LOGINเสียงพูดคุยดังไปทั่วลานประลองของตระกูลหลิน
ผู้คนจำนวนมากทยอยมารวมตัวกันตั้งแต่ก่อนถึงเวลานัดหมาย บรรดาศิษย์รุ่นเยาว์ต่างจับกลุ่มพูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน หลินเฟิงซึ่งเคยเป็นตัวตลกของตระกูลกลับกล้าท้าทายหลินเทียนอีกครั้ง ไม่มีใครคิดว่าเขาจะชนะ ยิ่งไม่มีใครคิดว่าเขาจะกล้าปรากฏตัว“มาแล้ว!”เสียงหนึ่งดังขึ้นทุกคนหันไปมองทางเข้าลานประลอง ชายหนุ่มในชุดสีเทาเก่า ๆ กำลังเดินเข้ามาอย่างช้า ๆหลินเฟิง เสื้อผ้าของเขายังคงเก่าและมีรอยขาดจากการต่อสู้เมื่อวาน บริเวณมุมปากยังมีรอยแผลจาง ๆ แต่สิ่งที่แตกต่างจากเมื่อวานคือแววตาไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีความต่ำต้อยและไม่มีความลังเล เขาเดินผ่านฝูงชนโดยไม่สนใจสายตาที่มองมา“นั่นหลินเฟิงจริง ๆ หรือ?” ดูเหมือนจะใช่” “เมื่อวานโดนคุณชายรองซัดจนล้มไปขนาดนั้น วันนี้ยังกล้ามาอีก?” “คงไม่รู้จักคำว่ากลัว”เสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะ หลินเฟิงไม่ได้หยุดเดินจนกระทั่งเขาก้าวขึ้นไปบนลานประลอง ชายหนุ่มที่ยืนรออยู่ตรงกลางเวทีหันมามองทันที หลินเทียน เขาสวมชุดฝึกสีขาวสะอาด ใบหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ รอบตัวมีปราณจาง ๆ หมุนเวียนอยู่ระดับหลอมกายขั้นห้าในสายตาของทุกคน นี่คือพลังที่หลินเฟิงไม่มีทางเอาชนะได้ หลินเทียนยกยิ้ม“ข้านึกว่าเจ้าจะไม่กล้ามาเสียอีก”หลินเฟิงมองเขาอย่างสงบ “เจ้าบอกให้ข้ามา ข้าก็มา” ดี” หลินเทียนก้าวลงจากแท่นเล็กน้อยก่อนเดินเข้าหาเขา “เมื่อวานข้าบอกแล้วว่าการต่อสู้ยังไม่จบ” “วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าจำไปตลอดชีวิตว่าเจ้าควรอยู่ตรงไหน” หลินเฟิงมองเขา “ข้างล่าง?” เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบด้าน สีหน้าของหลินเทียนเปลี่ยนไปทันที “เจ้ากล้าพูดเล่นกับข้า?” ทำไมจะไม่กล้า?”หลินเฟิงตอบเรียบ ๆ“เมื่อวานข้าไม่มีพลัง”เขากำหมัดช้า ๆ“แต่วันนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว”ประโยคนั้นทำให้เสียงหัวเราะรอบลานค่อย ๆ เงียบลง หลินเทียนหรี่ตา“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”หลินเฟิงไม่ได้ตอบเขาเพียงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวปราณบางเบาสายหนึ่งไหลผ่านแขนมันอ่อนแอมาก หากไม่ตั้งใจมองแทบไม่สามารถมองเห็นได้ แต่คนที่อยู่ใกล้กลับสัมผัสได้ “ปราณ?”เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างตกใจ “เขามีปราณจริง ๆ!” เป็นไปไม่ได้!” “หลินเฟิงฝึกได้แล้ว?”เสียงพูดคุยระเบิดขึ้นทั่วลาน สีหน้าของหลินเทียนเองก็แข็งค้าง เขาจ้องหลินเฟิงราวกับเห็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่บนโลก “เจ้า…”หลินเฟิงกำหมัด“ข้าฝึกได้แล้ว” ประโยคสั้น ๆ แต่ทำให้ทั้งลานเงียบลง ตลอดสิบเจ็ดปีคำว่า “ขยะ” ติดอยู่กับชื่อหลินเฟิงมาตลอด แต่วันนี้…เด็กหนุ่มที่ไม่เคยรวบรวมลมปราณได้แม้แต่สายเดียวกลับสามารถปล่อยปราณออกมาได้ “เขาอยู่ระดับไหน?” ดูจากความเข้มข้น…น่าจะเพิ่งเข้าสู่ขั้นหลอมกาย”ระดับหนึ่ง?” “ใช่”เมื่อได้ยินคำตอบ เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ระดับหนึ่งแล้วอย่างไร?” “คุณชายรองอยู่ระดับห้า!” ห่างกันถึงสี่ระดับ ต่อให้หลินเฟิงฝึกได้ก็ไม่มีทางชนะ!”หลินเทียนเองก็หัวเราะออกมา “ข้าเกือบตกใจแล้วเชียว”เขาค่อย ๆ เดินเข้าหาหลินเฟิง“ที่แท้ก็เพิ่งเข้าสู่ระดับหนึ่ง”หลินเทียนยกมือขึ้นปราณของเขาระเบิดออกอย่างชัดเจนแรงกดดันของผู้ฝึกยุทธ์ระดับหลอมกายขั้นห้ากระจายไปทั่วลาน หลินเฟิงรู้สึกถึงแรงกดดันนั้นทันที มันหนักกว่าตัวเขาหลายเท่า เสียงลึกลับดังขึ้นในจิตใจ“เจ้าสู้เขาไม่ได้”หลินเฟิงตอบในใจ“ข้ารู้” “ถ้ารู้แล้วเหตุใดจึงไม่ยอมแพ้?” หลินเฟิงมองหลินเทียน“เพราะข้าไม่ต้องชนะ”เสียงนั้นเงียบไป “ข้าแค่ต้องไม่ยอมให้เขาทำร้ายข้าเหมือนเมื่อวานอีก”หลินเทียนพุ่งเข้ามา “คุกเข่า!”หมัดขนาดใหญ่พุ่งตรงเข้าหาใบหน้า ฟึ่บ!หลินเฟิงเบี่ยงตัวหลบ หมัดเฉียดแก้มไปเพียงเล็กน้อย ปัง! แรงหมัดกระแทกอากาศจนเกิดเสียงดัง หลินเฟิงถอยหลังหลายก้าว“เร็วขึ้นกว่าเมื่อวาน?”เขาขมวดคิ้ว เสียงลึกลับดังขึ้น “ใช้ปราณที่เท้า”หลินเฟิงไม่ถามเขาโคจรปราณทันทีพลังสายเล็กไหลลงสู่ขาทั้งสองข้าง ฟึ่บ!ร่างของเขาพุ่งออกด้านข้าง หมัดของหลินเทียนพลาดเป้า“อะไร?” หลินเทียนหันกลับมาแต่ในวินาทีนั้นเอง หลินเฟิงก็เข้าประชิดหมัดของเขาพุ่งตรงเข้าสู่ชายโครง ปัง! หลินเทียนถอยไปครึ่งก้าว เสียงรอบลานเงียบกริบ เขาก้มมองเสื้อบริเวณชายโครงมีรอยยุบเล็กน้อย“เจ้าต่อยข้า?”หลินเฟิงกำหมัดแน่นมือของเขาสั่น การโจมตีเมื่อครู่ทำให้กระดูกข้อนิ้วของเขาเจ็บร้าว แต่เขากลับยิ้ม“ใช่”หลินเทียนหน้าเปลี่ยนสี เขาไม่เคยคิดว่าหลินเฟิงที่อยู่ระดับหนึ่งจะสามารถทำให้เขาถอยได้“ดี!” ปราณรอบตัวเขาระเบิดออก“ดูเหมือนข้าจะประเมินเจ้าต่ำเกินไป!” ฟึ่บ!หลินเทียนพุ่งเข้ามาอีกครั้งคราวนี้เร็วกว่าก่อนหน้านี้มาก หลินเฟิงยกแขนขึ้นป้องกัน ปัง! หมัดกระแทกแขนจนร่างของเขาปลิวออกไป ตุบ! เขากระแทกพื้นและไถลไปหลายจั้ง เลือดไหลออกจากมุมปากความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่าง หลินเทียนไม่เปิดโอกาสให้เขาตั้งตัว ร่างของเขาพุ่งตามมา “จบแล้ว!” หมัดถูกเหวี่ยงลงมา หลินเฟิงกัดฟัน ในเสี้ยววินาที เขานึกถึงเสียงหัวเราะตลอดสิบเจ็ดปีคำว่า “ขยะ” คำว่า “ไร้ค่า”คำพูดของบิดาที่ไม่เคยมองเขาตรง ๆและใบหน้าของคนเหล่านั้นที่เคยหัวเราะเยาะเขา แต่ครั้งนี้…เขาจะไม่ล้มลงง่าย ๆ“ข้าบอกแล้ว…”หลินเฟิงยกแขนขึ้น ปราณสายแรกในร่างสั่นสะเทือน“ข้าไม่ใช่ขยะ!” ตูม! หมัดของหลินเทียนกระแทกเข้ากับแขน แต่ในจังหวะเดียวกัน หลินเฟิงกลับหมุนตัวตามแรงปะทะเขาใช้แรงของหลินเทียนส่งร่างตัวเองออกด้านข้าง ก่อนกระแทกฝ่ามือเข้าใต้ชายโครงของอีกฝ่ายเต็มแรง ปัง!หลินเทียนหน้าซีด เลือดไหลออกจากมุมปากร่างของเขาถอยหลังไปสามก้าว“คุณชายรอง!” เสียงตะโกนดังขึ้นทั้งลานตกอยู่ในความเงียบไม่มีใครพูดอะไร ทุกสายตาจับจ้องไปยังชายสองคนบนลานประลอง หลินเฟิงยืนหอบหายใจแขนข้างหนึ่งชาไปหมด เขารู้ดีว่าตัวเองกำลังจะหมดแรง ระดับหนึ่ง…ยังห่างจากระดับห้ามากเกินไปแต่เขาทำสำเร็จแล้วเขาทำให้หลินเทียนบาดเจ็บ หลินเทียนใช้มือเช็ดเลือดที่มุมปาก เขามองเลือดบนปลายนิ้วอย่างไม่อยากเชื่อก่อนจะเงยหน้าขึ้นดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธ“หลินเฟิง!”เสียงคำรามดังไปทั่วลาน เขากำหมัดแน่น กำลังจะพุ่งเข้าไปอีกครั้ง“พอได้แล้ว!” เสียงทรงอำนาจดังขึ้นจากด้านบน ทุกคนหันไปมอง ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีดำเดินออกมาจากกลุ่มผู้อาวุโส เขาคือผู้อาวุโสห้า ผู้รับผิดชอบการฝึกของศิษย์รุ่นเยาว์ สายตาของเขาจับจ้องหลินเฟิง “การประลองจบแล้ว”หลินเทียนกัดฟัน “แต่ข้ายัง…” พอ!”ผู้อาวุโสห้าตัดบท “เจ้าชนะอยู่แล้ว หลินเทียน”หลินเทียนนิ่ง ผู้อาวุโสมองหลินเฟิงต่อ “เด็กหนุ่ม เจ้าเพิ่งเข้าสู่ขั้นหลอมกายระดับหนึ่ง?”หลินเฟิงพยักหน้า“ขอรับ” “เมื่อวานยังไม่มีปราณแม้แต่สายเดียว?” “ขอรับ” ผู้อาวุโสห้าขมวดคิ้ว เขามองหลินเฟิงราวกับต้องการมองทะลุเข้าไปถึงร่างกาย“แปลก…”เสียงพึมพำเบามากแต่หลินเฟิงได้ยิน“มีอะไรหรือขอรับ?” “ไม่มีอะไร”ผู้อาวุโสห้าส่ายหน้า “กลับไปพักเสีย”หลินเฟิงพยักหน้า เขาหันหลังลงจากลานประลอง แต่ทันทีที่เดินผ่านฝูงชน เสียงกระซิบก็ดังขึ้นรอบตัว“เขาฝึกได้จริง ๆ” เมื่อวานยังเป็นขยะอยู่เลย” “วันนี้กลับทำให้คุณชายรองเลือดออกได้” “เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเขากันแน่?” หรือว่าเขาไม่ได้ไร้พรสวรรค์มาตั้งแต่แรก?”คำพูดเหล่านั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ หลินเฟิงเดินผ่านไปโดยไม่หยุด แต่ก่อนที่เขาจะออกจากลาน เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง “หลินเฟิง”เขาหยุดเดิน หลินเทียนยืนอยู่กลางลานดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ“วันนี้ข้าแพ้ให้เจ้าเพราะประมาท” ครั้งหน้า…”เขากำหมัดแน่น “ข้าจะไม่ให้เจ้าได้ยืนอยู่บนลานนี้อีก” หลินเฟิงหันกลับไป“ครั้งหน้า?”เขายิ้มบาง ๆ“ได้”จากนั้นจึงเดินจากไป ไม่มีใครเห็นว่าในขณะที่เขาหันหลังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางหาย เพราะเขารู้ดีวันนี้เขาไม่ได้ชนะเขาเพียงพิสูจน์ว่า…ตัวเองสามารถต่อสู้ได้ แต่ถ้าอยากเอาชนะหลินเทียนจริง ๆ เขายังต้องแข็งแกร่งขึ้นอีกมากและนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ เมื่อกลับถึงเรือนพัก หลินเฟิงปิดประตูทันทีเขานั่งลงบนเตียง“เจ็บชะมัด…” เสียงลึกลับดังขึ้น “เจ้าฝืนร่างกายมากเกินไป” “แต่ข้าทำได้” “เจ้าทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับห้าบาดเจ็บได้ นั่นถือว่าเกินความคาดหมายแล้ว” หลินเฟิงเงียบไป “ถ้าข้าฝึกต่อคืนนี้ล่ะ?” “ร่างกายเจ้ายังรับไม่ไหว”หลินเฟิงกำหมัด“ถ้าอย่างนั้นข้าจะพักจนถึงค่ำ”เขาหลับตา “แล้วเริ่มใหม่” ทันใดนั้น…ตราประทับสีทองกลางอกสั่นสะเทือน ปราณจำนวนหนึ่งไหลออกจากส่วนลึกของร่าง หลินเฟิงลืมตาขึ้นทันที“เกิดอะไรขึ้น?” ไม่มีคำตอบตราประทับสีทองปรากฏขึ้นในจิตสำนึกของเขารอยร้าวที่เคยมีอยู่เก้ารอย…ตอนนี้มีหนึ่งรอยที่ขยายกว้างขึ้นและด้านหลังตราประทับ เงากระบี่สีดำชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง เสียงลึกลับดังขึ้นอย่างแผ่วเบา“เจ้าทำให้มันตื่นเร็วเกินไปแล้ว…” หลินเฟิงขมวดคิ้ว“มันคืออะไร?”คราวนี้ไม่มีคำตอบ แต่ภายในภูเขาต้องห้ามที่ห่างออกไปหลายสิบลี้…โซ่เส้นที่สองแตกออกหนึ่งข้อ กระบี่สีดำสั่นสะเทือน ดวงตาสีทองคู่หนึ่งลืมขึ้นในความมืด “หลอมกายระดับหนึ่ง…”เสียงหัวเราะต่ำดังขึ้น“เพียงระดับหนึ่งก็สามารถทำให้ผนึกสั่นสะเทือนได้ถึงเพียงนี้”ชายปริศนาลุกขึ้นช้า ๆ“ดูเหมือนว่าร่างนั้น…”เขาหันไปมองทิศทางของตระกูลหลิน “จะไม่ใช่ภาชนะธรรมดาอีกต่อไป” ขณะเดียวกัน ข่าวเรื่องหนึ่งกำลังแพร่ไปทั่วตระกูลหลินอย่างรวดเร็ว “หลินเฟิงฝึกได้แล้ว!”และข่าวนั้น… กำลังทำให้คนจำนวนมากที่เคยหัวเราะเยาะเขาเริ่มหวาดกลัวเพราะไม่มีใครรู้ว่าเด็กหนุ่มที่พวกเขาเคยเหยียบย่ำมาเป็นเวลาสิบเจ็ดปี…กำลังจะเดินไปถึงจุดใด ส่วนหลินเฟิงไม่สนใจข่าวเหล่านั้นเลย เขาเพียงนั่งอยู่ในห้องมืดมองฝ่ามือของตัวเอง ปราณสายหนึ่งหมุนวนอย่างช้า ๆ “หลินเทียน…”เขาพึมพำ“ครั้งหน้าข้าจะไม่แพ้”แล้วสายตาของเขาก็เลื่อนไปยังทิศทางของภูเขาต้องห้าม หัวใจพลันเต้นแรงโดยไร้สาเหตุราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหาเขาจากที่ไกลแสนไกล กระบี่สีดำ…และเก้าผนึกที่กำลังแตกออกทีละชั้นโดยที่หลินเฟิงยังไม่รู้เลยว่า…การที่เขาเริ่มฝึกได้ในวันนี้ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการเป็นผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาแต่มันคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่จะทำให้ชื่อของเขา…สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเก้าสวรรค์ความมืด หลินเฟิงไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ใหนร่างกายของเขาเหมือนจมอยู่ในห้วงน้ำลึก ความเจ็บปวดจากบาดแผลหายไปแล้ว แต่กลับมีความรู้สึกหนักอึ้งกดทับทั่วร่าง ราวกับแม้แต่การขยับนิ้วก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เขาพยายามลืมตาแต่เปลือกตาหนักราวกับถูกภูเขากดทับภาพสุดท้ายก่อนหมดสติยังคงอยู่ในความทรงจำ และเสียงกระซิบที่ดังขึ้นในหัว“ผู้ถือกระบี่…”จงกลับมา…”หลินเฟิงขมวดคิ้ว‘กลับมา?’เขาไม่เข้าใจกลับไปที่ไหน?และใครกำลังเรียกเขา?ทันใดนั้น ความเจ็บปวดรุนแรงพลันระเบิดขึ้นกลางอกร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงสั่นสะท้านเขารู้สึกได้ว่าปราณภายในกำลังปั่นป่วนอย่างรุนแรง เส้นลมปราณหลายแห่งได้รับความเสียหายจากการปะทะกับสัตว์อสูรระดับสี่หากเป็นคนทั่วไป บาดแผลระดับนี้คงเพียงพอที่จะทำให้หมดสติไปหลายวันแต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ…ปราณในร่างของเขากำลังรวมตัวกันหลินเฟิงพยายามควบคุมมันแต่กลับพบว่าตัวเองไม่สามารถทำได้“เกิดอะไรขึ้น…”ในความมืดตรงหน้า ค่อย ๆ ปรากฏแสงสีขาวขึ้นจุดหนึ่งจากจุดเล็ก ๆ กลายเป็นเส้นและในที่สุด…กระบี่เล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมันลอยอยู่กลางความมืดตัวกระบี่เก่าแก่ เรียบง่าย ไม่มีลวดลายหรูหราแต่เพียงมองมั
สามวันหลังจากเหตุการณ์ในป่าอสูรเสียงระฆังของสำนักเมฆาครามดังขึ้นในยามเช้า แต่วันนี้บรรยากาศบนลานฝึกกลับแตกต่างจากทุกวันศิษย์นอกจำนวนมากรวมตัวกันอยู่กลางลาน เหล่าอาจารย์ยืนอยู่ด้านหน้า ขณะที่ชายชราคนหนึ่งในชุดคลุมสีเทาก้าวออกมา“ภายในป่าอสูรทางทิศตะวันตก พบการเคลื่อนไหวผิดปกติของสัตว์อสูร”เสียงพูดคุยดังขึ้นทันที ชายชรายกมือขึ้น ทุกคนจึงค่อย ๆ เงียบลง“จากการตรวจสอบของสำนัก พบว่ามีถ้ำโบราณปรากฏขึ้นในหุบเขาโลหิต”คำว่า “ถ้ำโบราณ” ทำให้แววตาของศิษย์จำนวนมากเปลี่ยนไป“ตามร่องรอยที่พบ ถ้ำแห่งนั้นน่าจะเป็นสถานที่ที่ผู้ฝึกยุทธ์ในอดีตใช้บำเพ็ญเพียร และอาจมีสมบัติหลงเหลืออยู่”คราวนี้เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วลาน ถ้ำโบราณ สมบัติคำสองคำนี้เพียงพอที่จะทำให้ศิษย์นอกที่ยังอยู่หลอมกายขั้นต้นจำนวนมากเริ่มกระตือรือร้น แต่ชายชรายังคงพูดต่อ“อย่างไรก็ตาม หุบเขาโลหิตอยู่ในเขตลึกของป่าอสูร มีสัตว์อสูรระดับสองและระดับสามจำนวนมาก สำนักจะส่งศิษย์เข้าไปสำรวจ แต่ทุกคนต้องระวังตัว”หลินเฟิงยืนอยู่ท้ายกลุ่มเมื่อได้ยินคำว่า “หุบเขาโลหิต” เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยชื่อสถานที่นี้ทำให้เขานึกถึงกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอย่าเข้าไปใ
เสียงระฆังยามเช้าดังขึ้นทั่วสำนักเมฆาครามหลินเฟิงลืมตาขึ้นช้า ๆเขานั่งอยู่บนเตียงตลอดทั้งคืนโดยแทบไม่ได้หลับ ดวงตาทั้งสองข้างแดงเล็กน้อย ใบหน้าซีดกว่าปกติ สิ่งที่อยู่ในหัวของเขาไม่ใช่ภาพของกระบี่เทียนเหิงไม่ใช่คำพูดของชายชราบนชั้นเจ็ดแต่เป็นภาพของเสือเขี้ยวดำร่างขนาดมหึมาของมันล้มลงต่อหน้าเขา เลือดสีแดงไหลออกจากบาดแผลเปื้อนคมกระบี่หลินเฟิงก้มมองมือของตนเอง มือข้างนั้นกำลังสั่น เขากำหมัดแน่น“ข้าฆ่ามัน…”ประโยคสั้น ๆ หลุดออกจากปาก ในอดีตเขาเคยประลองกับคนมากมายเคยถูกทำร้ายเคยถูกเหยียดหยามแม้กระทั่งตอนที่หลินเทียนทำให้เขาอับอายต่อหน้าคนทั้งตระกูล เขาก็ไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวเช่นนี้เพราะการประลองมีขอบเขต มีผู้คุมสนาม มีคนคอยหยุดการต่อสู้ แต่ในป่าอสูรไม่มีสิ่งเหล่านั้นถ้าเขาพลาดเพียงครั้งเดียว…เขาจะตายหลินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก“การมีชีวิตรอดสำคัญกว่าการชนะ…”เสียงของซูเยว่ดังขึ้นในความทรงจำหลินเฟิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเขารู้ว่าไม่สามารถจมอยู่กับความกลัวได้ตลอดไป เส้นทางยุทธ์ไม่ได้รอให้ใครพร้อมหากเขาต้องการเดินต่อ เขาต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตามหลินเฟิงเดินไป
เสียงระฆังของสำนักเมฆาครามดังขึ้นสามครั้งในยามเช้า หลินเฟิงลืมตาขึ้นจากการนั่งสมาธิเขานั่งนิ่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มมองฝ่ามือของตนเองรอยประตูสีดำที่ปรากฏขึ้นเมื่อคืนยังคงอยู่มันจางลงกว่าเดิมมาก แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามใช้ลมปราณตรวจสอบอย่างไร ก็ไม่สามารถค้นพบความผิดปกติใด ๆ“เก้าประตู…”หลินเฟิงพึมพำเมื่อคืนเขาแทบไม่ได้นอน คำว่า “ผู้ถือกระบี่ต้องเปิดเก้าประตู” ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวรวมถึงประโยคที่ชายชราบนชั้นเจ็ดพูดกับตัวเองสิบเจ็ดปี ผู้ถือกระบี่ปรากฏตัวอีกครั้งเขาไม่รู้ว่าชายชราคนนั้นเป็นใคร และไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องกระบี่เทียนเหิงมากแค่ไหนแต่มีสิ่งหนึ่งที่หลินเฟิงแน่ใจความลับของกระบี่เทียนเหิงอาจใหญ่กว่าที่เขาคิดและยิ่งเขาค้นหามากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังก้าวเข้าใกล้อันตรายบางอย่างมากขึ้นเท่านั้นก๊อก! ก๊อก!เสียงเคาะประตูดังขึ้นหลินเฟิงดึงแขนเสื้อลงปิดฝ่ามือ ก่อนลุกขึ้นเปิดประตู คนที่ยืนอยู่ด้านนอกคือชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดศิษย์นอก“หลินเฟิง?” ใช่” “ผู้อาวุโสเรียกศิษย์ใหม่ที่มีความสามารถพิเศษไปยังลานภารกิจ”หลินเฟิงขมวดคิ้ว“มีเรื่องอะไร?”“ไม่รู้”ชายหนุ่มตอบอย่างไม่
รุ่งเช้า หลินเฟิงตื่นขึ้นจากการนั่งสมาธิด้วยสีหน้าซีดเล็กน้อยตลอดทั้งคืนเขาแทบไม่ได้หลับ ภาพของกระบี่สีดำในจิตสำนึกยังคงปรากฏอยู่ตรงหน้า เทียนเหิงผ่าฟ้าสามคำนี้เหมือนถูกสลักลงในส่วนลึกของจิตใจแต่สิ่งที่ทำให้หลินเฟิงประหลาดใจที่สุดไม่ใช่ชื่อของกระบวนท่าหากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น กระบี่เทียนเหิง…ขยับตลอดเวลาที่ผ่านมา กระบี่เล่มนี้ลอยนิ่งอยู่เหนือแท่นหินโบราณ ไม่ว่าหลินเฟิงจะพยายามเข้าใกล้เพียงใด มันก็ไม่เคยตอบสนองแต่เมื่อคืนเป็นครั้งแรกที่มันเคลื่อนตัวเพียงเล็กน้อย ทว่าการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียวกลับทำให้จิตสำนึกของเขาแทบแตกสลายหลินเฟิงยกมือกุมหน้าอก“นี่มัน…”เขาหลับตาลงอีกครั้งจิตสำนึกเข้าสู่ห้วงความมืด แท่นหินโบราณยังคงตั้งอยู่กลางความว่างเปล่า แต่ครั้งนี้กระบี่เทียนเหิงไม่ได้อยู่บนแท่นอีกแล้วมันลอยอยู่เหนือพื้น ปลายกระบี่ชี้ลงรอบตัวกระบี่มีอักขระโบราณสามตัวลอยอยู่ เทียนเหิงผ่าฟ้า หลินเฟิงเดินเข้าไปใกล้ ทันทีที่เขายื่นมือออกไป ความเจ็บปวดรุนแรงระเบิดขึ้นในศีรษะ ภาพจำนวนมากไหลผ่านจิตใจภูเขาพังทลาย ท้องฟ้าแตกออกกระบี่นับหมื่นเล่มลอยอยู่เหนือพื้นดินและชายคนหนึ่งกำลังยืน
เช้าวันต่อมา เสียงระฆังของสำนักเมฆาครามดังขึ้นสามครั้งเสียงระฆังสะท้อนผ่านยอดเขาและหุบเขาโดยรอบ ศิษย์นอกจำนวนมากทยอยออกจากเรือนพัก มุ่งหน้าไปยังลานฝึกอย่างพร้อมเพรียงหลินเฟิงเดินอยู่ท่ามกลางผู้คนอย่างเงียบ ๆหลังจากเหตุการณ์เมื่อวาน เขายังคงคิดถึงคำพูดของซูเยว่ รวมถึงเสียงที่ดังขึ้นในจิตสำนึก“นางคือสายเลือดของผู้ถือกระบี่เทียนเหิง”เขายังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมดแต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้แน่ชัดคือ ซูเยว่ไม่ได้เป็นเพียงศิษย์อัจฉริยะธรรมดานางมีความเกี่ยวข้องกับกระบี่เทียนเหิงและที่สำคัญ…มีคนกำลังตามล่านางหลินเฟิงเงยหน้ามองยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหมอก“สิบเจ็ดปี…”คำพูดของชายชราที่เขาไม่เคยเห็นยังคงวนเวียนอยู่ในหัว สิบเจ็ดปีที่ตามหากระบี่เทียนเหิงสิบเจ็ดปี…ตรงกับอายุของเขาพอดี หลินเฟิงกำหมัดแน่นหรือทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ?“เจ้าเป็นหลินเฟิงใช่หรือไม่?”เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านข้าง หลินเฟิงหยุดเดินชายหนุ่มสามคนยืนอยู่ไม่ไกลจากเขาคนที่พูดเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูง ใบหน้าคม ดวงตาเต็มไปด้วยความดูถูก เขาสวมชุดศิษย์นอกสีฟ้าเข้ม และที่เอวมีป้ายหยกพิเศษกว่าศิษย์คนอื่น บนป้ายมีตัวอักษรหนึ่งคำ“หนึ่ง”หลิน







