หว่านถิงที่เพิ่งจะออกมาจากตำหนักของฮ่องเต้มา นางเดินผ่านมาแถวอุทยานหลวงและเสียงคนวิวาทตบตีกันมันดังจนนางต้องหยุดดู
แต่ภาพที่นางเห็นมันคืองค์หญิงซินอ้าย ที่ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงสตรีที่ไร้ทางสู้เช่นจื่อลั่ว คราแรกหว่านถิงจะทำเพียงยืนดูจื่อลั่วถูกองค์หญิงซินอ้ายรังแกเฉยๆ
แต่ภาพที่องค์หญิงซินอ้ายผลักแผ่นหลังของจื่อลั่วให้กระโดดลงสระน้ำขนาดใหญ่ตรงหน้าต่างหากที่ทำให้หว่านถิงเริ่มใจอ่อน
นางรู้ว่าจื่อลั่วว่ายน้ำไม่เป็นเพราะเมื่อคืนก่อนจื่อลั่วก็เกือบทำให้นางขาดอากาศหายใจใต้น้ำตายมาแล้ว เพราะความหวาดกลัวของคนที่ กระเสือกกระสนเอาตัวรอดจากการจมน้ำ
ส่วนจื่อลั่วทั้งหวาดกลัวทั้งอยากจะร้องไห้ นางที่ไร้อำนาจต่อกรได้แต่จำใจปล่อยให้ผู้อื่นรังแกนาง ในสมองน้อยๆ นึกถึงท่านแม่ทัพเทียนเฉิงที่เปรียบเสมือนพี่ชายของนาง มักจะคอยปกป้องช่วยเหลือนางเสมอหากตอนนี้เขาอยู่ก็คงจะดี
หมับ…..แต่แล้วในตอนที่จื่อลั่วหลับหูหลับตาจะยอมกระโดดลงสระน้ำทั้งที่ตัวเองว่ายน้ำไม่เป็นก็มีมือของใครสักคนมาดึงรั้งแขนของนางเอาไว้เสียก่อน
“หว่านถิงเจ้ามาได้เช่นไร”
“ท่านหญิง”
จื่อลั่วนั้นเผยแววตาที่ทราบซึ้งใจออกมาอย่างไม่รู้ตัว เมื่อท่านหญิงหว่านถิงที่คอยจิกกัดนางไม่ปล่อยโผล่เข้ามาช่วยนางในสถานการณ์ที่ถูกบีบบังคับแบบนี้
ส่วนตอนนี้หว่านถิงนั้นจ้องมองไปที่องค์หญิงซินอ้ายอย่างเย่อหยิ่งถือตัว สายตาของนางดั่งนางพญาที่ไม่คิดอ่อนข้อให้กับใครทั้งสิ้น ร่างอันสูงศักดิ์ของหว่านถิงเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจของนางอย่างไม่เกรงกลัว
“ดูท่าองค์หญิงเช่นเจ้าจะเหิมเกริมรังแกผู้ที่อ่อนด้อยกว่าจนเกินไป หากเจ้าให้นางกระโดดน้ำลงไปนางเกิดจมน้ำตายขึ้นมาเจ้าจะยอมรับผิดติดคุกหลวงหรือไม่ซินอ้าย”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วยหว่านถิง”
“ไม่เกี่ยว แต่ข้าดันจิตใจมีเมตตาทนเห็นเจ้ารังแกคนที่ด้อยกว่าไม่ได้จริงๆ”
“ทั้งที่เจ้าเองก็เอาแต่หาเรื่องมันเหมือนกันหน่ะหรือหว่านถิง เจ้ายังมีหน้าทำตัวสูงส่งใส่ข้าอีก ช่างน่าขันเสียจริง”
“ถึงข้าจะร้ายกาจแต่ข้าไม่เคยเอาชีวิตใครมาล้อเล่นเช่นที่เจ้าทำ
ซินอ้าย เห็นทีเรื่องนี้ข้าคงต้องกราบทูลต่อฝ่าบาทถึงพฤติกรรมอันเหี้ยมโหดของเจ้าในวันนี้เสียแล้วสิองค์หญิงซินอ้ายผู้สูงศักดิ์”
หว่านถิงกล่าวข่มขู่ต่อองค์หญิงซินอ้ายจบ นางก็แสยะยิ้มใส่องค์หญิงซินอ้ายอย่างผู้ชนะ เมื่อนางเห็นแววตาที่ดูตื่นกลัวความผิดหากว่านางไปฟ้องฝ่าบาท
“ฝากเอาไว้ก่อนเถอะหว่านถิง เจ้ากับข้าได้เห็นดีกันแน่”
“หึ….ได้เสมอ”
หว่านถิงมองดูองค์หญิงซินอ้ายสะบัดหน้าเดินหนีนางกลับตำหนักไปอย่างสะใจ ไม่ว่าซินอ้ายจะร้ายกาจมากแค่ไหนแต่ก็ยังพ่ายแพ้ให้กับนางอยู่ดี
ซินอ้ายนั้นย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าหากนางกราบทูลเรื่องในวันนี้ต่อฝ่าบาทตนเองจะถูกลงโทษเช่นไร เพราะคำพูดของนางนั้นฝ่าบาทรับฟังทุกเรื่องเสมอ
หว่านถิงหันหน้ากลับมาทางด้านหลังของนางก็พบเข้ากับจื่อลั่วและนางกำนัลของพระสนมกุ้ยเฟยลี่หลินที่ตกอยู่ในสภาพอันสะบักสะบอม
“ขอบคุณท่านหญิงมากเจ้าคะที่ช่วยจื่อลั่ว”
“ขอบคุณท่านหญิงมากเจ้าคะ บ่าวจะรีบไปเรียนพระสนมว่าเกิดอะไรขึ้น”
“พวกเจ้าไปเถอะ ส่วนเจ้ารีบกลับจวนไปทายาได้แล้วจื่อลั่ว”
หว่านถิงพูดกับจื่อลั่วด้วยน้ำเสียงที่หยาบกระด้างสุดๆ ก่อนจะเดินจากนางไป แต่จื่อลั่วกลับเข้ามายืนขวางทางนางเอาไว้พร้อมด้วยแววตาที่ปราบปลื้มจากนาง
“ช้าก่อนเจ้าคะ ข้ายังไม่มีโอกาสที่จะกล่าวคำขอบคุณท่านหญิงเลยเมื่อคืนก่อนต้องขอบคุณท่านหญิงที่ช่วยจื่อลั่วจากการจมน้ำและไหนจะวันนี้อีก ข้าขอบคุณท่านหญิงมากจริงๆ เจ้าคะ”
หว่านถิงทำเป็นไม่สนใจต่อคำขอบคุณจากจื่อลั่ว ยังไงในใจของนางก็เกลียดขี้หน้าของจื่อลั่วอยู่ดีและก็ไม่คิดที่จะญาติดีกับนางแน่นอน ถึงแม้ว่าจื่อลั่วจะยืนกรานว่าไม่ได้รักท่านแม่ทัพเทียนเฉิงของนางก็ตาม
แต่หว่านถิงก็อดหงุดหงิดให้กับความอ่อนแอยอมคนของจื่อลั่วไม่หาย เห็นคราวใดพาให้หว่านถิงหงุดหงิดใจทุกครั้งไป
“เจ้ามันโง่จื่อลั่ว ข้ารู้ว่าเจ้าต่ำศักดิ์กว่านาง แต่เจ้าจะยืนบื้อเป็นตอไม้ให้นางรังแกเจ้าฝ่ายเดียวไปถึงไหน”
“ก็ข้าไม่กล้านี้เจ้าคะ ข้าไม่ได้ใจกล้าเก่งกาจเช่นท่านหญิงนี่ นั่นคือองค์หญิงซินอ้ายข้าหรือจะกล้าต่อกรกับนาง”
“จิ….ข้าจะบอกให้นะจื่อลั่วนอกจากที่เจ้าจะโง่ ไม่ได้เรื่องเจ้ายังขี้ขลาดตาขาวอีกตั้งหาก เช่นนั้นคราวหน้าก็จงยอมตายไปเถอะ ใครจะเข้าช่วยเหลือเจ้าได้ตลอดห๊ะ…..ช่างโง่เสียจริง”
จื่อลั่วได้แต่ทนฟังคำต่อว่าจากท่านหญิงหว่านถิงเงียบๆ ด้วยใบหน้าที่เศร้าสลดของนาง
แต่ท่านแม่ทัพเทียนเฉิงที่เข้าวังมารายงานเรื่องทางการทหารเข้าพอดี เขาจึงเห็นว่าท่านหญิงหว่านถิงกำลังชี้นิ้วต่อว่าจื่อลั่วของเขาอยู่ และยิ่งเห็นว่าใบหน้าของจื่อลั่วได้รับบาดเจ็บเขายิ่งเกิดความโมโหต่อนาง
ฟึ่บ….ปึก….โอ้ย…..หว่านถิงที่ได้ตั้งตัวถูกผลักจนล้มข้อเท้าผลิก ล้มลงนั่งอยู่บนโขดหินเข้ากระแทกที่สะโพกของนางอย่างแรง ใบหน้างามเตรียมจะเงยหน้าขึ้นมาด่าคนที่คิดกล้าผลักนางเช่นนี้
“ท่านแม่ทัพอย่าเจ้าคะ”
จื่อลั่วเองก็ตกใจไม่แพ้กันที่จู่ๆ ท่านแม่ทัพก็โผล่มาจากไหนเข้าผลักจนท่านหญิงล้มกระแทกเข้าที่โขดหินอย่างแรง นางรีบดึงตัวท่านแม่ทัพออกห่างจากท่านหญิงด้วยความรู้สึกผิด
“เจ้าอย่าห้ามข้าจื่อลั่ว เห็นกันอยู่ว่านางกำลังด่าเจ้า ใบหน้าเจ้าเป็นนางใช่หรือไม่ที่ทำเจ้าบอกข้ามาจื่อลั่ว อย่าคิดออกปากพูดแทนนางอยู่เลย”
หว่านถิงช่างเสียใจ นางไม่เคยดีในสายตาของเขาเลยสินะ หว่านถิงได้แต่ช้ำใจมองดูท่านแม่ทัพเทียนเฉิงดูแลประคบประหงมแต่เพียงจื่อลั่วเพียงคนเดียว และไหนจะที่เขากล้าผลักนางอย่างไม่ลังเลใจเพื่อจื่อลั่วเลยสักนิดเดียวทำให้หว่านถิงจวนเจียนจะร้องไห้ออกมา
“หึๆๆๆ ช่างเป็นห่วงเป็นใยกันเสียจริง กลัวนางจะเป็นอะไรแต่กล้าที่จะทำรุนแรงกับข้าสินะช่างน่าขันนัก”
“ท่านเข้าใจท่านหญิงผิดไปกันใหญ่แล้วท่านแม่ทัพ ท่านหญิงต่างหากที่ช่วยข้าจากองค์หญิงซินอ้าย และที่ข้าเป็นเช่นนี้ก็เพราะถูกองค์หญิงซินอ้ายตบเอาเจ้าคะ”
จื่อลั่วรีบอธิบายกับท่านแม่ทัพเทียนเฉิง เพราะกลัวว่าท่านหญิงจะน้อยใจต่อท่านแม่ทัพและนางอยากจะพิสูจน์ว่านางนั้นบริสุทธิ์ใจต่อท่านแม่ทัพไม่อยากให้ท่านหญิงรังเกียจนางไปมากกว่านี้
ส่วนเทียนเฉิงนั้นเมื่อรับรู้ความจริงจากปากของจื่อลั่ว เขาก็แทบจะไม่เชื่อคำพูดจากนาง แต่เมื่อเห็นแววตาอันหม่นหมองจากหว่านถิงในใจกลับรู้สึกกระตุกวูบขึ้นมาทันที
“โอ้ย…..ขาข้า”
หว่านถิงลุกขึ้นมาจากโขดหินนางก็เจ็บข้อเท้าขึ้นมาทันทีคงจะข้อเท้าแพลงเป็นแน่ไหนจะเจ็บระบมที่สะโพกเพราะล้มกระแทกเข้าที่โขดหินอย่างแรง
นางพยายามเดินผ่านทั้งคู่ไปและหักห้ามไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา หว่านถิงไม่คิดร้องขอความช่วยเหลือหรือแก้ต่างความผิดกับเทียนเฉิงจนเขายังแอบแปลกใจไม่น้อย
จื่อลั่วที่เห็นว่าท่านหญิงเดินขากะเผลก นางที่รู้สึกผิดจึงรีบเข้าไปหาท่านแม่ทัพเทียนเฉิงเพื่อขอให้เขาไปช่วยท่านหญิงหว่านถิง
“ท่านแม่ทัพรออะไรเล่าเจ้าคะรีบเข้าไปช่วยท่านหญิงสิ เป็นท่านที่ทำนางเจ็บบุรุษต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองกระทำนะเจ้าคะ ไปสิไปส่งนางกลับจวนข้าจะกลับจวนเองเจ้าค่ะ”
“แต่ว่าจื่อลั่วข้า….”
“ไปสิเจ้าคะ”
จื่อลั่วดันแผ่นหลัวของท่านแม่ทัพเทียนเฉิงไปตามดูแลท่านหญิงหว่านถิง นางที่เห็นว่าเขายอมเดินตามท่านหญิงไปแล้วจึงเผยรอยยิ้มที่โล่งใจของนางออกมาได้
ตึงๆๆๆๆ เทียนเฉิงรีบเดินตามหว่านถิงมา และไม่กี่ก้าวเขาก็เดินมาถึงนาง ฝ่ามือหนารีบดึงรั้งแขนของนางเอาไว้
“ท่านมีอะไรยังต่อว่าข้าไม่หมดอีกหรือท่านแม่ทัพ”
ฟึ่บ….หว่านถิงที่ทั้งโกรธและน้อยใจรีบสะบัดฝ่ามือของเขาออกไปจากแขนของนางทันทีและทำท่าจะเดินขากะเผลกหนีเขาไปอีกครั้ง
“ข้าจะไปส่งเจ้าที่จวนเองอย่าดื้อหว่านถิงมากับข้า”
“ไม่ต้องหรอกท่านแม่ทัพหากท่านฝืนใจก็อย่าทำเลยข้ากลับเองได้”
“มานี่”
เทียนเฉิงตัดสินใจอุ้มร่างอันบอบบางของหว่านถิงเอาไว้เมื่อนางนั้นดื้อด้านปฏิเสธเขา
ส่วนหว่านถิงนั้นถึงกลับตกใจ นางเผลอมองเสี้ยวหน้าอันหล่อเหลาเย็นชาตายด้านของเขานิ่งๆ แต่ในใจของนางมันเต้นตึกตักจะบ้าอยู่แล้วต่างหาก
ส่วนเทียนเฉิงนั้นเขาเองก็เพิ่งจะตระหนักได้ถึงกลิ่นของมวลดอกไม้อันหอมสดชื่นที่มาจากหว่านถิง กลิ่นนี้เมื่อในอดีตที่เขาไม่เคยได้ดมกลิ่นนี้ใกล้ๆ เช่นนี้มาถึงสามีเต็มแล้ว ในใจแกร่งพาให้หวนคิดถึงในช่วงที่เขากับหว่านถิงยังมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเช่นพี่ชายกับน้องสาว
เทียนเฉิงอุ้มมาส่งหว่านถิงจนถึงรถม้าของนาง สายตาคมก็เผลอมองสบตาคู่สวยของนางที่มันเคยสดใสร่าเริงแต่บัดนี้มันกลับหายไปภายในใจของเขาอยากจะเอ่ยสักคำต่อนางแต่ก็ไม่อยากทำเพราะกลัวว่านางจะคิดว่าเขาใจอ่อนให้กับนาง
หมับ….แต่ก่อนที่เขาจะหันหลังเดินจากนางไป หว่านถิงรีบคว้าดึงฝ่ามือของเขาเอาไว้ นางสบตาคมที่เย็นชาของเขาอย่างสั่นไหว
“ข้าจะสู้ต่อไปไม่ไหวแล้วนะพี่เทียนเฉิง ท่านไม่คิดจะใจอ่อนให้กับข้าสักนิดเลยหรือ”
ฟึ่บ……เทียนเฉิงรีบสะบัดฝ่ามือจากออกจากหว่านถิงทันที เขาหันหน้าออกไปอีกทางอย่างเฉยเมยต่อนางยิ่งนัก
“ไม่เคย”
“เช่นนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นข้าเองก็เหนื่อยใจแล้วเช่นกันข้าจะปล่อยมือจากท่านแล้วนะพี่เทียนเฉิงลาก่อน”
เทียนเฉิงหันกลับไปมองใบหน้างามของหว่านถิงนิ่งๆ แต่ใยในใจของเขากลับรู้สึกวูบโหวงในใจขึ้นมากับคำพูดตัดใจจากนางด้วย ทั้งที่เขาก็เฝ้ารอให้นางตัดใจจากเขามาตลอด
รถม้าของหว่านถิงเคลื่อนตัวไปจากเทียนเฉิงไกลขึ้น ไกลขึ้นแต่เขายังคงเอาแต่มองตามรถม้าของนางแล่นไปเช่นนั้นจนลับสายตา ในใจเทียนเฉิงบอกไม่ถูกว่าเขานั่นรู้สึกอะไรถึงเหมือนได้รู้สึกสูญเสียอะไรบ้างอย่างในชีวิตไปแบบนี้ด้วยเพียงเพราะแค่นางเรียกร้องความสนใจจากเขาเท่านั้น
“หึ….ข้าจะดูสิว่าเจ้าจะพูดจริงเช่นที่บอกกับข้าหรือไม่หว่านถิง”