ภายในห้องแล็บอนุรักษ์วัตถุโบราณของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่เงียบสนิท
มีเพียงเสียงแปรงขนอ่อนที่ค่อย ๆ ปัดผ่านผิวเซรามิกเก่าแก่เท่านั้น
ไป๋ลู่หลินนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ดวงตาคู่สวยจดจ่ออยู่กับแจกันโบราณยุคราชวงศ์ที่ล่มสลาย
มือเล็กขยับอย่างระมัดระวังราวกับกำลังสัมผัสสิ่งล้ำค่า
ในสายตาของคนทั่วไป แจกันใบนี้เป็นเพียงวัตถุเก่าเก็บที่มีฝุ่นเกาะตามกาลเวลา
แต่ในสายตาของลู่หลิน มันแตกต่างออกไป
เธอมองเห็นเขม่าสีเทาจาง ๆ เกาะติดอยู่ตามรอยแตกร้าวบนผิวเซรามิก ราวกับคราบสกปรกบางอย่างที่ฝังลึกอยู่ภายในตัววัตถุ
มันไม่ใช่ฝุ่นธรรมดา แต่มันคือร่องรอยพลังงานที่หลงเหลือมาจากเจ้าของเดิม
ลู่หลินมีสัมผัสพิเศษติดตัวมาตั้งแต่เด็ก เธอไม่ได้เห็นผีเป็นรูปร่าง แต่สามารถมองเห็นคราบพลังงานที่ติดอยู่กับสิ่งของได้
ของบางชิ้นสะอาดบริสุทธิ์จนแทบเปล่งประกาย ขณะที่บางชิ้นกลับเต็มไปด้วยหมอกสีดำหม่นชวนให้อึดอัด
และส่วนใหญ่... สิ่งของที่มีคราบสีดำหนาแน่น มักนำพาเรื่องเลวร้ายมาให้เจ้าของเสมอ
มีอยู่ครั้งหนึ่ง เธอเคยสัมผัสแหวนโบราณวงหนึ่ง แล้วเห็นภาพเลือดสีแดงฉานกระจายเต็มห้องจัดแสดง
สามวันหลังจากนั้น เกิดเหตุโคมไฟตกใส่นักท่องเที่ยวจนบาดเจ็บหนักตรงจุดเดียวกับที่เธอเห็นภาพพอดี
นับจากวันนั้น ลู่หลินก็ยิ่งระมัดระวังกับสิ่งสกปรกที่คนอื่นมองไม่เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่เพราะเหตุนี้เอง เธอจึงกลายเป็นคนประหลาดในสายตาคนรอบตัว
“เธอยังขัดอีกเหรอ มันสะอาดแล้วนะ”
เสียงของเพื่อนร่วมงานดังขึ้นจากอีกมุมห้อง
ลู่หลินสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้มบาง ๆ
“อื้อ... เหลืออีกนิดเดียวเอง”
อีกฝ่ายมองเธอเหมือนอยากพูดอะไรต่อ แต่สุดท้ายก็เพียงถอนหายใจแล้วเดินออกไป
ลู่หลินก้มหน้ากลับมาทำงานเงียบ ๆ ตามเดิม
เธอชินแล้วกับสายตาแบบนั้น หลายคนแอบเรียกเธอลับหลังว่า พวกย้ำคิดย้ำทำ บ้างก็ว่าประสาทบ้าง
เพราะเธอมักขัดทำความสะอาดวัตถุเดิมซ้ำไปซ้ำมา ทั้งที่มันดูสะอาดสำหรับคนทั่วไปแล้ว
แต่ไม่มีใครรู้เลย... ว่าถ้าหากเธอยังมองเห็นคราบสีดำพวกนั้น เธอก็ไม่อาจปล่อยผ่านมันไปได้จริง ๆ
หลังเลิกงาน ลู่หลินเดินทางกลับคอนโดด้วยรถประจำทางเหมือนทุกวัน
ฝนตั้งเค้ามาตั้งแต่ช่วงเย็น ท้องฟ้ามืดครึ้มจนผู้คนต่างรีบกลับบ้านกัน
ระหว่างทางเธอแวะร้านเบเกอรี่เล็ก ๆ หน้าสถานีรถเมล์ เธอเลือกซื้อเค้กปอนด์ชิ้นเล็กกลับไปด้วยหนึ่งกล่อง
“สุขสันต์วันเกิดนะคะ”
พนักงานพูดยิ้ม ๆ หลังเห็นวันเกิดจากแต้มสมาชิก
ลู่หลินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มตอบบางเบา
“ขอบคุณค่ะ”
และนั่นก็เป็นคำอวยพรวันเกิดเพียงคำเดียวที่เธอได้รับในวันนี้
20:00 น. ภายในคอนโดชั้นยี่สิบสอง บรรยากาศเงียบงันเหมือนทุกคืน
หลังจากเธออาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดนอนตัวโปรด ลู่หลินก็นำเค้กก้อนเล็กมาวางบนโต๊ะหน้าโซฟา
ภายนอกหน้าต่าง ฝนเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ เสียงฟ้าร้องดังครืนจนกระจกสั่นเบา ๆ
ลู่หลินนั่งอยู่เพียงลำพังท่ามกลางห้องกว้าง
วันนี้เป็นวันเกิดอายุครบยี่สิบสองปีของเธอ ชีวิตหลังเรียนจบของเธอไม่ต่างจากวงกลมเดิม ๆ
ทำงาน กลับบ้าน ใช้ชีวิตคนเดียว เรียบง่าย... และเงียบเหงาเสียจนบางครั้งก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเหลือเพียงตัวเธอคนเดียว
ลู่หลินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอีกครั้ง หน้าจอยังคงว่างเปล่า ไม่มีข้อความใหม่ ไม่มีสายโทรเข้า แม้แต่แจ้งเตือนจากกลุ่มเพื่อนสมัยเรียนก็ไม่มี
เธอหัวเราะเบา ๆ กับตัวเอง ก่อนจะปักเทียนเล่มเล็กลงบนเค้ก
แสงเทียนสั่นไหวท่ามกลางความเงียบ
“สุขสันต์วันเกิดนะตัวเรา...”
เธอพึมพำเบา ๆ
“ปีนี้ก็ขอให้มีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นบ้างเถอะ... แค่เรื่องเดียวก็ยังดี”
ทันใดนั้นเอง…
เปรี้ยง!!!
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหวจนห้องทั้งห้องสะเทือน
ลู่หลินสะดุ้งสุดตัว แสงไฟในห้องดับวูบลงทันที
“ว้าย!”
เธอลนลานคว้ามือถือขึ้นมา แต่ยังไม่ทันเปิดไฟฉาย เสียงฟ้าผ่าก็ดังขึ้นอีกครั้ง
เปรี้ยง!!!
คราวนี้แสงสีขาวสว่างจ้าพลันวาบเข้ามาทางระเบียงราวกับสายฟ้าฟาดลงตรงหน้า
ลู่หลินเบิกตากว้าง ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกกลืนหายไปด้วยแสงสีขาวโพลน
ร่างกายของเธอเหมือนถูกกระชากผ่านอุโมงค์มืดมิดไร้จุดสิ้นสุด
หนักอึ้ง… และ หนาวเย็น… แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลง
...
เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง
สัมผัสแรกคือความนุ่มของพื้นหญ้าใต้ฝ่ามือ และกลิ่นหอมบริสุทธิ์ของดอกไม้ป่าที่ลอยเข้ามาในอากาศ
ลู่หลินค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นด้วยอาการมึนงง
ภาพตรงหน้าไม่ใช่เพดานห้องคอนโดอีกต่อไป แต่เป็นท้องฟ้าสีครามสดใสที่มีหมู่เมฆสีขาวลอยเอื่อยเหนือยอดไม้สูงเสียดฟ้า
สายลมอุ่นพัดผ่านใบหน้าเบา ๆ เสียงนกร้องดังมาจากที่ไกล ๆ
“ที่นี่... ที่ไหน?”
ลู่หลินเบิกตากว้างพลางมองไปรอบตัว
ป่าขนาดมหึมารายล้อมเธอเอาไว้ ต้นไม้แต่ละต้นสูงใหญ่จนแทบมองไม่เห็นปลายยอด ราวกับป่าดึกดำบรรพ์ที่ไม่มีทางมีอยู่ในโลกปัจจุบันอย่างแน่นอน
หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงขึ้นทีละนิด
“เดี๋ยวนะ... ฉันไม่ได้อยู่ที่คอนโดเหรอ?”
ทันใดนั้นเอง
ติ๊ง!
[“ยืนยันโฮสต์ ไป๋ลู่หลิน… เริ่มการถ่ายโอนข้อมูล”]
ลู่หลินสะดุ้งสุดตัว รีบหันมองรอบด้านทันที
“ใครพูดน่ะ!”
แต่รอบตัวเธอกลับว่างเปล่า
[“ถ่ายโอนข้อมูลสำเร็จ… ระบบ 642 ยินดีต้อนรับโฮสต์”]
“ระบบเหรอ...?”
เธอทวนคำอย่างงุนงง แต่ยังไม่ทันได้ตั้งสติ เสียงบางอย่างก็พลันดังแหวกอากาศลงมาจากด้านบน
ฟึ่บ!
โครม!!!
ร่างขนาดใหญ่ตกลงมากระแทกพื้นไม่ไกลจากจุดที่เธอยืนอยู่ ฝุ่นดินฟุ้งกระจายทันที
ลู่หลินสะดุ้งเฮือก รีบคว้าท่อนไม้ใกล้ตัวขึ้นมากอดไว้แน่น หัวใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกจากอก
“อย่าเข้ามานะ! ฉัน... ฉันมีอาวุธนะ!”
เธอมองไปที่ร่างนั้นอย่างระแวง แต่ร่างนั้นกลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เลย
หลังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ลู่หลินจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้อย่างระแวดระวัง
เมื่อฝุ่นเริ่มจางลง เธอก็ชะงักไปทั้งตัว ผู้ชายคนหนึ่งนอนหมดสติอยู่บนพื้น
เขามีเส้นผมสีทองสว่างราวกับทองคำแท้กระจายอยู่บนพื้นหญ้า ใบหน้าคมคายงดงามจนเกินจริง แม้จะซีดเซียวจากการเสียเลือด แต่กลับยังดูสูงส่งราวกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ควรมีอยู่บนโลกมนุษย์
และสิ่งที่ทำให้เธอแทบลืมหายใจคือ ปีกสีเงินขนาดใหญ่ที่แผ่อยู่ด้านหลังของเขา
“หล่อจัง...”
คำพูดหลุดออกจากปากเธออย่างไม่รู้ตัว
ลู่หลินรีบส่ายหัวแรง ๆ เรียกสติกลับมา ก่อนจะคุกเข่าลงข้างกายเขาอย่างลนลาน
“มะ... ไม่ใช่สิ! เขาบาดเจ็บอยู่นะ!”
เธอเอื้อมมือไปแตะปลายจมูกของอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง
“ยังหายใจอยู่นี่...”
เสียงถอนหายใจโล่งอกหลุดออกจากริมฝีปากทันที
แต่เมื่อเห็นเลือดจำนวนมากที่ไหลออกจากบาดแผลบริเวณหัวไหล่ สีหน้าของเธอก็ซีดลงอีกครั้ง
[“ยินดีด้วย! คุณได้เปิดใช้งานภารกิจแบบสุ่ม”]
[“โปรดช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บ… เมื่อภารกิจเสร็จสิ้น คุณจะได้รับรางวัลอันล้ำค่า”]
“เดี๋ยวก่อนนะ! ภารกิจอะไร...”
ลู่หลินยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเลือดอุ่น ๆ ของเขาซึมออกมาไม่หยุด
‘เอาเถอะ... จะภารกิจอะไรก็ช่าง แต่ตอนนี้ต้องช่วยคนก่อน!’
เธอรีบฉีกชายเสื้อของอีกฝ่ายออกด้วยมือสั่น ๆ พลางพึมพำขอโทษไม่หยุด จากนั้นจึงพยายามพันแผลห้ามเลือดให้เขาอย่างทุลักทุเล
“อดทนหน่อยนะคุณทูตสวรรค์...”
ลู่หลินพูดเสียงสั่น ทั้งที่ตัวเองก็แทบร้องไห้อยู่แล้ว
“ฉันจะช่วยคุณเองนะ”
เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก หลังจากที่เธอใช้ชายเสื้อคลุมสีดำของคนตรงหน้ามาพันแผลให้เขาจนดูหนาเตอะ
แม้มือจะยังสั่นไม่หาย แต่เธอก็ยิ้มออกมาอย่างซื่อ ๆ เมื่อเห็นว่าเลือดเริ่มหยุดไหลแล้ว
สายตาของเธอไปสะดุดเข้ากับหน้าอกที่เปิดกว้างของเขา
นอกเหนือจากมัดกล้ามที่เรียงตัวสวยสมบูรณ์แบบแล้ว
ตรงตำแหน่งหัวใจยังมีรอยสักจาง ๆ รูปวิหคสยายปีกที่ดูสง่างามพาดอยู่ และข้างรอยสักนั้นมีดาวดวงเล็ก ๆ สี่ดวงประดับเคียงกัน
“รอยสักเหรอ... มีดาวด้วย น่ารักจัง”
เธอพึมพำพลางใช้นิ้วจิ้มลงไปเบา ๆ อย่างลืมตัว
ทันใดนั้นเสียงของระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ติ๊ง!
[“การรักษาเบื้องต้นเสร็จสิ้น ภารกิจเสร็จสมบูรณ์… ของรางวัลถูกส่งมอบแล้ว โฮสต์โปรดรับของรางวัลด้วย!”]
ตุบ!
ถุงผ้าขนาดกลางที่ทำจากหนังสัตว์ตกลงมาใส่มือของเธอพอดี ลู่หลินรีบเปิดดูด้วยความตื่นเต้นปนสงสัย
“ของรางวัลเหรอ... มีอะไรอยู่ข้างในบ้างนะ”
ของรางวัลภายในถุงถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ มีเชื้อจุดไฟ กระบอกน้ำ และหนังสือปกหนังเก่า ๆ เล่มหนึ่ง
ลู่หลินหยิบมันขึ้นมาเปิดอ่านทันที
“คู่มือการใช้ชีวิตใน... ทวีปสัตว์อสูรเหรอ”
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขณะไล่อ่านเนื้อหาในหนังสือ โลกแห่งนี้คือดินแดนของเหล่าสัตว์อสูรที่วิวัฒนาการมาจากสัตว์ป่า จนสามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์และมีพลังเหนือธรรมชาติ
แต่เมื่ออ่านข้อความถัดมา ก็ทำให้เธอแทบสำลักลมหายใจตัวเอง
‘เนื่องจากจำนวนตัวเมียในทวีปมีน้อยมาก ตัวเมียส่วนใหญ่จึงได้รับการปกป้องและมักมีคู่ครองตัวผู้หลายคนเพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์’
“หะ... หลายคนเหรอ?” ใบหน้าของเธอร้อนวูบขึ้นมาทันที
“นี่มันโลกอะไรกันเนี่ย...”
ลู่หลินรีบปิดหนังสือแล้วกอดมันไว้แน่นอย่างทำตัวไม่ถูก ก่อนจะเผลอเหลือบมองสัตว์อสูรตรงหน้าอีกครั้ง
เส้นผมสีทองของเขาสะท้อนแสงแดดจนดูเหมือนทองคำจริง ๆ ยิ่งมองใกล้ ๆ ก็ยิ่งหล่อจนเหมือนหลุดออกมาจากภาพวาด
“ไม่ได้ ๆ ลู่หลิน ตั้งสติหน่อยสิ!”
เธอตบแก้มตัวเองเบา ๆ แล้วรีบเก็บหนังสือลงถุงตามเดิม
ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการเอาชีวิตรอดต่างหาก
ลู่หลินหยิบกระบอกน้ำขึ้นมาดื่ม ก่อนจะเริ่มสำรวจพืชรอบ ๆ ตามข้อมูลในหนังสือ
“อย่างน้อยอากาศที่นี่ก็ดีกว่าโลกเดิมตั้งเยอะเลยนะ...”
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าสีสดใส ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“แต่คืนนี้ฉันจะนอนที่ไหนล่ะ”
เธอหันกลับมามองคนเจ็บอีกครั้ง ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้เพื่อจัดท่านอนให้เขาสบายขึ้น
ทว่าในจังหวะที่ปลายนิ้วแตะลงบนรอยสักรูปวิหคและดาวทั้งสี่ดวงนั้น
วูบ!
แสงสีทองนวลพลันสว่างขึ้นจากรอยสักทันที
“กะ... เกิดอะไรขึ้น”
ลู่หลินสะดุ้งตกใจ แสงสีทองไหลไปตามเส้นเลือดบนร่างของเขา ก่อนจะรวมตัวกันตรงบาดแผลที่หัวไหล่ ใต้ผ้าพันแผลที่เธอทำไว้ บาดแผลเริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็ว
แม้แต่ปีกสีเงินขนาดใหญ่ที่เคยหักพับอยู่ข้างกายก็เริ่มขยับ พร้อมเสียงกรอบแกรบคล้ายกระดูกกำลังเชื่อมเข้าหากัน
“นี่มัน... เวทมนตร์เหรอ”
เธอได้แต่มองตาค้าง
เมื่อแสงค่อย ๆ จางลง สัตว์อสูรตรงหน้าก็ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น ลมหายใจกลับมาสม่ำเสมอ
ส่วนดาวทั้งสี่ดวงบนอกของเขากลับเปล่งประกายสีเงินชัดเจนกว่าเดิม
ติ๊ง!
[“ตรวจพบสภาวะพันธะชั่วคราวระหว่างโฮสต์และเป้าหมาย”]
[“คำเตือน โปรดระวังการสัมผัสโดยตรง หัวใจของสัตว์อสูรตัวผู้มักอ่อนไหวต่อสัมผัสของตัวเมียบริสุทธิ์”]
“พันธะอะไรนะ”
ลู่หลินเอียงคออย่างงุนงง
“ฉันแค่ช่วยทำแผลเองนะ เธออย่าพูดเหมือนนิยายรักประหลาด ๆ สิ”
[“โฮสต์โปรดจริงจังด้วย”]
คำตอบของระบบทำให้ลู่หลินถึงกับพูดไม่ออก
เธอพองแก้มเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน แล้วหันไปสนใจของกินแทน
“ในหนังสือบอกว่าผลไม้สีแดงกินได้... อ๊ะ! ตรงนั้นมีพอดีเลย”
เธอรีบวิ่งเหยาะ ๆ ไปเก็บผลไม้ใกล้ ๆ โดยไม่ทันสังเกตเลยว่า...
เปลือกตาของสัตว์อสูรผมทองเริ่มขยับช้า ๆ แล้ว
ไม่นานท้องฟ้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม
ป่าที่เคยสดใสในยามกลางวันกลับเงียบสงัดลงจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้กับเสียงแมลงกลางคืนดังแว่วมาจากที่ไกล ๆ
ลู่หลินกลับมานั่งลงข้างร่างของสัตว์อสูรอีกครั้ง ในอ้อมแขนเต็มไปด้วยผลไม้สีแดงสดที่เธอเพิ่งเก็บมา
เธอมองใบหน้าคมคายของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ถึงแม้ว่าเขาจะหมดสติอยู่ แต่คิ้วเข้มกลับยังขมวดแน่นราวกับกำลังฝันร้าย
“หลับลึกจังเลยนะ...”
เธอพึมพำเบา ๆ ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นปีกสีเงินขนาดใหญ่ที่เปื้อนฝุ่นกับคราบเลือดแห้ง ๆ
นิสัยรักสะอาดของเธอทำให้เธอทนมองไม่ไหว มือเล็ก ๆ จึงเอื้อมออกไปหมายจะปัดฝุ่นให้อย่างเบามือ
แต่ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสขนนกสีเงิน
“หมับ!”
“ว้าย!”
ลู่หลินร้องสะดุ้งสุดเสียง เมื่อข้อมือถูกคว้าไว้แน่นจนผลไม้ในอ้อมแขนร่วงกระจัดกระจายเต็มพื้น
ดวงตาสีอำพันลืมขึ้นช้า ๆ ภายใต้ความมืดยามค่ำคืน
สายตาคมกริบจ้องมองนางอย่างเย็นเยียบ ราวกับสัตว์ร้ายที่พร้อมฉีกกระชากทุกสิ่งตรงหน้า