Share

บทที่ 2 หลักฐานที่มัดตัว

last update publish date: 2026-08-12 12:32:26

              “ถึงตอนนี้เจ้ายังคิดจะโยนความผิดให้ข้ารับใช้อีกหรือ”

              “หม่อมฉันไม่ได้โยนความผิดให้ผู้ใดเพคะ” เซี่ยเยว่หลันพยายามกดเสียงของตนไม่ให้สั่น

              “หม่อมฉันเพียงต้องการให้พระองค์ตรวจสอบ”

              “หลักฐานก็อยู่ตรงหน้า!”

              “แต่หม่อมฉันไม่ได้ทำนี่เพคะ!” นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรเขา

              “ฝ่าบาท...พระองค์รู้จักหม่อมฉันมานานถึงเพียงนี้ พระองค์คิดจริงๆ หรือเพคะ ว่าหม่อมฉันจะใช้วิธีต่ำช้าเช่นนี้ทำร้ายสตรีคนหนึ่ง เพียงเพราะพระองค์โปรดปรานนาง” หลี่จิ้งเหยียนนิ่งไป

              เพียงชั่วอึดใจนั้น ความหวังอันน่าสมเพชกลับผุดขึ้นในหัวใจของเซี่ยเยว่หลันอีกครั้ง นางมองเขาอย่างรอคอย รอเหมือนที่เคยรอเขากลับจากสนามรบในคืนหิมะตก รอเหมือนเมื่อครั้งเขาถูกขุนนางในราชสำนักใส่ความ นางคุกเข่าอยู่หน้าตำหนักไทเฮาจนเข่าทั้งสองช้ำม่วง เพียงเพื่อขอให้พระนางทรงให้โอกาสเขาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ รอเหมือนคืนก่อนขึ้นครองราชย์ที่เขาจับมือนางไว้แน่น แล้วบอกว่า...

              เยว่เยว่ รอข้าอีกนิดนะ...นางรอมาทั้งชีวิตแล้วดังนั้นอีกเพียงไม่กี่อึดใจนี้นางรอได้ เพียงเขาบอกว่า...ข้าเชื่อเจ้าเพียงสี่คำเท่านั้น ต่อให้วันนี้เขารับหญิงอื่นเข้าวัง นางก็พร้อมจะกลืนความเจ็บทั้งหมดลงไป พร้อมหลอกตัวเองอีกครั้งว่าอย่างน้อยชายที่นางรักยังรู้จักนางดี ทว่าหลี่จิ้งเหยียนกลับเอ่ยว่า

              “ข้าเคยคิดว่าข้ารู้จักเจ้า” เซี่ยเยว่หลันนิ่งงัน คำตอบนั้นเบากว่าฝ่ามือแต่กลับเจ็บยิ่งกว่าคมดาบ

              “เคย...แค่เคยเองหรือเพคะ” ริมฝีปากของนางขยับอย่างยากลำบาก หลี่จิ้งเหยียนหันกลับไปมองยังซูหว่านหนิง ดวงตาของนางเปรอะเปื้อนด้วยรอยน้ำตา

              “หว่านหนิงเพิ่งเข้าวังวันนี้ นางไม่ได้คิดแย่งสิ่งใดจากเจ้า ตำแหน่งกุ้ยเฟยยังเป็นของเจ้า ตำหนักจี้เห่อก็ยังเป็นของเจ้า เจ้าจะไม่พอใจข้าอย่างไรก็ได้ แต่ไม่ควรลงมือกับนางเช่นนี้” เซี่ยเยว่หลันมองเขาเนิ่นนาน ก่อนหัวเราะออกมาเบาๆ

              “แย่งหรือเพคะ?”

              “เยว่หลัน”

              “พระองค์คิดว่าหม่อมฉันกลัวนางมาแย่งตำแหน่งกุ้ยเฟยหรือเพคะ” เธอแสยะยิ้มอย่างสมเพศในความหวังที่โง่งมของตัวเอง พลางเงยหน้าขึ้นจ้องมองเหนือหัวผู้เป็นที่รักจนร่างสูงชะงักงัน

              “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”

              “เช่นนั้นหม่อมฉันกลัวนางแย่งอะไร” นางกวาดสายตามองไปรอบตำหนัก

              ตำหนักจี้เห่อแห่งนี้...เขาเคยเป็นผู้เลือกชื่อให้ คำว่า จี้เห่อ เขาเคยบอกว่าหมายถึงความยินดีที่ปรารถนาจะรักษาไว้ชั่วชีวิต ม่านแพรสีอ่อนในห้องนี้ เขาเคยบ่นว่าสีแดงจัดเกินไปจึงให้เปลี่ยนเสียใหม่ เพราะรู้ว่านางชอบสีเรียบ ต้นเหมยด้านหน้าตำหนัก เขาเป็นคนสั่งให้ย้ายมาปลูก เพราะนางเคยพูดเพียงครั้งเดียวว่าชอบกลิ่นดอกเหมยในฤดูหนาว

             ทุกสิ่งยังอยู่แต่คนที่เคยทำสิ่งเหล่านั้นให้นาง...กลับเหมือนเลือนหายไปนานแล้ว

             “หรือ...เครื่องประดับงั้นหรือเพคะ” นางมองกำไลบนโต๊ะ

             “หรือตำหนัก?” จากนั้นสายตาค่อยๆ กลับมาหยุดบนพระพักตร์ของเขา

             “หรือพระทัยของพระองค์” หลี่จิ้งเหยียนขมวดคิ้วแน่น

             “อย่าพูดประชดข้า เซี่ยเยว่หลัน”

             “หม่อมฉันมิได้ประชด” น้ำตาค่อยๆ เอ่อขึ้นในดวงตา

             “เพราะหากสิ่งที่หม่อมฉันกลัวถูกแย่งคือ พระทัยของพระองค์...” เซี่ยเยว่หลันยิ้มบาง รอยยิ้มนั้นงดงาม หากเศร้าเสียจนคนมองแทบไม่กล้าสบตา

             “หม่อมฉันยังเหลือสิ่งใดให้แย่งอีกหรือเพคะ” สีพระพักตร์ของหลี่จิ้งเหยียนพลันเคร่งขรึม

             “เซี่ยเยว่หลัน!”

             “หม่อมฉันพูดผิดตรงไหนเพคะ”

             “เจ้ากำลังเสียกิริยามากเกินไปแล้ว”

             “เพคะ” นางพยักหน้า น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมา

             “วันนี้หม่อมฉันคงเสียกิริยามากจริงๆ” นางสูดลมหายใจเข้าลึก

             “หม่อมฉันไม่ควรรู้สึกเจ็บ เมื่อเห็นสามีของตนไปรับหญิงอื่นเข้าวังด้วยพระองค์เอง ไม่ควรเจ็บเมื่อได้ยินเสียงประทัดดังไปทั่ววังเพื่อรับนาง ไม่ควรเจ็บเมื่อเห็นตำหนักของนางถูกจัดให้อยู่ใกล้ตำหนักเฉียนชิงเสียยิ่งกว่าตำหนักของหม่อมฉันและไม่ควรเจ็บ...” เสียงของนางสั่นเทา สายตามองไปยังพระหัตถ์ที่ยังคงประคองซูหว่านหนิงอยู่

             “เมื่อเห็นพระองค์จับมือนางด้วยมือที่เคยจับหม่อมฉัน” หลี่จิ้งเหยียนชะงักคล้ายเพิ่งรู้ตัวว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา มือของตนยังคงประคองแขนซูหว่านหนิงไว้แน่นอยู่ เขาคลายมือออกเล็กน้อย การเคลื่อนไหวนั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาเซี่ยเยว่หลัน

             และนั่นทำให้นางกลับยิ่งเจ็บเพราะหมายความว่าเขาเข้าใจทุกคำแต่เลือกจะทำมันอยู่ดี

             “ฝ่าบาท...” นางมองเขาทั้งน้ำตา

             “หม่อมฉันไม่ชอบนาง” ซูหว่านหนิงหน้าซีดลง

             “เซี่ยกุ้ยเฟย...”

             “ใช่ ข้าไม่ชอบเจ้า” เซี่ยเยว่หลันหันไปมองหญิงสาวเป็นครั้งแรก

             “ข้าไม่ชอบหญิงที่ทำให้สามีของข้าต้องลอบออกจากวังไปพบ ข้าไม่ชอบหญิงที่ทำให้คนทั้งวังพูดว่า คำสัญญาที่ข้าเฝ้ารอมาหลายปีไม่มีความหมายอีกแล้ว” นางหันกลับมามองหลี่จิ้งเหยียน

             “แต่ไม่ชอบ...ก็ไม่ได้หมายความว่าหม่อมฉันจะต้องทำร้ายนาง หม่อมฉันมีศักดิ์ศรีมากพอที่จะไม่ทำเช่นนั้น”

             “ศักดิ์ศรีหรือ?” หลี่จิ้งเหยียนหัวเราะเย็น

             “หากเจ้ามีศักดิ์ศรีจริง วันนี้เจ้าคงไม่ทำให้หว่านหนิงต้องเจ็บตัวเพราะความริษยาของเจ้า!” เซี่ยเยว่หลันเบิกตากว้าง

             “หม่อมฉันบอกแล้วว่าไม่ได้ทำ!”

             “กำไลมาจากตำหนักของเจ้า!” ฮ่องเต้แผดเสียงลั่นตำหนักอีกครั้ง

             “เช่นนั้นก็สอบสวนสิ!” เสียงของนางดังขึ้นเป็นครั้งแรก

             “พระองค์เป็นฮ่องเต้มิใช่หรือเพคะ! หม่อมฉันเป็นถึงบุตรีแม่ทัพเซี่ยที่ออกรบเพื่อราชสำนัก หากเรื่องนี้ถูกสอบสวนไม่กระจ่าง ตระกูลเซี่ยจะต้องถูกมองเช่นไรเพคะ” ทุกคนในตำหนักหน้าซีดเผือด

             “เหนียงเหนียง!” นางกำนัลคนสนิทรีบเอ่ยเตือนแต่เซี่ยเยว่หลันไม่ได้ยินอีกแล้ว ความน้อยใจ ความผิดหวัง และความเจ็บปวดที่นางกดเอาไว้ตั้งแต่เสียงฆ้องมงคลดังขึ้นในยามเช้า กำลังทะลักออกมาจนไม่อาจเก็บกลับได้

             “ในเมื่อพระองค์เป็นโอรสสวรรค์ เป็นผู้ตัดสินผิดถูกของคนทั้งใต้หล้า เหตุใดจึงไม่ทรงสอบสวน! เหตุใดเพียงเห็นนางร้องไห้ พระองค์ก็ทรงเชื่อนาง! เหตุใดหลักฐานเพียงชิ้นเดียวจึงทำให้พระองค์ลืมว่าหม่อมฉันเป็นคนเช่นไร!”

             “เซี่ยเยว่หลัน พอ!”

             “หม่อมฉันไม่พอ!” นางตะโกนกลับทั้งน้ำตา

             “เพราะหม่อมฉันพอมานานแล้ว! หลายปีที่พระองค์บอกให้รอ หม่อมฉันก็รอ พระองค์บอกว่าราชสำนักยังไม่มั่นคง หม่อมฉันก็รอ พระองค์บอกว่าตำแหน่งฮองเฮาต้องคำนึงถึงขุนนางหลายฝ่าย หม่อมฉันก็รอ พระองค์บอกให้เชื่อพระองค์...” น้ำเสียงนางขาดห้วง ก้อนแข็งจุกแน่นที่คอของนางจนไม่สามารถกลืนความเจ็บใดลงคอได้อีก

             “หม่อมฉันก็เชื่อ” เซี่ยเยว่หลันยกมือทาบหน้าอก หัวใจเจ็บจนแทบหายใจไม่ออก

             “วันนี้หม่อมฉันไม่ได้ต้องการให้พระองค์รักหม่อมฉันมากกว่านางเสียด้วยซ้ำ หม่อมฉันขอเพียงให้พระองค์เชื่อหม่อมฉันสักครั้ง แค่เพียงครั้งเดียว...” น้ำตาหลั่งรินลงบนใบหน้า

             “ยังให้หม่อมฉันไม่ได้เลยหรือเพคะ” หลี่จิ้งเหยียนมองหญิงตรงหน้า แววตาไหววูบ ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงสะอื้นเบาๆ กลับดังขึ้นข้างกาย

             “ฝ่าบาท...” ซูหว่านหนิงเอ่ยทั้งน้ำตา

             “อย่าทรงทะเลาะกับเหนียงเหนียงเพราะหม่อมฉันเลยเพคะ เป็นหม่อมฉันเองที่ไม่ควรเข้ามา บางที...หากหม่อมฉันไม่เข้าวังแต่แรก เหนียงเหนียงก็คงไม่ต้องเสียพระทัยถึงเพียงนี้”

             “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า” หลี่จิ้งเหยียนหันไปปลอบนางทันที เซี่ยเยว่หลันมองภาพตรงหน้า หัวใจเหมือนถูกบดขยี้ซ้ำอีกครั้ง นางร้องไห้ต่อหน้าเขา เขาบอกให้นางพอแต่เพียงซูหว่านหนิงมีน้ำตา...เขากลับหันไปปลอบ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หงส์ร้างรักแห่งตำหนักจี้เห่อ   บทที่ 106 ข้าไม่รู้ไม่เห็น

    "หม่อมฉันเกรงว่า หากอ๋องเจ็ดไปส่งด้วยตนเอง จะยิ่งทำให้ฮ่องเต้คลางแคลงใจเรื่องของหม่อมฉัน"หลี่เซวียนมองนางอยู่ครู่หนึ่งราวกับเข้าใจคำกล่าวของนางดี ก่อนกล่าวขึ้น “เช่นนั้นข้าจะให้คนคุ้มกันเจ้ากลับตำหนัก” “ไม่จำเป็นต้องรบกวนท่านอ๋องเพคะ” “จำเป็น” เขาตอบเสียงเรียบ “ยามนี้มืดแล้ว หากเจ้ากลับไปเพียงลำพังจะยิ่งดูน่าสงสัย แล้วระหว่างทางหากมีผู้ใดกล่าวหาว่าเจ้าหลบหนีหรือจงใจหลีกเลี่ยงฝ่าบาท เจ้าจะอธิบายอย่างไร?” เซี่ยเยว่หลันนิ่งไป หลี่เซวียนกำลังช่วยนางอย่างแนบเนียนที่สุด เขาไม่จำเป็นต้องไปส่งนางด้วยตนเอง เพียงให้คนของเขาคุ้มกันและยืนยันเส้นทางการเดินทาง ก็เพียงพอจะสร้างข้ออ้างให้นางได้แล้ว “เช่นนั้นข้าต้องรบกวนท่านอ๋องเพคะ” หลี่เซวียนหันไปสั่งองครักษ์ “จัดคนคุ้มกันกุ้ยเฟยกลับตำหนักชิงอวิ๋น ให้เดินทางตามเส้นทางหลัก อย่าแวะที่ใดระหว่างทาง และจงจำเวลาออกจากจวนให้ชัดเจน” “พ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยเยว่หลันหันกลับไปมองขันทีตัวจริงที่อยู่ด้านใน “ส่วนเขา…” “ข้าจะจัดการเอง” หลี่เซวียนกล่าวทันที

  • หงส์ร้างรักแห่งตำหนักจี้เห่อ   บทที่ 105 พยานปากเอก

    ณ เรือนพักลับ ขันทีตัวจริงถูกพาเข้าไปในห้องด้านใน เมื่อเห็นเซี่ยเยว่หลัน เขารีบคุกเข่าลง “กุ้ยเฟย…” “ไม่ต้องคุกเข่า” นางกล่าว “ข้าต้องการถามเจ้าเพียงไม่กี่คำถาม” ขันทีเงยหน้าขึ้นอย่างหวาดกลัว ดวงตาแดงกร่ำไปด้วยรอยน้ำตา “หากกระหม่อมตอบแล้ว ครอบครัวของกระหม่อมจะปลอดภัยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” “อ๋องเจ็ดกำลังส่งคนไปรับพวกเขา เจ้าอย่าได้เป็นกังวล” เขาเบิกตากว้าง “จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?” “แต่ก่อนที่คนของเราจะไปถึง เจ้ายังต้องมีชีวิตอยู่” ขันทีตัวสั่น เซี่ยเยว่หลันมองเขาอย่างจริงจัง “ดังนั้นอย่าพูดสิ่งที่เจ้าคิดว่าข้าต้องการฟัง จงพูดเฉพาะสิ่งที่เจ้าเห็นและได้ยินด้วยตนเอง นั่นถึงจะช่วยชีวิตเจ้าได้” ขันทีเม้มริมฝีปาก หลี่เซวียนยืนอยู่ด้านหลังนาง ไม่กล่าวสิ่งใด “วันนั้น ใครเป็นคนสั่งให้เจ้ากล่าวว่า หลินเจาหรงเป็นผู้สั่งเบิกเงิน?” ขันทีหลับตาลง “กระหม่อมไม่เคยเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นพ่ะย่ะค่ะ” “แต่เจ้าได้ยินเสียง” “พ่ะย่ะค่ะ” “เป็นบุรุษหรือสตรีกัน?” “เป็นบุรุษพ่ะย่ะค่ะ” “มาจากตำหนักใด?” ขัน

  • หงส์ร้างรักแห่งตำหนักจี้เห่อ   บทที่ 104 ขันทีจาง

    “มีคนส่งมาให้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด” “ไม่ทราบ หรือไม่กล้าพูด?” ชายผู้นั้นคุกเข่าก้มหน้าลงจนแทบติดพื้น เซี่ยเยว่หลันมองเขาอย่างเย็นชา “พวกเจ้ามาที่นี่เพราะต้องการพยาน หรือเพราะต้องการตรวจสอบว่าพยานยังมีชีวิตอยู่?” ไม่มีผู้ใดตอบ และความเงียบนั้นก็เพียงพอจะยืนยันคำตอบแล้ว หลี่เซวียนส่งเอกสารคืนให้หัวหน้ากลุ่ม “กลับไปบอกผู้ที่ส่งพวกเจ้ามาว่า พยานอยู่ภายใต้การคุ้มครองของข้า หากต้องการรับตัว ก็ให้นำคำสั่งจากฮ่องเต้มาด้วยตนเอง” “พ่ะย่ะค่ะ” “ส่วนคำสั่งฉบับนี้ ข้าจะเก็บไว้ตรวจสอบ” หัวหน้ากลุ่มหน้าถอดสี แต่ไม่กล้าคัดค้าน เมื่อคนจากกรมอาญาถอยออกไป เซี่ยเยว่หลันจึงหันไปมองขันทีที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้านข้าง “เขาไม่ใช่ขันทีตัวจริง” หลี่เซวียนพยักหน้า “ข้ารู้” “แต่คนที่เฝ้าดูอยู่ใกล้ๆ อาจยังไม่รู้” “ดังนั้นพวกเขาจะคิดว่าเรายังเก็บพยานไว้ที่นี่” เซี่ยเยว่หลันมองไปยังเงามืดตรงปลายระเบียง “และระหว่างที่พวกเขาเฝ้าดูที่นี่ เราจะพาพยานตัวจริงไปพบคนที่สามารถปกป้องครอบครัวของเขาได้” หลี่เซวียนมองนาง “เจ้าต้องการให้ข้า

  • หงส์ร้างรักแห่งตำหนักจี้เห่อ   บทที่ 103 คำสั่งของกรมอาญา

    ขันทีคนสนิทรับคำแล้วรีบถอยออกจากห้อง มู่หลิงซียังคงนั่งอยู่หน้าโต๊ะ สีหน้าของนางสงบนิ่ง ทว่าปลายนิ้วที่เล่นอยู่กับเปลวเทียนกลับหยุดลงช้า ๆ “จำไว้” นางเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง “อย่าให้ขันทีผู้นั้นตาย” ขันทีที่กำลังจะออกจากห้องชะงัก “พ่ะย่ะค่ะ?” “หากเขาตายตอนนี้ เซี่ยเยว่หลันจะยิ่งมั่นใจว่ามีบางอย่างผิดปกติ” มู่หลิงซีหรี่ตาลง “ข้าต้องการให้เขามีชีวิตอยู่ และพูดในสิ่งที่ควรพูด” “แล้วถ้าเขาไม่ยอมล่ะพ่ะย่ะค่ะ?” “เช่นนั้นก็ทำให้เขาเชื่อว่า หากไม่พูด เขาจะไม่มีวันได้พบครอบครัวอีก” ขันทีค้อมกายรับคำ “พ่ะย่ะค่ะ” เมื่อประตูปิดลง มู่หลิงซีจึงเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ในใจของนางไม่ได้หวาดกลัวเซี่ยเยว่หลันเท่ากับหวาดกลัวหลี่เซวียน เซี่ยเยว่หลันอาจฉลาดและระมัดระวัง แต่สตรีในวังหลังย่อมมีข้อจำกัดมากมาย ทว่าอ๋องเจ็ดไม่เหมือนกัน เขาสามารถเคลื่อนกำลังคนได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากผู้ใด และที่สำคัญ เขาไม่ใช่คนที่ยอมปล่อยให้ผู้ใดเล่นงานตนเองโดยไม่ตอบโต้หากเขาพบหลักฐานก่อนที่นางจะจัดการทุกอย่างเรียบร้อย… มู่หลิงซีหลับตาลง ครั้งนี้นางอาจต้องเสียหมา

  • หงส์ร้างรักแห่งตำหนักจี้เห่อ   บทที่ 102 ขันทีผู้เป็นพยาน

    “อ๋องเจ็ด” “ว่าอย่างไร?” “ข้าต้องการให้ท่านตรวจสอบผู้ดูแลฝ่ายในผู้นี้ด้วย” “เจ้าสงสัยเขารึ?” “ข้าสงสัยทุกคนที่สามารถเปลี่ยนเวรยามได้โดยไม่ทำให้ผู้ใดตั้งคำถาม” หลี่เซวียนพยักหน้า “ได้” “และตรวจสอบว่าเขาเกี่ยวข้องกับการเบิกกระดาษหรือเอกสารของตำหนักหลินเจาหรงหรือไม่” แววตาของหลี่เซวียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย “เจ้าพบเบาะแสอะไร?” “ยังไม่พบ เพียงแต่ข้าคิดว่าเส้นทางของเอกสารอาจเชื่อมโยงกับคนในฝ่ายใน” “เพราะเหตุใด?” “เพราะคนที่สามารถใช้ตราประทับของตำหนักหลินเจาหรงได้ ย่อมต้องเข้าถึงห้องเก็บเอกสาร หรือมีผู้ที่สามารถนำตราประทับออกมาให้” เซี่ยเยว่หลันหยุดเล็กน้อย “แต่หากคนร้ายมีเพียงคนในตำหนักหลินเจาหรง เรื่องคงไม่จำเป็นต้องซับซ้อนถึงขั้นมีคำสั่งเปลี่ยนเวรยามของขันทีในตอนนี้” หลี่เซวียนมองนางอย่างจริงจัง “เจ้าคิดว่าคดีหลินเจาหรงกับข่าวลือของเจ้าเกี่ยวข้องกัน?” “ข้ายังไม่รู้” เซี่ยเยว่หลันตอบ “แต่ทั้งสองเรื่องมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน” “อะไร?” “มีคนพยายามควบคุมว่า

  • หงส์ร้างรักแห่งตำหนักจี้เห่อ   บทที่ 101 เมื่อทุกฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหว

    "ตอนนี้นางถูกกักตัวอยู่ หากข้าเข้าไปพบโดยตรง ย่อมทำให้ผู้คนสงสัยว่าข้ากำลังช่วยนาง อีกทั้งคนที่อยู่เบื้องหลังอาจใช้การพบกันครั้งนี้สร้างหลักฐานใหม่” “เช่นนั้นจะทำอย่างไรเพคะ?” เซี่ยเยว่หลันมองไปยังประตู “รออ๋องเจ็ด” ยังไม่ทันสิ้นคำ เสียงขันทีหน้าตำหนักก็ดังขึ้น “ทูลเซี่ยกุ้ยเฟย อ๋องเจ็ดเสด็จมาพ่ะย่ะค่ะ” ชิงหลัวก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม เซี่ยเยว่หลันเหลือบมองนาง “เจ้ายิ้มอะไร” “หม่อมฉันยังไม่ได้ยิ้มเลยเพคะ” “สีหน้าของเจ้าโกหก” ชิงหลัวรีบก้มหน้าลงกว่าเดิม ไม่นาน หลี่เซวียนก็เดินเข้ามาในห้อง วันนี้เขาไม่ได้สวมอาภรณ์สีดำเช่นตอนเช้า แต่เป็นชุดสีเทาเข้มเรียบง่าย ไม่มีเครื่องประดับใดโดดเด่น ท่าทางของเขาดูไม่ต่างจากบุรุษธรรมดาผู้หนึ่ง ทว่าดวงตากลับยังคงมีประกายรู้ทันอยู่เสมอ “ถวายพระพรเซี่ยกุ้ยเฟย” “อ๋องเจ็ด” เซี่ยเยว่หลันพยักหน้า “ทรงมาเร็วกว่าที่คิด” “ข้าก็คิดว่าเจ้าจะกล่าวว่าข้ามาช้าเกินไป” “หากท่านมาช้ากว่านี้ ข้าคงให้คนส่งข่าวไปตามแล้ว” หลี่เซวียนยิ้ม “ได้ยินเช่นนี้ ข้

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status