LOGINเมื่อหลินเฟิงกลับมาถึงตระกูลหลิน พระอาทิตย์ก็เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า
แสงสีทองสาดลงบนกำแพงสูงของตระกูล เสียงผู้คนเริ่มดังขึ้นตามลานต่าง ๆ บรรดาศิษย์รุ่นเยาว์ทยอยออกจากเรือนพักเพื่อเตรียมตัวฝึกยุทธ์เช่นทุกวัน ไม่มีใครสนใจเด็กหนุ่มในชุดขาดรุ่งริ่งที่เดินผ่านประตูตระกูลเข้ามา ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบนภูเขาต้องห้ามและที่สำคัญ…ไม่มีใครรู้ว่าหลินเฟิงไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป เขาเดินกลับเรือนพักด้วยฝีเท้าที่มั่นคง แม้ร่างกายยังเต็มไปด้วยบาดแผลจากการประลองเมื่อคืน แต่ภายในร่างของเขากลับมีบางสิ่งแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ลมปราณกำลังไหลเวียนมันยังอ่อนแอมากอ่อนแอจนแทบไม่สามารถเรียกว่าพลังได้แต่สำหรับหลินเฟิง…มันคือปาฏิหาริย์ ตลอดสิบเจ็ดปี เขาเคยพยายามนับครั้งไม่ถ้วน รวบรวมลมปราณตามวิธีที่ผู้อาวุโสสอน นั่งสมาธิ กำหนดลมหายใจ ดูดซับพลังฟ้าดินแต่ทุกครั้งผลลัพธ์กลับเหมือนเดิมไม่มีลมปราณแม้แต่สายเดียวอยู่ภายในร่าง ทว่าตอนนี้…ไหลเวียน…” หลินเฟิงนั่งลงบนเตียงไม้เก่า ๆ พลางหลับตาจิตของเขาค่อย ๆ จมลงสู่ร่างกาย ในความมืดมิด เขามองเห็นเส้นลมปราณนับไม่ถ้วน บางเส้นตีบตัน บางเส้นแตกร้าว บางเส้นดูราวกับถูกปิดผนึกมานานหลายปี แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจที่สุดคือบริเวณกลางอกตราประทับสีทองที่เคยปรากฏขึ้นเมื่อคืนยังคงอยู่ เพียงแต่ตอนนี้มันมีรอยร้าวเก้ารอยและด้านหลังตราประทับ…มีเงากระบี่สีดำเลือนรางลอยอยู่ หลินเฟิงขมวดคิ้ว “นี่คือสิ่งที่อยู่ในร่างข้ามาตลอดสิบเจ็ดปี?” เขาเอื้อมจิตเข้าไปใกล้ทันใดนั้น วูบ!เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว“อย่าแตะต้องผนึก” หลินเฟิงลืมตาขึ้นทันที “เจ้าอีกแล้ว” ใช่” เสียงนั้นเงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “ตอนนี้เจ้ายังอ่อนแอเกินไป” “อ่อนแอ?” หลินเฟิงหัวเราะเยาะตัวเอง“ข้าเป็นคนที่แม้แต่ลมปราณยังรวบรวมไม่ได้ เจ้าคิดว่าข้าจะไปแข็งแกร่งได้ถึงไหน?” “ผิดแล้ว”เสียงนั้นตอบทันที“เจ้าไม่ได้รวบรวมลมปราณไม่ได้” หลินเฟิงชะงัก “แต่เจ้าถูกบางสิ่งปิดกั้นเอาไว้” “หมายความว่าอย่างไร?” “ร่างกายของเจ้าไม่เหมือนคนทั่วไป” เสียงนั้นกล่าวช้า ๆ “เส้นลมปราณของเจ้าถูกปิดผนึกมาตั้งแต่เกิด ทุกครั้งที่เจ้าพยายามดูดซับพลังฟ้าดิน พลังเหล่านั้นจะถูกดูดเข้าไปในผนึกแทน”หลินเฟิงกำหมัดแน่นเขานึกถึงสิบเจ็ดปีที่ผ่านมาสิบเจ็ดปีที่ทุกคนคิดว่าเขาไร้พรสวรรค์สิบเจ็ดปีที่บิดาของเขาไม่กล้ามองหน้าเขาตรง ๆสิบเจ็ดปีที่ผู้คนในตระกูลเรียกเขาว่า “ขยะ”ที่แท้… เขาไม่ใช่ขยะ เขาเพียงถูกบางสิ่งปิดผนึกเอาไว้“แล้วเหตุใดผนึกจึงเริ่มคลาย?” เสียงนั้นเงียบไป ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง“เพราะกระบี่เลือกเจ้า”หลินเฟิงมองฝ่ามือตัวเอง “กระบี่นั่น…” “อย่าถามตอนนี้” “แต่ข้าต้องรู้” “ไม่ใช่ตอนนี้”เสียงนั้นเด็ดขาด “หากเจ้ารู้เร็วเกินไป เจ้าจะตายเร็วขึ้น” หลินเฟิงเงียบ ผ่านไปครู่หนึ่ง เขากลับยิ้มออกมา“ก็ได้” เขานั่งขัดสมาธิอีกครั้ง“ในเมื่อข้ายังอ่อนแอ…”ดวงตาของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นแน่วแน่ “เช่นนั้นก็เริ่มจากแข็งแกร่งขึ้นก่อน” เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ตามตำราพื้นฐานที่เคยอ่านมาเป็นพันครั้ง เขาเริ่มควบคุมลมหายใจหนึ่งรอบ สองรอบ สามรอบ…พลังฟ้าดินโดยรอบค่อย ๆ เคลื่อนไหว มันบางเบามากจนแทบไม่สามารถสัมผัสได้แต่ครั้งนี้แตกต่างจากอดีต พลังเหล่านั้นไม่ได้สลายหายไป มันกำลังเข้าสู่ร่างของเขา หลินเฟิงรู้สึกได้ถึงความเย็นเล็กน้อยบริเวณปลายจมูก ก่อนจะไหลลงมาถึงหน้าอก จากนั้น…มันก็หยุดลง ปัง! พลังปราณกระแทกเข้ากับเส้นลมปราณเส้นแรก ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นไปทั่วร่าง หลินเฟิงกัดฟันแน่น“เปิด!” ตูม!เส้นลมปราณสั่นสะเทือน รอยร้าวเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนเส้นลมปราณที่ตีบตันมานานสิบเจ็ดปี พลังฟ้าดินไหลเข้าไปตามรอยร้าวนั้นอย่างช้า ๆแต่เพียงเท่านั้นยังไม่พอหลินเฟิงพยายามนำพลังปราณให้ไหลวนไปตามเส้นทางที่ตำรากำหนด เหงื่อเริ่มไหลเต็มใบหน้าเส้นเลือดบริเวณหน้าผากปูดขึ้นร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรง “ข้าจะไม่ยอมแพ้…”เขากัดฟัน“สิบเจ็ดปีที่ผ่านมา ข้าทนมาแล้ว…”วันนี้จะให้ข้ายอมแพ้เพราะความเจ็บปวดแค่นี้หรือ?”พลังปราณเริ่มรวมตัวกันมากขึ้นจากหนึ่งสาย…กลายเป็นสองสาย…จากสองสาย… กลายเป็นสามสาย…และในที่สุด ปัง! เสียงระเบิดเบา ๆ ดังขึ้นภายในร่าง เส้นลมปราณเส้นแรกเปิดออกอย่างสมบูรณ์! พลังปราณไหลผ่านร่างกายอย่างอิสระเป็นครั้งแรก หลินเฟิงลืมตาขึ้นดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ“ข้าทำได้…”เขายกมือขึ้น ปราณจาง ๆ หมุนวนอยู่รอบฝ่ามือ มันอ่อนแอแต่มีอยู่จริง “นี่คือ…พลังปราณของข้า” รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของเขาเป็นรอยยิ้มที่ไม่เคยเกิดขึ้นตลอดสิบเจ็ดปีที่ผ่านมา เขาหัวเราะเบา ๆจากนั้นหัวเราะดังขึ้นเรื่อย ๆ“ฮ่า ๆ…”น้ำตาค่อย ๆ ไหลออกจากหางตาโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว สิบเจ็ดปีเขารอวันนี้มาสิบเจ็ดปีในที่สุด… เขาก็สามารถฝึกยุทธ์ได้ เสียงลึกลับดังขึ้นอีกครั้ง“ขั้นหลอมกายระดับหนึ่ง” หลินเฟิงกำหมัด“นี่คือขั้นแรก?” “ใช่” “แล้วต่อจากนี้?” “ฝึกต่อ” “ต้องใช้เวลานานเท่าไรจึงจะถึงระดับสูง?”เสียงนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง“ขึ้นอยู่กับเจ้า” หลินเฟิงพยักหน้า แต่ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น หลินเฟิงชะงัก“ใคร?” ไม่มีเสียงตอบ ครั้งนี้ดังขึ้นกว่าเดิมหลินเฟิงลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู ทันทีที่ประตูเปิดออก…เด็กหนุ่มสามคนยืนอยู่ด้านนอก คนกลางคือหลินห่าว หนึ่งในศิษย์รุ่นเยาว์ของตระกูลหลิน เขามองหลินเฟิงตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนหัวเราะเยาะ“ยังมีชีวิตอยู่อีกหรือ?” หลินเฟิงไม่ตอบ หลินห่าวก้าวเข้ามาใกล้ “คุณชายรองหลินเทียนให้ข้ามาบอกเจ้า” “เย็นนี้ ไปที่ลานประลอง”หลินเฟิงเงยหน้าขึ้น“ไปทำไม?”หลินห่าวยิ้ม “คุณชายรองบอกว่าเมื่อวานยังสนุกไม่พอ” “เขาอยากให้เจ้าขึ้นเวทีอีกครั้ง”คนด้านหลังหัวเราะ“คราวนี้ไม่ใช่หมัดเดียวแล้ว” “คุณชายรองบอกว่าจะทำให้เจ้าคุกเข่าต่อหน้าทุกคน” และให้เจ้าพูดด้วยตัวเองว่า…”หลินห่าวจงใจหยุดก่อนยิ้มเยาะ “ข้าเป็นขยะ”ห้องทั้งห้องเงียบลง หลินเฟิงมองเขาอย่างสงบทไม่มีความโกรธ ไม่มีความหวาดกลัวมีเพียงความเย็นเยียบในดวงตา หลินห่าวขมวดคิ้ว “ทำไมไม่พูด?”หลินเฟิงถามกลับ “ถ้าข้าไม่ไปล่ะ?”หลินห่าวหัวเราะ“เจ้ามีสิทธิ์เลือกด้วยหรือ?”หลินเฟิงไม่ได้ตอบ เขาเพียงยกมือขึ้นช้า ๆปราณบางเบาสายหนึ่งไหลผ่านปลายนิ้วมันเบาบางจนแทบมองไม่เห็น แต่หลินห่าวเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหยุดชะงัก“นี่…”เขาจ้องมือของหลินเฟิง“เป็นไปไม่ได้” หลินเฟิงกำมือปราณสลายไปทันที “เย็นนี้…”เขามองหลินห่าว“ข้าจะไป” หลินห่าวยังคงตกตะลึงแต่ไม่นานก็หัวเราะ“ดี!” “ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะอวดดีได้อีกนานแค่ไหน!” ทั้งสามคนหันหลังจากไปประตูปิดลง หลินเฟิงยืนอยู่ด้านหลังประตูอย่างเงียบ ๆเสียงลึกลับดังขึ้น“เจ้าควรปฏิเสธ” “ทำไม?” “เจ้าเพิ่งเข้าสู่ขั้นหลอมกายระดับหนึ่ง” “หลินเทียนอยู่ระดับไหน?” “หลอมกายระดับห้า”หลินเฟิงนิ่งไปความแตกต่างถึงสี่ระดับ สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับล่าง นั่นคือความแตกต่างที่ใหญ่หลวง เสียงนั้นกล่าวต่อ “เจ้าสู้เขาไม่ได้”หลินเฟิงกลับยิ้ม“ตอนนี้ไม่ได้”เขาหันไปมองท้องฟ้านอกหน้าต่าง “แต่กว่าจะถึงเย็น…”ดวงตาของเขาแหลมคมขึ้น“ยังเหลือเวลาอีกหลายชั่วยาม”เสียงลึกลับเงียบไปจากนั้นจึงถาม “เจ้าคิดจะทำอะไร?”หลินเฟิงนั่งลงอีกครั้ง“ฝึก” ต่อเนื่องจนถึงเย็น” “เจ้าจะบ้าหรือ?” “สิบเจ็ดปีที่ผ่านมา ข้าฝึกไม่ได้แม้แต่วันเดียว” เขาหลับตาลง “ตอนนี้ข้ามีโอกาสแล้ว” “ข้าจะไม่เสียเวลาแม้แต่ลมหายใจเดียว”ทันทีที่พูดจบ…หลินเฟิงก็เริ่มฝึกอีกครั้ง พลังฟ้าดินโดยรอบถูกดึงเข้าหาร่างอย่างช้า ๆปราณสายแรกหมุนเวียนและภายในส่วนลึกของร่างกายตราประทับสีทองสั่นเบา ๆรอยร้าวเส้นหนึ่งขยายออกอีกเล็กน้อย พร้อมกับเสียงกระซิบที่ไม่มีใครได้ยิน “หนึ่ง…” “เหลืออีกแปด…” ขณะเดียวกัน บนภูเขาต้องห้ามที่อยู่ห่างออกไป ภายในถ้ำมืดสนิทกระบี่สีดำยังคงถูกตรึงอยู่บนแท่นหินโซ่แปดสายยังคงพันรอบตัวกระบี่แต่โซ่เส้นที่สอง… รอยร้าวกำลังขยายตัวอย่างช้า ๆเคร้ง… เสียงเบามากดังขึ้นและในส่วนลึกที่สุดของถ้ำ ดวงตาสีทองคู่หนึ่งค่อย ๆ ลืมขึ้น “ในที่สุด…”เขาก็เริ่มฝึกแล้ว”เสียงหัวเราะต่ำดังสะท้อนอยู่ในความมืด “เช่นนั้น…” เก้าสวรรค์ก็ใกล้ถึงเวลาตื่นแล้ว”ส่วนทางด้านตระกูลหลิน…หลินเทียนกำลังยืนอยู่บนลานประลอง ผู้คนเริ่มทยอยมารวมตัวกัน เขากอดอกพลางมองไปยังทางเดินด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม “หลินเฟิง…”วันนี้ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่า ต่อให้เจ้าพยายามอีกกี่ครั้ง…”เจ้าก็ไม่มีวันปีนขึ้นมาถึงระดับของข้าได้” ไม่มีใครรู้ว่า…คำพูดนั้นกำลังจะกลายเป็นเรื่องตลกที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา เพราะเด็กหนุ่มที่ทุกคนเรียกว่า “ขยะ” กำลังนั่งฝึกอยู่เพียงลำพังและเป็นครั้งแรกในรอบสิบเจ็ดปี…ลมปราณกำลังไหลเวียนอยู่ในร่างของเขาอย่างต่อเนื่อง เส้นทางแห่งผู้ถือกระบี่…ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วความมืด หลินเฟิงไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ใหนร่างกายของเขาเหมือนจมอยู่ในห้วงน้ำลึก ความเจ็บปวดจากบาดแผลหายไปแล้ว แต่กลับมีความรู้สึกหนักอึ้งกดทับทั่วร่าง ราวกับแม้แต่การขยับนิ้วก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เขาพยายามลืมตาแต่เปลือกตาหนักราวกับถูกภูเขากดทับภาพสุดท้ายก่อนหมดสติยังคงอยู่ในความทรงจำ และเสียงกระซิบที่ดังขึ้นในหัว“ผู้ถือกระบี่…”จงกลับมา…”หลินเฟิงขมวดคิ้ว‘กลับมา?’เขาไม่เข้าใจกลับไปที่ไหน?และใครกำลังเรียกเขา?ทันใดนั้น ความเจ็บปวดรุนแรงพลันระเบิดขึ้นกลางอกร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงสั่นสะท้านเขารู้สึกได้ว่าปราณภายในกำลังปั่นป่วนอย่างรุนแรง เส้นลมปราณหลายแห่งได้รับความเสียหายจากการปะทะกับสัตว์อสูรระดับสี่หากเป็นคนทั่วไป บาดแผลระดับนี้คงเพียงพอที่จะทำให้หมดสติไปหลายวันแต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ…ปราณในร่างของเขากำลังรวมตัวกันหลินเฟิงพยายามควบคุมมันแต่กลับพบว่าตัวเองไม่สามารถทำได้“เกิดอะไรขึ้น…”ในความมืดตรงหน้า ค่อย ๆ ปรากฏแสงสีขาวขึ้นจุดหนึ่งจากจุดเล็ก ๆ กลายเป็นเส้นและในที่สุด…กระบี่เล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมันลอยอยู่กลางความมืดตัวกระบี่เก่าแก่ เรียบง่าย ไม่มีลวดลายหรูหราแต่เพียงมองมั
สามวันหลังจากเหตุการณ์ในป่าอสูรเสียงระฆังของสำนักเมฆาครามดังขึ้นในยามเช้า แต่วันนี้บรรยากาศบนลานฝึกกลับแตกต่างจากทุกวันศิษย์นอกจำนวนมากรวมตัวกันอยู่กลางลาน เหล่าอาจารย์ยืนอยู่ด้านหน้า ขณะที่ชายชราคนหนึ่งในชุดคลุมสีเทาก้าวออกมา“ภายในป่าอสูรทางทิศตะวันตก พบการเคลื่อนไหวผิดปกติของสัตว์อสูร”เสียงพูดคุยดังขึ้นทันที ชายชรายกมือขึ้น ทุกคนจึงค่อย ๆ เงียบลง“จากการตรวจสอบของสำนัก พบว่ามีถ้ำโบราณปรากฏขึ้นในหุบเขาโลหิต”คำว่า “ถ้ำโบราณ” ทำให้แววตาของศิษย์จำนวนมากเปลี่ยนไป“ตามร่องรอยที่พบ ถ้ำแห่งนั้นน่าจะเป็นสถานที่ที่ผู้ฝึกยุทธ์ในอดีตใช้บำเพ็ญเพียร และอาจมีสมบัติหลงเหลืออยู่”คราวนี้เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วลาน ถ้ำโบราณ สมบัติคำสองคำนี้เพียงพอที่จะทำให้ศิษย์นอกที่ยังอยู่หลอมกายขั้นต้นจำนวนมากเริ่มกระตือรือร้น แต่ชายชรายังคงพูดต่อ“อย่างไรก็ตาม หุบเขาโลหิตอยู่ในเขตลึกของป่าอสูร มีสัตว์อสูรระดับสองและระดับสามจำนวนมาก สำนักจะส่งศิษย์เข้าไปสำรวจ แต่ทุกคนต้องระวังตัว”หลินเฟิงยืนอยู่ท้ายกลุ่มเมื่อได้ยินคำว่า “หุบเขาโลหิต” เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยชื่อสถานที่นี้ทำให้เขานึกถึงกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอย่าเข้าไปใ
เสียงระฆังยามเช้าดังขึ้นทั่วสำนักเมฆาครามหลินเฟิงลืมตาขึ้นช้า ๆเขานั่งอยู่บนเตียงตลอดทั้งคืนโดยแทบไม่ได้หลับ ดวงตาทั้งสองข้างแดงเล็กน้อย ใบหน้าซีดกว่าปกติ สิ่งที่อยู่ในหัวของเขาไม่ใช่ภาพของกระบี่เทียนเหิงไม่ใช่คำพูดของชายชราบนชั้นเจ็ดแต่เป็นภาพของเสือเขี้ยวดำร่างขนาดมหึมาของมันล้มลงต่อหน้าเขา เลือดสีแดงไหลออกจากบาดแผลเปื้อนคมกระบี่หลินเฟิงก้มมองมือของตนเอง มือข้างนั้นกำลังสั่น เขากำหมัดแน่น“ข้าฆ่ามัน…”ประโยคสั้น ๆ หลุดออกจากปาก ในอดีตเขาเคยประลองกับคนมากมายเคยถูกทำร้ายเคยถูกเหยียดหยามแม้กระทั่งตอนที่หลินเทียนทำให้เขาอับอายต่อหน้าคนทั้งตระกูล เขาก็ไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวเช่นนี้เพราะการประลองมีขอบเขต มีผู้คุมสนาม มีคนคอยหยุดการต่อสู้ แต่ในป่าอสูรไม่มีสิ่งเหล่านั้นถ้าเขาพลาดเพียงครั้งเดียว…เขาจะตายหลินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก“การมีชีวิตรอดสำคัญกว่าการชนะ…”เสียงของซูเยว่ดังขึ้นในความทรงจำหลินเฟิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเขารู้ว่าไม่สามารถจมอยู่กับความกลัวได้ตลอดไป เส้นทางยุทธ์ไม่ได้รอให้ใครพร้อมหากเขาต้องการเดินต่อ เขาต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตามหลินเฟิงเดินไป
เสียงระฆังของสำนักเมฆาครามดังขึ้นสามครั้งในยามเช้า หลินเฟิงลืมตาขึ้นจากการนั่งสมาธิเขานั่งนิ่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มมองฝ่ามือของตนเองรอยประตูสีดำที่ปรากฏขึ้นเมื่อคืนยังคงอยู่มันจางลงกว่าเดิมมาก แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามใช้ลมปราณตรวจสอบอย่างไร ก็ไม่สามารถค้นพบความผิดปกติใด ๆ“เก้าประตู…”หลินเฟิงพึมพำเมื่อคืนเขาแทบไม่ได้นอน คำว่า “ผู้ถือกระบี่ต้องเปิดเก้าประตู” ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวรวมถึงประโยคที่ชายชราบนชั้นเจ็ดพูดกับตัวเองสิบเจ็ดปี ผู้ถือกระบี่ปรากฏตัวอีกครั้งเขาไม่รู้ว่าชายชราคนนั้นเป็นใคร และไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องกระบี่เทียนเหิงมากแค่ไหนแต่มีสิ่งหนึ่งที่หลินเฟิงแน่ใจความลับของกระบี่เทียนเหิงอาจใหญ่กว่าที่เขาคิดและยิ่งเขาค้นหามากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังก้าวเข้าใกล้อันตรายบางอย่างมากขึ้นเท่านั้นก๊อก! ก๊อก!เสียงเคาะประตูดังขึ้นหลินเฟิงดึงแขนเสื้อลงปิดฝ่ามือ ก่อนลุกขึ้นเปิดประตู คนที่ยืนอยู่ด้านนอกคือชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดศิษย์นอก“หลินเฟิง?” ใช่” “ผู้อาวุโสเรียกศิษย์ใหม่ที่มีความสามารถพิเศษไปยังลานภารกิจ”หลินเฟิงขมวดคิ้ว“มีเรื่องอะไร?”“ไม่รู้”ชายหนุ่มตอบอย่างไม่
รุ่งเช้า หลินเฟิงตื่นขึ้นจากการนั่งสมาธิด้วยสีหน้าซีดเล็กน้อยตลอดทั้งคืนเขาแทบไม่ได้หลับ ภาพของกระบี่สีดำในจิตสำนึกยังคงปรากฏอยู่ตรงหน้า เทียนเหิงผ่าฟ้าสามคำนี้เหมือนถูกสลักลงในส่วนลึกของจิตใจแต่สิ่งที่ทำให้หลินเฟิงประหลาดใจที่สุดไม่ใช่ชื่อของกระบวนท่าหากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น กระบี่เทียนเหิง…ขยับตลอดเวลาที่ผ่านมา กระบี่เล่มนี้ลอยนิ่งอยู่เหนือแท่นหินโบราณ ไม่ว่าหลินเฟิงจะพยายามเข้าใกล้เพียงใด มันก็ไม่เคยตอบสนองแต่เมื่อคืนเป็นครั้งแรกที่มันเคลื่อนตัวเพียงเล็กน้อย ทว่าการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียวกลับทำให้จิตสำนึกของเขาแทบแตกสลายหลินเฟิงยกมือกุมหน้าอก“นี่มัน…”เขาหลับตาลงอีกครั้งจิตสำนึกเข้าสู่ห้วงความมืด แท่นหินโบราณยังคงตั้งอยู่กลางความว่างเปล่า แต่ครั้งนี้กระบี่เทียนเหิงไม่ได้อยู่บนแท่นอีกแล้วมันลอยอยู่เหนือพื้น ปลายกระบี่ชี้ลงรอบตัวกระบี่มีอักขระโบราณสามตัวลอยอยู่ เทียนเหิงผ่าฟ้า หลินเฟิงเดินเข้าไปใกล้ ทันทีที่เขายื่นมือออกไป ความเจ็บปวดรุนแรงระเบิดขึ้นในศีรษะ ภาพจำนวนมากไหลผ่านจิตใจภูเขาพังทลาย ท้องฟ้าแตกออกกระบี่นับหมื่นเล่มลอยอยู่เหนือพื้นดินและชายคนหนึ่งกำลังยืน
เช้าวันต่อมา เสียงระฆังของสำนักเมฆาครามดังขึ้นสามครั้งเสียงระฆังสะท้อนผ่านยอดเขาและหุบเขาโดยรอบ ศิษย์นอกจำนวนมากทยอยออกจากเรือนพัก มุ่งหน้าไปยังลานฝึกอย่างพร้อมเพรียงหลินเฟิงเดินอยู่ท่ามกลางผู้คนอย่างเงียบ ๆหลังจากเหตุการณ์เมื่อวาน เขายังคงคิดถึงคำพูดของซูเยว่ รวมถึงเสียงที่ดังขึ้นในจิตสำนึก“นางคือสายเลือดของผู้ถือกระบี่เทียนเหิง”เขายังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมดแต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้แน่ชัดคือ ซูเยว่ไม่ได้เป็นเพียงศิษย์อัจฉริยะธรรมดานางมีความเกี่ยวข้องกับกระบี่เทียนเหิงและที่สำคัญ…มีคนกำลังตามล่านางหลินเฟิงเงยหน้ามองยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหมอก“สิบเจ็ดปี…”คำพูดของชายชราที่เขาไม่เคยเห็นยังคงวนเวียนอยู่ในหัว สิบเจ็ดปีที่ตามหากระบี่เทียนเหิงสิบเจ็ดปี…ตรงกับอายุของเขาพอดี หลินเฟิงกำหมัดแน่นหรือทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ?“เจ้าเป็นหลินเฟิงใช่หรือไม่?”เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านข้าง หลินเฟิงหยุดเดินชายหนุ่มสามคนยืนอยู่ไม่ไกลจากเขาคนที่พูดเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูง ใบหน้าคม ดวงตาเต็มไปด้วยความดูถูก เขาสวมชุดศิษย์นอกสีฟ้าเข้ม และที่เอวมีป้ายหยกพิเศษกว่าศิษย์คนอื่น บนป้ายมีตัวอักษรหนึ่งคำ“หนึ่ง”หลิน







