INICIAR SESIÓNภายในโรงน้ำชาชั้นสองของตลาดเมืองหลวง โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ล้อมด้วยผ้าแพรลายมังกร บุรุษในชุดหรูร่างอ้วนพุงพลุ้ยคือ พ่อค้าเซิ่งเหวิน พ่อค้าค้าข้าวเจ้าของโรงฉางใหญ่ที่สุดในเขตเมืองหลวง
เขายิ้มอย่างเอ็นดู ขณะจ้องเด็กชายตัวเล็กในชุดขาด ๆ ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้าม วันนี้เขาได้เชิญตัวเสี่ยวไป๋มาตกลงบางสิ่งบางอย่างหลังจากเห็นผลงานที่น่าสนใจ "ข้าได้ยินว่า เจ้าคือเจ้าคนที่ทำให้ร้านขนมหน้าโรงเตี๊ยมขายดีจนของหมดทุกวัน" เสี่ยวไป๋ยักไหล่ "ข้าแค่บอกให้คนแถวนั้นสนใจไม่ใช่เรื่องยาก" เซิ่งเหวินหัวเราะลั่นก่อนโน้มตัวลงกระซิบ "เช่นนั้นมาอยู่กับข้าเถอะ ข้าให้เจ้าเดือนละสิบตำลึง แค่ช่วยวางแผนให้ข้าขายข้าวให้หมดคลัง เจ้าว่าอย่างไร" เสี่ยวไป๋นิ่ง แต่ดวงตากลับแวววาวขึ้นเล็กน้อย "แล้วถ้าข้าวเจ้าขึ้นรา หรือวัดน้ำหนักขาด เจ้าให้ข้าตอบลูกค้าด้วยหรือไม่" เซิ่งเหวินชะงัก ยิ้มฝืน ๆ "เจ้าแค่เด็กขอทาน อย่าอวดดีไปหน่อยเลย เดี๋ยวข้าจะให้ข้ารับใช้สั่งสอนเจ้าสักหน่อย" ยังพูดไม่ทันจบดี เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นจากบันได "ข้าก็สังหรณ์ใจว่าลูกชายข้าจะก่อเรื่อง" น้ำเสียงเรียบเย็นปนหอบหายใจเล็กน้อยดังขึ้นจากทางเข้า หลี่ซืออวี้ยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาแดงเพราะตามหาลูกมาสองวันเต็ม แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความกล้าแกร่ง "เจ้าว่าเด็กขอทานเป็นอย่างไรนะ" เซิ่งเหวินหันไปอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนชะงักสายตาเมื่อเห็นหน้านาง "ลูกชาย?" "ใช่ ข้าคือแม่ของเด็กคนนี้ และขออภัยที่ปล่อยให้เขาท่องเที่ยวไปทั่วเมืองจนกลายเป็นจิ้งจอกน้อยอย่างที่ท่านกำลังประสบ" นางแค่นยิ้มก่อนเดินเข้ามาโอบไหล่เสี่ยวไป๋ควบคุมสติให้เย็นลงโดยไร้อารมณ์ที่แท้จริง "เจ้าคิดจะใช้เด็กหาเงิน แล้วโยนเขาทิ้งเมื่องานจบอย่างนั้นหรือ เสียดายที่ลูกข้าไม่โง่" เสี่ยวไป๋เงยหน้ามองมารดาเล็กน้อยก่อนพูดขึ้น "ข้าแค่เล่นเกมพ่อค้ากับเขาแต่ดูท่าจะเบื่อแล้ว" หลี่ซืออวี้หันมาจ้องลูกชาย "เจ้าหนีออกจากบ้านมาเพราะจะมาเล่นเกมเช่นนั้นหรือ" "ข้าแค่ช่วยท่านหารายได้ แต่เกมนี้น่าเบื่อเกินไป" หลี่ซืออวี้หันมามองดูเซิ่งเหวินมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สายตานางทั้งเย็นชาและล้ำลึก โรงน้ำชาชั้นสองบัดนี้เงียบสนิท ขณะที่หลี่ซืออวี้ยืนประจันหน้ากับเซิ่งเหวิน พ่อค้าร่างท้วมเริ่มเหงื่อตก แม้จะมีอำนาจเงินทอง แต่สายตานิ่งเฉียบของสตรีเบื้องหน้ากลับกดดันเสียยิ่งกว่าแม่ทัพในสนามรบ "ท่านแม่" เสี่ยวไป๋กระซิบเบา ๆ คล้ายเตรียมจะขอให้นางใจเย็น แต่หลี่ซืออวี้เพียงยกมือขึ้น ช้าแต่ทรงพลัง "เมื่อครู่เจ้าเสนอสิบตำลึงต่อเดือนให้ลูกข้าใช่หรือไม่" "ใช่แล้ว ข้าเพียงเห็นว่าเขามีหัวการค้า จึงอยากรับไว้ใช้งาน มิได้มีเจตนาหลอกลวง" "เจ้าให้สิบตำลึงต่อสมองเด็กคนหนึ่ง ทั้งที่ข้ามาเพียงครู่เดียวก็รู้ว่าเขาวางแผนการตลาดจนร้านรอบตลาดแทบหายใจไม่ทัน แล้วเจ้าคิดว่า สมองเช่นนี้ราคาถูกงั้นหรือ" นางเดินไปหยิบชาจากโต๊ะรินใส่ถ้วยอย่างสงบก่อนยื่นให้พ่อค้า "หรือเจ้าคิดว่า หากข้าหยิบรายชื่อลูกค้าเจ้าไปยื่นต่อศาลาว่าการ บอกว่าเจ้าเตรียมขายข้าวเก่า ข้าวขึ้นรา เพื่อระบายสินค้าเจ้าจะยังขายข้าวในเมืองนี้ได้หรือไม่" เซิ่งเหวินหน้าซีดเผือด "แม่นาง ข้า ข้าไม่มีเจตนาเลวร้ายถึงเพียงนั้น ข้าแค่..." "แค่หวังใช้เด็กเพื่อผลประโยชน์ แล้วโยนทิ้งเมื่อหมดค่า" เสียงนางห้วนขึ้น ดวงตาไม่ไหวติง หลี่ซืออวี้ยิ้มเย็น พลิกฝ่ามือเล็กน้อย "หากคิดว่าลูกข้าคือการลงทุน เจ้าควรเจรจากับแม่ของเขาเสียก่อน ต่อจากนี้ หากเจ้าต้องการความร่วมมือจงยื่นข้อเสนอใหม่ พร้อมสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร" "สัญญา?" "ใช่ และระบุชัดเจน ว่าเด็กคนนี้จะเป็นหุ้นส่วนสมองไม่ใช่ลูกจ้างที่ไร้ค่า หากผิดเงื่อนไข แม้แต่หนึ่งข้อข้าจะให้เขียนประกาศเตือนคนทั้งตลาด ว่าเซิ่งเหวินไม่รู้จักคำว่าคุณธรรม" พ่อค้าแทบทรุดลงนั่ง ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อ ไม่เข้าใจว่าแรงกดดันมาหาศาลจากสตรีตัวเล็ก ๆ ทำให้เขาตื่นตระหนกขนาดนี้ได้อย่างไร "เจ้านี่มัน..." หลี่ซืออวี้หัวเราะน้อย ๆ ก่อนพยักหน้าให้ลูกชาย "จำไว้ เสี่ยวไป๋ หากเจ้าจะเดินบนถนนของพ่อค้า อย่าให้ใครตั้งราคาเจ้าโดยไม่มีข้าอยู่ในห้อง" เสี่ยวไป๋ยิ้มเล็ก ๆ "แต่ถ้าท่านแม่อยู่ด้วยต่อให้เขามีทั้งร้านทอง ก็คงต้องยอมขาดทุนก่อน" สองแม่ลูกก้าวลงบันไดอย่างสง่างาม ทิ้งพ่อค้าเซิ่งเหวินที่ยืนค้าง รู้สึกว่าตนเพิ่งถูกสตรีและเด็กคนหนึ่งรู้ทัน เสียงฝีเท้าของสองแม่ลูกดังไปตามทางเดินหิน เมื่อหลี่ซืออวี้และเสี่ยวไป๋เดินกลับถึงบ้านในเวลาไม่นาน เพียงเปิดประตูเข้ามา กลิ่นชาหอมกรุ่นที่นางชงไว้ยามเช้าก็ยังคลุ้ง เสี่ยวไป๋เดินตรงไปทิ้งตัวบนเบาะผ้านวมเก่าอย่างหมดแรง มือสองข้างหนุนท้ายทอยอย่างสบายอารมณ์ "วันนี้สนุกสุด ๆ เลยท่านแม่ ข้าเอาชนะพวกนั้นได้หมด แถมเกือบได้งานใหญ่" หลี่ซืออวี้วางตะกร้าใบเล็กในมุมห้อง ถอดรองเท้าไม้แล้วเดินไปนั่งตรงข้ามลูกชาย สีหน้ายังคงสงบนิ่ง "แล้วเจ้าคิดว่ามันสำเร็จแล้วหรือ" เสี่ยวไป๋ขมวดคิ้ว "อ้าว ก็มันสำเร็จไม่ใช่หรือท่านแม่" นางยิ้มบาง ๆ ก่อนเอื้อมมือบีบไหล่ลูกเบา ๆ "เจ้าฉลาด ไหวพริบดี มีหัวเป็นผู้นำข้าชื่นชมในตัวเจ้า แต่ข้าจะบอกอะไรไว้หนึ่งข้อ" "อะไรหรือขอรับ" "อำนาจมันไม่ใช่เรื่องของการทำให้คนยอมแพ้ แต่คือการทำให้เขายอมรับ และอยากอยู่ใต้การดูแลของเราเอง" นางสบตาลูกชาย ดวงตาอบอุ่นแต่แน่วแน่ "เจ้าชนะพวกเด็กขอทานได้วันนี้ เพราะเจ้าฉลาดกว่า กล้ากว่า และใจถึงกว่า แต่ถ้าพรุ่งนี้มีใครฉลาดกว่าเจ้าขึ้นมา แล้วพวกนั้นหันไปหาเขา เจ้าจะทำอย่างไร" เสี่ยวไป๋นิ่งเงียบ หลี่ซืออวี้ลูบผมลูกเบา ๆ คล้ายแม่เสือที่ขัดขนลูกน้อย "เจ้าต้องสร้างความภักดีไม่ใช่แค่ ความกลัว ต้องให้เขารู้ว่าอยู่กับเจ้าแล้วมีกิน มีเกียรติ และมีอนาคต ถึงตอนนั้นแม้มีคนฉลาดกว่า เจ้าก็ยังมีใจของผู้คนอยู่ข้างตัว" เด็กน้อยกะพริบตาปริบ ๆ ริมฝีปากขยับเบา ๆ "ท่านแม่ ข้ารู้แล้ว แต่ข้าก็แค่ไม่อยากให้ใครดูถูก ข้าไม่ชอบโดนข่ม" "นั่นแหละคือลูกข้า" นางหัวเราะเบา ๆ "ข้าก็ไม่ชอบให้ใครข่มเช่นกัน แต่ความไม่ชอบของข้า ข้าจะใช้มันสมอง ตอบไม่ใช่แลกด้วยหมัด" เสี่ยวไป๋หรี่ตา "แต่วิธีของข้าได้ผลนะ" "แน่นอน" หลี่ซืออวี้หยิบผลไม้ชิ้นหนึ่งป้อนใส่มือลูก "ถึงได้บอกอย่างไรล่ะว่าเจ้าคือเสือตัวเล็กของข้า เสือที่น่าเป็นห่วงและน่าภูมิใจในเวลาเดียวกัน" "แล้วถ้าข้าจะเป็นเสือใหญ่ล่ะ" นางยิ้มตอบ "เจ้าต้องเรียนรู้จากเสือใหญ่อย่างแม่เจ้าก่อน" เสียงหัวเราะของทั้งสองดังแว่วออกนอกหน้าต่าง บนโต๊ะไม้เก่าแก่ มีแผ่นกระดาษและน้ำหมึกกระจัดกระจาย ภาพเล็ก ๆ ของความอบอุ่นในบ้านที่แม้เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยการเลี้ยงดูที่มั่นคง เสี่ยวไป๋อาจเป็นลูกชายสุดแสบในสายตาโลกภายนอก แต่ในสายตาของหลี่ซืออวี้ เขาคือยอดบุรุษเล็ก ๆ ที่กำลังจะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในแบบของเขาเองยามเช้าของวันใหม่ หลี่ซืออวี้สวมชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย ข้างกายมีเสี่ยวไป๋เดินตามติดพร้อมถือถุงผ้าใส่ติดตัวอย่างสมุนไพร สองแม่ลูกเดินลัดเลาะไปยังทางตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งเงียบสงบแต่ผู้คนสัญจรไม่ขาดสาย"ตรงนั้นหรือขอรับท่านแม่" เสี่ยวไป๋ชี้ไปยังเรือนไม้เก่าหลังหนึ่ง อยู่ริมทางที่มองเห็นลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่านเสี่ยวเหยายืนรออยู่หน้าประตู นางเป็นแม่หม้ายเจ้าของเรือนหลังนั้น ใจดี และชื่นชมในฝีมือการรักษาของหลี่ซืออวี้มานาน ครั้นเห็นนางเดินมาก็ยิ้มต้อนรับ"เรือนนี้แม้จะเล็กไปหน่อย แต่แสงส่องถึงดี ลมโกรก น้ำใสสะอาด เจ้าอยากใช้ก็ยินดีให้เช่าในราคายุติธรรม"หลี่ซืออวี้พยักหน้า พลันก้าวเข้าไปสำรวจภายใน มีห้องเล็กสองห้อง กับพื้นที่โล่งสำหรับต้อนรับคนไข้ได้ราวสามสี่คน กลิ่นไม้แห้งโชยอ่อน ๆ ลอยมาแตะจมูก"พอเหมาะนักเจ้าค่ะ" นางเอ่ยขึ้นในใจเกิดภาพขึ้นว่าโต๊ะไม้เรียบจะวางอยู่ตรงไหน ผ้าม่านบางควรห้อยไว้ตรงใด และมุมที่แสงแดดตกลงมาควรใช้จัดตำรับยาหลังทำสัญญาเช่าเรียบร้อย นางก็กลับไปจัดเตรียมทุกอย่างที่เรือนเดิม ห่อสมุนไพร แยกขวดน้ำยา เขียนป้ายชื่อขนาดพอเหมาะด้วยหมึกดำบนแผ่นไม้'โรงหมอเซียนลู่ รักษาด้วยโอ
เรือนหลังเล็กฝั่งตะวันออก สองแม่ลูกอยู่ด้วยกัน นางไม่ได้ออกไปรักษาคนป่วยจึงเตรียมยาเอาไว้สำหรับรักษาหลาย ๆ โรคกลิ่นสมุนไพรลอยอบอวลไปทั่วเรือนเล็ก ๆ หลังนั้น หลี่ซืออวี้กำลังตำรากสมุนไพรในครกหินอย่างตั้งใจ ข้างกายของนางมีเสี่ยวไป๋ที่สวมชุดผ้าฝ้ายเก่า ๆ กำลังนั่งชันเข่า เอียงคอเฝ้ามองมือเรียวขาวที่บดใบไม้แห้งกับเปลือกไม้จนละเอียด"ท่านแม่ สมุนไพรพวกนี้ช่วยแก้ปวดอย่างไรหรือขอรับ" เสียงใส ๆ เอ่ยถามอย่างใคร่รู้หลี่ซืออวี้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ยิ้มบาง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงใจเย็น"เจ้าจำสมุนไพรชนิดหนึ่งได้หรือไม่ ที่มีใบเรียวยาว กลิ่นแรงหน่อย แต่มักขึ้นตามโขดหินริมลำธาร"เสี่ยวไป๋พยักหน้ารัว ๆ"ข้าเก็บใบและรากของมันมาตากแห้ง แล้วตำรวมกับเปลือกไม้ จะช่วยลดอาการปวดและไข้ได้ดีนัก ยิ่งหากเติมผงของเถาไม้เลื้อยลงไปอีกเล็กน้อย จะช่วยต้านการอักเสบได้มากขึ้น"นางค่อย ๆ ตักผงสมุนไพรที่ตำละเอียดแล้วออกจากครก หยิบใส่ถุงผ้าเล็ก ๆ ที่เตรียมไว้ก่อนจะมัดปากถุงด้วยเชือกปอ เสี่ยวไป๋ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อยดวงตาเด็กน้อยเปล่งประกายใคร่รู้"แล้วแบบนี้ต้องกินอย่างไรหรือขอรับ""ต้มกับน้ำสะอาดหนึ่งถ้วยเคี่ยว
หลี่ซืออวี้ปลูกพืชสมุนไพรไว้หลากหลายชนิด ถึงเมืองหลวงฝั่งตะวันออกจะเงียบสงบคล้ายเขตชนบท ทว่ายารักษาโรคก็มีราคาแพงและยังขาดแคลน นางเปลี่ยนวิธีการโดยการออกรักษาคนป่วยตามบ้านโดยการเคาะประตูเสนอการรักษาในราคาไม่แพง หลี่ซืออวี้ยืนอยู่หน้าประตูไม้เก่าเคลือบฝุ่นของบ้านหลังหนึ่ง เสียงไอแหบแห้งลอดออกมาจากภายใน "ไม่ต้องการยาอะไรทั้งนั้น!" ชายวัยกลางคนในบ้านตะโกนไล่ ทั้งที่เสียงยังเต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อน "ข้าผ่านมาพอดี เห็นว่าในบ้านมีคนป่วย ข้ารักษาฟรีก็ได้ หากยังหวาดระแวง" "เจ้าเป็นใครมาจากไหนถึงจะให้ข้ากล้าเชื่อใจเจ้า" ผู้เป็นภรรยาเดินมาถามอย่างลังเล ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความระแวงระคนคาดหวัง หลี่ซืออวี้ยกห่อยาสมุนไพรขึ้นให้ดู "ข้ามาจากเมืองชายแดน แต่ตอนนี้ปลูกสมุนไพรอยู่ท้ายตลาดตะวันออก ข้าไม่ใช่หมอใหญ่ แค่มีใจอยากช่วย" เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ประตูไม้จะค่อย ๆ เปิดออก สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือชายหนุ่มในวัยยี่สิบกว่า ซูบซีดและตัวร้อนจัดจนน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว ผู้เป็นมารดาทุกข์ใจเป็นอันมากถึงกับกลั้นน้ำตาไม่ไหว "ลูกข้า เขาไอเป็นเลือดมาหลายวันแล้ว หมอที่ไหนก็ไม่รับเพราะกลัวจะติดโรค"
ข่าวต่าง ๆ แพร่ไปถึงวังหลวง "ทูลองค์รัชทายาท ขณะนี้ในเมืองหลวงมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นพะย่ะค่ะ" หลงจิ่นเซวียนหรี่ตาลง รอฟังการรายงานของราชองครักษ์ "ว่ามา" "ระยะนี้มีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ขุนนางผู้มากอิทธิพลตายในหอนางโลมซึ่งหาตัวคนร้ายไม่พบ และกลุ่มเด็กขอทานมีขนาดใหญ่ขึ้นพะย่ะค่ะ" ในเมืองหลวงไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้มาก่อน หน้าที่ในการดูแลเมืองหลวงเป็นขององค์รัชทายาทเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวขึ้นครองบัลลังก์ ทุกอย่างสงบสุขมาตลอดทว่าตอนนี้กลับมีแต่เรื่องน่าสงสัย "สืบมาให้กระจ่าง ว่าเพราะเหตุใดหรือมีใครกล้าท้าทายอำนาจของข้า" "รับพระบัญชา!" ฝั่งตะวันออกของเมืองหลวง เสี่ยวไป๋แอบหนีมารดาออกจากบ้านมาพบปะกลุ่มขอทาน ในขณะที่หลี่ซืออวี้นั่งบดยาอยู่ด้านหลัง สัญชาตญาณนักฆ่าของนางไวยิ่งกว่าดมกลิ่น สายตาคมจับจ้องไปยังบุตรชายที่แอบมีเรื่องปิดบังมารดา นางรู้เท่าทันเขาทุกเรื่อง เพียงแต่อยากรู้ว่าลูกชายตัวแสบจะไปทำเรื่องใดหลังจากนี้ "พี่ไป๋มาแล้ว วันนี้จะพาพวกเราไปหาเงินที่ไหน" เด็กหญิงคนหนึ่งในกลุ่มถามเสียงใส เสี่ยวไป๋ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แต่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "วันนี้เราจะขายผงด
ภายในโรงน้ำชาชั้นสองของตลาดเมืองหลวง โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ล้อมด้วยผ้าแพรลายมังกร บุรุษในชุดหรูร่างอ้วนพุงพลุ้ยคือ พ่อค้าเซิ่งเหวิน พ่อค้าค้าข้าวเจ้าของโรงฉางใหญ่ที่สุดในเขตเมืองหลวง เขายิ้มอย่างเอ็นดู ขณะจ้องเด็กชายตัวเล็กในชุดขาด ๆ ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้าม วันนี้เขาได้เชิญตัวเสี่ยวไป๋มาตกลงบางสิ่งบางอย่างหลังจากเห็นผลงานที่น่าสนใจ "ข้าได้ยินว่า เจ้าคือเจ้าคนที่ทำให้ร้านขนมหน้าโรงเตี๊ยมขายดีจนของหมดทุกวัน" เสี่ยวไป๋ยักไหล่ "ข้าแค่บอกให้คนแถวนั้นสนใจไม่ใช่เรื่องยาก" เซิ่งเหวินหัวเราะลั่นก่อนโน้มตัวลงกระซิบ "เช่นนั้นมาอยู่กับข้าเถอะ ข้าให้เจ้าเดือนละสิบตำลึง แค่ช่วยวางแผนให้ข้าขายข้าวให้หมดคลัง เจ้าว่าอย่างไร" เสี่ยวไป๋นิ่ง แต่ดวงตากลับแวววาวขึ้นเล็กน้อย "แล้วถ้าข้าวเจ้าขึ้นรา หรือวัดน้ำหนักขาด เจ้าให้ข้าตอบลูกค้าด้วยหรือไม่" เซิ่งเหวินชะงัก ยิ้มฝืน ๆ "เจ้าแค่เด็กขอทาน อย่าอวดดีไปหน่อยเลย เดี๋ยวข้าจะให้ข้ารับใช้สั่งสอนเจ้าสักหน่อย" ยังพูดไม่ทันจบดี เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นจากบันได "ข้าก็สังหรณ์ใจว่าลูกชายข้าจะก่อเรื่อง" น้ำเสียงเรียบเย็นปนหอบหายใจเล็กน้อยดังขึ้นจากทางเข้า ห
ตลาดใต้สะพานหินในเมืองหลวงคึกคักไปด้วยเสียงตะโกนขายของ เสียงหม้อเหล็กกระทบกันในโรงต้มโจ๊ก และเสียงฝีเท้าเร่งร้อนของผู้คนหลากชนชั้น แต่ในซอกแคบถัดจากทางระบายน้ำ มีเงาร่างเล็กคนหนึ่งกำลังยืนมองด้วยสายตาเฉียบคมเกินวัย เสี่ยวไป๋ ลูกชายของหลี่ซืออวี้ที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป เป็นเพราะเขาอยู่กับมารดาเพียงสองคนเขาจึงเป็นคนกล้าหาญและแข็งแกร่งเกินกว่าเด็กคนอื่น วันนี้เขาสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ แสร้งทำเป็นเด็กยาจก เดินป้วนเปี้ยนอยู่แถบหลังตลาดอย่างจงใจ "นั่นใคร เด็กใหม่รึ" เสียงห้วนของเด็กชายร่างผอมที่มีแผลเป็นเฉียงบนใบหน้าเอ่ยขึ้น เด็กกลุ่มหนึ่งลุกพรวดจากถังไม้และลังเก่า ๆ มองผู้มาใหม่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เสี่ยวไป๋หรี่ตามอง ก่อนยกยิ้มเอาเรื่อง "ได้ข่าวว่ากลุ่มขอทานในตลาดนี้มีแต่คนอ่อนหัด ข้าเลยอยากมาดูว่าจริงหรือไม่" เสียงเฮดังขึ้นทันที ราวกับกองเพลิงถูกสาดด้วยน้ำมัน "ปากดีเช่นนี้ อยากโดนตีเรอะ" เด็กแผลเป็นปรี่เข้าใส่พร้อมไม้ด้ามหนึ่ง แต่เสี่ยวไป๋กลับหมุนตัวหลบอย่างรวดเร็ว มือซ้ายจับข้อมืออีกฝ่ายบิดอย่างแรง ก่อนใช้ไหล่ชนอกจนอีกฝ่ายล้มตึง เด็กคนอื่นกรูเข้ามา แต่ไม่ถึงอึดใจ เสี่ยวไป๋กลับใช้







