LOGINหากคนที่ถูกมัดอยู่ตรงนั้นเป็นทหารเวรจากตำหนักเฉียนชิงจริง...เช่นนั้นคนที่สวมชุดของตำหนักเฉียนชิงเมื่อคืนเป็นใครกันแน่ และเหตุใด...พวกมันจึงต้องมัดมือมัดเท้าและปิดปากคนของตำหนักเฉียนชิงในคืนเดียวกันเช่นนี้ คำถามเหล่านั้นวนเวียนอยู่ในหัวของเซี่ยเยว่หลันอย่างรวดเร็ว นางไม่รอช้า “ไปดูเถิด” หลี่เซวียนขยับเข้ามาทันที “ข้าจะไปกับเจ้า” เซี่ยเยว่หลันพยักหน้า ก่อนหันไปหาอวี้หลิง “เจ้าอยู่ที่นี่” “แต่พี่หญิง...” “ไม่” น้ำเสียงของนางเด็ดขาดกว่าทุกครั้ง “เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับคนที่กำลังตามหาเจ้า ข้าไม่ต้องการให้เจ้าเสี่ยง” อวี้หลิงนิ่งไป ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ หลี่เซวียนเองก็หันไปสั่งคนของพระองค์ให้เฝ้าอวี้หลิงอย่างใกล้ชิด ก่อนจะเดินตามเซี่ยเยว่หลันออกจากตำหนัก ทันทีที่ก้าวพ้นประตู ความรู้สึกบางอย่างก็เข้ามาปกคลุมหัวใจของนาง วังหลวงยังคงเหมือนเดิม ขุนนางฝ่ายในเดินผ่านไปมา ขันทีถือถาดอาหารผ่านระเบียง นางกำนัลต่างก้มหน้าเดินตามหน้าที่ ทุกอย่างเป็นระเบียบราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นแต่เซ
“เยว่หลัน” เสียงของหลี่เซวียนดังขึ้น นางเงยหน้ามองเขาราวกับถูกดึงสติ “อย่าเพิ่งคิดว่าคนของตำหนักเฉียนชิงเป็นคนของฝ่าบาท” เซี่ยเยว่หลันนิ่ง “พระองค์หมายความว่าอย่างไร?” หลี่เซวียนวางเส้นด้ายลง “ในวัง สิ่งที่เห็นไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่เป็น” “แต่พวกมันสวมชุดของตำหนักเฉียนชิงนะเพคะ” “นั่นต่างหากที่น่าสงสัย ถ้าข้าเป็นเสด็จพี่ก็คงไม่ใช้ชุดหรือเครื่องแบบที่ยืนยันตัวตนได้และไปในสถานที่ที่ให้ผู้ใดเห็นได้หรอก” พระองค์กล่าวอย่างเยือกเย็น “หากเป็นคนของฝ่าบาทจริง เหตุใดต้องปลอมตัว?” เซี่ยเยว่หลันชะงัก คำถามนั้นทำให้นางนิ่งไป ใช่...หากเป็นคนของฮ่องเต้จริง พวกเขาไม่จำเป็นต้องซ่อนตัว เพียงมีราชโองการฉบับเดียว จวนร้างสกุลเซี่ยก็สามารถถูกเปิดค้นได้อย่างเปิดเผย แต่คนกลุ่มนั้นกลับสวมชุดดำ เข้าไปในยามค่ำคืนและพยายามหลบเลี่ยงสายตาของคนอื่นนั่นหมายความว่า...พวกมันอาจกำลังพยายามทำให้คนอื่นคิดว่าเป็นคนของตำหนักเฉียนชิง “หรือมีคนกำลังจงใจโยนความผิดให้ฝ่าบาท” เซี่ยเยว่หลันเอ่ยช้าๆ หลี่เซวียนไม่ได้ตอบแต่แววพระเนตร
“คราวนี้พวกมันจะไม่ได้แตะต้องอวี้หลิงอีก” หลี่เซวียนมองนางอย่างมั่นคง “ข้ารับปากแล้ว” เพียงสองคำ แต่กลับทำให้หัวใจของนางสั่นไหว เซี่ยเยว่หลันรีบหลบสายตา ก่อนจะหันกลับไปมองเอกสารบนโต๊ะแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงฝีเท้าจากด้านนอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ชิงหลัวเป็นคนเดินเข้ามา สีหน้าของนางผิดจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด “เหนียงเหนียง” “มีอะไรหรือ?” ชิงหลัวเดินเข้ามาใกล้ ก่อนลดเสียงลง “คนของเราส่งข่าวมาแล้วเพคะ” “พูดมา” “เมื่อคืนหลังจากพวกมันถอนตัวออกจากจวนสกุลเซี่ย มีอีกกลุ่มหนึ่งเข้าไปเพคะ” เซี่ยเยว่หลันขมวดคิ้ว “อีกกลุ่มงั้นรึ?” “เพคะ อีกกลุ่มมีราวๆ 5-6 คน แต่งกายชุดดำแต่ชุด...เป็น...” ชิงหลัวตะกุกตะกักจ้องมองกุ้ยเฟยสลับกับอ๋องเจ็ด "เป็นอะไรเหรอ?" “เป็นชุดของกรมวังตำหนักเฉียนชิงเพคะ” ทันทีที่คำพูดนั้นจบลง ภายในตำหนักก็เงียบสนิท แม้แต่เสียงลมที่พัดผ่านม่านหน้าต่างยังดูเหมือนเบาลงไปในชั่วขณะ เซี่ยเยว่หลันนิ่งค้าง สายตาที่เคยสงบนิ่งค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ
“ไม่” หลี่เซวียนส่ายพระพักตร์ “พบอยู่ตรงทางเข้า รอยผ้านี้ข้าคุ้นตามากแต่กลับนึกไม่ออก” เซี่ยเยว่หลันหยิบขึ้นมาดูใกล้ๆ เนื้อผ้านิ่มเป็นผ้าไหมของคนในวัง และมีรอยปักเล็กๆ อยู่ตรงมุม แม้จะขาดไปเกือบครึ่ง แต่ยังมองเห็นเส้นด้ายสีเข้มที่ถักเป็นลวดลา คล้ายเครื่องหมายบางอย่าง นางหรี่ตาลง “นี่คือ...” “เศษผ้าของราชวงศ์” อวี้หลิงตอบขึ้นมา เซี่ยเยว่หลันหันไปมองน้องชายทันที “เจ้าแน่ใจหรือ?” “ขอรับ” อวี้หลิงพยักหน้า “ข้าเคยเห็นตอนอยู่ใกล้จวนเก่า ก่อนที่พวกเราจะลี้ภัยออกนอกเมือง” ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งตำหนัก เซี่ยเยว่หลันค่อยๆ วางเศษผ้าลง เศษผ้าของราชวงศ์งั้นหรือ....ครั้งนี้ไม่ใช่ชื่อที่ปรากฏอยู่ในบัญชีเงินหกแสนตำลึง ไม่ใช่เพียงตราที่ปรากฏบนเอกสารเบิกจ่าย แต่คนของราชวงศ์ที่มีร่องรอยอยู่ในจวนสกุลเซี่ยโดยตรง และที่สำคัญ...คนเหล่านั้นกำลังพยายามค้นหาห้องลับของบิดานาง “พวกมันรู้เรื่องห้องลับได้อย่างไร?” เซี่ยเยว่หลันพึมพำ คำถามนั้นไม่มีใครตอบได้ แต่ในใจของนางกลับมีคำตอบหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างช้าๆ เพราะมีคนใ
เซี่ยเยว่หลันหน้าซีด คราวนี้นางรู้แล้วว่าเรื่องที่บิดาซ่อนไว้...ไม่ได้มีเพียงคนเดียวที่ต้องการมันและในขณะที่นางกำลังตามหาความจริง มีใครบางคนกำลังเร่งรีบค้นหาความลับนั้นก่อนนางเช่นกัน ความรู้สึกเย็นเยียบค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่าง นางเคยคิดว่าการกลับมาของคนเหล่านั้นเป็นเพียงการเก็บกวาดร่องรอยของเรื่องในอดีต ทว่าตอนนี้ทุกอย่างกลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าพวกมันไม่ได้ต้องการเพียงทำลายหลักฐาน แต่กำลังตามหาบางสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ใต้จวนสกุลเซี่ยและสิ่งนั้นสำคัญมากพอที่จะทำให้พวกมันเสี่ยงกลับไปยังสถานที่ที่ถูกเผาจนเหลือเพียงซาก เซี่ยเยว่หลันหลุบตาลง ภาพของบัญชีเงินหกแสนตำลึงผุดขึ้นมาในความคิดอีกครั้ง เงินก้อนแรกสามแสนตำลึง เงินอีกสามแสนตำลึง บัญชีที่มีตราของกรมโยธาชื่อของคนจากสกุลมู่ที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าและห้องที่เจ็ดของคลังหลวง...ทุกอย่างเหมือนเศษชิ้นส่วนของภาพขนาดใหญ่ที่ยังขาดตรงกลาง เพียงแต่นางยังมองไม่เห็นว่าภาพนั้นแท้จริงแล้วกำลังบอกเรื่องอะไร “เหนียงเหนียง...” เสียงของชิงหลัวดึงนางกลับจากความคิด “คนของเรายังจับตาดูอยู่เพคะ หากพวกมันกล
แววพระเนตรคู่นั้นไม่มีความโกรธ มีเพียงความเจ็บปวดที่ถูกกดเอาไว้อย่างแน่นหนา ด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาจนถึงวันนี้ พระองค์รู้ดีว่าคงเดินมาไกลกว่าจะหวนกลับคืน “แต่ข้าก็ห้ามตัวเองไม่ได้” “ห้ามอะไรหรือเพคะ?” “หึง” คำเดียวทำให้เซี่ยเยว่หลันนิ่งงัน “ข้าหึง...ข้าหึงเจ้า หึงแม้แต่ความทรงจำของเจ้า” พระองค์หัวเราะเบาๆ อย่างขมขื่น “แม้แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพราะข้าที่ทำให้เจ้าต้องเป็นเช่นนี้ แต่ข้าก็ยังหึง” เซี่ยเยว่หลันเบือนหน้าหนี นางไม่รู้ว่าควรสงสารพระองค์หรือควรสงสารตัวเอง เพราะความจริงในวันนี้ทำให้ทุกคนกลายเป็นผู้แพ้ หลี่จิ้งเหยียนสูญเสียหญิงที่เคยรักเขาอย่างหมดหัวใจ นางสูญเสียความเชื่อมั่นที่มีต่อสามี ส่วนหลี่เซวียน...กลับเพิ่งได้รับความรักที่เขารอคอยมานานหลายปีแต่กลับเป็นรักต้องห้าม “ฝ่าบาท” เซี่ยเยว่หลันเอ่ยเสียงเบา “เรื่องในวัยเยาว์...มันไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้แล้วเพคะ” “ข้ารู้” “และตอนนี้หม่อมฉันเองก็ไม่อาจกลับไปเป็นคนเดิมได้อีก” “ข้า...” “







