Mag-log in“กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ!” “หากมิกล้า ก็จงหยุดใช้ชื่อของนางเป็นเครื่องมือทางการเมือง!” เหล่าขุนนางก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม แต่ในใจของหลี่เซวียนกลับยิ่งหงุดหงิดมากขึ้น พระองค์ทรงรู้ดีว่าเหตุใดคนเหล่านี้จึงพยายามต่อต้าน พวกเขาไม่ต้องการให้เซี่ยเยว่หลันมีอำนาจในการเรียกร้องความยุติธรรม ไม่ต้องการให้ความจริงเกี่ยวกับอดีตฮ่องเต้ถูกเปิดเผยมากไปกว่านี้และที่สำคัญ...พวกเขาไม่ต้องการให้พระองค์ทรงยกนางขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าที่พวกเขาคาดคิด “ข้าจะประกาศให้ชัดเจนในวันพรุ่งนี้” หลี่เซวียนตรัส “เซี่ยเยว่หลันจะได้รับการคืนฐานันดรและเกียรติยศตามที่นางพึงมี ส่วนคดีแม่ทัพเซี่ยจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นคดีใส่ร้ายผู้ภักดี” อัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวารีบเงยหน้าขึ้น “ฝ่าบาท! หากทรงกระทำเช่นนั้น ย่อมเท่ากับทรงยอมรับว่า ราชวงศ์ในรัชสมัยก่อนมีความผิด!” “แล้วอย่างไร?” หลี่เซวียนทรงถามกลับทันที “หากราชวงศ์มีความผิด ก็ต้องยอมรับความผิด หากขุนนางมีความผิด ก็ต้องรับโทษ หากข้าเองมีความผิด ข้าก็จะไม่ปฏิเสธ!” พระองค์ทรงทอ
หลี่เซวียนทอดพระเนตรแผ่นหลังของเซี่ยเยว่หลันที่ค่อยๆ ห่างออกไป พระหัตถ์ซึ่งซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำแน่น พระองค์ทรงอยากรั้งนางไว้ อยากบอกนางว่าคำสัตย์ที่แม่ทัพเซี่ยฝากไว้ พระองค์ไม่เคยลืมแม้แต่วันเดียว แต่ในเวลานี้...พระองค์กลับไม่อาจเอ่ยสิ่งใดได้ เพราะความเจ็บปวดที่นางแบกรับมานานหลายปี มิใช่สิ่งที่คำสัตย์เพียงประโยคเดียวจะลบเลือนได้ “ฝ่าบาท” เสียงขุนนางผู้หนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง หลี่เซวียนทรงหันพระพักตร์กลับไป พระเนตรเย็นเยียบขึ้นทันทีเมื่อเห็นเหล่าขุนนางหลายคนก้าวออกมายืนเรียงแถวอยู่กลางลานไต่สวน ผู้นำคืออัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวา ผู้มีความใกล้ชิดกับราชสำนักมาตั้งแต่รัชสมัยก่อน “กระหม่อมมีเรื่องกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ” “ว่ามา” อัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาประสานมือ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “การไต่สวนในวันนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญต่อแผ่นดิน แต่กระหม่อมเห็นว่าการที่ฝ่าบาททรงให้กุ้ยเฟยไท่เฟยเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินคดี และทรงรับฟังความเห็นของนางอย่างใกล้ชิด อาจทำให้ราชสำนักเกิดความเข้าใจผิดได้พ่ะย่ะค่ะ” หลี่เซวียนทรงขมวดพระขนง “เจ้าหมายค
ลานไต่สวนเงียบงัน หลักฐานทั้งหมดถูกวางเรียงอยู่บนโต๊ะ ทั้งบัญชีเสบียง คำสั่งเคลื่อนทัพฉบับจริงและฉบับปลอม คำให้การของผู้คุมคุกหลวง จดหมายของเซี่ยหมิงเต๋อและห่อยาที่มู่เฟยเก็บรักษาไว้ทุกชิ้นล้วนชี้ไปยังชายผู้เดียว เซี่ยหมิงเต๋อ เขานั่งคุกเข่าอยู่กลางลาน ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาแดงก่ำ “ไม่...” เขาพึมพำ “เป็นไปไม่ได้...” หลี่เซวียนทรงลุกขึ้นจากพระที่นั่ง “เซี่ยหมิงเต๋อ เจ้าปลอมแปลงคำสั่งทหาร ยักยอกเงินเสบียงกองทัพ ใส่ร้ายแม่ทัพเซี่ย และใช้ผู้อื่นเป็นเครื่องมือทำร้ายอดีตฮ่องเต้” พระสุรเสียงเย็นเยียบ “เจ้าจะยอมรับความผิดหรือไม่?” เซี่ยหมิงเต๋อหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ยอมรับหรือ? แล้วอย่างไรเล่า! ต่อให้ข้ายอมรับ แม่ทัพเซี่ยก็ไม่ฟื้นขึ้นมา! ต่อให้ข้าถูกประหาร ตระกูลเซี่ยก็ไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิม!” เซี่ยเยว่หลันก้าวออกมา “ใช่” นางมองเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ “บิดาของข้าไม่มีวันกลับมา และตระกูลเซี่ยไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิม” นางหยุดไป ก่อนจะกล่าวต่อ “แต่ท่านจะไม่มีวันได้ใช้ความตา
เซี่ยเยว่หลันรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบแน่น “เช่นนั้น...ซูจางเฉินไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประหารบิดาของข้าเพียงแต่ทำตามพระบัญชาหรือ?” ซูจางเฉินก้มศีรษะลงต่ำ “กระหม่อมไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประหารแม่ทัพเซี่ยพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมมีความผิดที่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่ตรวจสอบความจริง” เขาหยุดไป น้ำเสียงเริ่มสั่น “กระหม่อมรู้ว่าแม่ทัพเซี่ยเป็นผู้ภักดี แต่ในเวลานั้น หลักฐานทั้งหมดชี้ไปที่เขา และมีพระบัญชาจากฮ่องเต้องค์ก่อน...กระหม่อมจึงไม่กล้าขัดพระบัญชา” “แล้วเหตุใดเจ้าจึงลงนามในคำสั่งลับนี่?” เซี่ยเยว่หลันถาม ซูจางเฉินหลับตาลง “เพราะเซี่ยหมิงเต๋อเป็นผู้มาหากระหม่อม” ทุกสายตาพลันหันไปทางเซี่ยหมิงเต๋อ “เขาบอกว่าแม่ทัพเซี่ยกำลังจะได้รับพระราชทานยาพิษ และขอให้กระหม่อมจัดห้องคุมขังที่ไม่มีผู้ใดเข้าออกได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวแพร่กระจายไปถึงตระกูลเซี่ย” “โกหก!” เซี่ยหมิงเต๋อตวาด ซูจางเฉินหันไปมองเขา “เจ้าบอกข้าว่า หากแม่ทัพเซี่ยยอมรับผิด ตระกูลเซี่ยจะได้รับการไว้ชีวิต เจ้ายังบอกอีกว่าฮ่องเต้องค์ก่อนทรงมีพระประสงค์ให้เรื่องนี้จบลงโด
คำตอบของหลี่เซวียนทำให้เซี่ยเยว่หลันนิ่งงันไปชั่วขณะ พระองค์มิได้ตรัสเพื่อปลอบโยน มิได้ใช้ถ้อยคำสวยหรูเพื่อเรียกความเชื่อใจจากนาง แต่กลับยอมรับความจริงที่ไม่อาจย้อนคืนด้วยพระสุรเสียงหนักแน่น “หากวันนั้นข้ารู้ว่าแม่ทัพเซี่ยถูกใส่ร้าย ข้าจะทูลขัดพระบัญชาเสด็จพ่อ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตของข้าเอง” เซี่ยเยว่หลันมองพระองค์อยู่นาน ก่อนจะเบือนหน้าหนี “หม่อมฉันอยากเชื่อเพคะ” เพียงประโยคเดียวกลับทำให้หลี่เซวียนทรงเจ็บปวดอย่างยิ่ง นางยังไม่ได้ให้อภัยและพระองค์ก็ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้นางให้อภัยในเวลานี้ “ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็น” พระองค์ตรัส “ไม่ใช่ด้วยคำพูด แต่ด้วยความจริง” เซี่ยเยว่หลันมิได้ตอบ นางเพียงก้มมองตราเงินที่อยู่ในมือ ก่อนจะกำมันไว้แน่น ความจริงที่นางตามหามานานกำลังจะปรากฏแต่ก่อนที่ความจริงนั้นจะมาถึง นางกลับต้องเผชิญกับความจริงอีกข้อหนึ่ง...คนที่ทำให้บิดาของนางต้องตายอาจไม่ได้มีเพียงเซี่ยหมิงเต๋อ ลานไต่สวนมีเสียงกลองไต่สวนดังขึ้นสามครั้งจนก้องกังวานไปทั่วลานหน้าศาลหลวง ทหารหลวงยืนเรียงรายอยู่สองฝั่ง ประชาชนจำนวนมากถูกอนุญาตใ
เสียงของเจิ่นเสียวหยางราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางลานหน้าประตูเมือง เซี่ยเยว่หลันพลันหันขวับ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงแม้จะระแคะระคายแต่แรกจากที่ฝ่าบาทองค์ก่อนหลี่จิ้งเหยียนก่อนตรัสไว้ก่อนสิ้นใจ แต่นางก็ยังรู้สึกประหลาดใจ ซูจางเฉิน...บิดาของซูหว่านหนิง เหตุใดชื่อของเขาจึงปรากฏอยู่ในคำสั่งลับก่อนบิดาของนางสิ้นใจได้หรือคนพวกนี้ร่วมมือกันแต่แรกจริงๆ เซี่ยหมิงเต๋อที่ยืนอยู่ท่ามกลางทหารพลันเผยรอยยิ้มบางๆ ขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับผู้ที่กำลังจะถูกตัดสินโทษกลับพบหนทางเอาตัวรอด “เห็นแล้วหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงเยาะ “ข้าบอกแล้วว่าความจริงไม่ได้มีเพียงด้านเดียว!” “หุบปาก!” เจิ่นเสียวหยางตวาด “เรื่องนี้ต้องมีการไต่สวนเพิ่มเติมอีก เจ้าคิดว่า กล่าวเช่นนี้จะทำให้ตนเองพ้นผิดได้หรือ!” “ข้าพ้นผิดหรือไม่ ข้าไม่รู้” เซี่ยหมิงเต๋อหัวเราะเย็นชา “แต่หากพวกเจ้าคิดจะล้างมลทินให้แม่ทัพเซี่ย ก็จงไปถามซูจางเฉินเสียก่อน ว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของแม่ทัพเซี่ยอย่างไร!” เซี่ยเยว่หลันกำมือแน่น นางไม่อาจปล่อย







