LOGINค่ำคืนยังคงดำเนินต่อไป เสียงดนตรีกลับมาบรรเลงอีกครั้ง ทว่าความสนใจของผู้คนกลับไม่ได้อยู่ที่การแสดงเบื้องหน้าอีกแล้ว หลายคนยังคงแอบมองไปทางเซี่ยกุ้ยเฟยและมู่เฟย เมื่อครู่...ทุกคนเห็นชัดเจนว่าเซี่ยกุ้ยเฟยสามารถกลบเสียงพิณของมู่เฟยได้อย่างหมดจด แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรงๆ เพราะหากพูดว่าเซี่ยกุ้ยเฟยจงใจ ก็เท่ากับกล่าวหาพระสนมชั้นสูงต่อหน้าฮ่องเต้ มู่หลิงซีเองก็นั่งลงที่เดิมแล้ว ใบหน้าของนางกลับมาอ่อนโยนดังเดิมราวกับเรื่องเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น ซูหว่านหนิงโน้มตัวเข้าไปกระซิบ “พี่หญิง...” “อืม?” “พระองค์ไม่เป็นอะไรจริงหรือเพคะ?” มู่หลิงซีส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นไร” “แต่เมื่อครู่...” “อย่าพูดเรื่องนั้น” น้ำเสียงของมู่หลิงซีแผ่วเบา “คืนนี้คนมองพวกเรามากเกินไปแล้ว” ซูหว่านหนิงเม้มริมฝีปาก ก่อนจะพยักหน้า มู่หลิงซีเหลือบมองไปทางเซี่ยเยว่หลันอีกฝ่ายกำลังนั่งสนทนากับฮ่องเต้อย่างอารมณ์ดี ใบหน้าของนางไม่มีร่องรอยของความสะใจแม้แต่น้อยกลับดูเหมือนสตรีที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพิ่งทำให้ใครเสียหน้า มู่หลิงซีหัวเราะในใจ เซี่ยกุ้ยเฟย...เจ
มู่หลิงซีสูดลมหายใจเข้าเบาๆ นางเดินไปนั่งลงตรงหน้าโต๊ะพิณอย่างสง่างาม คืนนี้เป็นครั้งแรกที่นางได้ร่วมงานเลี้ยงต่อหน้าคนทั้งวังและเป็นครั้งแรกที่นางได้แสดงฝีมือต่อหน้าฮ่องเต้ นางย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือ ปลายนิ้วเรียวงามแตะลงบนสายพิณ เสียงแรกดังขึ้นกังวานใส ก่อนท่วงทำนองจะค่อยๆ ไหลออกมาอย่างนุ่มนวล เหล่าขุนนางต่างหยุดสนทนา เหล่าพระสนมเองก็หันไปมอง แม้แต่หลี่จิ้งเหยียนยังทอดพระเนตรมู่หลิงซีอยู่ครู่หนึ่ง ซูหว่านหนิงยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “พี่หญิงของหม่อมฉันเก่งที่สุดแล้วเพคะ” หลินซิวอี๋เองก็เอ่ยชม “มู่เฟยเหนียงเหนียงทรงบรรเลงได้ไพเราะจริงๆ เพคะ” คำชมดังขึ้นเรื่อยๆ มู่หลิงซีจึงยิ่งตั้งใจเล่น นางรู้ดีว่า...นี่คือช่วงเวลาของนาง ทว่าเซี่ยเยว่หลันกลับนั่งฟังอย่างเงียบๆ นางไม่ได้มีสีหน้าหงุดหงิดไม่ได้แสดงความริษยา ตรงกันข้าม...ริมฝีปากของนางกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม เสียงพิณยังคงดังต่อเนื่องจนกระทั่งเซี่ยเยว่หลันเอ่ยขึ้น “ไพเราะจริงๆ” มู่หลิงซีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “ขอบพระทัยกุ้ยเฟยเพคะ” “แต่...” คำว่า แต่ ทำให้หลายคนหันมามอง เซี่ยเยว่หลันเอียง
เซี่ยเยว่หลันกล่าวด้วยรอยยิ้ม หลี่จิ้งเหยียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ เพราะรู้สึกแปลกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของนาง “เจ้านี่...ปากหวานขึ้นกว่าเดิมมาก” “หม่อมฉันเพียงพูดความจริงเพคะ” เซี่ยเยว่หลันตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “หรือฝ่าบาททรงคิดว่าหม่อมฉันไม่ควรคิดถึงพระองค์?” “ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้น” “เช่นนั้นก็ดีเพคะ” นางยิ้มแล้วนั่งลง หลี่จิ้งเหยียนจึงประทับลงข้างกัน ภาพนั้นทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบลงเล็กน้อย มู่หลิงซีมองภาพตรงหน้าอย่างสงบนิ่งแต่ปลายนิ้วของนางกลับกำชายแขนเสื้อแน่นขึ้น เซี่ยเยว่หลันเห็นทุกอย่างแต่ทำเหมือนไม่เห็น นางยกถ้วยสุราขึ้นจิบ พลางมองไปยังโต๊ะของเหล่าพระสนม คืนนี้...นางไม่คิดจะทะเลาะกับใคร เพราะการทะเลาะกันตรงๆ มีแต่ทำให้อีกฝ่ายได้ประโยชน์เสียมากกว่า หากมู่หลิงซีต้องการให้นางกลายเป็นสตรีใจร้อน โหดร้าย และรังแกพระสนมคนใหม่...นางก็จะไม่เล่นตามบทนั้น แต่จะเขียนบทใหม่ให้อีกฝ่ายแทน “ฝ่าบาท” “ว่าอย่างไร?” “คืนนี้มู่เฟยเพิ่งเข้าร่วมงานเลี้ยงเป็นครั้งแรกใช่หรือไม่เพคะ?” หลี่จิ้งเหยียนพยักหน้า “ใช่” เซี่ยเยว่หล
เซี่ยเยว่หลันมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน เมื่อครู่นางยังยืนอยู่ดีๆ แต่เพียงไม่กี่ประโยค มู่เฟยกลับกลายเป็นสตรีผู้ถูกกุ้ยเฟยรังแกเสียแล้ว ช่างแสดงได้ดีสมบทบาทจริงๆ หากนางไม่เห็นกับตาว่ามู่หลิงซีจงใจล้มลงเอง นางก็คงเกือบเชื่อไปแล้ว “พี่หญิง...” ซูหว่านหนิงรีบเข้ามาประคองแขนมู่หลิงซี สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความเป็นห่วง “ท่านเจ็บตรงไหนหรือไม่?” “ข้าไม่เป็นไร” มู่หลิงซีส่ายหน้าเบาๆ “อย่าได้ทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่เลย” “แต่...” ซูหว่านหนิงกัดริมฝีปาก สายตาของนางเหลือบมองเซี่ยเยว่หลัน ก่อนจะรีบหลุบลง ท่าทางนั้นทำให้คนรอบข้างยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เซี่ยเยว่หลันแทบอยากปรบมือให้ หนึ่งคนเล่นบทน่าสงสาร อีกหนึ่งคนเล่นบทน้องสาวผู้ปกป้องพี่ ช่างเข้าขากันเสียจริง ไม่น่าเชื่อว่านางหายจากอาการประชวรมาเพื่อมาเจอละครฉากใหญ่ “หว่านหนิง” มู่หลิงซีเอ่ยเสียงเบา “อย่าพูดอะไรอีก” “แต่พี่หญิง...เมื่อครู่ข้าเห็น...” “ข้าไม่เป็นไร” มู่หลิงซีบีบมือของน้องสาวเบาๆ ราวกับเตือนให้นางหยุดพูด จากนั้นจึงหันไปทางฮ่องเต้ “ฝ่าบาท คืนนี้เป็
เซี่ยเยว่หลันกำลังจะเอ่ยถามต่อ ทว่าเสียงดนตรีที่บรรเลงอยู่กลางสวนหลวงกลับหยุดลงเสียก่อน บทสนทนาหลายแห่งค่อยๆ เงียบเสียงลง เหล่าขุนนางต่างลุกขึ้นจากที่นั่ง ขณะที่พระสนมแต่ละตำหนักรีบจัดอาภรณ์ของตนให้เรียบร้อย ก่อนหันไปยังทางเดินด้านหน้า “ฝ่าบาทเสด็จ!” เสียงขันทีประกาศก้องไปทั่วสวน หลี่จิ้งเหยียนก้าวเข้ามาในงานด้วยท่วงท่าสง่างาม ฉลองพระองค์สีดำปักลายมังกรทองขับให้พระองค์ดูน่าเกรงขามยิ่งกว่าเดิม ทว่าในคืนนี้...สิ่งที่ทำให้สายตาของผู้คนจับจ้องกลับไม่ใช่เพียงฮ่องเต้ แต่เป็นสตรีสองคนที่เดินเคียงข้างพระองค์มาหนึ่งคือซูหว่านหนิง อีกหนึ่งคือสตรีที่เซี่ยเยว่หลันไม่เคยพบหน้ามาก่อน นางสวมอาภรณ์สีแดงเข้ม ปักลายดอกเหมยสีทองอย่างประณีต ชายแขนเสื้อพลิ้วไหวตามจังหวะก้าวเดิน เส้นผมดำสนิทถูกเกล้าสูง ประดับด้วยปิ่นทองลายหงส์เพียงชิ้นเดียว ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องประดับมากมายเพราะใบหน้าของนางก็โดดเด่นมากพอแล้ว หญิงผู้นั้นดูงดงาม สง่างามและเยือกเย็น ที่สำคัญ...นางมีท่าทีมั่นใจราวกับรู้ดีว่าตนเองยืนอยู่ตรงไหนในวังแห่งนี้ ซูหว่านหนิงหันไปมองนาง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสนิทสนม “
ตำหนักจัดงานเลี้ยงในยามค่ำคืนสว่างไสวราวกับกลางวัน โคมแดงนับร้อยแขวนเรียงรายไปตามระเบียงยาว เสียงดนตรีดังแผ่วเบา กลิ่นดอกไม้หอมอบอวลไปทั่วสวนหลวง เหล่าขุนนางและพระสนมทยอยเดินทางเข้ามายังงาน แต่ทันทีที่เซี่ยเยว่หลันปรากฏตัวขึ้น... บทสนทนาหลายแห่งก็เงียบลง สายตานับไม่ถ้วนหันมาทางนาง บางสายตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ บางสายตาเต็มไปด้วยความระแวดระวังและบางสายตา...กลับมีความผิดหวังที่ปิดไม่มิด เซี่ยเยว่หลันเดินผ่านทุกคนอย่างสงบนิ่งราวกับไม่เห็นสายตาเหล่านั้นแต่ภายในใจ...นางกลับจดจำทุกสีหน้า ทุกปฏิกิริยา ไม่มีใครรู้ว่าในช่วงเวลาที่นอนประชวรอยู่ในตำหนัก นางได้เรียนรู้สิ่งหนึ่งคนที่กลัวเจ้าจะตาย...อาจไม่ได้เป็นคนที่รักเจ้าและคนที่ผิดหวังเมื่อเห็นเจ้ายังมีชีวิตอยู่...ต่างหากที่ควรจับตามองที่สุด "เซี่ยกุ้ยเฟยเสด็จ" เสียงขันทีประกาศดังขึ้น หลายคนรีบค้อมกาย เซี่ยเยว่หลันเดินเข้าไปยังที่นั่งของตนแต่ก่อนที่นางจะนั่งลง...เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นจากอีกด้าน "ในที่สุดกุ้ยเฟยก็หายประชวรเสียทีนะเพคะ" น้ำเสียงนั้นอ่อนหวาน ฟังดูเหมือนเป็นความห่วงใยแต่เซี่ยเยว่หลันกลับรู้ทันทีว่า...







