LOGINในขณะที่บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมกำลังตึงเครียด เสียงปรบมือกลับดังขึ้นจากทางด้านหลัง แปะ…แปะ…แปะ… เสียงปรบมือดังขึ้นอย่างไม่รีบร้อน ท่ามกลางความเงียบของผู้คนในโรงเตี๊ยม ทุกสายตาหันไปยังต้นเสียงพร้อมกัน หญิงสาวผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามาจากประตูทางเข้า นางสวมอาภรณ์สีม่วงเข้มขลิบทอง ลวดลายบนเนื้อผ้าปักเป็นเถาดอกหลันเลื้อยอยู่ตามชายแขนเสื้อและชายกระโปรงอย่างประณีต บนศีรษะประดับปิ่นทองรูปหงส์คู่กับหยกสีขาวนวล เครื่องประดับทุกชิ้นล้วนงดงาม หากแต่ไม่ได้มากจนดูฟุ่มเฟือย กลับยิ่งขับให้ผู้สวมใส่ดูสูงศักดิ์และสง่างาม เบื้องหลังของนางมีหญิงรับใช้สี่คนและองครักษ์อีกหลายคนเดินตามมา ทุกคนล้วนแต่งกายเรียบร้อยและมีสีหน้าสงบนิ่ง เพียงมองก็รู้ได้ทันทีว่า…สตรีผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา ยิ่งเมื่อคนในโรงเตี๊ยมต่างพากันก้มศีรษะหลีกทางให้นางโดยพร้อมเพรียง เซี่ยเยว่หลันก็ยิ่งมั่นใจในฐานะของอีกฝ่าย หญิงสาวเดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน ก่อนหยุดอยู่ห่างจากโต๊ะของหลี่เซวียนไม่กี่ก้าว นางยกมือขึ้นอย่างสง่างาม “หม่อมฉันขอคารวะอ๋องเจ็ด” น้ำเสียงอ่อนหวาน ทว่าชัดเจนและมั่นคง
เซี่ยเยว่หลันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะจัดเสื้อผ้าและเส้นผมของตนเองให้เรียบร้อย นางไม่คิดจะเสียเวลาอธิบายเรื่องที่แม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่รู้ว่าควรอธิบายอย่างไร เมื่อม่านรถม้าถูกเปิดออกอีกครั้ง ชิงหลัวก็รีบเบือนหน้าหนีทันที สีหน้าพยายามทำเป็นเคร่งขรึมอย่างยิ่ง แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มจนปิดไม่มิด “คุณหนูเจ้าคะ…” “ห้ามพูดและลืมเรื่องที่เจ้าเห็นเมื่อครู่ไปเสีย” เซี่ยเยว่หลันเอ่ยขึ้นทันที ชิงหลัวเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนพยักหน้ารัวๆ “เจ้าค่ะ หม่อมฉันจะไม่พูด ลืมให้หมดเจ้าค่ะ” หลี่เซวียนที่ก้าวลงจากรถม้าตามหลังมาเหลือบมองทั้งสองคน ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย “ชิงหลัว” “เจ้าคะ?” “หากเจ้าจะหัวเราะ ก็หัวเราะออกมาเถิด” “หม่อมฉันไม่กล้าเจ้าค่ะ!” ชิงหลัวตอบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มของตนเอง เซี่ยเยว่หลันหันไปมองหลี่เซวียนอย่างคาดโทษ “พระองค์ยังจะพูดอีกหรือเพคะ?” “ข้าเพียงสงสารนาง” “สงสาร?” “นางต้องกลั้นหัวเราะจนหน้าแดงแล้ว” เซี่ยเยว่หลันเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนหมุนตัวเดินหนี
ตลอดเส้นทางหลังจากนั้น ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก เซี่ยเยว่หลันยังคงอยู่ในอ้อมแขนของหลี่เซวียน ด้วยท่าทางที่ในตอนแรกเต็มไปด้วยความเก้อเขิน แต่เมื่อรถม้ายังคงโยกเป็นระยะ นางก็ไม่กล้าขยับตัวมากนัก เกรงว่าหากฝืนลุกขึ้นอีกครั้งจะต้องล้มลงเหมือนเดิม หลี่เซวียนเองก็ไม่ได้เร่งให้นางกลับไปนั่งที่เดิม เขาเพียงประคองเอวนางไว้หลวมๆ อีกมือหนึ่งคอยกันศีรษะของนางไม่ให้กระแทกกับผนังรถม้า ทุกครั้งที่ล้อรถบดผ่านก้อนหินหรือร่องถนน เขาจะขยับแขนเข้ารับแรงสั่นสะเทือนโดยไม่รู้ตัว จากที่ตั้งใจเพียงให้นางอยู่ตรงนี้ชั่วครู่…สุดท้ายกลับกลายเป็นว่านางค่อยๆ ผ่อนคลายลง ศีรษะของเซี่ยเยว่หลันเอนซบลงบนอกของเขาโดยไม่รู้ตัว หลี่เซวียนก้มมองใบหน้าที่ค่อยๆ สงบนิ่งลงของนาง ก่อนจะยกมือขึ้นจัดเส้นผมที่ปรกอยู่ข้างแก้มให้อย่างแผ่วเบา “หลับเถิด…” เสียงของเขาเบาจนแทบกลืนไปกับเสียงล้อรถ เซี่ยเยว่หลันไม่ได้ตอบ นางหลับไปแล้วหลี่เซวียนจึงพิงตัวกับเบาะด้านหลัง ปล่อยให้นางนอนอยู่บนอกของตนเองเช่นนั้นตลอดทาง นอกหน้าต่าง…ความมืดค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปทีละชุ่น จากเส้นทางบนภูเขากลายเป็นถนนดินที่กว้างขึ้น
“หม่อมฉันเริ่มง่วงแล้วเพคะ” เซี่ยเยว่หลันหลบสายตา พลางหยิบเอาผ้าห่มมาคลายออก “เช่นนั้นก็นอน” “แล้วพระองค์เล่า?” “ข้าจะอยู่ตรงนี้” “ตลอดทั้งคืน?” “เช่นนั้น” “ไม่ต้องเฝ้าหม่อมฉันก็ได้เพคะ พระองค์ควรพักบ้าง” “ข้าไม่ได้เฝ้าเจ้า” เขาตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าเพียงนั่งอยู่กับเจ้า” เซี่ยเยว่หลันมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา “ต่างกันตรงไหนกันเพคะ?” “ต่างกันมาก” หลี่เซวียนตอบ “ถ้าเป็นการเฝ้า ข้าคงต้องคอยมองว่าเจ้าหลับหรือยัง” เขาเว้นจังหวะ ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงต่ำลง “แต่ถ้าเป็นการนั่งอยู่กับเจ้า…ข้าสามารถมองเจ้าได้นานเท่าไรก็ได้” เซี่ยเยว่หลันหน้าแดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ “พระองค์นี่…” “อย่างไร?” “ช่างพูดเกินไปแล้ว” หลี่เซวียนหัวเราะเบาๆ “ข้าเพิ่งเริ่มพูดเอง” นางไม่ตอบอีก เพียงเอนตัวลงนอนบนเบาะอย่างระมัดระวัง รถม้ายังคงเคลื่อนผ่านเส้นทางภูเขา เสียงล้อดังสม่ำเสมอราวกับกล่อมให้นางหลับ ไม่นานเปลือกตาของเซี่ยเยว่หลันก็หนักขึ้นก่อนหลับนางยังเห็น
ตลาดคาราวานค่อยๆ เงียบลงเมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ ร้านค้าหลายร้านเริ่มเก็บของ พ่อค้าต่างแคว้นทยอยปิดแผงเพื่อเตรียมเดินทางต่อ ขณะที่บางส่วนกลับจุดตะเกียงแขวนไว้ตามทางเดิน แสงสีส้มอ่อนส่องกระทบพื้นดินที่ยังชื้นจากฝนเมื่อหลายวันก่อน ขบวนของหลี่เซวียนพักอยู่จนกระทั่งจัดหาเสบียงและเปลี่ยนม้าเรียบร้อย เดิมทีเขาตั้งใจจะออกเดินทางก่อนพลบค่ำ แต่หัวหน้าคาราวานแจ้งว่าทางข้างหน้ามีช่วงหนึ่งที่เพิ่งเกิดดินถล่ม จำเป็นต้องรอให้คนงานเคลียร์เส้นทางเสียก่อนจึงทำให้ขบวนต้องออกเดินทางในยามค่ำ หลี่เซวียนก้าวขึ้นมาบนรถม้าพร้อมนาง ก่อนจะปิดม่านลงอย่างเบามือ ทิ้งเสียงฝีเท้าของทหารและเสียงล้อรถที่บดไปกับถนนไว้ด้านนอก ภายในรถม้าค่อนข้างกว้าง มีเบาะนุ่มปูอยู่สองฝั่งและโต๊ะไม้เล็กๆ ตรงกลาง โคมไฟดวงหนึ่งแขวนอยู่ด้านบน แสงสลัวไหวไปตามแรงสั่นสะเทือนของรถ เซี่ยเยว่หลันเหลือบมองเขา “เหตุใดพระองค์จึงขึ้นมาด้วยเพคะ?” หลี่เซวียนเลิกคิ้ว “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเหนื่อย” “แต่หม่อมฉันไม่ได้บอกว่าจะให้พระองค์มานั่งเฝ้านี่เพคะ” “ข้าก็ไม่ได้บอกว่าจะมาเฝ้า” เขานั่งลงตรงข้ามนา
“ข้าไม่ได้บอกว่าจะเอา” นางมองปิ่นไม้นั่นนิ่ง แต่แววตากลับสดใสอย่างประหลาด “ข้ารู้” “แล้วซื้อทำไม?” หลี่เซวียนมองนาง “ถือว่าเป็นของแทนใจ” หัวใจของเซี่ยเยว่หลันกระตุกเบาๆ คำว่า ของแทนใจ ทำให้นางนึกถึงเรื่องบางอย่างในวัง ของแทนใจที่เคยมีความหมาย คำสัญญาที่เคยเชื่อและสิ่งที่เคยถูกมอบให้คนอื่นซ้ำรอย สีหน้าของนางจึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย หลี่เซวียนสังเกตเห็นทันที เขาไม่ได้ถามเพียงหยิบปิ่นจากมือของนาง “หากเจ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องรับมัน ปิ่นไม้นี้ไร้ค่าไม่ได้มีราคาค่างวดเท่าปิ่นหงส์ฟ้า ไม่แปลกหรอกที่เจ้าจะอยากเมินมัน” เซี่ยเยว่หลันเงยหน้ามองเขา “ข้าชอบเจ้าค่ะ ของทุกชิ้นมีคุณค่าในตัว เดิมทีความเรียบง่ายก็คือความสุขเช่นกัน” “แน่ใจ?” “เจ้าค่ะ” นางรับปิ่นกลับมา พลางทำทีจะเสียบลงบนเรือนผม หลี่เซวียนจับปิ่นนั้นจากมือของนางก่อนจะปักมันให้อย่างเบามือ “ขอบคุณ” หลี่เซวียนยิ้ม “เช่นนั้นก็ดี มันเหมาะกับเจ้า” ทั้งสองเดินต่อไปอีกเล็กน้อยจนถึงร้านขายเครื่องราง พ่อค้าชรากำลังแขวนเชือกสีแดงเส้นเล็กๆ ไว้บน







