INICIAR SESIÓNข่าวต่าง ๆ แพร่ไปถึงวังหลวง
"ทูลองค์รัชทายาท ขณะนี้ในเมืองหลวงมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นพะย่ะค่ะ" หลงจิ่นเซวียนหรี่ตาลง รอฟังการรายงานของราชองครักษ์ "ว่ามา" "ระยะนี้มีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ขุนนางผู้มากอิทธิพลตายในหอนางโลมซึ่งหาตัวคนร้ายไม่พบ และกลุ่มเด็กขอทานมีขนาดใหญ่ขึ้นพะย่ะค่ะ" ในเมืองหลวงไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้มาก่อน หน้าที่ในการดูแลเมืองหลวงเป็นขององค์รัชทายาทเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวขึ้นครองบัลลังก์ ทุกอย่างสงบสุขมาตลอดทว่าตอนนี้กลับมีแต่เรื่องน่าสงสัย "สืบมาให้กระจ่าง ว่าเพราะเหตุใดหรือมีใครกล้าท้าทายอำนาจของข้า" "รับพระบัญชา!" ฝั่งตะวันออกของเมืองหลวง เสี่ยวไป๋แอบหนีมารดาออกจากบ้านมาพบปะกลุ่มขอทาน ในขณะที่หลี่ซืออวี้นั่งบดยาอยู่ด้านหลัง สัญชาตญาณนักฆ่าของนางไวยิ่งกว่าดมกลิ่น สายตาคมจับจ้องไปยังบุตรชายที่แอบมีเรื่องปิดบังมารดา นางรู้เท่าทันเขาทุกเรื่อง เพียงแต่อยากรู้ว่าลูกชายตัวแสบจะไปทำเรื่องใดหลังจากนี้ "พี่ไป๋มาแล้ว วันนี้จะพาพวกเราไปหาเงินที่ไหน" เด็กหญิงคนหนึ่งในกลุ่มถามเสียงใส เสี่ยวไป๋ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แต่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "วันนี้เราจะขายผงดับร้อน ที่แม่ข้าทำขึ้น ช่วยบรรเทาอาการร้อนในและดับกระหายได้ดีนัก พวกเจ้าช่วยกันตะโกนเรียกลูกค้า ข้าจะสอนวิธีใช้ให้เห็นกับตา" เขาวางแผงเล็ก ๆ ด้วยใบตองที่สะอาดสะอ้าน บนแผงมีห่อยาสมุนไพรบรรจุอย่างประณีต และมีน้ำชาสมุนไพรหนึ่งหม้อวางอยู่ข้าง ๆ "ท่านลุงท่านป้า ข้ารับรองว่าสินค้าของเราดีจริง มิใช่ยาหม้อมั่วซั่ว หากใช้แล้วไม่ดี ไม่คิดเงินสักอีแปะ" น้ำเสียงหนักแน่นของเด็กชายตัวน้อย เรียกความสนใจจากชาวบ้านละแวกนั้นไม่น้อย ขณะเดียวกัน องครักษ์ที่แอบติดตามคำสั่งองค์รัชทายาทยืนซุ่มอยู่บนหลังคา เหลือบมองลงมาเห็นเด็กชายในชุดเก่าซอมซ่อแต่ดวงตาเปล่งประกายของความเฉลียวฉลาด เขาชะงัก เมื่อสายตาจับต้องใบหน้าของเด็กผู้นั้น “นั่นมัน เป็นไปไม่ได้!" "เหมือนองค์รัชทายาทเมื่อวัยเยาว์ไม่ผิดเพี้ยน!" เมืองหลวงฝั่งตะวันออกหลังผู้คนสลายตัว องครักษ์หลิวหลบหลีกผู้คนมายังซอยเปลี่ยว หัวใจยังเต้นระรัวจากภาพที่เพิ่งได้เห็น "เป็นไปได้อย่างไร หรือว่าพระชายายังมีชีวิตอยู่!" เขากำห่อยาสมุนไพรที่แอบหยิบมาแน่นในอกเสื้อ แล้วควบม้ากลับพระราชวังทันที ภายในตำหนักทองค์รัชทายาท หลงจิ่นเซวียนทอดมองภาพแผนที่พลางรับรายงาน "ว่าอย่างไร" องครักษ์หลิวคุกเข่า น้ำเสียงสั่นน้อย ๆ "กระหม่อมพบเด็กชายผู้หนึ่ง ใช้ชื่อ เสี่ยวไป๋ อายุราวห้าขวบ รูปลักษณ์ละม้ายกับพระองค์เมื่อยังเยาว์นักพ่ะย่ะค่ะ" เสียงในห้องเงียบลงชั่วขณะ เหล่าข้าราชบริพารต่างก้มหน้าไม่กล้าแสดงความเห็น "เสี่ยวไป๋หรือ" หลงจิ่นเซวียนกระซิบกับตนเอง ดวงตาคมกริบสั่นไหวเล็กน้อย "หรือว่า..." "องครักษ์หลิว" "พ่ะย่ะค่ะ" "ตามสืบเด็กเสี่ยวไป๋ให้ละเอียด ถ้าทำไม่สำเร็จไม่ต้องมาให้ข้าเห็นหน้า!" องครักษ์หลิวลังเลเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับคำหมุนกายออกไปทำตามบัญชาอย่างรวดเร็ว สองวันต่อมา "ชื่อของเด็กคนนั้น มิปรากฏในทะเบียนราษฎร์ใด ๆ ไม่ปรากฏชื่ออาจารย์หรือสำนักใด แล้วเด็กอายุเพียงห้าขวบแต่กลับมีความรู้เรื่องโอสถ ใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และได้รับความเคารพจากเด็กขอทานในละแวกนั้น" องครักษ์หลิวรายงานต่อหลงจิ่นเซวียนอย่างเคร่งเครียด ขณะเดินตามบุรุษสูงสง่าที่ถือพัดไม้จันทน์ออกจากวังในอาภรณ์สามัญ "พาไปดูเงียบ ๆ ข้าจะดูด้วยตาตนเอง" ณ ตลาดริมทาง เสี่ยวไป๋กำลังเจรจากับพ่อค้าเรื่องส่งสมุนไพรชุดใหม่ในราคายุติธรรม "แม้ข้าจะเป็นเด็ก แต่ราคานี้มิใช่เพื่อตนเอง ข้าขอเพียงพอเลี้ยงเด็กกำพร้าอีกสามคน หากท่านใจดี ย่อมมีวาสนาร่วมกัน" หลงจิ่นเซวียนยืนซุ่มอยู่เบื้องหลังร้าน ใบหน้าทรงอำนาจเงียบขรึม สายตาไม่อาจละจากเด็กชายตรงหน้า "เด็กคนนี้กล้าหาญเกินวัยนัก" ยามซวี ณ ตำหนักองค์รัชทายาท ในห้องทรงพระอักษร ร่างสูงในอาภรณ์สีหมึกเข้มยืนอยู่ใต้แสงตะเกียง เส้นผมยาวรวบหลวม ๆ ต่างจากความสมบูรณ์แบบที่มักปรากฏในท้องพระโรง หลงจิ่นเซวียนวางพัดไม้จันทน์ลงบนโต๊ะช้า ๆ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ "บอกพวกเขา คืนนี้ไม่ต้องตามมา" องครักษ์หลิวเบิกตากว้าง "องค์ชายจะเสด็จด้วยพระองค์เองหรือพ่ะย่ะค่ะ" "ข้ารอฟังข่าวจากพวกเจ้าเกินพอแล้ว หากไม่ออกตามหาเอง คงไม่มีทางได้คำตอบ" "แต่…" "หยุด" เพียงเขาเอ่ยหนึ่งคำ เย็นเยียบแต่ทรงอำนาจ ห้องทั้งห้องเงียบราวกับถูกสาป ฝั่งตะวันออกของเมืองหลวง ชายหนุ่มผู้หนึ่งปรากฏกายใต้แสงจันทร์ในอาภรณ์คนธรรมดา ใบหน้าคมสันกลับดูละม้ายบุรุษสูงศักดิ์ เส้นผมมัดขึ้นตามธรรมเนียมของชนชั้นกลาง มือหนึ่งถือพัด อีกมือซ่อนอาวุธเล็กแนบกาย "เด็กชายชื่อนั้นมักไปขายสมุนไพรที่ตลาดย่อยทุกห้าวัน อีกสองวันจะครบรอบ" เขาเดินไปหยุดที่หน้าร้านยาเก่าแก่ในซอยเล็ก ย่อตัวคล้ายดูสมุนไพร แต่สายตากวาดสำรวจไปทุกอณู ทันใดนั้น เสียงกลุ่มเด็กเล็กหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากซอยหลังร้าน "เสี่ยวไป๋ วันนี้เจ้าต้มยาให้ข้ากินอีกแล้ว ข้าคงไม่ตายใช่หรือไม่" เสียงหัวเราะของเด็กชายตอบกลับ "อย่าพูดพล่อย ๆ ข้าไม่เก่งถึงขนาดนั้น แต่ก็ไม่ทำให้เจ้าตายแน่นอน" ดวงตาของหลงจิ่นเซวียนพลันนิ่งงัน เสียงนั้น ไม่ใช่เพียงน้ำเสียงของเด็กธรรมดา หากคล้ายกับเขาเมื่อตอนวัยเด็ก มันช่างเหมือนจนไม่น่าเชื่อ หลงจิ่นเซวียนสะกดรอยตามเสี่ยวไป๋ถึงบ้าน เขาซ่อนกายใต้ต้นไม้ สายตาคมดุจนกเหยี่ยวสะดุดกับร่างบอบบางที่นั่งล้างรากโสมและใบเก๋ากี้ในอ่างน้ำเก่า นางหันข้าง เงาของแสงจันทร์ทาบลงบนใบหน้าเรียวเล็ก ดวงตาทั้งคู่เป็นประกายแม้อยู่ในความมืด มือของรัชทายาทที่กำพัดแน่นอยู่พลันคลายลงช้า ๆ หัวใจสั่นสะท้าน เขาจำนางได้แม่นยำ "หลี่ซืออวี้ เป็นไปได้อย่างไร" เขาจดจำทุกอย่างของนางได้แม่นยำ สตรีตรงหน้าคือชายาที่หายสาบสูญไปนานถึงห้าปี "แล้วเด็กคนนั้น..." หลงจิ่นเซวียนพยายามประคองสติ เขาพบหลี่ซืออวี้ นางหายไปตอนตั้งครรภ์และเด็กคนนั้นคือสายเลือดของเขาเช่นนั้นหรือ หลงจิ่นเซวียนยืนเงียบ ๆ ไม่ก้าวเข้าไปหานาง ทำได้เพียงมองดูเท่านั้น เส้นผมของนางปลิวเบา ๆ ไปตามแรงลม ใบหน้าไม่ได้แต่งเติมอะไรแต่กลับสะกดสายตาเขายิ่งกว่าสตรีใดในวังหลวง เขายังคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนไปตั้งแต่ข่าวการหายตัวไปของนางจนถึงบัดนี้ ดวงตาของนางแน่วแน่กับงานที่กำลังทำ เฉกเช่นเมื่อก่อนที่นางตั้งใจปักลวดลายดอกไม้บนผ้าเช็ดหน้าให้เขา แต่ยามนี้นางไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังมีคนเฝ้ามองทุกลมหายใจเข้าออก หัวใจที่เริ่มสงบนิ่งของเขาสั่นสะท้านอย่างไร้เหตุผล เขากำลังจงใจมาหานางใช่หรือไม่ ทุกย่างก้าว ทุกลมหายใจนำพาให้เขาอยากมาเยือนที่นี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางอยู่ใกล้แค่เอื้อมแต่มองไม่เห็นเขาและไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ หัวใจของหลงจิ่นเซวียนเหมือนถูกบีบแน่น เขาเคยบอกว่าจะปกป้องนาง จะไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องแม้เพียงเส้นผม แต่ในที่สุดเขาก็ทำไม่ได้ ทุกความเจ็บช้ำที่นางต้องทน แท้จริงแล้วล้วนเริ่มต้นจากการไร้ความสามารถของเขาเอง "อวี้เอ๋อร์" เขาเอ่ยชื่อนั้นในลำคอแผ่วเบา คล้ายเสียงนั้นกำลังฝันถึงอดีต เพียงแค่มองนางอย่างนั้นก็เจ็บจนหายใจติดขัดราวกับมีมีดนับพันเล่มกรีดผ่านกลางอก เขาคิดถึงนางจนแทบบ้าแต่ยามนี้กลับไม่อาจเข้าใกล้ ความรู้สึกผิดไหลทะลักขึ้นมาท่วมอกเขาเคยมีโอกาสแต่กลับปล่อยให้หลุดลอยไปพร้อมกับความขี้ขลาดของตนเอง นางอาจไม่รู้ว่าเขาเจ็บปวดเพียงใดที่ไม่อาจปกป้องนางและลูกในครรภ์ได้ในครั้งนั้น ไม่นานหลังจากนั้น เขากลับเข้าตำหนัก เรียกองครักษ์ลับเข้าพบทันทีในยามวิกาล ในห้องประชุมลับ บุรุษสูงส่งยืนออกคำสั่ง แววตานั้นเย็นชาและแน่วแน่ ต่างจากเมื่อครู่ที่เขาเฝ้ามองนางด้วยแววตาอ่อนโยนและเจ็บปวด "ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป" เขาเอ่ยเสียงต่ำและชัดถ้อยชัดคำ "เจ้าต้องคอยคุ้มกันนางและลูกของนาง" องครักษ์ลับคุกเข่ารับคำสั่ง แต่ยังลังเลเล็กน้อย "พ่ะย่ะค่ะ แต่หากนางเกิดสงสัยแล้วจับได้" "นางไม่จำเป็นต้องรู้" หลงจิ่นเซวียนตัดบททันที "ตราบใดที่นางยังปลอดภัย ไม่ต้องรู้ว่าเป็นข้า" เขาหลุบตาลงช้า ๆ ข่มความรู้สึกที่ตีขึ้นมาในอก "ให้ข้าได้ปกป้องนางจากอันตรายเงียบ ๆ อย่างนี้จะเป็นผลดีกับตัวนางเอง" เสียงเขาแผ่วลง ก่อนเอ่ยต่อเบา ๆ ราวกับฝากชีวิต "อย่าให้ใครแตะต้องนางได้อีก แม้ว่าจะต้องสละชีวิตก็ตาม" องครักษ์รับคำสั่งด้วยความเคารพ ก่อนลับหายไปในความมืด เหลือเพียงหลงจิ่นเซวียนที่ยืนเดียวดาย ในมือกำจี้หยกชิ้นหนึ่งที่เคยเป็นของนางไว้แน่น คล้ายยึดมั่นกับสิ่งสุดท้ายที่ยังเชื่อมเขากับนางเอาไว้ยามเช้าของวันใหม่ หลี่ซืออวี้สวมชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย ข้างกายมีเสี่ยวไป๋เดินตามติดพร้อมถือถุงผ้าใส่ติดตัวอย่างสมุนไพร สองแม่ลูกเดินลัดเลาะไปยังทางตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งเงียบสงบแต่ผู้คนสัญจรไม่ขาดสาย"ตรงนั้นหรือขอรับท่านแม่" เสี่ยวไป๋ชี้ไปยังเรือนไม้เก่าหลังหนึ่ง อยู่ริมทางที่มองเห็นลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่านเสี่ยวเหยายืนรออยู่หน้าประตู นางเป็นแม่หม้ายเจ้าของเรือนหลังนั้น ใจดี และชื่นชมในฝีมือการรักษาของหลี่ซืออวี้มานาน ครั้นเห็นนางเดินมาก็ยิ้มต้อนรับ"เรือนนี้แม้จะเล็กไปหน่อย แต่แสงส่องถึงดี ลมโกรก น้ำใสสะอาด เจ้าอยากใช้ก็ยินดีให้เช่าในราคายุติธรรม"หลี่ซืออวี้พยักหน้า พลันก้าวเข้าไปสำรวจภายใน มีห้องเล็กสองห้อง กับพื้นที่โล่งสำหรับต้อนรับคนไข้ได้ราวสามสี่คน กลิ่นไม้แห้งโชยอ่อน ๆ ลอยมาแตะจมูก"พอเหมาะนักเจ้าค่ะ" นางเอ่ยขึ้นในใจเกิดภาพขึ้นว่าโต๊ะไม้เรียบจะวางอยู่ตรงไหน ผ้าม่านบางควรห้อยไว้ตรงใด และมุมที่แสงแดดตกลงมาควรใช้จัดตำรับยาหลังทำสัญญาเช่าเรียบร้อย นางก็กลับไปจัดเตรียมทุกอย่างที่เรือนเดิม ห่อสมุนไพร แยกขวดน้ำยา เขียนป้ายชื่อขนาดพอเหมาะด้วยหมึกดำบนแผ่นไม้'โรงหมอเซียนลู่ รักษาด้วยโอ
เรือนหลังเล็กฝั่งตะวันออก สองแม่ลูกอยู่ด้วยกัน นางไม่ได้ออกไปรักษาคนป่วยจึงเตรียมยาเอาไว้สำหรับรักษาหลาย ๆ โรคกลิ่นสมุนไพรลอยอบอวลไปทั่วเรือนเล็ก ๆ หลังนั้น หลี่ซืออวี้กำลังตำรากสมุนไพรในครกหินอย่างตั้งใจ ข้างกายของนางมีเสี่ยวไป๋ที่สวมชุดผ้าฝ้ายเก่า ๆ กำลังนั่งชันเข่า เอียงคอเฝ้ามองมือเรียวขาวที่บดใบไม้แห้งกับเปลือกไม้จนละเอียด"ท่านแม่ สมุนไพรพวกนี้ช่วยแก้ปวดอย่างไรหรือขอรับ" เสียงใส ๆ เอ่ยถามอย่างใคร่รู้หลี่ซืออวี้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ยิ้มบาง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงใจเย็น"เจ้าจำสมุนไพรชนิดหนึ่งได้หรือไม่ ที่มีใบเรียวยาว กลิ่นแรงหน่อย แต่มักขึ้นตามโขดหินริมลำธาร"เสี่ยวไป๋พยักหน้ารัว ๆ"ข้าเก็บใบและรากของมันมาตากแห้ง แล้วตำรวมกับเปลือกไม้ จะช่วยลดอาการปวดและไข้ได้ดีนัก ยิ่งหากเติมผงของเถาไม้เลื้อยลงไปอีกเล็กน้อย จะช่วยต้านการอักเสบได้มากขึ้น"นางค่อย ๆ ตักผงสมุนไพรที่ตำละเอียดแล้วออกจากครก หยิบใส่ถุงผ้าเล็ก ๆ ที่เตรียมไว้ก่อนจะมัดปากถุงด้วยเชือกปอ เสี่ยวไป๋ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อยดวงตาเด็กน้อยเปล่งประกายใคร่รู้"แล้วแบบนี้ต้องกินอย่างไรหรือขอรับ""ต้มกับน้ำสะอาดหนึ่งถ้วยเคี่ยว
หลี่ซืออวี้ปลูกพืชสมุนไพรไว้หลากหลายชนิด ถึงเมืองหลวงฝั่งตะวันออกจะเงียบสงบคล้ายเขตชนบท ทว่ายารักษาโรคก็มีราคาแพงและยังขาดแคลน นางเปลี่ยนวิธีการโดยการออกรักษาคนป่วยตามบ้านโดยการเคาะประตูเสนอการรักษาในราคาไม่แพง หลี่ซืออวี้ยืนอยู่หน้าประตูไม้เก่าเคลือบฝุ่นของบ้านหลังหนึ่ง เสียงไอแหบแห้งลอดออกมาจากภายใน "ไม่ต้องการยาอะไรทั้งนั้น!" ชายวัยกลางคนในบ้านตะโกนไล่ ทั้งที่เสียงยังเต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อน "ข้าผ่านมาพอดี เห็นว่าในบ้านมีคนป่วย ข้ารักษาฟรีก็ได้ หากยังหวาดระแวง" "เจ้าเป็นใครมาจากไหนถึงจะให้ข้ากล้าเชื่อใจเจ้า" ผู้เป็นภรรยาเดินมาถามอย่างลังเล ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความระแวงระคนคาดหวัง หลี่ซืออวี้ยกห่อยาสมุนไพรขึ้นให้ดู "ข้ามาจากเมืองชายแดน แต่ตอนนี้ปลูกสมุนไพรอยู่ท้ายตลาดตะวันออก ข้าไม่ใช่หมอใหญ่ แค่มีใจอยากช่วย" เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ประตูไม้จะค่อย ๆ เปิดออก สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือชายหนุ่มในวัยยี่สิบกว่า ซูบซีดและตัวร้อนจัดจนน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว ผู้เป็นมารดาทุกข์ใจเป็นอันมากถึงกับกลั้นน้ำตาไม่ไหว "ลูกข้า เขาไอเป็นเลือดมาหลายวันแล้ว หมอที่ไหนก็ไม่รับเพราะกลัวจะติดโรค"
ข่าวต่าง ๆ แพร่ไปถึงวังหลวง "ทูลองค์รัชทายาท ขณะนี้ในเมืองหลวงมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นพะย่ะค่ะ" หลงจิ่นเซวียนหรี่ตาลง รอฟังการรายงานของราชองครักษ์ "ว่ามา" "ระยะนี้มีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ขุนนางผู้มากอิทธิพลตายในหอนางโลมซึ่งหาตัวคนร้ายไม่พบ และกลุ่มเด็กขอทานมีขนาดใหญ่ขึ้นพะย่ะค่ะ" ในเมืองหลวงไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้มาก่อน หน้าที่ในการดูแลเมืองหลวงเป็นขององค์รัชทายาทเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวขึ้นครองบัลลังก์ ทุกอย่างสงบสุขมาตลอดทว่าตอนนี้กลับมีแต่เรื่องน่าสงสัย "สืบมาให้กระจ่าง ว่าเพราะเหตุใดหรือมีใครกล้าท้าทายอำนาจของข้า" "รับพระบัญชา!" ฝั่งตะวันออกของเมืองหลวง เสี่ยวไป๋แอบหนีมารดาออกจากบ้านมาพบปะกลุ่มขอทาน ในขณะที่หลี่ซืออวี้นั่งบดยาอยู่ด้านหลัง สัญชาตญาณนักฆ่าของนางไวยิ่งกว่าดมกลิ่น สายตาคมจับจ้องไปยังบุตรชายที่แอบมีเรื่องปิดบังมารดา นางรู้เท่าทันเขาทุกเรื่อง เพียงแต่อยากรู้ว่าลูกชายตัวแสบจะไปทำเรื่องใดหลังจากนี้ "พี่ไป๋มาแล้ว วันนี้จะพาพวกเราไปหาเงินที่ไหน" เด็กหญิงคนหนึ่งในกลุ่มถามเสียงใส เสี่ยวไป๋ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แต่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "วันนี้เราจะขายผงด
ภายในโรงน้ำชาชั้นสองของตลาดเมืองหลวง โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ล้อมด้วยผ้าแพรลายมังกร บุรุษในชุดหรูร่างอ้วนพุงพลุ้ยคือ พ่อค้าเซิ่งเหวิน พ่อค้าค้าข้าวเจ้าของโรงฉางใหญ่ที่สุดในเขตเมืองหลวง เขายิ้มอย่างเอ็นดู ขณะจ้องเด็กชายตัวเล็กในชุดขาด ๆ ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้าม วันนี้เขาได้เชิญตัวเสี่ยวไป๋มาตกลงบางสิ่งบางอย่างหลังจากเห็นผลงานที่น่าสนใจ "ข้าได้ยินว่า เจ้าคือเจ้าคนที่ทำให้ร้านขนมหน้าโรงเตี๊ยมขายดีจนของหมดทุกวัน" เสี่ยวไป๋ยักไหล่ "ข้าแค่บอกให้คนแถวนั้นสนใจไม่ใช่เรื่องยาก" เซิ่งเหวินหัวเราะลั่นก่อนโน้มตัวลงกระซิบ "เช่นนั้นมาอยู่กับข้าเถอะ ข้าให้เจ้าเดือนละสิบตำลึง แค่ช่วยวางแผนให้ข้าขายข้าวให้หมดคลัง เจ้าว่าอย่างไร" เสี่ยวไป๋นิ่ง แต่ดวงตากลับแวววาวขึ้นเล็กน้อย "แล้วถ้าข้าวเจ้าขึ้นรา หรือวัดน้ำหนักขาด เจ้าให้ข้าตอบลูกค้าด้วยหรือไม่" เซิ่งเหวินชะงัก ยิ้มฝืน ๆ "เจ้าแค่เด็กขอทาน อย่าอวดดีไปหน่อยเลย เดี๋ยวข้าจะให้ข้ารับใช้สั่งสอนเจ้าสักหน่อย" ยังพูดไม่ทันจบดี เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นจากบันได "ข้าก็สังหรณ์ใจว่าลูกชายข้าจะก่อเรื่อง" น้ำเสียงเรียบเย็นปนหอบหายใจเล็กน้อยดังขึ้นจากทางเข้า ห
ตลาดใต้สะพานหินในเมืองหลวงคึกคักไปด้วยเสียงตะโกนขายของ เสียงหม้อเหล็กกระทบกันในโรงต้มโจ๊ก และเสียงฝีเท้าเร่งร้อนของผู้คนหลากชนชั้น แต่ในซอกแคบถัดจากทางระบายน้ำ มีเงาร่างเล็กคนหนึ่งกำลังยืนมองด้วยสายตาเฉียบคมเกินวัย เสี่ยวไป๋ ลูกชายของหลี่ซืออวี้ที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป เป็นเพราะเขาอยู่กับมารดาเพียงสองคนเขาจึงเป็นคนกล้าหาญและแข็งแกร่งเกินกว่าเด็กคนอื่น วันนี้เขาสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ แสร้งทำเป็นเด็กยาจก เดินป้วนเปี้ยนอยู่แถบหลังตลาดอย่างจงใจ "นั่นใคร เด็กใหม่รึ" เสียงห้วนของเด็กชายร่างผอมที่มีแผลเป็นเฉียงบนใบหน้าเอ่ยขึ้น เด็กกลุ่มหนึ่งลุกพรวดจากถังไม้และลังเก่า ๆ มองผู้มาใหม่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เสี่ยวไป๋หรี่ตามอง ก่อนยกยิ้มเอาเรื่อง "ได้ข่าวว่ากลุ่มขอทานในตลาดนี้มีแต่คนอ่อนหัด ข้าเลยอยากมาดูว่าจริงหรือไม่" เสียงเฮดังขึ้นทันที ราวกับกองเพลิงถูกสาดด้วยน้ำมัน "ปากดีเช่นนี้ อยากโดนตีเรอะ" เด็กแผลเป็นปรี่เข้าใส่พร้อมไม้ด้ามหนึ่ง แต่เสี่ยวไป๋กลับหมุนตัวหลบอย่างรวดเร็ว มือซ้ายจับข้อมืออีกฝ่ายบิดอย่างแรง ก่อนใช้ไหล่ชนอกจนอีกฝ่ายล้มตึง เด็กคนอื่นกรูเข้ามา แต่ไม่ถึงอึดใจ เสี่ยวไป๋กลับใช้







