LOGIN“เชิญกล่าว”
“การกลับมาของเฟิ่ง...องค์หญิงเฟิ่งจวินหนิง ท่านให้คนที่ไว้ใจได้เข้าไปกราบทูลฝ่าบาท อย่าให้ผู้ใดนอกจากฝ่าบาทล่วงรู้จนกว่าจะมีเกี้ยวจากวังหลวงมารับนางเข้าวังหลวงพรุ่งนี้เช้า ท่านทำได้หรือไม่”
หวังเซียวขมวดคิ้ว “หรือเจ้าคิดว่า...องค์หญิงอาจทรงถูกปองร้าย?”
“นางต้องหลบเร้นไปด้วยเหตุใดท่านคงไม่ต้องให้ข้าพูดย้อนความอีกกระมัง”
“แต่เรื่องนั้นสอบสวนและปิดคดีไปแล้ว เป็นแม่นมของ...”
“ท่านเชื่อเช่นนั้นหรือ เชื่อว่าเพียงนางกำนัลชราคนเดียวจะกล้าวางแผนลอบปลงพระชนม์อวี๋กุ้ยเฟยและองค์หญิงของแคว้นต้าเยวี่ย?”
หวังเซียวเงียบไปในทันที เขาเองก็เคยสงสัยว่าคดีนี้ปิดได้ง่ายดายจนเกินไป แม้เงื่อนงำมากมายแต่กลับยากจะคลี่คลายสืบสาว ได้แต่พยายามส่งคนออกตามหาองค์หญิงไปทั่ว ผ่านไปสามปีกลับไร้ร่องรอยจนถึงวันนี้...
“ตกลงข้าจะทำเช่นที่เจ้าว่า ข้าจะให้คนไปเตรียมเรือนพัก เจ้ากับองค์หญิงก็พักเสียที่นี่ ข้ารับรองว่าที่นี่ปลอดภัยแน่นอน”
“เช่นนั้นก็รบกวนท่านอัครเสนาบดีด้วย”
ตำหนักหล่วนเฟิ่งเป็นที่พำนักของหนานฉีหวางที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทาน ทุกครั้งที่เฟิ่งอวิ๋นฉีเดินทางเข้ามายังเมืองหลวง เขาก็จะพำนักในวังหลวงไม่ได้มีจวนนอกวังหลวงเช่นราชนิกูลทั่วไป
“ทูลท่านอ๋อง คนของเราส่งม้าเร็วมาขอรับ ท่านกุนซือเป็นคนส่งเขามา เห็นว่ามีจดหมายด่วนถูกส่งมาจากทางตะวันออก”
“ตะวันออก?” เฟิ่งอวิ๋นฉีรับจดหมายที่ถูกเปิดผนึกนั้นมาอ่าน เดาว่าเสวี่ยอวี้ผู้เป็นกุนซือคงเปิดอ่านก่อนหน้านี้ จากนั้นจึงเร่งให้คนนำจดหมายมาส่งเขาทันที
“องค์หญิงเฟิ่งจวินหนิง? มิใช่ว่าถูกลอบปลงพระชนม์ไปพร้อมกับพระสนมหรอกหรือ เหตุใดจึง...ไป๋จื่อ!”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้ากับเสี่ยวเฮยไปแอบดูสำนวนคดีการลอบปลงพระชนม์อวี๋กุ้ยเฟย หากเป็นไปได้ก็แอบนำฉบับคัดลอกออกมาข้าอยากดู”
“ขอรับ”
“มิใช่ว่าสิ้นใจไปตั้งแต่ตอนนั้น?” คิ้วเข้มมุ่นลงเมื่อนึกถึงเรื่องที่เขายังคงติดค้างอวี๋กุ้ยเฟย เรื่องนี้มีไม่กี่คนที่ล่วงรู้
ครานั้นราชสำนักขัดแย้งรุนแรง ขุนนางแบ่งฝักแบ่งฝ่าย บ้านเมืองวุ่นวายสับสัน เขาถูกเลี่ยโหวลวงให้ยกทัพเข้าประชิดเมืองหลวง เนื่องจากอีกฝ่ายส่งข่าวไปทางเหนือบอกว่าฮ่องเต้ทรงมีภัย
หากมิใช่อวี๋กุ้ยเฟยเสี่ยงชีวิตส่งข่าวบอกเขา และวันนั้นเขายกทัพเข้ามาประชิดเมืองหลวง ผู้ที่ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือในการก่อกบฏก็คือเขานั่นเอง
เขามีศัตรูรอบด้านอวี๋กุ้ยเฟยเองก็รู้ดี ดังนั้นหลังเกิดเรื่องจึงไม่เคยเปิดเผยเรื่องนี้ให้ผู้ใดล่วงรู้ อีกทางหนึ่งนางเองก็คงเกรงว่าตัวเองจะมีภัย ดังนั้นตอนที่บังเอิญพบกันโดยบังเอิญในอุทยานเมื่อหลายปีก่อน เขาจึงบอกกับนางว่าเขาติดค้างนางเรื่องหนึ่ง ขอเพียงนางเอ่ยปากแม้เขาต้องเสี่ยงชีวิตเขาก็ยินดีจะทำ
เรื่องที่เกิดขึ้นในอุทยานมีเพียงนางกับเขาที่รู้ บัดนี้มีผู้ที่ส่งจดหมายมาทวงถามถึงคำมั่น ทั้งที่อวี๋กุ้ยเฟยสิ้นใจไปแล้ว เห็นชัดว่าจดหมายฉบับนี้ถูกส่งมาจากคนที่ช่วยชีวิตองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงเอาไว้จริงๆ ทั้งยังอาจเป็นคนที่ใกล้ชิดกับอวี๋กุ้ยเฟย กระทั่งนางวางใจบอกกล่าวถึงเรื่องราวในอดีต
“ทูลท่านอ๋อง”
“มีเรื่องอะไร”
“ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ท่านอ๋องเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” เฟิ่งอวิ๋นฉีรีบไปเข้าเฝ้าโดยไม่คิดอะไร กระทั่งฮ่องเต้มีรับสั่งให้เขาไปรับองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงเข้าวังหลวงด้วยตัวเอง เขาจึงได้แต่รู้สึกประหลาดใจ ทุกอย่างล้วนประจวบเหมาะกันจนน่าสงสัย ราวกับว่ามีผู้ใดอยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนี้
“ทรงคิดว่ามีคนจัดฉากเรื่องนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋จื่อถามผู้เป็นนายด้วยความลังเล
เฟิ่งอวิ๋นฉีครุ่นคิดอยู่นานมากกระทั่งลุกขึ้น “ข้าจะไปจวนอัครเสนาบดี”
“ไปตอนนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“จัดฉากหรือไม่มีเพียงไปพบหวังเซียวจึงจะได้คำตอบ”
เขากล่าวจบก็ล้วงหยกพระราชทานออกมา ตราหยกที่เขานำออกมาใช้น้อยครั้ง เพราะที่ผ่านมาเขาค้างคืนในวังหลวงน้อยมาก ซึ่งการจะเข้าออกยามวิกาลมีเพียงต้องใช้ตราหยกพระราชทานเท่านั้น หาไม่แม้จะเป็นเขาก็อาจต้องได้รับโทษ
การมาเยือนยามวิกาลของหนานฉีหวางทำให้หวังเซียวผิดคาดอยู่บ้าง ดังนั้นเมื่อพบอีกฝ่ายแต่งกายเรียบง่าย เขาจึงได้แต่สั่งคนให้ถอยออกไป เนื่องจากตระหนักดีว่าหากอีกฝ่ายมาอย่างไม่เป็นทางการ นั่นย่อมหมายความว่าเรื่องนี้อาจเป็นความลับที่ไม่อาจแพร่งพราย
“ข้าน้อยคารวะหนานฉีหวาง”
“ท่านอัครเสนาบดี ข้ามาเพราะได้รับราชโองการ พรุ่งนี้เช้าข้าต้องมารับองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงเข้าวังหลวงด้วยตัวเอง”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้ แต่ตอนนี้เพิ่งล่วงเข้าปลายยามซวี[1]...”
[1] ช่วงเวลาสามทุ่ม
เซี่ยไห่ถางรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันใด“เจ้า...แต่งให้อวิ๋นฉี เป็นหนานฉีหวางเฟย เดินทางไปยังชายแดนเหนือพร้อมเขาและจวินหนิง”!!!เซี่ยไห่ถางรู้สึกโกรธจนหน้ามืด ในที่สุดเรื่องที่เฟิ่งหนิงเคยเตือนนางก็เกิดขึ้นแล้ว มีคนต้องการใช้เฟิ่งหนิงข่มขู่บังคับนางจริงๆ และคนผู้นั้นยังเป็นบิดาของเด็กสาวอีกด้วย!!“ทรงรู้หรือไม่เพคะ” เซี่ยไห่ถางไม่ปิดบังความโกรธ “หม่อมฉันสามารถพานางหลบเร้นจนสุดหล้า หากหม่อมฉันทำเช่นนั้น ชาตินี้ทั้งชาติพระองค์จะไม่มีวันได้พบนางอีก”ฮ่องเต้สรวลออกมาเบาๆ “รู้สิ หนานฉีหวางย้ำนักหนาว่าคนเช่นเจ้าไม่อาจบีบบังคับหากเจ้าไม่เต็มใจ เพียงแต่...หากแลกกับอิสระของจวินหนิงเล่า”“ทรงหมายความว่าอย่างไร”“เทียบกับการที่เจ้าต้องพานางหลบๆ ซ่อนๆ หากเจ้ายินยอม...ทั้งเจ้าและจวินหนิงจะกลายเป็นคนของจวนหนานฉีหวาง จวินหนิงจะมีอิสระในการตัดสินใจทุกเรื่องในอนาคต แม้แต่เรื่อง...ราชบุตรเขย”เซี่ยไห่ถางยังคงมองพิจารณาบุรุษตรงหน้าอย่างจริงจัง “แม้แต่เรื่องที่ว่านางอยากจะกลับมาเมืองหลวงอีกครั้งหรือไม่?”เห็นอีกฝ่ายชะงักและครุ่นคิดอย่างหนัก หญิงสาวมั่นใจแล้วว่าฮ่องเต้ผู้นี้รักและปรารถนาดีต่อเฟิ่งหนิง
เรื่องที่เฟิ่งอวิ๋นฉีกล่าวหาได้เป็นเรื่องเท็จ เฟิ่งหนิงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเซี่ยไห่ถางแม้แต่น้อย เพราะในขณะที่นางกับเฟิ่งอวิ๋นฉีกำลังสนทนากันนั้น ฮ่องเต้ก็กำลังสนทนาอยู่กับเซี่ยไห่ถางในอุทยานหญิงสาวไม่คาดว่าการมาตำหนักเฟิ่งหวงครานี้ กลับมีเรื่องบังเอิญเช่นว่า...ฮ่องเต้เองก็เสด็จมาถึงเวลาไล่เลี่ยกับนาง นึกถึงสีหน้าเขียวคล้ำที่พยายามข่มกลั้นของฮองเฮา ขณะฮ่องเต้เสด็จมาผิดเวลา กระทั่งให้นางออกมาเดินเล่นเป็นเพื่อนเขาขากลับ หญิงสาวได้แต่ทำเป็นมองไม่เห็นและทูลลาด้วยใบหน้าเรียบเฉย“มาถึงเมืองหลวงหลายวันคุ้นชินบ้างแล้วหรือยัง”“เพคะ”“ได้ยินมาว่าเจ้ากับหนานฉีหวางเคยบังเอิญพบกันก่อนหน้านี้ที่ชายแดนตะวันออก”“เพคะ ตอนนั้นหม่อมฉันกำลังจะพาองค์หญิงจวินหนิงข้ามชายแดนมาต้าเยวี่ย”“แม่นางเซี่ย ก่อนสิ้นใจจอมยุทธ์ชิงเจี้ยนสั่งเสียสิ่งใดไว้หรือไม่ เรื่องเกี่ยวกับ...จวินหนิง”เซี่ยไห่ถางชะงักและหยุดเดิน ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ให้ผู้ติดตามทั้งหมดล่าถอยออกไป หญิงสาวมองบุรุษผู้เป็นถึงผู้ครองแคว้น “เขากล่าวว่าให้พาองค์หญิงกลับเมืองหลวง หากเป็นไปได้ก็ให้นางอยู่ข้างกายหนานฉีหวางเพคะ”เสียงถอนหายใจดังขึ้นราวกลั
---แม้มีคนไม่มากนักที่ล่วงรู้ แต่ผู้คนส่วนใหญ่ที่ซุบซิบก็คือคนในวังหลวง หากทันทีที่เกิดเรื่องนางก็หาเรื่องข้า เจ้าไม่คิดหรอกหรือว่าฐานะฮองเฮาของนางจะกลายเป็นตัวตลกทันที---เฟิ่งหนิงมีสีหน้าลังเลไม่เห็นด้วย แต่มาคิดดูอีกทีนางก็เห็นว่าเป็นไปได้ ดังนั้นจนถึงที่สุดก็ไม่ได้ดึงดันตามไป ได้แต่มองส่งเซี่ยไห่ถางเดินออกไปจากตำหนักพร้อมกับนางกำนัลและขันทีถึงอย่างนั้น...อยู่ๆ เด็กสาวกลับขมวดคิ้วและเดินออกไปจากตำหนัก ด้านหลังมีนางกำนัลและขันทีรีบตามไปแม้ถามแต่ก็ไม่ได้คำตอบว่าผู้เป็นนายจะไปที่ใดกระทั่ง...“ถวายพระพรองค์หญิง มาเข้าเฝ้าท่านอ๋องหรือพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋จื่อมองนางกำนัลและขันทีที่วิ่งตามมาอย่างแตกตื่นเฟิ่งหนิงใช้ภาษามือสนทนากับไป๋จื่อ แต่ชายหนุ่มกลับไม่เข้าใจแม้แต่น้อย “กระหม่อม...จะให้คนไปรายงานท่านอ๋อง อีกทั้ง...” เขามองเด็กสาวด้วยท่าทางลังเล “จะให้คนจัดเตรียมกระดาษ พู่กัน?”เฟิ่งหนิงยิ้มกว้างพร้อมกับพยักหน้าแรงๆภายในห้องโถงตำหนักหล่วนเฟิ่งหลังจากนางกำนัลและขันทีถูกไล่ออกไป เฟิ่งหนิงก็เอาแต่นั่งจ้องหน้าเฟิ่งอวิ๋นฉีนิ่ง อ๋องหนุ่มปล่อยให้เด็กสาวมองจนพอใจ จากนั้นก็รินชาส่งให้“มาหาข้าคงมีเร
“เจ้าเลือกข้างแล้ว?”“ข้าเลือกได้ด้วยหรือ ถึงที่สุดหากนางไม่หาทางทำร้ายเฟิ่งหนิงก็แล้วไป แต่หากนางทำข้าย่อมอยู่คนละฝั่งกับนางอยู่แล้ว...”เงาร่างของคนหลายคนกำลังเดินตรงมา เซี่ยไห่ถางมองซ้ายขวาจากนั้นคว้าเอวสอบของชายหนุ่ม หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเก๋งริมทะเลสาบ จากนั้นดีดปลายเท้าขึ้นไปยังต้นหูกวาง ไม่นานนางก็พาเฟิ่งอวิ๋นฉีเหินกายขึ้นไปหลบบนหลังคาเก๋งหลังน้อยเสียงสนทนาแผ่วเบาดังเข้ามาเป็นระยะ แผนการวางยาลอบส่งตัวเฟิ่งอวิ๋นฉีให้ซวี่อิงอิงผู้เป็นน้องสาวของฮองเฮา นับว่าวางแผนมาได้ดีมาก หากไม่ใช่เพราะเซี่ยไห่ถางอยู่ผิดที่ผิดเวลา เกรงว่าอิทธิพลของตระกูลซวี่คงมีมากกว่าฮ่องเต้เสียอีกขณะนั่งอยู่บนหลังคาเก๋งมือของหญิงสาวแตะลงไปยังข้อมือของชายหนุ่ม เขาดูไร้เรี่ยวแรงและอาการผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด เพียงแต่อาการเหล่านี้นางให้สงสัยว่ามันไม่ใช่เพียงเพราะถูกวางยาเท่านั้นคิ้วเรียวขมวดมุ่นสบตากับเขาในความเลือนราง ทั้งสองไม่อาจพูดคุยส่งเสียง เนื่องจากเบื้องล่างยังคงมีขันที นางกำนัลหลายคนกำลังค้นหาอ๋องหนุ่มครู่ใหญ่กลุ่มคนเหล่านั้นแยกกันไปหาด้านอื่น เซี่ยไห่ถางกระชับแขนที่โอบเอวสอบ “เราสมควรไปจากที่นี่” นาง
ในงานเลี้ยงซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความครื้นเครง เซี่ยไห่ถางกลับมองไม่ออกว่างานเลี้ยงนี้จัดขึ้นเพื่อเฟิ่งหนิงจริงๆ หรือเป็นเพียงงานเลี้ยงที่เปิดโอกาสให้ขุนนางทั้งหลายสามารถอวดอ้างความร่ำรวย มั่งคั่ง กระทั่งสามารถเปิดโอกาสให้บุตรสาวตระกูลขุนนางใหญ่ สามารถเข้ามาพบปะกับบุตรชายตระกูลสูงศักดิ์ จากนั้นก็ยกยอกันไปมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้ที่พระพักตร์เรียบเฉย ฮองเฮาที่วางท่าสูงส่งสง่างาม ส่วนเฟิ่งหนิงผู้เป็นเจ้าของงานกลับเพียงนั่งเงียบ แม้นานๆ ครั้งจะมีของกินน่าสนใจเด็กสาวก็จะเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือการที่สตรีจวนต่างๆ ล้วนผลัดกันส่งสายตาหวานซึ้งไปให้หนานฉีหวาง ซึ่งบัดนี้เอาแต่สนใจสุราและอาหารเลิศรสตรงหน้า แม้แต่คนงามที่กำลังร่ายรำด้วยท่าทีอ่อนช้อย เขาก็ไม่แม้แต่จะชายตาแล---เฮ้อ น่าเบื่อยิ่ง--- หญิงสาวลอบใช้ภาษามือกับเฟิ่งหนิง ---ข้าอยากไปสูดอากาศด้านนอก เจ้าจะไปด้วยหรือไม่ หากไปอีกครู่หนึ่งตามออกมานะ ใช้ข้ออ้างว่าจะไปสุขาก็แล้วกัน---เฟิ่งหนิงพยักหน้าช้าๆ จากนั้นมองตามเซี่ยไห่ถางที่เดินออกมาจากโถงจัดงานเลี้ยง ไม่นานหญิงสาวทั้งสองก็มาพบกันที่ทางเดิน
“นั่นสิลำบากแย่เลย แต่ข้าว่าก็ดีนะ ใช่หรือไม่จวินหนิง วันๆ ไม่ต้องพูดกับผู้ใด ไม่มีใครคอยกวนใจด้วย อยู่เงียบๆ ก็ออกจะสงบ แต่อาจลำบากหากวันใดแต่งงานถึงอย่างนั้นข้าก็ว่าผู้ที่แต่งงานกับเจ้าต้องเข้าใจแน่ๆ ดีไม่ดีหากแต่งให้บุรุษที่ยอมพูดมากๆ หน่อย ชีวิตบั้นปลายอาจไม่เงียบเหงา”“ทำไมเล่าเพคะองค์หญิง”“ก็เขาพูดแทนหมดแล้วอย่างไรเล่า” กล่าวจบทั้งสองก็หัวเราะออกมาราวกับพานพบเรื่องตลกขบขันเฟิ่งหนิงและเซี่ยไห่ถางเพียงมองเฟิ่งจิ้งและซวี่อิงอิงต่างเล่นละครรับกันไปมาด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ มองเผินๆ อาจดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจ แต่การย้ำเรื่องเดิมๆ ไปมา ทั้งที่เรื่องเฟิ่งหนิงไม่อาจส่งเสียงพูดเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฮ่องเต้รักเฟิ่งหนิงมากจนกำชับเรื่องนี้กับทุกๆ ตำหนักให้ระมัดระวัง ไม่มีทางที่สตรีตรงหน้าทั้งสองจะไม่รู้...ถึงอย่างนั้นอยู่ๆ ก็มีเสียงทักทายขึ้นจากอีกฟาก“บังเอิญยิ่งข้ากำลังจะไปหาที่ตำหนัก เฟิ่งหนิงที่แท้เจ้าเองก็ออกมาเดินเล่นหรอกหรือ” หนานฉีหวางเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม ในมือยังมีกล่องไม้ลงรักขนาดเล็กแกะลายงดงาม“ถวายพระพรเสด็จอาเพคะ”“ถวายพระพรท่านอ๋อง”เฟิ่งหนิงและเซี่ยไห่ถางเพียงยอบกายให้เขาจาก







