เข้าสู่ระบบก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หลินเฟิงก็มาถึงเชิงเขาต้องห้าม ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท หมอกสีขาวลอยต่ำปกคลุมพื้นดินจนมองเห็นทางข้างหน้าได้เพียงไม่กี่จั้ง ภูเขาเบื้องหน้าดูสูงใหญ่กว่าที่เขาเคยเห็นจากในเขตตระกูลหลายเท่า ยอดเขาถูกเมฆดำบดบัง ราวกับมีบางสิ่งกำลังซ่อนตัวอยู่หลังม่านหมอก หลินเฟิงยืนอยู่ตรงทางขึ้นเพียงลำพังความเจ็บปวดจากการประลองเมื่อคืนยังคงอยู่ทั่วร่าง หน้าอกของเขาปวดร้าวทุกครั้งที่หายใจ แต่สิ่งที่ทำให้เขามาที่นี่ไม่ใช่เพราะความอยากรู้อยากเห็นเพียงอย่างเดียว เสียงนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัว
“จงมาที่นี่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น”เขาไม่รู้ว่าเจ้าของเสียงเป็นใครไม่รู้ว่ากำลังจะพบกับอะไรและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังเดินเข้าไปหาความตายหรือไม่ แต่หลังจากถูกเรียกว่า “ขยะ” มาตลอดห้าปี หลินเฟิงกลับรู้สึกว่าตนไม่มีอะไรต้องเสียอีกแล้ว“ถ้าข้ากลับไป…”เขาหันกลับไปมองทางที่ทอดยาวกลับไปยังตระกูลหลิน “ข้าก็ยังเป็นขยะเหมือนเดิม”หลินเฟิงกำหมัดแน่น ก่อนหันกลับ“เช่นนั้นข้าจะลองเดิมพันดูสักครั้ง” เขาก้าวขึ้นภูเขา หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว ทางขึ้นเขาเต็มไปด้วยก้อนหินและรากไม้ เสียงลมพัดผ่านต้นไม้ดังเสียดสีคล้ายเสียงกระซิบของผู้คนที่มองไม่เห็น หลินเฟิงเดินต่อไปโดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังมุ่งหน้าไปที่ใด แต่แปลกประหลาดนัก…ทุกครั้งที่เขาลังเล เสียงเรียกในใจจะดังขึ้นบางครั้งเป็นเพียงคำเดียว“ขึ้นมา…”บางครั้งเป็นเสียงกระซิบแผ่วเบา“อีกไม่นาน…”ราวกับมีบางสิ่งกำลังนำทางเขาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม หลินเฟิงก็พบกับสิ่งผิดปกติ ต้นไม้เบื้องหน้าหายไป แทนที่ด้วยหน้าผาสูงชันตรงกลางหน้าผามีรอยแยกขนาดเล็กอยู่หนึ่งรอยมันแคบมากจนคนทั่วไปแทบไม่สามารถสังเกตเห็น หลินเฟิงยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง“เข้าไป” หลินเฟิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเบียดตัวเข้าไปในรอยแยก ภายในมืดสนิท เขาต้องใช้มือคลำผนังหินขณะเดินไปข้างหน้า ทางเดินแคบลงเรื่อย ๆ จนไหล่ของเขาแทบจะชนผนังทั้งสองด้าน แต่หลังจากเดินไปได้ไม่ถึงร้อยก้าว… ทางเดินกลับเปิดออกอย่างกะทันหัน หลินเฟิงหยุดฝีเท้าตรงหน้าเป็นถ้ำขนาดมหึมาเพดานถ้ำสูงจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า รอบผนังมีรอยสลักโบราณเต็มไปหมด บางส่วนพังทลายจนไม่สามารถอ่านได้ กลางถ้ำมีแท่นหินสีดำตั้งอยู่ และบนแท่นนั้น…มีกระบี่เล่มหนึ่งถูกตรึงอยู่ กระบี่นั้นมีสีดำสนิท ไม่ใช่สีดำของเหล็กธรรมดา แต่เป็นสีดำที่เหมือนสามารถกลืนกินแสงรอบตัวได้ แม้แต่แสงจากช่องว่างด้านบนก็ยังไม่สามารถสะท้อนบนคมกระบี่ ตัวกระบี่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เก้าสาย โซ่แต่ละสายมีขนาดเท่าแขนของผู้ใหญ่ และมีอักขระสีแดงเข้มสลักอยู่ตลอดแนว หลินเฟิงมองภาพตรงหน้าอย่างตะลึง “นี่คือ…” ทันใดนั้นหัวใจของเขาก็เต้นแรง ตึก! ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดแล่นผ่านร่างกาย เขาไม่เคยเห็นกระบี่เล่มนี้มาก่อนแต่ส่วนลึกในจิตใจกลับรู้สึกว่า… เขาเคยอยู่กับมันมานานแสนนาน“เจ้า…เรียกข้ามาที่นี่หรือ?” ไม่มีคำตอบ หลินเฟิงเดินเข้าไปช้า ๆยิ่งเข้าใกล้กระบี่ ความเจ็บปวดในหน้าอกของเขาก็ยิ่งรุนแรง ตึก!ตึก! หัวใจเต้นถี่ขึ้นภาพบางอย่างพลันแล่นผ่านสมอง ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิง ภูเขานับหมื่นลูกกำลังพังทลาย ชายคนหนึ่งยืนอยู่เหนือสวรรค์ในมือของเขาถือกระบี่สีดำเล่มเดียวกัน เบื้องหน้าชายคนนั้นมีเงาร่างขนาดมหึมานับไม่ถ้วน จากนั้น…แสงกระบี่ก็ฟาดลงมา ฟ้าดินแตกออก!“อ๊าก!” หลินเฟิงกุมศีรษะและทรุดลงกับพื้น ภาพทั้งหมดหายไปในพริบตาเขาหอบหายใจหนัก เหงื่อเย็นไหลเต็มหน้าผาก “เมื่อกี้…คืออะไร?” เขาไม่รู้ แต่ก่อนที่เขาจะได้คิดต่อ…เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นภายในจิตใจ“ในที่สุด…” เสียงนั้นคราวนี้ไม่ได้เย็นชาเหมือนก่อน มันเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความเศร้า “เจ้าก็มาถึง” หลินเฟิงเงยหน้าขึ้น“ท่านเป็นใคร?” เงียบ จากนั้นเสียงนั้นตอบ “ข้าคือคนที่รอเจ้ามานานนับหมื่นปี” หลินเฟิงขมวดคิ้ว“หมื่นปี?” “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ตอนนี้” “แล้วเหตุใดจึงเรียกข้ามาที่นี่?” คราวนี้เสียงนั้นเงียบไปนานก่อนจะตอบอย่างช้า ๆ“เพราะเจ้าคือคนเดียวที่สามารถดึงกระบี่เล่มนี้ออกได้”หลินเฟิงมองกระบี่สีดำเขาอดหัวเราะไม่ได้“ข้า?” “คนที่รวบรวมปราณไม่ได้มาตลอดสิบเจ็ดปีเนี่ยนะ?” “ใช่” คำตอบนั้นเรียบง่ายจนหลินเฟิงพูดไม่ออก เขาเดินเข้าไปใกล้แท่นหินอีกครั้ง “ถ้าข้าดึงมันออกไม่ได้ล่ะ?” “เจ้าจะตาย” หลินเฟิงมองกระบี่นิ่ง“พูดได้ตรงดี”“เพราะข้าไม่ต้องการโกหกเจ้า”เสียงนั้นกล่าวต่อ“หากเจ้าดึงกระบี่ออกได้ ชะตาของเจ้าจะเปลี่ยนไปตลอดกาล” “และถ้าข้าทำไม่ได้?” “เจ้าจะยังคงเป็นขยะของตระกูลหลินต่อไป”หลินเฟิงหัวเราะเบา ๆ ครั้งนี้เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีความเศร้า “เช่นนั้นข้าก็ไม่มีอะไรต้องกลัว”เขาก้าวขึ้นแท่นหินมือขวาค่อย ๆ ยื่นไปหาด้ามกระบี่ ยิ่งเข้าใกล้…ความรู้สึกกดดันมหาศาลก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเหมือนมีภูเขานับหมื่นลูกกดทับร่างกายของเขา ขาของหลินเฟิงสั่น เลือดเริ่มไหลออกจากมุมปากแต่เขายังคงเดินต่ออีกหนึ่งก้าว อีกหนึ่งก้าว จนกระทั่งมือของเขาแตะด้ามกระบี่ ทันใดนั้น วูม!เปลวไฟสีดำระเบิดออกจากกระบี่“อ๊าก!”หลินเฟิงร้องออกมา ความเจ็บปวดราวกับกระดูกทั้งร่างกำลังถูกเผาไหม้ทะลักเข้าสู่ร่างกายเส้นเลือดทุกเส้นปูดขึ้นผิวหนังเริ่มปรากฏเส้นสีดำคล้ายอักขระแต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ… ใต้หน้าอกของเขา มีบางสิ่งกำลังสั่นสะเทือน ตึก!ตึก!ตึก! เสียงหัวใจอีกดวงดังขึ้น ไม่ใช่หัวใจของหลินเฟิงแต่เป็นบางสิ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในร่างกาย “นี่มัน…”หลินเฟิงกัดฟันแน่น ทันใดนั้น อักขระสีทองก็ปรากฏขึ้นกลางหน้าอกของเขา อักขระนั้นเหมือนตราประทับโบราณและเมื่อมันปรากฏขึ้น… โซ่ทั้งเก้าสายบนกระบี่ก็เริ่มสั่น เคร้ง! เคร้ง!เคร้ง! เสียงโลหะกระทบกันดังสะท้อนทั่วถ้ำ เสียงลึกลับในจิตใจของหลินเฟิงพลันเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก “ไม่!” “หยุดเดี๋ยวนี้!” หลินเฟิงตกใจ “ทำไม?” “อย่าดึงกระบี่ออก!” แต่สายเกินไปแล้วมือของเขากำด้ามกระบี่แน่นและโดยไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร…ร่างกายของเขากลับออกแรงดึงขึ้น เคร้ง! เสียงหนึ่งดังขึ้น โซ่เส้นแรกที่พันรอบกระบี่…เกิดรอยร้าว หลินเฟิงเบิกตากว้าง “แตกแล้ว…”เคร้ง!รอยร้าวขยายออกอย่างรวดเร็ว จากนั้น ปัง!!!โซ่เส้นแรกระเบิดออกเป็นชิ้น ๆคลื่นพลังมหาศาลกวาดไปทั่วถ้ำ หลินเฟิงถูกแรงกระแทกซัดจนกระเด็น แต่ก่อนที่ร่างของเขาจะตกถึงพื้น กระบี่สีดำกลับสั่นอย่างรุนแรงเสียงคำรามที่ไม่มีใครได้ยินดังขึ้นจากส่วนลึกของภูเขา “ผู้ถือกระบี่…” “กลับมาแล้ว…”ดวงตาของหลินเฟิงพร่ามัวเขาเห็นภาพบางอย่างอีกครั้ง ชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางสนามรบเสื้อคลุมสีดำปลิวไสว กระบี่ในมือชี้ขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือศีรษะของเขามีประตูสวรรค์เก้าบานแต่ละบานถูกปกคลุมด้วยเลือด ชายคนนั้นหันกลับมาและใบหน้าของเขา…เหมือนหลินเฟิงทุกประการ“เจ้า…” หลินเฟิงพึมพำ ก่อนที่ภาพจะดับลง ในเวลาเดียวกัน ภายในร่างของเขาเอง ตราประทับสีทองที่อยู่ตรงหน้าอกพลันแตกออก เปรี๊ยะ!พลังปราณที่เขาไม่เคยสัมผัสมาตลอดสิบเจ็ดปีระเบิดออกมาราวกับเขื่อนที่พังทลาย ปราณจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่เส้นลมปราณ เส้นลมปราณที่เคยตีบตันมาตลอดสิบเจ็ดปีเริ่มเปิดออกทีละเส้น เส้นแรก เส้นที่สอง เส้นที่สาม ความเจ็บปวดรุนแรงจนหลินเฟิงแทบหมดสติ แต่เขากลับหัวเราะออกมาเพราะเป็นครั้งแรกในชีวิต…เขาสัมผัสได้ถึงพลังปราณจริง ๆ“นี่คือ…”เขากำหมัดแน่น ปราณบางเบาไหลผ่านปลายนิ้ว“ปราณของข้า?” เสียงลึกลับดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันแฝงความตกใจอย่างชัดเจน “เป็นไปไม่ได้…” “ผนึกเก้าชั้น…” “เหตุใดจึงเริ่มคลายด้วยตัวมันเอง?” หลินเฟิงยังไม่ทันได้ถามบนผิวของกระบี่สีดำกลับปรากฏตัวอักษรโบราณทีละคำ ผู้ถือกระบี่คืนชีพ เก้าผนึกเริ่มคลาย เส้นทางสู่เก้าสวรรค์…เปิดขึ้นอีกครั้ง จากนั้นตัวอักษรทั้งหมดก็หายไป หลินเฟิงยืนอยู่กลางถ้ำเสื้อผ้าของเขาขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด แต่ดวงตากลับเปลี่ยนไป เมื่อครู่เขายังเป็นเด็กหนุ่มที่ไม่สามารถรวบรวมปราณได้แม้แต่น้อยแต่ตอนนี้…ปราณกำลังไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเขาอย่างช้า ๆ แม้จะยังอ่อนแอแต่เป็นพลังที่เป็นของเขาเอง เขามองกระบี่สีดำตรงหน้า โซ่ยังเหลืออีกแปดสายและทุกสายกำลังสั่นเบา ๆ ราวกับรู้ว่าเจ้าของของมันได้กลับมาแล้ว หลินเฟิงเอื้อมมือไปจับด้ามกระบี่อีกครั้ง คราวนี้ไม่มีแรงต่อต้านมีเพียงเสียงกระซิบเบา ๆ จากกระบี่“หนึ่งพันเจ็ดร้อยปี…” “เจ้าช้ากว่าที่ข้าคิด” หลินเฟิงชะงัก “ท่าน…”เขากำลังจะถามว่าใครกำลังพูด แต่เสียงระฆังจากตระกูลหลินพลันดังขึ้นจากระยะไกล กังวานไปทั่วหุบเขา พระอาทิตย์กำลังจะขึ้นหลินเฟิงหันไปมองทางออกของถ้ำก่อนหันกลับมามองกระบี่อีกครั้ง เขายังไม่สามารถนำมันออกมาได้แต่เขารู้แล้วว่า…ชีวิตของเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขากำหมัดแน่น“หลินเทียน…”ภาพการถูกหมัดกระแทกเมื่อคืนย้อนกลับมา คำพูดที่อีกฝ่ายเคยกล่าวยังคงก้องอยู่ในหัว“คนไร้ค่าก็คือคนไร้ค่า”หลินเฟิงหลับตาลงก่อนลืมขึ้นอีกครั้งแววตาของเขาเย็นเยียบ“รอข้าเถอะ” “วันนี้เจ้าคิดว่าข้าเป็นขยะ…” เขาหันหลังเดินออกจากถ้ำ “แต่สักวันหนึ่ง…” สายลมยามเช้าพัดผ่านเส้นผมของเขา “ข้าจะให้เจ้าจำชื่อหลินเฟิงไปจนวันตาย” เบื้องหลังเขา กระบี่สีดำสั่นเบา ๆเคร้ง… โซ่เส้นที่สอง…เกิดรอยร้าวเล็ก ๆและไม่มีใครรู้ว่า…ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ณ ดินแดนที่อยู่ไกลออกไปนับแสนลี้ ชายชราผู้หนึ่งที่นั่งหลับตาอยู่บนยอดเขาพลันลืมตาขึ้นดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว“ผู้ถือกระบี่…” “กลับมาแล้วจริง ๆ”เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า “เก้าสวรรค์กำลังจะเกิดความวุ่นวายอีกครั้ง” และคราวนี้…ไม่มีผู้ใดหยุดเขาได้อีกความมืด หลินเฟิงไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ใหนร่างกายของเขาเหมือนจมอยู่ในห้วงน้ำลึก ความเจ็บปวดจากบาดแผลหายไปแล้ว แต่กลับมีความรู้สึกหนักอึ้งกดทับทั่วร่าง ราวกับแม้แต่การขยับนิ้วก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เขาพยายามลืมตาแต่เปลือกตาหนักราวกับถูกภูเขากดทับภาพสุดท้ายก่อนหมดสติยังคงอยู่ในความทรงจำ และเสียงกระซิบที่ดังขึ้นในหัว“ผู้ถือกระบี่…”จงกลับมา…”หลินเฟิงขมวดคิ้ว‘กลับมา?’เขาไม่เข้าใจกลับไปที่ไหน?และใครกำลังเรียกเขา?ทันใดนั้น ความเจ็บปวดรุนแรงพลันระเบิดขึ้นกลางอกร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงสั่นสะท้านเขารู้สึกได้ว่าปราณภายในกำลังปั่นป่วนอย่างรุนแรง เส้นลมปราณหลายแห่งได้รับความเสียหายจากการปะทะกับสัตว์อสูรระดับสี่หากเป็นคนทั่วไป บาดแผลระดับนี้คงเพียงพอที่จะทำให้หมดสติไปหลายวันแต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ…ปราณในร่างของเขากำลังรวมตัวกันหลินเฟิงพยายามควบคุมมันแต่กลับพบว่าตัวเองไม่สามารถทำได้“เกิดอะไรขึ้น…”ในความมืดตรงหน้า ค่อย ๆ ปรากฏแสงสีขาวขึ้นจุดหนึ่งจากจุดเล็ก ๆ กลายเป็นเส้นและในที่สุด…กระบี่เล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมันลอยอยู่กลางความมืดตัวกระบี่เก่าแก่ เรียบง่าย ไม่มีลวดลายหรูหราแต่เพียงมองมั
สามวันหลังจากเหตุการณ์ในป่าอสูรเสียงระฆังของสำนักเมฆาครามดังขึ้นในยามเช้า แต่วันนี้บรรยากาศบนลานฝึกกลับแตกต่างจากทุกวันศิษย์นอกจำนวนมากรวมตัวกันอยู่กลางลาน เหล่าอาจารย์ยืนอยู่ด้านหน้า ขณะที่ชายชราคนหนึ่งในชุดคลุมสีเทาก้าวออกมา“ภายในป่าอสูรทางทิศตะวันตก พบการเคลื่อนไหวผิดปกติของสัตว์อสูร”เสียงพูดคุยดังขึ้นทันที ชายชรายกมือขึ้น ทุกคนจึงค่อย ๆ เงียบลง“จากการตรวจสอบของสำนัก พบว่ามีถ้ำโบราณปรากฏขึ้นในหุบเขาโลหิต”คำว่า “ถ้ำโบราณ” ทำให้แววตาของศิษย์จำนวนมากเปลี่ยนไป“ตามร่องรอยที่พบ ถ้ำแห่งนั้นน่าจะเป็นสถานที่ที่ผู้ฝึกยุทธ์ในอดีตใช้บำเพ็ญเพียร และอาจมีสมบัติหลงเหลืออยู่”คราวนี้เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วลาน ถ้ำโบราณ สมบัติคำสองคำนี้เพียงพอที่จะทำให้ศิษย์นอกที่ยังอยู่หลอมกายขั้นต้นจำนวนมากเริ่มกระตือรือร้น แต่ชายชรายังคงพูดต่อ“อย่างไรก็ตาม หุบเขาโลหิตอยู่ในเขตลึกของป่าอสูร มีสัตว์อสูรระดับสองและระดับสามจำนวนมาก สำนักจะส่งศิษย์เข้าไปสำรวจ แต่ทุกคนต้องระวังตัว”หลินเฟิงยืนอยู่ท้ายกลุ่มเมื่อได้ยินคำว่า “หุบเขาโลหิต” เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยชื่อสถานที่นี้ทำให้เขานึกถึงกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอย่าเข้าไปใ
เสียงระฆังยามเช้าดังขึ้นทั่วสำนักเมฆาครามหลินเฟิงลืมตาขึ้นช้า ๆเขานั่งอยู่บนเตียงตลอดทั้งคืนโดยแทบไม่ได้หลับ ดวงตาทั้งสองข้างแดงเล็กน้อย ใบหน้าซีดกว่าปกติ สิ่งที่อยู่ในหัวของเขาไม่ใช่ภาพของกระบี่เทียนเหิงไม่ใช่คำพูดของชายชราบนชั้นเจ็ดแต่เป็นภาพของเสือเขี้ยวดำร่างขนาดมหึมาของมันล้มลงต่อหน้าเขา เลือดสีแดงไหลออกจากบาดแผลเปื้อนคมกระบี่หลินเฟิงก้มมองมือของตนเอง มือข้างนั้นกำลังสั่น เขากำหมัดแน่น“ข้าฆ่ามัน…”ประโยคสั้น ๆ หลุดออกจากปาก ในอดีตเขาเคยประลองกับคนมากมายเคยถูกทำร้ายเคยถูกเหยียดหยามแม้กระทั่งตอนที่หลินเทียนทำให้เขาอับอายต่อหน้าคนทั้งตระกูล เขาก็ไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวเช่นนี้เพราะการประลองมีขอบเขต มีผู้คุมสนาม มีคนคอยหยุดการต่อสู้ แต่ในป่าอสูรไม่มีสิ่งเหล่านั้นถ้าเขาพลาดเพียงครั้งเดียว…เขาจะตายหลินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก“การมีชีวิตรอดสำคัญกว่าการชนะ…”เสียงของซูเยว่ดังขึ้นในความทรงจำหลินเฟิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเขารู้ว่าไม่สามารถจมอยู่กับความกลัวได้ตลอดไป เส้นทางยุทธ์ไม่ได้รอให้ใครพร้อมหากเขาต้องการเดินต่อ เขาต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตามหลินเฟิงเดินไป
เสียงระฆังของสำนักเมฆาครามดังขึ้นสามครั้งในยามเช้า หลินเฟิงลืมตาขึ้นจากการนั่งสมาธิเขานั่งนิ่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มมองฝ่ามือของตนเองรอยประตูสีดำที่ปรากฏขึ้นเมื่อคืนยังคงอยู่มันจางลงกว่าเดิมมาก แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามใช้ลมปราณตรวจสอบอย่างไร ก็ไม่สามารถค้นพบความผิดปกติใด ๆ“เก้าประตู…”หลินเฟิงพึมพำเมื่อคืนเขาแทบไม่ได้นอน คำว่า “ผู้ถือกระบี่ต้องเปิดเก้าประตู” ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวรวมถึงประโยคที่ชายชราบนชั้นเจ็ดพูดกับตัวเองสิบเจ็ดปี ผู้ถือกระบี่ปรากฏตัวอีกครั้งเขาไม่รู้ว่าชายชราคนนั้นเป็นใคร และไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องกระบี่เทียนเหิงมากแค่ไหนแต่มีสิ่งหนึ่งที่หลินเฟิงแน่ใจความลับของกระบี่เทียนเหิงอาจใหญ่กว่าที่เขาคิดและยิ่งเขาค้นหามากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังก้าวเข้าใกล้อันตรายบางอย่างมากขึ้นเท่านั้นก๊อก! ก๊อก!เสียงเคาะประตูดังขึ้นหลินเฟิงดึงแขนเสื้อลงปิดฝ่ามือ ก่อนลุกขึ้นเปิดประตู คนที่ยืนอยู่ด้านนอกคือชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดศิษย์นอก“หลินเฟิง?” ใช่” “ผู้อาวุโสเรียกศิษย์ใหม่ที่มีความสามารถพิเศษไปยังลานภารกิจ”หลินเฟิงขมวดคิ้ว“มีเรื่องอะไร?”“ไม่รู้”ชายหนุ่มตอบอย่างไม่
รุ่งเช้า หลินเฟิงตื่นขึ้นจากการนั่งสมาธิด้วยสีหน้าซีดเล็กน้อยตลอดทั้งคืนเขาแทบไม่ได้หลับ ภาพของกระบี่สีดำในจิตสำนึกยังคงปรากฏอยู่ตรงหน้า เทียนเหิงผ่าฟ้าสามคำนี้เหมือนถูกสลักลงในส่วนลึกของจิตใจแต่สิ่งที่ทำให้หลินเฟิงประหลาดใจที่สุดไม่ใช่ชื่อของกระบวนท่าหากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น กระบี่เทียนเหิง…ขยับตลอดเวลาที่ผ่านมา กระบี่เล่มนี้ลอยนิ่งอยู่เหนือแท่นหินโบราณ ไม่ว่าหลินเฟิงจะพยายามเข้าใกล้เพียงใด มันก็ไม่เคยตอบสนองแต่เมื่อคืนเป็นครั้งแรกที่มันเคลื่อนตัวเพียงเล็กน้อย ทว่าการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียวกลับทำให้จิตสำนึกของเขาแทบแตกสลายหลินเฟิงยกมือกุมหน้าอก“นี่มัน…”เขาหลับตาลงอีกครั้งจิตสำนึกเข้าสู่ห้วงความมืด แท่นหินโบราณยังคงตั้งอยู่กลางความว่างเปล่า แต่ครั้งนี้กระบี่เทียนเหิงไม่ได้อยู่บนแท่นอีกแล้วมันลอยอยู่เหนือพื้น ปลายกระบี่ชี้ลงรอบตัวกระบี่มีอักขระโบราณสามตัวลอยอยู่ เทียนเหิงผ่าฟ้า หลินเฟิงเดินเข้าไปใกล้ ทันทีที่เขายื่นมือออกไป ความเจ็บปวดรุนแรงระเบิดขึ้นในศีรษะ ภาพจำนวนมากไหลผ่านจิตใจภูเขาพังทลาย ท้องฟ้าแตกออกกระบี่นับหมื่นเล่มลอยอยู่เหนือพื้นดินและชายคนหนึ่งกำลังยืน
เช้าวันต่อมา เสียงระฆังของสำนักเมฆาครามดังขึ้นสามครั้งเสียงระฆังสะท้อนผ่านยอดเขาและหุบเขาโดยรอบ ศิษย์นอกจำนวนมากทยอยออกจากเรือนพัก มุ่งหน้าไปยังลานฝึกอย่างพร้อมเพรียงหลินเฟิงเดินอยู่ท่ามกลางผู้คนอย่างเงียบ ๆหลังจากเหตุการณ์เมื่อวาน เขายังคงคิดถึงคำพูดของซูเยว่ รวมถึงเสียงที่ดังขึ้นในจิตสำนึก“นางคือสายเลือดของผู้ถือกระบี่เทียนเหิง”เขายังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมดแต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้แน่ชัดคือ ซูเยว่ไม่ได้เป็นเพียงศิษย์อัจฉริยะธรรมดานางมีความเกี่ยวข้องกับกระบี่เทียนเหิงและที่สำคัญ…มีคนกำลังตามล่านางหลินเฟิงเงยหน้ามองยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหมอก“สิบเจ็ดปี…”คำพูดของชายชราที่เขาไม่เคยเห็นยังคงวนเวียนอยู่ในหัว สิบเจ็ดปีที่ตามหากระบี่เทียนเหิงสิบเจ็ดปี…ตรงกับอายุของเขาพอดี หลินเฟิงกำหมัดแน่นหรือทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ?“เจ้าเป็นหลินเฟิงใช่หรือไม่?”เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านข้าง หลินเฟิงหยุดเดินชายหนุ่มสามคนยืนอยู่ไม่ไกลจากเขาคนที่พูดเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูง ใบหน้าคม ดวงตาเต็มไปด้วยความดูถูก เขาสวมชุดศิษย์นอกสีฟ้าเข้ม และที่เอวมีป้ายหยกพิเศษกว่าศิษย์คนอื่น บนป้ายมีตัวอักษรหนึ่งคำ“หนึ่ง”หลิน







