Share

แม่เสือกับลูกเสือ

last update Petsa ng paglalathala: 2026-02-06 09:02:32

ภายในโรงน้ำชาชั้นสองของตลาดเมืองหลวง โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ล้อมด้วยผ้าแพรลายมังกร บุรุษในชุดหรูร่างอ้วนพุงพลุ้ยคือ พ่อค้าเซิ่งเหวิน พ่อค้าค้าข้าวเจ้าของโรงฉางใหญ่ที่สุดในเขตเมืองหลวง

เขายิ้มอย่างเอ็นดู ขณะจ้องเด็กชายตัวเล็กในชุดขาด ๆ ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้าม วันนี้เขาได้เชิญตัวเสี่ยวไป๋มาตกลงบางสิ่งบางอย่างหลังจากเห็นผลงานที่น่าสนใจ

"ข้าได้ยินว่า เจ้าคือเจ้าคนที่ทำให้ร้านขนมหน้าโรงเตี๊ยมขายดีจนของหมดทุกวัน"

เสี่ยวไป๋ยักไหล่

"ข้าแค่บอกให้คนแถวนั้นสนใจไม่ใช่เรื่องยาก"

เซิ่งเหวินหัวเราะลั่นก่อนโน้มตัวลงกระซิบ

"เช่นนั้นมาอยู่กับข้าเถอะ ข้าให้เจ้าเดือนละสิบตำลึง แค่ช่วยวางแผนให้ข้าขายข้าวให้หมดคลัง เจ้าว่าอย่างไร"

เสี่ยวไป๋นิ่ง แต่ดวงตากลับแวววาวขึ้นเล็กน้อย

"แล้วถ้าข้าวเจ้าขึ้นรา หรือวัดน้ำหนักขาด เจ้าให้ข้าตอบลูกค้าด้วยหรือไม่"

เซิ่งเหวินชะงัก ยิ้มฝืน ๆ

"เจ้าแค่เด็กขอทาน อย่าอวดดีไปหน่อยเลย เดี๋ยวข้าจะให้ข้ารับใช้สั่งสอนเจ้าสักหน่อย"

ยังพูดไม่ทันจบดี เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นจากบันได

"ข้าก็สังหรณ์ใจว่าลูกชายข้าจะก่อเรื่อง"

น้ำเสียงเรียบเย็นปนหอบหายใจเล็กน้อยดังขึ้นจากทางเข้า หลี่ซืออวี้ยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาแดงเพราะตามหาลูกมาสองวันเต็ม แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความกล้าแกร่ง

"เจ้าว่าเด็กขอทานเป็นอย่างไรนะ"

เซิ่งเหวินหันไปอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนชะงักสายตาเมื่อเห็นหน้านาง

"ลูกชาย?"

"ใช่ ข้าคือแม่ของเด็กคนนี้ และขออภัยที่ปล่อยให้เขาท่องเที่ยวไปทั่วเมืองจนกลายเป็นจิ้งจอกน้อยอย่างที่ท่านกำลังประสบ"

นางแค่นยิ้มก่อนเดินเข้ามาโอบไหล่เสี่ยวไป๋ควบคุมสติให้เย็นลงโดยไร้อารมณ์ที่แท้จริง

"เจ้าคิดจะใช้เด็กหาเงิน แล้วโยนเขาทิ้งเมื่องานจบอย่างนั้นหรือ เสียดายที่ลูกข้าไม่โง่"

เสี่ยวไป๋เงยหน้ามองมารดาเล็กน้อยก่อนพูดขึ้น

"ข้าแค่เล่นเกมพ่อค้ากับเขาแต่ดูท่าจะเบื่อแล้ว"

หลี่ซืออวี้หันมาจ้องลูกชาย

"เจ้าหนีออกจากบ้านมาเพราะจะมาเล่นเกมเช่นนั้นหรือ"

"ข้าแค่ช่วยท่านหารายได้ แต่เกมนี้น่าเบื่อเกินไป"

หลี่ซืออวี้หันมามองดูเซิ่งเหวินมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สายตานางทั้งเย็นชาและล้ำลึก

โรงน้ำชาชั้นสองบัดนี้เงียบสนิท ขณะที่หลี่ซืออวี้ยืนประจันหน้ากับเซิ่งเหวิน พ่อค้าร่างท้วมเริ่มเหงื่อตก แม้จะมีอำนาจเงินทอง แต่สายตานิ่งเฉียบของสตรีเบื้องหน้ากลับกดดันเสียยิ่งกว่าแม่ทัพในสนามรบ

"ท่านแม่"

เสี่ยวไป๋กระซิบเบา ๆ คล้ายเตรียมจะขอให้นางใจเย็น

แต่หลี่ซืออวี้เพียงยกมือขึ้น ช้าแต่ทรงพลัง

"เมื่อครู่เจ้าเสนอสิบตำลึงต่อเดือนให้ลูกข้าใช่หรือไม่"

"ใช่แล้ว ข้าเพียงเห็นว่าเขามีหัวการค้า จึงอยากรับไว้ใช้งาน มิได้มีเจตนาหลอกลวง"

"เจ้าให้สิบตำลึงต่อสมองเด็กคนหนึ่ง ทั้งที่ข้ามาเพียงครู่เดียวก็รู้ว่าเขาวางแผนการตลาดจนร้านรอบตลาดแทบหายใจไม่ทัน แล้วเจ้าคิดว่า สมองเช่นนี้ราคาถูกงั้นหรือ"

นางเดินไปหยิบชาจากโต๊ะรินใส่ถ้วยอย่างสงบก่อนยื่นให้พ่อค้า

"หรือเจ้าคิดว่า หากข้าหยิบรายชื่อลูกค้าเจ้าไปยื่นต่อศาลาว่าการ บอกว่าเจ้าเตรียมขายข้าวเก่า ข้าวขึ้นรา เพื่อระบายสินค้าเจ้าจะยังขายข้าวในเมืองนี้ได้หรือไม่"

เซิ่งเหวินหน้าซีดเผือด

"แม่นาง ข้า ข้าไม่มีเจตนาเลวร้ายถึงเพียงนั้น ข้าแค่..."

"แค่หวังใช้เด็กเพื่อผลประโยชน์ แล้วโยนทิ้งเมื่อหมดค่า"

เสียงนางห้วนขึ้น ดวงตาไม่ไหวติง

หลี่ซืออวี้ยิ้มเย็น พลิกฝ่ามือเล็กน้อย

"หากคิดว่าลูกข้าคือการลงทุน เจ้าควรเจรจากับแม่ของเขาเสียก่อน ต่อจากนี้ หากเจ้าต้องการความร่วมมือจงยื่นข้อเสนอใหม่ พร้อมสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร"

"สัญญา?"

"ใช่ และระบุชัดเจน ว่าเด็กคนนี้จะเป็นหุ้นส่วนสมองไม่ใช่ลูกจ้างที่ไร้ค่า หากผิดเงื่อนไข แม้แต่หนึ่งข้อข้าจะให้เขียนประกาศเตือนคนทั้งตลาด ว่าเซิ่งเหวินไม่รู้จักคำว่าคุณธรรม"

พ่อค้าแทบทรุดลงนั่ง ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อ ไม่เข้าใจว่าแรงกดดันมาหาศาลจากสตรีตัวเล็ก ๆ ทำให้เขาตื่นตระหนกขนาดนี้ได้อย่างไร

"เจ้านี่มัน..."

หลี่ซืออวี้หัวเราะน้อย ๆ ก่อนพยักหน้าให้ลูกชาย

"จำไว้ เสี่ยวไป๋ หากเจ้าจะเดินบนถนนของพ่อค้า อย่าให้ใครตั้งราคาเจ้าโดยไม่มีข้าอยู่ในห้อง"

เสี่ยวไป๋ยิ้มเล็ก ๆ

"แต่ถ้าท่านแม่อยู่ด้วยต่อให้เขามีทั้งร้านทอง ก็คงต้องยอมขาดทุนก่อน"

สองแม่ลูกก้าวลงบันไดอย่างสง่างาม ทิ้งพ่อค้าเซิ่งเหวินที่ยืนค้าง รู้สึกว่าตนเพิ่งถูกสตรีและเด็กคนหนึ่งรู้ทัน

เสียงฝีเท้าของสองแม่ลูกดังไปตามทางเดินหิน เมื่อหลี่ซืออวี้และเสี่ยวไป๋เดินกลับถึงบ้านในเวลาไม่นาน

เพียงเปิดประตูเข้ามา กลิ่นชาหอมกรุ่นที่นางชงไว้ยามเช้าก็ยังคลุ้ง เสี่ยวไป๋เดินตรงไปทิ้งตัวบนเบาะผ้านวมเก่าอย่างหมดแรง มือสองข้างหนุนท้ายทอยอย่างสบายอารมณ์

"วันนี้สนุกสุด ๆ เลยท่านแม่ ข้าเอาชนะพวกนั้นได้หมด แถมเกือบได้งานใหญ่"

หลี่ซืออวี้วางตะกร้าใบเล็กในมุมห้อง ถอดรองเท้าไม้แล้วเดินไปนั่งตรงข้ามลูกชาย สีหน้ายังคงสงบนิ่ง

"แล้วเจ้าคิดว่ามันสำเร็จแล้วหรือ"

เสี่ยวไป๋ขมวดคิ้ว

"อ้าว ก็มันสำเร็จไม่ใช่หรือท่านแม่"

นางยิ้มบาง ๆ ก่อนเอื้อมมือบีบไหล่ลูกเบา ๆ

"เจ้าฉลาด ไหวพริบดี มีหัวเป็นผู้นำข้าชื่นชมในตัวเจ้า แต่ข้าจะบอกอะไรไว้หนึ่งข้อ"

"อะไรหรือขอรับ"

"อำนาจมันไม่ใช่เรื่องของการทำให้คนยอมแพ้ แต่คือการทำให้เขายอมรับ และอยากอยู่ใต้การดูแลของเราเอง"

นางสบตาลูกชาย ดวงตาอบอุ่นแต่แน่วแน่

"เจ้าชนะพวกเด็กขอทานได้วันนี้ เพราะเจ้าฉลาดกว่า กล้ากว่า และใจถึงกว่า แต่ถ้าพรุ่งนี้มีใครฉลาดกว่าเจ้าขึ้นมา แล้วพวกนั้นหันไปหาเขา เจ้าจะทำอย่างไร"

เสี่ยวไป๋นิ่งเงียบ

หลี่ซืออวี้ลูบผมลูกเบา ๆ คล้ายแม่เสือที่ขัดขนลูกน้อย

"เจ้าต้องสร้างความภักดีไม่ใช่แค่ ความกลัว ต้องให้เขารู้ว่าอยู่กับเจ้าแล้วมีกิน มีเกียรติ และมีอนาคต ถึงตอนนั้นแม้มีคนฉลาดกว่า เจ้าก็ยังมีใจของผู้คนอยู่ข้างตัว"

เด็กน้อยกะพริบตาปริบ ๆ ริมฝีปากขยับเบา ๆ

"ท่านแม่ ข้ารู้แล้ว แต่ข้าก็แค่ไม่อยากให้ใครดูถูก ข้าไม่ชอบโดนข่ม"

"นั่นแหละคือลูกข้า"

นางหัวเราะเบา ๆ

"ข้าก็ไม่ชอบให้ใครข่มเช่นกัน แต่ความไม่ชอบของข้า ข้าจะใช้มันสมอง ตอบไม่ใช่แลกด้วยหมัด"

เสี่ยวไป๋หรี่ตา

"แต่วิธีของข้าได้ผลนะ"

"แน่นอน"

หลี่ซืออวี้หยิบผลไม้ชิ้นหนึ่งป้อนใส่มือลูก

"ถึงได้บอกอย่างไรล่ะว่าเจ้าคือเสือตัวเล็กของข้า เสือที่น่าเป็นห่วงและน่าภูมิใจในเวลาเดียวกัน"

"แล้วถ้าข้าจะเป็นเสือใหญ่ล่ะ"

นางยิ้มตอบ

"เจ้าต้องเรียนรู้จากเสือใหญ่อย่างแม่เจ้าก่อน"

เสียงหัวเราะของทั้งสองดังแว่วออกนอกหน้าต่าง บนโต๊ะไม้เก่าแก่ มีแผ่นกระดาษและน้ำหมึกกระจัดกระจาย ภาพเล็ก ๆ ของความอบอุ่นในบ้านที่แม้เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยการเลี้ยงดูที่มั่นคง

เสี่ยวไป๋อาจเป็นลูกชายสุดแสบในสายตาโลกภายนอก แต่ในสายตาของหลี่ซืออวี้ เขาคือยอดบุรุษเล็ก ๆ ที่กำลังจะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในแบบของเขาเอง

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • หมอสาวนักฆ่ากลายเป็นมารดาเจ้าตัวแสบ   ตอนจบ

    หลังพิธีเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ผ่านไปสามเดือน ฮ่องเต้องค์ใหม่ฟื้นฟูกฎหมายให้เข้มแข็งขึ้น ฮองเฮาก่อตั้งโรงหมอหลายแห่งในราคาย่อมเยาและก่อตั้งสำนักศึกษาด้านการแพทย์แก่สามัญชน เมื่อเรัยนจบสามารถสอบเข้าทำงานในวังหลวงและโรงหมอภายใต้การอุปถัมภ์ของฮองเฮา มีโครงการสร้างอาชีพและกระจายรายได้ไปทั่วเมืองและจะขยับขยายออกไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ในอีกไม่ช้า เช้าวันพักผ่อน ท้องฟ้ายามเย็นทอแสงสีทองอ่อน ๆ ทาบลงบนสระหยกด้านหลังตำหนักด้านใน เสียงสายลมพัดใบไม้ไหวบางเบาคล้ายจะกระซิบเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น หลงจิ่นเซวียนในชุดธรรมดาไร้เครื่องทรง เดินเข้ามาช้า ๆ บนศาลาริมน้ำ หลี่ซืออวี้ นั่งทอดสายตามองสายน้ำที่ไหลนิ่ง ราวกับกำลังทบทวนเรื่องราวในใจ เมื่อเขามาถึง นางไม่ได้หันไปมอง แต่พูดขึ้นเรียบ ๆ อย่างเป็นทางการ "ฝ่าบาทยังไม่เหนื่อยอีกหรือ เหนื่อยจากการไล่ตามคนที่ทำร้ายพระทัยท่านถึงเพียงนี้" เขาหยุดยืนเงียบ หัวเราะแผ่วเบา ก่อนนั่งลงข้าง ๆ โดยไม่รอให้นางอนุญาต "เหนื่อยแต่ก็ยังอยากเดินต่อ เพราะปลายทางคือเจ้า" "ยามนี้มีเพียงเราสองคน ยังมีพิธีรีตองอีกหรือ" นางเบือนหน้ามองเขา ดวงตานิ่งเรียบแต่ลึกในนั้นมีบางอย่างไหวว

  • หมอสาวนักฆ่ากลายเป็นมารดาเจ้าตัวแสบ   แต่งงานใหม่

    ณ ตำหนักด้านใน หลี่ซืออวี้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกบางอย่างในอก ทั้งเบา สบายและอุ่นใจ แม้ยังไม่ได้เอ่ยวาจามากไปกว่านี้ แต่หัวใจก็ไม่ได้ต่อต้านอีกต่อไป ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างมั่นคง "ท่านแม่ แต่งตัวสวย ๆ ไว้นะ" "วันนี้มีอะไรกันอีก" เมื่อประตูเปิดออก เหล่านางกำนัลนับสิบคนกรูกันเข้ามาแต่งองค์ทรงเครื่องให้นางอย่างอ่อนโยน พร้อมยื่นชุดผ้าไหมสีขาวประดับลายมังกรเมฆทองไม่ใช่ชุดสามัญ แต่เป็นชุดเจ้าสาวของวังหลวง "เป็นพระราชบัญชาเพคะ วันนี้คือวันอภิเษกของพระองค์อย่างเป็นทางการ" หลี่ซืออวี้เบิกตาขึ้นเล็กน้อยเอ่ยคัดค้านอย่างงุนงง "อภิเษกอะไรกัน ข้าไม่รู้เรื่องมาก่อน พวกเจ้าจะทำอย่างนี้กับข้าไม่ได้นะ" นางกำนัลจึงอธิบายว่า "เหล่ากงกงแจ้งมาว่าเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ฮ่องเต้จึงจะประกาศราชโองการเพคะ" เสี่ยวไป๋ยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างพึงพอใจ ขฯะที่หลี่ซืออวี้หน้าตึงเพราะขัดพระบัญชาฮ่องเต้ไม่ได้ "มัดมือชกข้าชัด ๆ " "เรื่องมงคลเช่นนี้ท่านแม่ไม่ควรปฏิเสธนะขอรับ" ลานพระราชพิธี ท่ามกลางสายตาคนทั้งราชสำนัก ขุนนาง ข้าราชบริพาร นางกำนัลเหล่าทหารล้อมรอบลานพิธีที่ประดับด้วยผ้าไหมสีแด

  • หมอสาวนักฆ่ากลายเป็นมารดาเจ้าตัวแสบ   ทดสอบ

    ภายในท้องพระโรงหลังพิธีเฉลิมฉลองฟื้นฟูราชสำนักอีกหกเดือนต่อมา หลายเดือนมานี้หลี่ซืออวี้ยังรู้สึกว่านางไม่เป็นที่ชอบใจของขุนนางครึ่งวังหลวง เมื่อวันนี้มีโอกาสนางจึงทูลฮ่องเต้ถึงเรื่องนี้ เหล่าขุนนางมากหน้าหลายตานั่งอยู่ในตำแหน่งตามลำดับ บางคนยังมีสีหน้าขุ่นเคือง บางคนกระซิบกระซาบต่อกันถึง สตรีผู้อวดดี ที่กล้าท้าทายอำนาจวังหลวง หลงจิ่นเซวียนนั่งบนบัลลังก์ ท่าทางสงบนิ่ง แต่สายตาจับจ้องไปยังร่างของหญิงสาวในชุดเรียบง่ายสีอ่อนที่ยืนอยู่กลางท้องพระโรง นางคือหลี่ซืออวี้ นางเงยหน้าขึ้นพูดเสียงชัดกังวาน "ฝ่าบาท วันนี้หม่อมฉันมิได้มาในฐานะสตรีของท่านแต่มาในฐานะผู้ที่ไม่ได้ภักดีต่อใครนอกจากความจริง" เสียงกระซิบในหมู่ขุนนางเริ่มดังขึ้นทันที ขุุนนางคนหนึ่งฮึดฮัดเอ่ยขึ้น "สตรีผู้นี้บังอาจนัก! กล้าขึ้นเสียงกับฮ่องเต้เชียวหรือ!" หลี่ซืออวี้ปรายตามองอย่างไม่หวั่นไหว "ข้ารู้ว่าท่านทั้งหลายไม่ชอบข้า แต่หากไม่ใช่เพราะข้า ขุนนางกว่าครึ่งในที่นี้คงไม่มีโอกาสนั่งบนตำแหน่งเดิมอย่างสงบสุข" คำพูดนั้นทำให้บางคนชะงัก บางคนแสร้งไม่สบตา นางหันกลับมาหาฮ่องเต้ ที่นั่งนิ่งไม่พูด "ฝ่าบาท หม่อมฉันขอบททดสอบห

  • หมอสาวนักฆ่ากลายเป็นมารดาเจ้าตัวแสบ   ผลัดแผ่นดิน

    พระราชพิธีราชาภิเษกในท้องพระโรง ท้องพระโรงเต็มไปด้วยขุนนางผู้มาเฝ้ารับเสด็จฮ่องเต้ผู้ครองบัลลังก์องค์ใหม่ ท่ามกลางเสียงพิธีกรรมอันสง่างาม หลงจิ่นเซวียนได้กล่าวในพิธีอันเป็นมลคล "ข้าสาบานต่อหน้าสวรรค์และราษฎร ว่าจะปกครองบ้านเมืองด้วยความยุติธรรม สันติสุข และภักดีต่อราษฎรทุกคน" เสียงแซ่ซ้องและคำถวายพระพรดังสนั่น ทว่าดวงตาของฮ่องเต้แฝงความหนักแน่นและความคิดลึกซึ้ง ฮ่องเต้นั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปยังสวนพระราชวัง ด้านหลี่ซืออวี้ที่เตรียมตัวออกเดินทางนางหันไปมองลูกชายที่กำลังยิ้มสดใส "ข้าจะโตขึ้นด้วยตัวเอง แม้จะไม่อยู่ในวังหลวง" หลี่ซืออวี้และเสี่ยวไป๋สวมเสื้อผ้าธรรมดา เดินผ่านประตูใหญ่ของพระราชวังโดยไร้เงาของฮ่องเต้ ทั้งสองแม่ลูกก้าวออกไปสู่โลกภายนอก ท่ามกลางแสงแดดและลมพัดเบา ๆ เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝัน ยามสายแสงแดดอ่อนอุ่นทอแสงบาง ๆ ขบวนม้ารถเล็ก ๆ เคลื่อนไปอย่างเงียบเชียบ หัวหน้าขบวนคือหลี่ซืออวี้กับเสี่ยวไป๋ในชุดสามัญ ทั้งคู่ไม่มีราชโองการ ไม่มีการอำลาอย่างเป็นทางการ ทันใดนั้น เสียงเกือกม้าดังขึ้นราวกับพายุ สายลมแรงกรูเข้ามาพร้อมร่างหนึ่

  • หมอสาวนักฆ่ากลายเป็นมารดาเจ้าตัวแสบ   ลมหายใจสุดท้าย

    กลางดึก เสียงเพรียกหวาดกลัวของสาวใช้ดังลั่นขณะที่เสี่ยวไป๋ถูกแบกเข้ามา เลือดซึมจากบาดแผลยาวบนสีข้าง หายใจรวยริน หลี่ซืออวี้ใบหน้าแข็งราวกับน้ำแข็ง "ออกไปให้หมด! เอายาห้ามเลือดมา แล้วปิดประตูให้แน่น" หลงจิ่นเซวียนยืนตัวแข็งอยู่ข้างประตู สายตาเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ขณะที่นางโน้มตัวเย็บแผลให้ลูกอย่างใจเย็นแต่มือสั่นเทา ริมฝีปากเม้มแน่น เงียบอยู่นาน ก่อนที่หลี่ซืออวี้จะพูดทั้งที่สายตายังจับจ้องที่แผล "ทำได้แม้กระทั่งเด็ก" หลงจิ่นเซวียนยืนยันหนักแน่นต่อหน้านาง "ข้าจะไม่ปล่อยให้นางลอบทำร้ายได้อีก ข้าจะส่งทหาร…" นางแทรกขึ้นทันที “เจ้ามันขี้ขลาด!” นางผุดลุกขึ้น หมุนตัวเผชิญหน้าเขา ดวงตากร้าวราวกับน้ำแข็งแตกกระจาย "ข้าไม่ใช่คนที่ต้องให้เจ้าปกป้อง แต่ลูกของข้าควรปลอดภัยในเขตของตัวเอง นี่น่ะหรือคือ อยู่ข้างข้าอย่างที่เจ้าพูด" "ข้าก็เจ็บไม่ต่างไปจากเจ้า นางเป็นแม่ของข้า ข้าพยายามเลือกทางที่ไม่ทำร้ายใคร" "แต่ข้าจะทำร้ายแล้ว! ฟังนะหลงจิ่นเซวียน ข้าไม่ใช่แม่พระ ข้าเคยเป็นนักฆ่า เคยเรียนวิชาพิษ เคยส่งคนตายโดยไม่ต้องเปื้อนมือ ข้าอดกลั้นเพื่อให้เจ้ามีศักดิ์ศรี แต่ครั้งนี้…" เสียงเงียบ

  • หมอสาวนักฆ่ากลายเป็นมารดาเจ้าตัวแสบ   ลอบสังหาร

    ห้องลับภายในตำหนักไทเฮายามค่ำ แสงเทียนส่องสลัวสะท้อนใบหน้าแก่ชราของไทเฮาที่ซีดเผือดเพราะโรครุมเร้า แต่ดวงตายังเต็มไปด้วยไฟแห่งความแค้นนางเอ่ยเสียงแหบพร่าแต่เด็ดขาด "ฆ่านางไม่ได้ ก็จงหั่นหัวลูกของนางเสีย" เสียงกึกของถ้วยชาตกลงพื้นเมื่อขันทีคนสนิทหน้าซีดเผือด พยายามทัดทาน "แต่เด็กคนนั้นคือ..." "ข้ารู้ว่ามันคือหลานข้า! แต่ข้าไม่เคยรับมัน! เด็กคนนั้นคือจุดอ่อนของนางหากทำให้มันเจ็บชีวิตนางก็จะต้องย่อยยับไปด้วย!" ภายในห้องเงียบงันไปชั่วครู่ ก่อนนางพูดเสียงแผ่วเย็นเฉียบ "ส่งคนในคราบนักเลงข้างนอกตำหนัก ทำให้ดูเหมือนอุบัติเหตุ อย่าให้สาวมาถึงข้าได้ เข้าใจหรือไม่" ขันทีกัดฟันพยักหน้า น้ำตาคลอเล็กน้อยอย่างจำยอม ลานหน้าตำหนักรองในเช้าวันถัดมา เสี่ยวไป๋วิ่งเล่นกับข้ารับใช้คนสนิท มือน้อยถือกังหันกระดาษหมุนตามลม เด็กชายหัวเราะเอิกเกริก ไร้เดียงสาต่ออันตรายที่ใกล้เข้ามา ในเงาของมุมกำแพง ชายชุดดำสามคนลอบเข้ามาเงียบเชียบ ดาบสั้นในมือแวววับอย่างน่ากลัว ก่อนที่พวกมันจะทันก้าวถึงร่างเล็ก เสียงคำรามหนึ่งดังขึ้นพร้อมเงาร่างสูงทะยานออกจากซุ้มไม้ไผ่ หลงจิ่นเซวียนส่งเสียงกร้าว "อย่าแตะต้องลูกข้า!

  • หมอสาวนักฆ่ากลายเป็นมารดาเจ้าตัวแสบ   ได้พบกัน

    ณ ตำหนักรองแห่งวังหลวงแคว้นต้าหลง แสงคบเพลิงไหวระริกสะท้อนเงาใบหน้าคมคายขององค์รัชทายาทหลงจิ่นเซวียน ผู้กำลังนั่งนิ่งอยู่หน้ารายงานลับจากองครักษ์เงาจดหมายร้อยเรียงด้วยลายมือสั่นเทา'เป็นนางจริง ๆ นางมิใช่เพียงหมอสามัญ แต่มีความสามารถในการล้วงความลับ ล่อหลอก และทำให้ข้าต้องเปิดเผยทุกอย่างโดยไม่ได้ต

  • หมอสาวนักฆ่ากลายเป็นมารดาเจ้าตัวแสบ   โรงหมอเซียนลู่

    ยามเช้าของวันใหม่ หลี่ซืออวี้สวมชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย ข้างกายมีเสี่ยวไป๋เดินตามติดพร้อมถือถุงผ้าใส่ติดตัวอย่างสมุนไพร สองแม่ลูกเดินลัดเลาะไปยังทางตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งเงียบสงบแต่ผู้คนสัญจรไม่ขาดสาย"ตรงนั้นหรือขอรับท่านแม่" เสี่ยวไป๋ชี้ไปยังเรือนไม้เก่าหลังหนึ่ง อยู่ริมทางที่มองเห็นลำธารเล็ก ๆ ไห

  • หมอสาวนักฆ่ากลายเป็นมารดาเจ้าตัวแสบ   หมอพเนจร

    หลี่ซืออวี้ปลูกพืชสมุนไพรไว้หลากหลายชนิด ถึงเมืองหลวงฝั่งตะวันออกจะเงียบสงบคล้ายเขตชนบท ทว่ายารักษาโรคก็มีราคาแพงและยังขาดแคลน นางเปลี่ยนวิธีการโดยการออกรักษาคนป่วยตามบ้านโดยการเคาะประตูเสนอการรักษาในราคาไม่แพง หลี่ซืออวี้ยืนอยู่หน้าประตูไม้เก่าเคลือบฝุ่นของบ้านหลังหนึ่ง เสียงไอแหบแห้งลอดออกมาจากภ

  • หมอสาวนักฆ่ากลายเป็นมารดาเจ้าตัวแสบ   ความเจ็บปวดของหลงจิ่นเซวียน

    ข่าวต่าง ๆ แพร่ไปถึงวังหลวง "ทูลองค์รัชทายาท ขณะนี้ในเมืองหลวงมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นพะย่ะค่ะ" หลงจิ่นเซวียนหรี่ตาลง รอฟังการรายงานของราชองครักษ์ "ว่ามา" "ระยะนี้มีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ขุนนางผู้มากอิทธิพลตายในหอนางโลมซึ่งหาตัวคนร้ายไม่พบ และกลุ่มเด็กขอทานมีขนาดใหญ่ขึ้นพะย่ะค่ะ" ในเมืองหล

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status