LOGINสามวันหลังจากการประลองระหว่างหลินเฟิงกับหลินเทียน ข่าวเรื่องหนึ่งก็ประกาศขึ้นทั่วตระกูลหลิน
การประลองรุ่นเยาว์ประจำปีจะเริ่มขึ้นในอีกหนึ่งวัน ผู้ที่มีอายุไม่เกินยี่สิบปีสามารถเข้าร่วมได้ทั้งหมด ผู้ชนะจะได้รับสิทธิ์เข้าไปฝึกในหอคัมภีร์ชั้นในเป็นเวลาหนึ่งเดือน พร้อมโอสถหลอมกายระดับสูงสามเม็ด และที่สำคัญที่สุดคือ…สิทธิ์เข้าสู่เขตฝึกยุทธ์หลังภูเขาของตระกูล ข่าวนี้ทำให้ศิษย์รุ่นเยาว์จำนวนมากตื่นเต้นเพราะเขตฝึกยุทธ์หลังภูเขาเป็นสถานที่ที่คนธรรมดาไม่มีสิทธิ์เข้าไปแต่สิ่งที่ทุกคนพูดถึงมากที่สุดกลับไม่ใช่รางวัล หากเป็นชื่อของคนคนหนึ่ง“หลินเฟิงจะเข้าร่วมด้วยหรือเปล่า?” “เขาเพิ่งฝึกได้ไม่กี่วันเอง” ถึงจะมีปราณแล้ว แต่ก็แค่หลอมกายขั้นหนึ่ง” ข้าว่าเขาคงไม่กล้า” เสียงหัวเราะดังขึ้นในลานฝึก ทว่าในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มชุดเทาก็เดินผ่านประตูเข้ามา หลินเฟิงไม่ได้พูดอะไร เขาเดินตรงไปยังเสาหินฝึกยุทธ์ ก่อนยกมือวางลงบนพื้นผิวของมันปราณสายบางไหลออกจากฝ่ามือเสาหินสั่นเล็กน้อย ตัวเลขปรากฏขึ้น หนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดจิน เสียงพูดคุยรอบข้างเงียบลง เมื่อสามวันก่อน เขายังไม่มีแม้แต่ปราณสายเดียวแต่วันนี้แรงกายของเขากลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลินเฟิงมองตัวเลขนั้นครู่หนึ่ง ก่อนถอนมือกลับ“ยังไม่พอ” เขาพึมพำ สำหรับคนอื่น หนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดจินอาจถือว่าไม่เลวสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่งแต่หลินเฟิงรู้ดีว่ามันยังห่างไกลหลินเทียนอยู่ระดับหลอมกายขั้นห้า กำลังของอีกฝ่ายมากกว่าเขาหลายเท่า ครั้งก่อนเขาอาศัยจังหวะและแรงของคู่ต่อสู้จึงสามารถทำให้หลินเทียนบาดเจ็บได้ หากต่อสู้กันอีกครั้งโดยไม่มีปัจจัยเหล่านั้น…เขาอาจไม่มีโอกาสแม้แต่จะยืนอยู่บนลาน เสียงลึกลับดังขึ้นในจิตใจ “เจ้ากำลังรีบร้อนเกินไป”หลินเฟิงตอบในใจ“ข้าไม่มีเวลาช้า” เหตุใด?”หลินเฟิงเงียบไปเพราะเขารู้ว่ามีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นในร่างกายของเขา ตราประทับสีทอง เก้ารอยร้าวและกระบี่สีดำที่เขายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร ตั้งแต่วันที่เขาเริ่มรวบรวมปราณ ร่างกายของเขาก็เปลี่ยนไปทุกวัน การฟื้นตัวเร็วขึ้นประสาทสัมผัสเฉียบคมขึ้นแม้แต่ความเร็วในการดูดซับปราณก็เหนือกว่าคนทั่วไปหลายเท่าแต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น เขากลับยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ เขาไม่รู้ว่าพลังนี้มาจากไหนและไม่รู้ว่ามันต้องการอะไรจากเขา เสียงลึกลับดังขึ้นอีกครั้ง“การประลองครั้งนี้ เจ้าควรระวังหลินเทียน” หลินเฟิงหรี่ตา“เขาจะเข้าร่วม?” ใช่” “แล้วข้าจะได้เจอเขาหรือไม่?”เสียงนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง“ถ้าเจ้าผ่านรอบทั้งหมดได้” หลินเฟิงยิ้มบาง“ถ้าอย่างนั้นข้าจะผ่านให้ได้” วันรุ่งขึ้นลานประลองของตระกูลหลินเต็มไปด้วยผู้คน ผู้อาวุโสหลายคนมานั่งอยู่บนแท่นสูง ประมุขตระกูลหลินนั่งอยู่ตรงกลาง เขามองเหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ที่ยืนเรียงกันด้านล่างด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“การประลองครั้งนี้ ไม่มีการกำหนดรูปแบบการต่อสู้” ผู้ใดถูกผลักออกจากลาน ยอมแพ้ หรือไม่สามารถต่อสู้ต่อได้ ถือว่าแพ้” ผู้ชนะจะได้รับรางวัลตามที่ประกาศไว้” เสียงพูดคุยดังขึ้นทันที จากนั้นรายชื่อคู่ต่อสู้รอบแรกก็ถูกประกาศ หลินเฟิงยืนอยู่ท้ายแถวไม่มีใครสนใจเขามากนัก หลายคนมองเขาด้วยสายตาดูถูก บางคนถึงกับหัวเราะ“เจ้าขยะนั่นเข้าร่วมจริง ๆ ด้วย” “คงอยากสร้างชื่อหลังจากฝึกได้กระมัง” แค่ระดับหนึ่ง ยังคิดว่าจะผ่านรอบแรก?” หลินเฟิงได้ยินทุกคำแต่เขาไม่ตอบโต้ เสียงประกาศดังขึ้น“คู่ที่สาม หลินเฟิง พบ หลินห่าว!” ชายหนุ่มร่างใหญ่เดินขึ้นลานประลอง หลินห่าวเป็นศิษย์สายรองของตระกูลหลิน หลอมกายขั้นสองเมื่อเห็นคู่ต่อสู้ เขาก็ยิ้มออกมา“ดูเหมือนข้าจะโชคดี” หลินเฟิงเดินขึ้นลานอย่างสงบ“โชคดี?” “ได้เจอกับเจ้าในรอบแรก ข้าก็ไม่ต้องเสียแรงมาก”เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบลาน หลินห่าวกำหมัด“ยอมแพ้เสียเถอะ” หลินเฟิงส่ายหน้า “เริ่มเถอะ” “ดี!” หลินห่าวพุ่งเข้ามา หมัดของเขาหนักกว่าเมื่อสามวันก่อนที่หลินเฟิงเคยเจอมาก แต่ครั้งนี้หลินเฟิงไม่ถอยเขาก้าวเท้าออกด้านข้างหมัดเฉียดไหล่ จากนั้นเขาหมุนตัวและใช้ฝ่ามือกระแทกกลางหลังของหลินห่าว ร่างใหญ่เซไปข้างหน้า หลินเฟิงก้าวตาม ทุกการโจมตีไม่ได้รุนแรงที่สุด แต่แม่นยำอย่างน่าประหลาดหลินห่าวเริ่มตั้งรับไม่ทัน“นี่มัน…”เขากัดฟัน หลินเฟิงอ่านจังหวะของเขาได้หมด ราวกับสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวก่อนที่มันจะเกิดขึ้น ในที่สุดหลินเฟิงกวาดขา ร่างของหลินห่าวล้มลงนอกขอบลาน“หลินเฟิงชนะ!” ทั้งลานเงียบไปชั่วขณะจากนั้นเสียงพูดคุยก็ดังขึ้น“เขาชนะจริง?” แต่คู่ต่อสู้เป็นหลอมกายขั้นสองนะ” “เมื่อกี้เขาใช้พลังแค่ไหนกัน?”หลินเฟิงเดินลงจากลาน ไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้าเพราะเขารู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ยังไม่ได้ใช้กำลังทั้งหมดและนั่นทำให้เขายิ่งสงสัย ร่างกายของเขา…กำลังเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่ควรจะเป็น รอบที่สองหลินเฟิงชนะ รอบที่สามเขาชนะอีกครั้ง รอบที่สี่คู่ต่อสู้ยอมแพ้ก่อนเริ่มการต่อสู้ เมื่อเข้าสู่รอบสุดท้ายของสายหนึ่ง ชื่อของหลินเฟิงก็เริ่มถูกพูดถึงทั่วลาน “เขาไม่ใช่ขยะแล้ว” อย่างน้อยก็มีความสามารถในการต่อสู้” “แต่ถ้าเจอหลินเทียนก็จบอยู่ดี”หลินเฟิงยืนอยู่ข้างลาน เขามองไปยังอีกฝั่งหลินเทียนกำลังยืนอยู่ตรงนั้น ตั้งแต่เริ่มการประลอง อีกฝ่ายแทบไม่เสียแรงเลยคู่ต่อสู้ทั้งหมดถูกจัดการภายในไม่กี่กระบวนท่า และตอนนี้…ทั้งสองกำลังจะพบกัน เสียงประกาศดังขึ้น“รอบชิงชนะเลิศ!” “หลินเฟิง พบ หลินเทียน!”เสียงฮือฮาระเบิดขึ้นทั่วลาน หลินเทียนก้าวขึ้นเวที แววตาของเขาเย็นชา“ในที่สุดเจ้าก็มาถึง” หลินเฟิงเดินขึ้นตาม“ข้าบอกแล้วว่าจะมา” “ครั้งก่อนข้าประมาทเจ้า” หลินเทียนกำหมัดปราณขั้นหลอมกายระดับห้าระเบิดออกแรงกดดันมหาศาลแผ่กระจายคราวนี้หลินเฟิงรู้ทันที หลินเทียนไม่ได้คิดจะเล่นกับเขาอีกแล้ว “วันนี้…”หลินเทียนพูดช้า ๆ“ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าความแตกต่างระหว่างระดับหนึ่งกับระดับห้าคืออะไร”ฟึ่บ! ร่างของหลินเทียนพุ่งเข้ามาเร็วกว่าเมื่อสามวันก่อน หลินเฟิงเบี่ยงตัวหลบ หมัดเฉียดใบหน้า เขาโต้กลับทันที แต่หลินเทียนกลับยกแขนรับแรงสะท้อนทำให้หลินเฟิงถอยหลัง“เร็วขึ้น…”หลินเฟิงกัดฟัน ยังไม่ทันตั้งหลัก หลินเทียนก็เข้ามาอีกครั้ง ทุกการโจมตีรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆหลินเฟิงหลบได้บ้าง รับได้บ้าง แต่ร่างกายของเขาเริ่มรับไม่ไหว หมัดหนึ่งกระแทกเข้าที่หน้าอกเลือดพุ่งออกจากปากร่างของเขากระเด็นไปหลายจั้ง“หลินเฟิง!” เสียงตะโกนดังขึ้นจากด้านล่าง หลินเฟิงยันพื้นลุกขึ้นหน้าอกเจ็บจนแทบหายใจไม่ออกแต่เขายังยืนอยู่ หลินเทียนมองเขาอย่างเย็นชา“ยังไม่ยอมแพ้อีก?”หลินเฟิงเช็ดเลือด“ยัง” งั้นก็ตายเสีย!” หลินเทียนพุ่งเข้ามาหมัดมหาศาลพุ่งตรงเข้าสู่หน้าอก หลินเฟิงยกแขนป้องกันตูม! กระดูกแขนส่งเสียงดังร่างของเขาปลิวออกไปเขากระแทกพื้นอย่างแรง ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัวเสียงผู้คนรอบตัวค่อย ๆ ห่างออกไป เขาพยายามลุกแต่ขากลับไม่ตอบสนอง “พอแล้ว!”เสียงของใครบางคนดังขึ้น แต่หลินเทียนไม่หยุด เขากำหมัดเดินเข้ามา“ข้าบอกแล้ว…”วันนี้เจ้าจะไม่ได้ลงจากลานนี้อย่างสมบูรณ์”หลินเฟิงกัดฟัน มือของเขากำพื้นแน่น ในจังหวะนั้นเอง… ตราประทับสีทองกลางอกสั่นสะเทือน หัวใจของเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะจากนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในจิตใจ เหมือนมีบางสิ่งขนาดมหึมากำลังตื่นขึ้น ตราประทับเก้ารอยร้าว รอยแรก…เปิดออกอีกครั้งแสงสีทองทะลักออกมาและในส่วนลึกของจิตสำนึก เงากระบี่สีดำค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้น หลินเฟิงเบิกตากว้าง“กระบี่…”เขาเห็นมัน กระบี่สีดำเล่มหนึ่งลอยอยู่ในความมืด ไม่มีลวดลาย ไม่มีประกาย แต่เพียงมองมัน หัวใจของเขากลับสั่นสะเทือน เสียงลึกลับดังขึ้น“ถึงเวลาแล้ว” อะไร?” “กระบี่เทียนเหิง”ชื่อนั้นปรากฏขึ้นในจิตใจ พร้อมกับความทรงจำบางอย่างที่ไม่ใช่ของเขาภาพชายคนหนึ่งยืนอยู่เหนือยอดเขาในมือของชายคนนั้นมีกระบี่สีดำ เพียงฟันออกไปครั้งเดียว…ท้องฟ้าถูกผ่าออกภูเขานับพันแตกสลายและเหนือศีรษะ…คือท้องฟ้าเก้าชั้น เสียงหนึ่งดังขึ้น“กระบี่แรก เปิดฟ้า” หลินเฟิงลืมตาขึ้น หลินเทียนกำลังยืนอยู่ตรงหน้าหมัดของเขากำลังจะกระแทกลงมา แต่ในวินาทีนั้น…หลินเฟิงกลับยกมือขึ้นนิ้วทั้งห้ากางออกปราณในร่างที่เดิมกระจัดกระจายกลับรวมตัวกันอย่างรวดเร็วกระแสลมรอบตัวเขาพลันเปลี่ยนไป หลินเทียนชะงัก“นี่มัน…”หลินเฟิงไม่ได้ถือกระบี่แต่ในมือของเขากลับปรากฏเงากระบี่สีดำจาง ๆ ดวงตาของเขาเย็นลง “กระบี่เทียนเหิง…”เสียงลึกลับดังขึ้นในจิตใจ “กระบวนท่าแรก” “เปิดฟ้า”หลินเฟิงก้าวออกไปหนึ่งก้าวจากนั้น…เขาฟันมือออกไป เสียงบางอย่างฉีกผ่านอากาศดังสนั่น ลมปราณสีดำพุ่งออกจากฝ่ามือ หลินเทียนเบิกตากว้าง เขายกแขนทั้งสองข้างขึ้นป้องกัน แรงระเบิดกระจายไปทั่วลานประลองฝุ่นหินฟุ้งกระจาย ผู้คนด้านล่างต่างยกแขนขึ้นบังใบหน้า ไม่มีใครมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในฝุ่นควัน กระทั่งเวลาผ่านไปหลายลมหายใจ… ฝุ่นค่อย ๆ จางลงหลินเฟิงยังยืนอยู่ แต่ร่างของเขาสั่นอย่างรุนแรง ส่วนหลินเทียน…กลับถอยไปถึงขอบลานแขนทั้งสองข้างมีเลือดไหลเสื้อสีขาวขาดเป็นทางยาวและบนพื้นด้านหน้าเขา…ปรากฏรอยกระบี่ลึกยาวหลายจั้ง ทั้งลานตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรแม้แต่เหล่าผู้อาวุโสบนแท่นสูงก็ยังลุกขึ้นยืน สายตาทุกคู่จับจ้องรอยนั้นเพราะไม่มีใครเข้าใจว่า…หลินเฟิงที่ไม่มีแม้แต่กระบี่ในมือ ทำรอยกระบี่นั้นขึ้นมาได้อย่างไร ผู้อาวุโสห้าจ้องหลินเฟิงเขม็ง“กระบี่ปราณ?” ประมุขตระกูลหลินเองก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป “ไม่ใช่…”เขาพึมพำ“นี่ไม่ใช่กระบี่ปราณธรรมดา”บนลานประลอง หลินเทียนมองหลินเฟิงด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ “เจ้า…”หลินเฟิงพยายามยืนให้มั่นเลือดไหลออกจากมุมปากอีกครั้ง เขารู้สึกว่าร่างกายแทบจะฉีกออกเป็นชิ้น ๆแต่ในจิตใจของเขา…เงากระบี่สีดำกลับชัดเจนขึ้นกว่าเดิมและตรงด้ามกระบี่มีตัวอักษรโบราณสามคำปรากฏขึ้น เทียน เหิง กระบี่ เสียงลึกลับดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย“จำเอาไว้…”กระบวนท่าแรกของมัน ไม่ได้มีไว้เพื่อเอาชนะคน” หลินเฟิงขมวดคิ้ว “แล้วมีไว้เพื่ออะไร?”เสียงนั้นตอบอย่างแผ่วเบา“มีไว้เพื่อเปิดฟ้า” ทันใดนั้น…เหนือภูเขาต้องห้ามที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้เสียงโซ่แตกดังขึ้นอีกครั้ง โซ่เส้นที่สองขาดสะบั้น ชายปริศนาลืมตาขึ้นในความมืดคราวนี้ดวงตาสีทองของเขาไม่ได้มีเพียงความสนใจแต่เต็มไปด้วยความตกตะลึง“กระบี่เทียนเหิง…” เขาหัวเราะเบา ๆ “ในที่สุด…เจ้าก็กลับมาแล้ว”และในวันนั้น ไม่มีใครในตระกูลหลินรู้เลยว่า การประลองรุ่นเยาว์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตัดสินว่าใครแข็งแกร่งที่สุดแต่มันคือวันที่…กระบี่ซึ่งหลับใหลมานับหมื่นปี เริ่มตื่นขึ้นอีกครั้งความมืด หลินเฟิงไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ใหนร่างกายของเขาเหมือนจมอยู่ในห้วงน้ำลึก ความเจ็บปวดจากบาดแผลหายไปแล้ว แต่กลับมีความรู้สึกหนักอึ้งกดทับทั่วร่าง ราวกับแม้แต่การขยับนิ้วก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เขาพยายามลืมตาแต่เปลือกตาหนักราวกับถูกภูเขากดทับภาพสุดท้ายก่อนหมดสติยังคงอยู่ในความทรงจำ และเสียงกระซิบที่ดังขึ้นในหัว“ผู้ถือกระบี่…”จงกลับมา…”หลินเฟิงขมวดคิ้ว‘กลับมา?’เขาไม่เข้าใจกลับไปที่ไหน?และใครกำลังเรียกเขา?ทันใดนั้น ความเจ็บปวดรุนแรงพลันระเบิดขึ้นกลางอกร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงสั่นสะท้านเขารู้สึกได้ว่าปราณภายในกำลังปั่นป่วนอย่างรุนแรง เส้นลมปราณหลายแห่งได้รับความเสียหายจากการปะทะกับสัตว์อสูรระดับสี่หากเป็นคนทั่วไป บาดแผลระดับนี้คงเพียงพอที่จะทำให้หมดสติไปหลายวันแต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ…ปราณในร่างของเขากำลังรวมตัวกันหลินเฟิงพยายามควบคุมมันแต่กลับพบว่าตัวเองไม่สามารถทำได้“เกิดอะไรขึ้น…”ในความมืดตรงหน้า ค่อย ๆ ปรากฏแสงสีขาวขึ้นจุดหนึ่งจากจุดเล็ก ๆ กลายเป็นเส้นและในที่สุด…กระบี่เล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมันลอยอยู่กลางความมืดตัวกระบี่เก่าแก่ เรียบง่าย ไม่มีลวดลายหรูหราแต่เพียงมองมั
สามวันหลังจากเหตุการณ์ในป่าอสูรเสียงระฆังของสำนักเมฆาครามดังขึ้นในยามเช้า แต่วันนี้บรรยากาศบนลานฝึกกลับแตกต่างจากทุกวันศิษย์นอกจำนวนมากรวมตัวกันอยู่กลางลาน เหล่าอาจารย์ยืนอยู่ด้านหน้า ขณะที่ชายชราคนหนึ่งในชุดคลุมสีเทาก้าวออกมา“ภายในป่าอสูรทางทิศตะวันตก พบการเคลื่อนไหวผิดปกติของสัตว์อสูร”เสียงพูดคุยดังขึ้นทันที ชายชรายกมือขึ้น ทุกคนจึงค่อย ๆ เงียบลง“จากการตรวจสอบของสำนัก พบว่ามีถ้ำโบราณปรากฏขึ้นในหุบเขาโลหิต”คำว่า “ถ้ำโบราณ” ทำให้แววตาของศิษย์จำนวนมากเปลี่ยนไป“ตามร่องรอยที่พบ ถ้ำแห่งนั้นน่าจะเป็นสถานที่ที่ผู้ฝึกยุทธ์ในอดีตใช้บำเพ็ญเพียร และอาจมีสมบัติหลงเหลืออยู่”คราวนี้เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วลาน ถ้ำโบราณ สมบัติคำสองคำนี้เพียงพอที่จะทำให้ศิษย์นอกที่ยังอยู่หลอมกายขั้นต้นจำนวนมากเริ่มกระตือรือร้น แต่ชายชรายังคงพูดต่อ“อย่างไรก็ตาม หุบเขาโลหิตอยู่ในเขตลึกของป่าอสูร มีสัตว์อสูรระดับสองและระดับสามจำนวนมาก สำนักจะส่งศิษย์เข้าไปสำรวจ แต่ทุกคนต้องระวังตัว”หลินเฟิงยืนอยู่ท้ายกลุ่มเมื่อได้ยินคำว่า “หุบเขาโลหิต” เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยชื่อสถานที่นี้ทำให้เขานึกถึงกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอย่าเข้าไปใ
เสียงระฆังยามเช้าดังขึ้นทั่วสำนักเมฆาครามหลินเฟิงลืมตาขึ้นช้า ๆเขานั่งอยู่บนเตียงตลอดทั้งคืนโดยแทบไม่ได้หลับ ดวงตาทั้งสองข้างแดงเล็กน้อย ใบหน้าซีดกว่าปกติ สิ่งที่อยู่ในหัวของเขาไม่ใช่ภาพของกระบี่เทียนเหิงไม่ใช่คำพูดของชายชราบนชั้นเจ็ดแต่เป็นภาพของเสือเขี้ยวดำร่างขนาดมหึมาของมันล้มลงต่อหน้าเขา เลือดสีแดงไหลออกจากบาดแผลเปื้อนคมกระบี่หลินเฟิงก้มมองมือของตนเอง มือข้างนั้นกำลังสั่น เขากำหมัดแน่น“ข้าฆ่ามัน…”ประโยคสั้น ๆ หลุดออกจากปาก ในอดีตเขาเคยประลองกับคนมากมายเคยถูกทำร้ายเคยถูกเหยียดหยามแม้กระทั่งตอนที่หลินเทียนทำให้เขาอับอายต่อหน้าคนทั้งตระกูล เขาก็ไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวเช่นนี้เพราะการประลองมีขอบเขต มีผู้คุมสนาม มีคนคอยหยุดการต่อสู้ แต่ในป่าอสูรไม่มีสิ่งเหล่านั้นถ้าเขาพลาดเพียงครั้งเดียว…เขาจะตายหลินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก“การมีชีวิตรอดสำคัญกว่าการชนะ…”เสียงของซูเยว่ดังขึ้นในความทรงจำหลินเฟิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเขารู้ว่าไม่สามารถจมอยู่กับความกลัวได้ตลอดไป เส้นทางยุทธ์ไม่ได้รอให้ใครพร้อมหากเขาต้องการเดินต่อ เขาต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตามหลินเฟิงเดินไป
เสียงระฆังของสำนักเมฆาครามดังขึ้นสามครั้งในยามเช้า หลินเฟิงลืมตาขึ้นจากการนั่งสมาธิเขานั่งนิ่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มมองฝ่ามือของตนเองรอยประตูสีดำที่ปรากฏขึ้นเมื่อคืนยังคงอยู่มันจางลงกว่าเดิมมาก แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามใช้ลมปราณตรวจสอบอย่างไร ก็ไม่สามารถค้นพบความผิดปกติใด ๆ“เก้าประตู…”หลินเฟิงพึมพำเมื่อคืนเขาแทบไม่ได้นอน คำว่า “ผู้ถือกระบี่ต้องเปิดเก้าประตู” ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวรวมถึงประโยคที่ชายชราบนชั้นเจ็ดพูดกับตัวเองสิบเจ็ดปี ผู้ถือกระบี่ปรากฏตัวอีกครั้งเขาไม่รู้ว่าชายชราคนนั้นเป็นใคร และไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องกระบี่เทียนเหิงมากแค่ไหนแต่มีสิ่งหนึ่งที่หลินเฟิงแน่ใจความลับของกระบี่เทียนเหิงอาจใหญ่กว่าที่เขาคิดและยิ่งเขาค้นหามากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังก้าวเข้าใกล้อันตรายบางอย่างมากขึ้นเท่านั้นก๊อก! ก๊อก!เสียงเคาะประตูดังขึ้นหลินเฟิงดึงแขนเสื้อลงปิดฝ่ามือ ก่อนลุกขึ้นเปิดประตู คนที่ยืนอยู่ด้านนอกคือชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดศิษย์นอก“หลินเฟิง?” ใช่” “ผู้อาวุโสเรียกศิษย์ใหม่ที่มีความสามารถพิเศษไปยังลานภารกิจ”หลินเฟิงขมวดคิ้ว“มีเรื่องอะไร?”“ไม่รู้”ชายหนุ่มตอบอย่างไม่
รุ่งเช้า หลินเฟิงตื่นขึ้นจากการนั่งสมาธิด้วยสีหน้าซีดเล็กน้อยตลอดทั้งคืนเขาแทบไม่ได้หลับ ภาพของกระบี่สีดำในจิตสำนึกยังคงปรากฏอยู่ตรงหน้า เทียนเหิงผ่าฟ้าสามคำนี้เหมือนถูกสลักลงในส่วนลึกของจิตใจแต่สิ่งที่ทำให้หลินเฟิงประหลาดใจที่สุดไม่ใช่ชื่อของกระบวนท่าหากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น กระบี่เทียนเหิง…ขยับตลอดเวลาที่ผ่านมา กระบี่เล่มนี้ลอยนิ่งอยู่เหนือแท่นหินโบราณ ไม่ว่าหลินเฟิงจะพยายามเข้าใกล้เพียงใด มันก็ไม่เคยตอบสนองแต่เมื่อคืนเป็นครั้งแรกที่มันเคลื่อนตัวเพียงเล็กน้อย ทว่าการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียวกลับทำให้จิตสำนึกของเขาแทบแตกสลายหลินเฟิงยกมือกุมหน้าอก“นี่มัน…”เขาหลับตาลงอีกครั้งจิตสำนึกเข้าสู่ห้วงความมืด แท่นหินโบราณยังคงตั้งอยู่กลางความว่างเปล่า แต่ครั้งนี้กระบี่เทียนเหิงไม่ได้อยู่บนแท่นอีกแล้วมันลอยอยู่เหนือพื้น ปลายกระบี่ชี้ลงรอบตัวกระบี่มีอักขระโบราณสามตัวลอยอยู่ เทียนเหิงผ่าฟ้า หลินเฟิงเดินเข้าไปใกล้ ทันทีที่เขายื่นมือออกไป ความเจ็บปวดรุนแรงระเบิดขึ้นในศีรษะ ภาพจำนวนมากไหลผ่านจิตใจภูเขาพังทลาย ท้องฟ้าแตกออกกระบี่นับหมื่นเล่มลอยอยู่เหนือพื้นดินและชายคนหนึ่งกำลังยืน
เช้าวันต่อมา เสียงระฆังของสำนักเมฆาครามดังขึ้นสามครั้งเสียงระฆังสะท้อนผ่านยอดเขาและหุบเขาโดยรอบ ศิษย์นอกจำนวนมากทยอยออกจากเรือนพัก มุ่งหน้าไปยังลานฝึกอย่างพร้อมเพรียงหลินเฟิงเดินอยู่ท่ามกลางผู้คนอย่างเงียบ ๆหลังจากเหตุการณ์เมื่อวาน เขายังคงคิดถึงคำพูดของซูเยว่ รวมถึงเสียงที่ดังขึ้นในจิตสำนึก“นางคือสายเลือดของผู้ถือกระบี่เทียนเหิง”เขายังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมดแต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้แน่ชัดคือ ซูเยว่ไม่ได้เป็นเพียงศิษย์อัจฉริยะธรรมดานางมีความเกี่ยวข้องกับกระบี่เทียนเหิงและที่สำคัญ…มีคนกำลังตามล่านางหลินเฟิงเงยหน้ามองยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหมอก“สิบเจ็ดปี…”คำพูดของชายชราที่เขาไม่เคยเห็นยังคงวนเวียนอยู่ในหัว สิบเจ็ดปีที่ตามหากระบี่เทียนเหิงสิบเจ็ดปี…ตรงกับอายุของเขาพอดี หลินเฟิงกำหมัดแน่นหรือทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ?“เจ้าเป็นหลินเฟิงใช่หรือไม่?”เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านข้าง หลินเฟิงหยุดเดินชายหนุ่มสามคนยืนอยู่ไม่ไกลจากเขาคนที่พูดเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูง ใบหน้าคม ดวงตาเต็มไปด้วยความดูถูก เขาสวมชุดศิษย์นอกสีฟ้าเข้ม และที่เอวมีป้ายหยกพิเศษกว่าศิษย์คนอื่น บนป้ายมีตัวอักษรหนึ่งคำ“หนึ่ง”หลิน







