แชร์

บทที่ 3 คำสัญญาที่ถูกฉีก

last update วันที่เผยแพร่: 2026-08-12 12:39:10

            “ช่างเถิด” เซี่ยเยว่หลันพึมพำ หลี่จิ้งเหยียนหันกลับมา

            “เจ้าว่าอะไร”

            “หม่อมฉันบอกว่า...ช่างเถิดเพคะ” นางยกมือเช็ดน้ำตา

            “พระองค์ไม่เชื่อก็ช่างเถิด”

            “เซี่ยเยว่หลัน”

            “หม่อมฉันเหนื่อยมากแล้ว” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

            “เหนื่อยที่จะอธิบาย เหนื่อยที่จะรอและเหนื่อยที่จะต้องพิสูจน์กับพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า...หม่อมฉันยังเป็นเยว่เยว่คนเดิมของพระองค์” คำว่า เยว่เยว่ ทำให้หลี่จิ้งเหยียนนิ่งงัน นานเท่าใดแล้วที่ไม่มีใครเรียกชื่อนี้ต่อหน้าพระองค์นานเท่าใดแล้ว...ที่เขาไม่ได้เรียกนางเช่นนั้น

            “ในเมื่อพระองค์ตัดสินว่าหม่อมฉันผิดแล้ว” เซี่ยเยว่หลันก้มหน้า นางไม่คิดว่าเขาจะเชื่อคนอื่นมากกว่าและทอดทิ้งนางกับตระกูลเซี่ยไว้ข้างหลังเช่นนี้

           “ก็เชิญลงพระอาญาเถิดเพคะ อย่างไรเสียหม่อมฉันก็ไม่เหลืออะไรแล้ว” หลี่จิ้งเหยียนกำมือแน่น

           “เจ้ากำลังท้าทายข้าหรือ”

           “หม่อมฉันมิกล้า”

           “เช่นนั้นก็ขอโทษหว่านหนิงเสีย ข้าจะถือเสียว่า ไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น” เซี่ยเยว่หลันเงยหน้าพรวด ความเจ็บปวดทั้งหมดในดวงตาเปลี่ยนเป็นความไม่อยากเชื่อ

            “พระองค์ว่าอย่างไรนะเพคะ”

            “ข้าบอกว่าให้เจ้าขอโทษนาง” เขาตรัสซ้ำ

            “เรื่องคืนนี้จะได้จบ”

             จบ...ง่ายเหลือเกินเพียงให้นางคุกเข่าขอโทษหญิงคนใหม่ของเขา ความบริสุทธิ์ของนางก็ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความจริงก็ไม่จำเป็นต้องถูกค้นหา ศักดิ์ศรีของนาง...ไม่จำเป็นต้องเหลือ

             “หม่อมฉันไม่ขอโทษ” เซี่ยเยว่หลันตอบ ชัดเจนทุกคำ พระพักตร์ของหลี่จิ้งเหยียนเย็นลง

             “เจ้าว่าอะไรนะ”

             “หม่อมฉันไม่ได้ทำ” นางสบพระเนตรเขา

             “ต่อให้พระองค์ประหารหม่อมฉันคืนนี้ หม่อมฉันก็จะไม่ก้มหัวรับผิดในสิ่งที่ตนไม่ได้ทำ”

             “เซี่ยเยว่หลัน!” เสียงของนางสั่น แต่แผ่นหลังกลับเหยียดตรง

              “บิดาของหม่อมฉันเคยสอนหม่อมฉันว่า คนตระกูลเซี่ยยอมตายได้ แต่ไม่ยอมรับความผิดที่ตนไม่ได้ก่อ หม่อมฉันและตระกูลทำแต่ความชอบให้ราชสำนักมาโดยตลอด หม่อมฉันยอมตายก็ได้หากต้องรับผิดที่ไม่ได้ก่อ” หลี่จิ้งเหยียนก้าวเข้ามาหานาง

              “เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าลงโทษเจ้าและตระกูลเซี่ยหรือ” เซี่ยเยว่หลันมองเขาก่อนยิ้มออกมาอย่างอ่อนแรง

              “พระองค์ยังมีสิ่งใดให้หม่อมฉันกลัวอีกหรือเพคะ” ประโยคนั้นทำให้พระพักตร์ของเขาเปลี่ยนไป

              “เซี่ยเยว่หลัน!”

              “หากพระองค์ต้องการให้หม่อมฉันขอโทษนาง...” นางเหลือบมองซูหว่านหนิง

              “ก็ทรงฆ่าหม่อมฉันเสียก่อนเถิดเพคะ”

              เพียะ!

              ฝ่าพระหัตถ์กระทบลงบนใบหน้าของนางอย่างแรง ใบหน้าขาวเนียนของเซี่ยเยว่หลันสะบัดไปด้านข้าง เสียงนั้นดังชัดเสียยิ่งกว่าเสียงฆ้องมงคลในยามเช้า ชั่วขณะหนึ่ง...นางไม่ได้ยินสิ่งใดอีก ต่างหูมุกข้างหนึ่งหลุดกระเด็นออกจากติ่งหู เสียงกังวานจากแรงกระเด็นลงบนพื้นหินขาว แล้วกลิ้งไปตามแรง

              กึก...

              ไข่มุกเม็ดนั้นหยุดอยู่แทบเท้าของซูหว่านหนิง เซี่ยเยว่หลันยืนนิ่ง แก้มด้านซ้ายร้อนผ่าว ริมฝีปากด้านในแตกจนรสคาวเลือดกระจายอยู่ในปากแต่ความเจ็บบนใบหน้า...กลับเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่กำลังพังลงภายในอก นางไม่ได้ยกมือแตะแก้ม ไม่ได้ร้องไห้เพียงก้มลงมองต่างหูมุกที่อยู่แทบเท้าหญิงอีกคน

              ต่างหูคู่นี้...หลี่จิ้งเหยียนเป็นผู้มอบให้นางในวันเกิดปีที่ยี่สิบ วันนั้นเขาสวมมันให้นางด้วยมือของตนเองก่อนกระซิบข้างหูว่า

              ‘เยว่เยว่ของข้างดงามที่สุด’

              แต่คืนนี้...ของที่เขาเคยมอบให้นางกลับตกอยู่แทบเท้าสตรีที่เขารักช่างเหมือนนางเหลือเกิน เซี่ยเยว่หลันค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองบุรุษตรงหน้ามองอยู่นาน...นานเสียจนหลี่จิ้งเหยียนเป็นฝ่ายหลบสายตานางไปชั่วขณะ

             “พระองค์...ตบหม่อมฉันหรือเพคะ” เสียงนั้นเบามาก ไม่มีความโกรธมีเพียงความไม่อยากเชื่อหลี่ จิ้งเหยียนมองรอยแดงที่ค่อยๆ ปรากฏบนใบหน้าขาว รอยฝ่ามือที่เพิ่งตบนางกำเข้าหากัน แววตาของเขาสั่นไหวคล้ายเพิ่งรู้ตัวว่าได้ทำสิ่งใดลงไป

             “เยว่หลัน ข้า...” นางถอยหลังหนึ่งก้าวเพียงหนึ่งก้าวเท่านั้นแต่ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองกลับเหมือนยาวไกลกว่าหลายปีที่ผ่านมาเสียอีก เซี่ยเยว่หลันยิ้ม น้ำตาที่นางคิดว่าเหือดแห้งแล้วค่อยๆ ไหลลงผ่านรอยฝ่ามือ ริมฝีปากสั่นจนแทบพูดต่อไม่ได้

              “หม่อมฉันรอพระองค์มานานเหลือเกิน...รอจนลืมไปแล้วว่า ก่อนจะเป็นเซี่ยกุ้ยเฟย หม่อมฉันเคยเป็นเซี่ยเยว่หลัน รอจนคิดว่า หากอดทนมากพอ วันหนึ่งพระองค์จะรักษาคำสัญญา” นางมองเขาผ่านม่านน้ำตา

               “แต่คืนนี้หม่อมฉันเพิ่งรู้...” เสียงสะอื้นหลุดออกมาหนึ่งครั้ง

               “คนที่รออยู่มีเพียงแค่หม่อมฉัน” หลี่จิ้งเหยียนขยับพระบาทเข้าหา

               “เยว่หลัน”

               “อย่าเพคะ” นางถอยอีกก้าว

               ครั้งนี้เขาหยุดเซี่ยเยว่หลันก้มลง คุกเข่าต่อหน้าพระองค์อย่างช้าๆ หัวเข่าทั้งสองแตะพื้นหินเย็นเฉียบ แผ่นหลังของนางยังคงตั้งตรง

                “เรื่องกำไล หม่อมฉันไม่ได้ทำ” นางกล่าวช้าๆ

                “หากฝ่าบาททรงเชื่อ โปรดสอบสวนให้หม่อมฉัน”

                “หากไม่เชื่อ...” เซี่ยเยว่หลันก้มศีรษะลง หน้าผากแตะพื้น

                “ก็โปรดลงพระอาญาเถิดเพคะ” คำว่า ฝ่าบาท ฟังห่างเหินเสียจนหลี่จิ้งเหยียนขมวดคิ้วแน่น ไม่มีเยว่เยว่ ไม่มีจิ้งเหยียน ไม่มีชายหญิงที่เคยจับมือกันใต้ต้นเหมยในอดีตเหลือเพียงฮ่องเต้กับกุ้ยเฟย

                “คืนนี้หม่อมฉันเสียกิริยา” เสียงของนางดังขึ้นจากพื้น

                “ขอฝ่าบาททรงอภัย” นางหยุดไปครู่หนึ่ง

                “หม่อมฉันขอส่งเสด็จเพคะ” หลี่จิ้งเหยียนยืนนิ่ง เขามองร่างของหญิงที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ในความทรงจำ เซี่ยเยว่หลันไม่เคยก้มศีรษะให้ใครเช่นนี้ นางเป็นลูกสาวคนเดียวของแม่ทัพเอกของวังหลวง ตระกูลเซี่ยเป็นกำลังหลักที่ทำให้เขาได้ขึ้นครองราชในวันนั้นแต่วันนี้นางกลับยอมก้มหัวให้เขา

                 เมื่อครั้งยังเป็นองค์ชาย นางเคยวิ่งตามเขาไปทั่วตำหนัก เคยแย่งถ้วยชาจากมือ เคยเรียกชื่อเขาตรงๆ เคยโกรธจนไม่ยอมพูดด้วย แต่แล้วสุดท้ายก็เป็นเขาที่ต้องไปง้อนางถึงจวนตระกูลเซี่ยทุกครั้ง

                แต่คืนนี้...นางกลับถวายบังคมเขาอย่างสมบูรณ์แบบ สมบูรณ์แบบจนไม่มีความรักหลงเหลืออยู่ในทุกการเคลื่อนไหว

                “เยว่หลัน...” เขาเรียกอีกครั้ง นางไม่เงยหน้า ซูหว่านหนิงจึงเอ่ยเบาๆ

                “ฝ่าบาท ข้อมือหม่อมฉันเจ็บเพคะ...” หลี่จิ้งเหยียนหันไปมองนาง เพียงชั่วขณะ สุดท้ายเขาก็หันหลัง

                “ตามหมอหลวงกลับไปดูแผลที่ตำหนักของหว่านหนิง คืนนี้กุ้ยเฟยเหนื่อยมามากพอแล้ว...ข้าจะกลับตำหนักเลิกราเรื่องราวเพียงเท่านี้”

                “เพคะ” เสียงฝีเท้าของคนทั้งสองค่อยๆ ห่างออกไป เซี่ยเยว่หลันยังคงหมอบอยู่กับพื้น ไม่เงยหน้าจนกระทั่งเสียงประตูตำหนักปิดลง

                 ครืน...

                 โลกทั้งใบของนางจึงเงียบสนิทนางค่อยๆ ยกศีรษะขึ้น ตรงหน้าคือสำรับอาหารที่เย็นชืดมานานแล้ว น้ำแกงเม็ดบัวที่นางเฝ้ารอให้เขากลับมากิน ขนมกุ้ยฮวาที่นางทำด้วยมือตนเองและตรงพื้นไม่ไกลนัก...ต่างหูมุกที่นางเฝ้าทะนุถนอมยังคงตกอยู่ตรงนั้น

                 เซี่ยเยว่หลันมองทุกอย่างอยู่นานก่อนคลานไปเก็บต่างหูเม็ดนั้นขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา นางเช็ดฝุ่นออกอย่างทะนุถนอมราวกับมันยังเป็นของล้ำค่า ราวกับความรักของเขาเมื่อหลายปีก่อนยังคงมีค่าอยู่ น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนไข่มุก

                “ที่แท้...” นางหัวเราะทั้งน้ำตา

                “สิ่งที่พระองค์ให้หม่อมฉันไว้...” นิ้วมือกำไข่มุกแน่น

                “ก็เหลือเพียงของพวกนี้กับคำลวงและการทรยศเพียงแค่นั้นเองสินะ” นางกำนัลคนสนิทที่คุกเข่าร้องไห้อยู่ไม่ไกลรีบคลานเข้ามา

                “เหนียงเหนียง...”

                “ออกไป”

                “แต่...”

                “ข้าอยากอยู่คนเดียว” เซี่ยเยว่หลันหันมามอง ใบหน้าขาวมีรอยฝ่ามือแดงชัด มุมปากยังมีเลือดซึม ทว่ารอยยิ้มกลับสงบนิ่งอย่างน่ากลัว

                “ข้าไม่เป็นไร” คำโกหกนั้นทำให้นางกำนัลร้องไห้หนักกว่าเดิมแต่สุดท้ายไม่มีผู้ใดกล้าขัดพระประสงค์ ประตูห้องชั้นในถูกปิดลงเซี่ยเยว่หลันจึงเหลือเพียงลำพัง นางนั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบ เนิ่นนานก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นหีบไม้จันทน์ใบหนึ่งใต้โต๊ะเครื่องแป้ง

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • หงส์ร้างรักแห่งตำหนักจี้เห่อ   บทที่ 31 พระบัญชาตรวจค้น

    “เหนียงเหนียง” ชิงหลัวเดินเข้ามา “เราควรนำตราไปถวายฝ่าบาทหรือไม่เพคะ?” มือของเยว่หลันหยุดนิ่ง หลี่จิ้งเหยียน...หากเป็นเมื่อก่อน นางคงนำมันไปหาเขาโดยไม่ลังเล แต่ตอนนี้... “ยัง” “แต่หากฝ่าบาททรงทราบภายหลังว่าพระองค์ซ่อนหลักฐาน...” “ข้ารู้” เยว่หลันตัดบท “เพราะฉะนั้นก่อนที่พระองค์จะรู้ ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าคนผู้นั้นเอาตราของท่านพ่อมาจากไหน” สีหน้าของนางกังวลอย่างชัดเจน “เหนียงเหนียงคิดว่ามีคนจงใจใส่ร้ายตระกูลเซี่ยหรือเพคะ?” “ไม่รู้” นางตอบ “แต่หากต้องการใส่ร้ายข้า เหตุใดต้องใช้ตราที่หายไปหลายปี?” ชิงหลัวนิ่งไป “คนที่ทำเรื่องนี้...” เยว่หลันก้มมองอักษร ‘เซี่ย’ “ต้องรู้จักตระกูลเซี่ยเป็นอย่างดี” และอาจรู้จักดีมากเสียด้วย ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าดังขึ้นนอกห้องก็ดังขึ้น บ่าวอีกคนรีบเคาะประตูเข้ามาในตำหนักอย่างร้อนรน “เหนียงเหนียง!” นางกำนัลคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องพลางก้มหน้านิ่ง เซี่ยเยว่หลันรีบเก็บตราเข้าแขนเสื้อ “มีอะไร...เข้ามาโดยข้าไม่สั่งเยี่ยงนี้”

  • หงส์ร้างรักแห่งตำหนักจี้เห่อ   บทที่ 30 ตราเงินตระกูลเซี่ย

    “ทุกคนออกไปก่อน” “เพคะ” เหล่านางกำนัลต่างถอยออกไป “ชิงหลัว เจ้าอยู่” “เพคะเหนียงเหนียง” เมื่อภายในห้องเหลือเพียงสองคน เซี่ยเยว่หลันจึงเดินไปยังโต๊ะไม้ข้างหน้าต่าง นางไม่ได้นั่งเพียงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ก่อนค่อยๆ ดึงมือออกจากแขนเสื้อ กึก ตราเงินชิ้นหนึ่งถูกวางลงบนโต๊ะ ชิงหลัวมองตามเพียงเห็นลวดลายบนตรา ใบหน้าของนางกำนัลก็ซีดเผือดทันที “เหนียงเหนียง...ทำไม” เซี่ยเยว่หลันเงยหน้าขึ้น “เจ้าจำได้?” ชิงหลัวไม่ได้ตอบนางก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนหยิบตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะมาวางข้างตรา แสงไฟส่องลงบนลายเมฆสามชั้นที่ล้อมรอบอักษร ‘เซี่ย’ มือของชิงหลัวเริ่มสั่น แววตาของนางขณะนี้มากมายไปด้วยคำถาม “ตรานี้อยู่กับพระองค์ได้อย่างไรเพคะ?” เซี่ยเยว่หลันหรี่ตา “ตอบข้าก่อน เจ้ารู้จักมันหรือไม่” “รู้จักเพคะ” คำตอบนั้นทำให้หัวใจของเยว่หลันหนักอึ้ง “มันเป็นตราของจวนเซี่ยจริงใช่มั้ย?” ชิงหลัวเม้มริมฝีปาก ก่อนพยักหน้า “เพคะ” ห้องทั้งห้องพลันเงียบลง เซี่ยเยว่หลันมองตราเงินบนโต๊ะ แม้นางจะจำลวดลายไ

  • หงส์ร้างรักแห่งตำหนักจี้เห่อ   บทที่ 29 อย่าไว้ใจผู้ใด

    “เมื่อครู่ในท้องพระโรง” หลี่เซวียนมองนาง เซี่ยเยว่หลันไม่หลบสายตา “ท่านมองแขนเสื้อข้า” ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสอง เกล็ดหิมะตกลงบนไหล่ของชายหนุ่ม หลี่เซวียนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “กุ้ยเฟยกำลังอยากถามเรื่องใดกันแน่” “ท่านรู้ดี...ว่าข้าถามเรื่องใด” หลี่เซวียนยกยิ้มอย่างพอใจ “ข้าไม่แน่ใจ” “หลี่เซวียนอ๋อง” ครั้งนี้นางเรียกชื่อเขาตรงๆ รอยยิ้มบนใบหน้าชายหนุ่มยิ่งชัดขึ้น “ในที่สุดก็เลิกเรียกข้าว่าอ๋องเจ็ดเสียที” เซี่ยเยว่หลันขมวดคิ้ว “ข้าไม่ได้ล้อเล่น” “ข้าก็ไม่ได้ล้อเล่น” เขาเดินกลับมาหยุดตรงหน้านาง “เจ้ากำลังกลัวว่าข้าเห็นบางสิ่งที่ไม่ควรเห็น” หัวใจเยว่หลันกระตุก “ท่านเห็นจริงๆ” หลี่เซวียนไม่ตอบเพียงทอดสายตามายังนางอย่างอ่านไม่ออก “ถ้าข้าเห็นแล้วอย่างไร...ถ้าข้าไม่เห็นแล้วอย่างไร” น้ำเสียงของเขาเย็นเฉียบยิ่งกว่าหิมะที่โปรยปราย เซี่ยเยว่หลันจ้องเขากลับอย่างไม่ลดละ “หากเห็น...เหตุใดไม่พูดต่อหน้าฝ่าบาท” คำถามนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าหลี่เซวียนค่อยๆ จางลง

  • หงส์ร้างรักแห่งตำหนักจี้เห่อ   บทที่ 28 ท่านเห็นอะไร

    “เยว่หลัน” ไทเฮาเรียกอีกครั้ง “เพคะ เสด็จแม่” “คืนนี้เจ้ากลับตำหนักจี้เห่อเสีย” เซี่ยเยว่หลันชะงัก ตำหนักจี้เห่อ...ราชโองการกักบริเวณยังไม่ครบกำหนด การที่นางมาอยู่ที่นี่คืนนี้ได้ก็เพราะไทเฮาเสด็จไปรับนางออกมาด้วยพระองค์เอง หากกลับไปนางก็ยังเป็นเซี่ยกุ้ยเฟยผู้ถูกกักบริเวณเช่นเดิม “เพคะ” นางรับคำโดยไม่มีท่าทีต่อต้าน ไทเฮาทอดพระเนตรนาง ก่อนสายพระเนตรจะเลื่อนไปยังบุรุษอีกคน “เซวียนเอ๋อร์” หลี่เซวียนที่ยืนอยู่ไม่ไกลก้าวเข้ามา “ลูกอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ” “ไปส่งเยว่หลันกลับตำหนักจี้เห่อให้ข้า” ท้องพระโรงที่กำลังมีเสียงเคลื่อนไหวเงียบลงไปชั่วขณะ เซี่ยเยว่หลันเงยหน้าทันที หลี่จิ้งเหยียนเองก็หันกลับมาด้วยสายตาเรียบนิ่งเช่นกัน “เสด็จแม่” พระสุรเสียงดังขึ้นก่อนที่หลี่เซวียนจะรับคำ ไทเฮาหันมองโอรสองค์โต “มีอะไร” “ไม่จำเป็นต้องรบกวนอ๋องเจ็ดหรอกพ่ะย่ะค่ะ” หลี่จิ้งเหยียนตรัสเรียบๆ “ลูกจะให้กององครักษ์ไปส่งกุ้ยเฟยเอง” ไทเฮามองพระองค์ “ข้าไม่ได้ถามว่าตำหนักจี้เห่อขาดองครักษ์หรือไม่” หลี่จิ้งเหยียนนิ่ง

  • หงส์ร้างรักแห่งตำหนักจี้เห่อ   บทที่ 27 สายตาของหลี่เซวียน

    จังหวะที่องครักษ์อีกคนลุกขึ้นเพื่อรายงานฮ่องเต้ เซี่ยเยว่หลันก้าวหลบเศษจานบนพื้น ชายกระโปรงยาวบดบังมือของนางจากสายตาคนด้านหลัง นางรีบก้มลงราวกับจะเก็บชายกระโปรงไม่ให้เปื้อนเลือดแต่ปลายนิ้วกลับแตะตราเงินเย็นเฉียบ เซี่ยเยว่หลันรีบกำมันไว้ก่อนสอดเข้าไปในแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว ไม่มีผู้ใดเห็นอย่างน้อย...นางหวังว่าไม่มี “ตรวจต่อ” เสียงของหลี่จิ้งเหยียนดังขึ้น “พ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยเยว่หลันถอยออกจากศพ ตราเงินซ่อนอยู่ในแขนเสื้อหนักเพียงไม่กี่เหลี่ยงแต่กลับรู้สึกราวกับหนักกว่าก้อนหินนางไม่ควรเก็บมัน นางรู้ดี...การซ่อนหลักฐานต่อหน้าฮ่องเต้เป็นความผิดยิ่งเป็นหลักฐานจากสถานที่เกิดเหตุสำคัญเช่นนี้ หากถูกค้นพบภายหลัง...ต่อให้นางมีสิบปากก็ยากจะอธิบายแต่นางต้องรู้ก่อนว่า ตรานี้มาจากไหนและเหตุใดมันจึงอยู่กับคนผู้นี้ “นำศพไปเก็บไว้ ห้ามผู้ใดแตะต้องจนกว่าข้าจะมีคำสั่ง” หลี่จิ้งเหยียนตรัส “พ่ะย่ะค่ะ!” องครักษ์กำลังจะยกร่างออกไป เซี่ยเยว่หลันมองตามก่อนดวงตาจะหยุดอยู่ตรงถุงผ้าข้างเอวของศพ ถุงใบนั้น...นางรู้สึกเหมือนเคยเห็นที่ใดมาก่อนแต่กลับนึกไม่ออก “เย

  • หงส์ร้างรักแห่งตำหนักจี้เห่อ   บทที่ 26 อักษรเซี่ย

    “หว่านหนิง!” หลี่จิ้งเหยียนรีบโอบหญิงสาวเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ในขณะที่นางหลับตาและกรีดร้อง และที่ด้านข้างของหญิงสาวเองนั้นเซ่ยเยว่หลันเองก็ยืนอยู่ไม่ห่างนักเช่นกัน หลี่เซวียนที่เห็นเหตุการณ์นั้นชัดเจนรีบรั้งร่างบางเข้ามากอดไว้พลางหันหลังของตนกำบังนาง โต๊ะด้านหลังถูกชนจนถ้วยชาตกแตกกระจาย หลี่จิ้งเหยียนชนเข้ากับโต๊ะจนข้าวของหล่นกระจายเต็มพื้น องครักษ์หลายคนกรูกันเข้าไป ขันทีเอื้อมมือหมายจะคว้าคอหญิงสาว แต่ปลายนิ้วยังไม่ทันแตะตัวนาง ร่างของเขาก็ถูกองครักษ์กระแทกออกไปเสียก่อน จิ้งเหยียนยังคงโอบซูหว่านหนิงไว้แน่น เขาก้มมองหญิงสาวที่ตัวสั่นอยู่ในอ้อมอกเพียงครู่ ก่อนเงยหน้าขึ้นแล้วสายตาก็หยุดนิ่ง ไม่ไกลออกไปนักเซี่ยเยว่หลันยังอยู่ในอ้อมแขนของหลี่เซวียน แผ่นหลังของชายหนุ่มหันรับอันตรายแทนนาง แขนข้างหนึ่งโอบรั้งร่างบางไว้แน่นราวกับเป็นสิ่งที่ทำไปโดยสัญชาตญาณ หลี่จิ้งเหยียนนิ่งไปชั่วขณะทั้งที่ในอ้อมแขนของพระองค์เองก็ยังมีสตรีอีกคนอยู่เช่นกัน ตุบ! ร่างขันทีถูกกระแทกล้มลงกับพื้น แต่แทนที่จะยอมให้จับ เขากลับคลานถอยหลังอย่างบ้าคลั่ง เซี่ยเยว่หลันจ้องเขา

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status