอนสามทุ่มไง...” เธอพึมพำกับตัวเอง ครุ่นคิดชั่วครู่ “คงไม่มีอะไรหรอก”เช้าวันต่อมา...วั
“ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเหรอเนี่ย...”น่านขมวดคิ้ว จ้องหน้าจอที่ยังคงหมุนค้างเธอชูโทรศัพท์ขึ้นเหนือหัว ขยับไปทางซ้ายที ขวาที เผื่อจะมีคลื่นหลงเข้ามาบ้างแต่ทุกอย่างนิ่งสนิท...ไม่มีแม้กระทั่งสัญญาณขีดเดียวให้ได้ลุ้นเธอถอนหายใจยาว ลดมือลงอย่างยอมแพ้ ก่อนจะเงยหน้ามองออกไปนอกบ้านพัก แสงสีส้มสุดท้ายขอ







