Masukหลี่ซืออวี้ปลูกพืชสมุนไพรไว้หลากหลายชนิด ถึงเมืองหลวงฝั่งตะวันออกจะเงียบสงบคล้ายเขตชนบท ทว่ายารักษาโรคก็มีราคาแพงและยังขาดแคลน นางเปลี่ยนวิธีการโดยการออกรักษาคนป่วยตามบ้านโดยการเคาะประตูเสนอการรักษาในราคาไม่แพง
หลี่ซืออวี้ยืนอยู่หน้าประตูไม้เก่าเคลือบฝุ่นของบ้านหลังหนึ่ง เสียงไอแหบแห้งลอดออกมาจากภายใน "ไม่ต้องการยาอะไรทั้งนั้น!" ชายวัยกลางคนในบ้านตะโกนไล่ ทั้งที่เสียงยังเต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อน "ข้าผ่านมาพอดี เห็นว่าในบ้านมีคนป่วย ข้ารักษาฟรีก็ได้ หากยังหวาดระแวง" "เจ้าเป็นใครมาจากไหนถึงจะให้ข้ากล้าเชื่อใจเจ้า" ผู้เป็นภรรยาเดินมาถามอย่างลังเล ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความระแวงระคนคาดหวัง หลี่ซืออวี้ยกห่อยาสมุนไพรขึ้นให้ดู "ข้ามาจากเมืองชายแดน แต่ตอนนี้ปลูกสมุนไพรอยู่ท้ายตลาดตะวันออก ข้าไม่ใช่หมอใหญ่ แค่มีใจอยากช่วย" เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ประตูไม้จะค่อย ๆ เปิดออก สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือชายหนุ่มในวัยยี่สิบกว่า ซูบซีดและตัวร้อนจัดจนน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว ผู้เป็นมารดาทุกข์ใจเป็นอันมากถึงกับกลั้นน้ำตาไม่ไหว "ลูกข้า เขาไอเป็นเลือดมาหลายวันแล้ว หมอที่ไหนก็ไม่รับเพราะกลัวจะติดโรค" หลี่ซืออวี้ไม่พูดอะไรอีก นางเพียงเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง วางย่ามไว้ มองชายหนุ่มแล้วคลำชีพจรด้วยความนุ่มนวล "แค่โรคปอดอักเสบระยะรุนแรง ยังรักษาได้อยู่ ขอเวลาให้ข้าอยู่ดูแลที่นี่สักสองสามวัน" นางกล่าวอย่างหนักแน่น หญิงชราอ้าปากจะค้าน แต่ก็กลืนคำพูดกลับลงคอเมื่อเห็นดวงตาจริงจังของหลี่ซืออวี้ สามวันต่อมา กลิ่นสมุนไพรลอยฟุ้งภายในบ้าน ใบหน้าของชายหนุ่มเริ่มมีสีเลือดฝาดอีกครั้ง เสียงไอลดลง และเขาเริ่มยกมือขึ้นดื่มน้ำเองได้ "ท่านหมอ" หญิงชราเอ่ยอย่างซาบซึ้ง "ข้า ข้าไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร" หลี่ซืออวี้ยิ้มบาง ๆ "แค่เจ้าดูแลเขาต่อให้ดี เท่านั้นก็พอ" ข่าวลือเรื่องหมอหญิงพเนจรที่รักษาโรคปอดจนหายสนิท เริ่มแพร่กระจายจากบ้านหนึ่งสู่อีกบ้านหนึ่ง ผู้คนที่เคยปิดประตูใส่นาง เริ่มแง้มประตูเปิดออก พร้อมคำถามด้วยความหวัง "ท่านหมอ ช่วยดูอาการแม่ข้าหน่อยเถอะ" "ได้ยินว่าท่านรักษาโดยไม่คิดเงินจริงหรือ" "ลูกข้าไอไม่หยุดมาหลายวันแล้ว ท่านช่วยดูได้หรือไม่" แต่ละเสียง ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่เมืองหลวงฝั่งตะวันออกไม่เคยคาดคิด ว่าเพียงสตรีตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะจุดแสงแห่งความหวังในมุมมืดของเมืองใหญ่ได้ หลายวันต่อมา ที่หน้าร้านขายข้าวสารในทางเดินย่อย มีชายวัยกลางคนหน้าตาเหนื่อยล้าเดินเข้าไปถามเจ้าของร้านด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ขอโทษ ข้าได้ยินว่าท่านหมอหญิงผู้รักษาคนโดยไม่เลือกชนชั้น ผ่านมาทางนี้ข้าอยากขอความช่วยเหลือให้ภรรยา" เจ้าของร้านเหลือบตาดูรอบข้าง ก่อนจะพูดเสียงเบา "ท่านมาช้าไป แต่โชคดี ท่านหมอแวะมาฝากข้อความไว้เมื่อเช้า" เขาล้วงกระดาษเล็ก ๆ จากใต้ถุงแป้งแล้วยื่นให้ 'หากมีผู้ต้องการให้รักษาให้มาพบที่สะพานเล็กหลังศาลาศาลเจ้าฝั่งตะวันออก ยามโหย่ว(ราวห้าโมงเย็น) พร้อมของบางอย่างที่แสดงความจริงใจ เช่น ผลไม้สดหนึ่งลูก กับชื่อคนป่วยและอาการโดยละเอียด ข้าจะเป็นฝ่ายตัดสินใจว่าจะรับรักษาหรือไม่' เขากำกระดาษแน่น พยักหน้ารับ ในใจเต็มไปด้วยความหวัง ตกเย็น ใต้ร่มไม้ริมน้ำที่สะพานศาลเจ้า เริ่มมีคนจำนวนหนึ่งมาปรากฏตัว พวกเขาไม่กล้าเอ่ยถามกันตรง ๆ เพียงมองหน้ากันด้วยแววตาเข้าใจ คนหนึ่งถือผลท้อ อีกคนมีถุงผ้าบรรจุกล้วยหอม จนกระทั่งหญิงสาวในชุดเรียบง่ายผ้าคลุมหน้าสีจางปรากฏตัวขึ้น นางเดินอย่างสงบ ยกมือไหว้ศาลเจ้าแล้วหยุดมองผู้คน "ใครคือคนที่เขียนว่า บุตรข้าแน่นหน้าอกและตัวร้อนทุกคืน" นางเอ่ยถามเสียงราบเรียบ ชายสูงวัยผงะเล็กน้อยก่อนยกมือขึ้น "ข้าเอง" หลี่ซืออวี้พยักหน้า "ตามข้ามา ข้าจะไปดูอาการคืนนี้" เสียงกระซิบดังขึ้นรอบข้าง คนอื่นมองตามอย่างมีความหวังแต่ไม่กล้าเร่งรัด นางไม่ได้รับทุกคนในวันเดียว และไม่มีใครรู้ว่านางจะไปที่ใดหรือทำอย่างไรต่อ ชื่อเสียงของหมอหญิงที่รักษาโดยไม่เปิดเผยที่อยู่ยิ่งแพร่กระจายไปทั่ว พร้อมเงื่อนไขแปลกประหลาดที่ใครหลายคนเริ่มเคารพราวกับกฎศักดิ์สิทธิ์ ค่ำวันหนึ่ง ณ สะพานศาลเจ้า อากาศเย็นลงจนหมอกบางลอยเหนือผิวน้ำ เสียงกบร้องประสานกับเสียงธูปที่ปักไว้ลานศาลเจ้า หลี่ซืออวี้เดินเข้ามาตามนัดหมายเช่นเคย คนจำนวนหนึ่งรออยู่อย่างสงบ แต่นางสังเกตเห็นบุรุษผู้หนึ่งแต่งกายหรูหราผิดวิสัย สวมชุดผ้าฝ้ายปักลายละเอียดแม้จะจงใจพรางไว้ด้วยเสื้อคลุมสีทึบ เขาก้มหน้าแต่แววตาเร่งรีบอย่างกดดัน นางหยุดอยู่เบื้องหน้าคนผู้นั้น เอ่ยเสียงราบเรียบ "เจ้าไม่ได้เป็นคนป่วย" เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาสีเข้มใต้คิ้วหนาดูดุดัน "ภรรยาข้าอยู่ในอาการแปลกประหลาด ร่างกายแข็งเกร็ง ไข้ขึ้นทุกคืนและจะชักกระตุกเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง ไม่มีหมอใดในเมืองกล้ารักษา" หลี่ซืออวี้นิ่งฟัง ก่อนจะถามเสียงเบา "เจ้ามาเพื่อทดสอบข้า หรือเพราะหมดทางไปจริง ๆ" เขาเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนคุกเข่าลงกลางลานศาล "ข้าเพียงอยากให้ภรรยามีโอกาสได้มีชีวิตต่อ ท่านหมอ หากท่านไม่ช่วย ข้าจะต้องส่งนางไปวัดปล่อยให้หมดกรรม แต่นางเพิ่งอายุยี่สิบเท่านั้น" หลี่ซืออวี้หลับตาเล็กน้อย สูดลมหายใจราวกับใช้ประสาทสัมผัสแยกความจริงจากคำพูด "พานางมาพบข้าพรุ่งนี้ยามเฉิน (ราวเจ็ดโมงเช้า)ที่ห้องพักท้ายตลาดข้างร้านขายฟืน มีประตูไม้สีเขียว อย่าบอกใคร อย่าให้คนติดตาม" เขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ดวงตาเต็มไปด้วยความยินดีปนสับสน "เหตุใดต้องระวังขนาดนั้น" "เพราะข้าไม่ใช่หมอในระบบของราชสำนัก" หลี่ซืออวี้เอ่ยเรียบ ๆ "ผู้ที่รักษาโรคแปลกประหลาด มักถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดมากกว่าจะได้ชื่อว่าเป็นหมอ" รุ่งเช้า ในห้องพักเล็กท้ายตลาด กลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ ลอยตลบอบอวลไปทั่วห้อง หญิงสาวผู้เป็นภรรยานอนหมดสติ ดวงตากลอกไปมาแม้ตอนหลับ ปลายนิ้วแข็งเกร็งคล้ายถูกบังคับ หลี่ซืออวี้แตะข้อมือหญิงผู้นั้น ตรวจชีพจรเพียงไม่กี่อึดใจ นางก็หยิบเข็มเงินออกมาเงียบ ๆ "เจ้าเคยได้ยินคำว่า พิษเร้นเสียงหรือไม่" นางถามขึ้น ชายคนนั้นส่ายหน้า "พิษจากผงสมุนไพรที่ปลุกปฏิกิริยาทางประสาทเมื่อได้ยินเสียงความถี่เฉพาะ มักใช้กับสตรีเพื่อให้คลั่งเสียสติ ข้าคาดว่ามีใครบางคนเจตนาให้ภรรยาเจ้าดูเหมือนถูกผีเข้า" หลี่ซืออวี้แทงเข็มอย่างแม่นยำตามเส้นลมปราณ ริมฝีปากขยับร่ายชื่อสมุนไพรหลายชนิดก่อนจะยื่นรายชื่อให้เขาไปจัดหามา "รักษาได้ แต่ต้องใช้เวลา ต้องอดทน และต้องไม่บอกใครว่าข้าเป็นคนรักษาหากเจ้าต้องการให้นางรอด" ทันทีที่ได้ฟังเขาก็เริ่มเสียงสั่น น้ำตาคลอเบ้าอย่างไม่อาย "ข้าจะปิดปากให้แน่นยิ่งกว่าหินฝังในดิน ท่านหมอ ข้าจะจำบุญคุณนี้ไปจนตาย" หลังเหตุการณ์นั้น ข่าวลือแพร่ไปไกลกว่าตลาดตะวันออก ว่ามีหมอหญิงผู้รักษาโรคประหลาดได้แม้หมอหลวงยังไม่กล้าแตะต้อง แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่านางอาศัยอยู่ที่ใด และมักปรากฏตัวตามศาลเจ้าเงียบ ๆ หรือข้างร้านข้าวสารในยามวิกาล และไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่านางมีลูกชายอีกคน ยามต้องออกนอกบ้านหลี่ซืออวี้จะพาเสี่ยวไป๋เข้านอนอย่างปลอดภัยก่อนที่นางจะออกไปรักษาคนป่วยหลังพิธีเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ผ่านไปสามเดือน ฮ่องเต้องค์ใหม่ฟื้นฟูกฎหมายให้เข้มแข็งขึ้น ฮองเฮาก่อตั้งโรงหมอหลายแห่งในราคาย่อมเยาและก่อตั้งสำนักศึกษาด้านการแพทย์แก่สามัญชน เมื่อเรัยนจบสามารถสอบเข้าทำงานในวังหลวงและโรงหมอภายใต้การอุปถัมภ์ของฮองเฮา มีโครงการสร้างอาชีพและกระจายรายได้ไปทั่วเมืองและจะขยับขยายออกไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ในอีกไม่ช้า เช้าวันพักผ่อน ท้องฟ้ายามเย็นทอแสงสีทองอ่อน ๆ ทาบลงบนสระหยกด้านหลังตำหนักด้านใน เสียงสายลมพัดใบไม้ไหวบางเบาคล้ายจะกระซิบเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น หลงจิ่นเซวียนในชุดธรรมดาไร้เครื่องทรง เดินเข้ามาช้า ๆ บนศาลาริมน้ำ หลี่ซืออวี้ นั่งทอดสายตามองสายน้ำที่ไหลนิ่ง ราวกับกำลังทบทวนเรื่องราวในใจ เมื่อเขามาถึง นางไม่ได้หันไปมอง แต่พูดขึ้นเรียบ ๆ อย่างเป็นทางการ "ฝ่าบาทยังไม่เหนื่อยอีกหรือ เหนื่อยจากการไล่ตามคนที่ทำร้ายพระทัยท่านถึงเพียงนี้" เขาหยุดยืนเงียบ หัวเราะแผ่วเบา ก่อนนั่งลงข้าง ๆ โดยไม่รอให้นางอนุญาต "เหนื่อยแต่ก็ยังอยากเดินต่อ เพราะปลายทางคือเจ้า" "ยามนี้มีเพียงเราสองคน ยังมีพิธีรีตองอีกหรือ" นางเบือนหน้ามองเขา ดวงตานิ่งเรียบแต่ลึกในนั้นมีบางอย่างไหวว
ณ ตำหนักด้านใน หลี่ซืออวี้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกบางอย่างในอก ทั้งเบา สบายและอุ่นใจ แม้ยังไม่ได้เอ่ยวาจามากไปกว่านี้ แต่หัวใจก็ไม่ได้ต่อต้านอีกต่อไป ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างมั่นคง "ท่านแม่ แต่งตัวสวย ๆ ไว้นะ" "วันนี้มีอะไรกันอีก" เมื่อประตูเปิดออก เหล่านางกำนัลนับสิบคนกรูกันเข้ามาแต่งองค์ทรงเครื่องให้นางอย่างอ่อนโยน พร้อมยื่นชุดผ้าไหมสีขาวประดับลายมังกรเมฆทองไม่ใช่ชุดสามัญ แต่เป็นชุดเจ้าสาวของวังหลวง "เป็นพระราชบัญชาเพคะ วันนี้คือวันอภิเษกของพระองค์อย่างเป็นทางการ" หลี่ซืออวี้เบิกตาขึ้นเล็กน้อยเอ่ยคัดค้านอย่างงุนงง "อภิเษกอะไรกัน ข้าไม่รู้เรื่องมาก่อน พวกเจ้าจะทำอย่างนี้กับข้าไม่ได้นะ" นางกำนัลจึงอธิบายว่า "เหล่ากงกงแจ้งมาว่าเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ฮ่องเต้จึงจะประกาศราชโองการเพคะ" เสี่ยวไป๋ยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างพึงพอใจ ขฯะที่หลี่ซืออวี้หน้าตึงเพราะขัดพระบัญชาฮ่องเต้ไม่ได้ "มัดมือชกข้าชัด ๆ " "เรื่องมงคลเช่นนี้ท่านแม่ไม่ควรปฏิเสธนะขอรับ" ลานพระราชพิธี ท่ามกลางสายตาคนทั้งราชสำนัก ขุนนาง ข้าราชบริพาร นางกำนัลเหล่าทหารล้อมรอบลานพิธีที่ประดับด้วยผ้าไหมสีแด
ภายในท้องพระโรงหลังพิธีเฉลิมฉลองฟื้นฟูราชสำนักอีกหกเดือนต่อมา หลายเดือนมานี้หลี่ซืออวี้ยังรู้สึกว่านางไม่เป็นที่ชอบใจของขุนนางครึ่งวังหลวง เมื่อวันนี้มีโอกาสนางจึงทูลฮ่องเต้ถึงเรื่องนี้ เหล่าขุนนางมากหน้าหลายตานั่งอยู่ในตำแหน่งตามลำดับ บางคนยังมีสีหน้าขุ่นเคือง บางคนกระซิบกระซาบต่อกันถึง สตรีผู้อวดดี ที่กล้าท้าทายอำนาจวังหลวง หลงจิ่นเซวียนนั่งบนบัลลังก์ ท่าทางสงบนิ่ง แต่สายตาจับจ้องไปยังร่างของหญิงสาวในชุดเรียบง่ายสีอ่อนที่ยืนอยู่กลางท้องพระโรง นางคือหลี่ซืออวี้ นางเงยหน้าขึ้นพูดเสียงชัดกังวาน "ฝ่าบาท วันนี้หม่อมฉันมิได้มาในฐานะสตรีของท่านแต่มาในฐานะผู้ที่ไม่ได้ภักดีต่อใครนอกจากความจริง" เสียงกระซิบในหมู่ขุนนางเริ่มดังขึ้นทันที ขุุนนางคนหนึ่งฮึดฮัดเอ่ยขึ้น "สตรีผู้นี้บังอาจนัก! กล้าขึ้นเสียงกับฮ่องเต้เชียวหรือ!" หลี่ซืออวี้ปรายตามองอย่างไม่หวั่นไหว "ข้ารู้ว่าท่านทั้งหลายไม่ชอบข้า แต่หากไม่ใช่เพราะข้า ขุนนางกว่าครึ่งในที่นี้คงไม่มีโอกาสนั่งบนตำแหน่งเดิมอย่างสงบสุข" คำพูดนั้นทำให้บางคนชะงัก บางคนแสร้งไม่สบตา นางหันกลับมาหาฮ่องเต้ ที่นั่งนิ่งไม่พูด "ฝ่าบาท หม่อมฉันขอบททดสอบห
พระราชพิธีราชาภิเษกในท้องพระโรง ท้องพระโรงเต็มไปด้วยขุนนางผู้มาเฝ้ารับเสด็จฮ่องเต้ผู้ครองบัลลังก์องค์ใหม่ ท่ามกลางเสียงพิธีกรรมอันสง่างาม หลงจิ่นเซวียนได้กล่าวในพิธีอันเป็นมลคล "ข้าสาบานต่อหน้าสวรรค์และราษฎร ว่าจะปกครองบ้านเมืองด้วยความยุติธรรม สันติสุข และภักดีต่อราษฎรทุกคน" เสียงแซ่ซ้องและคำถวายพระพรดังสนั่น ทว่าดวงตาของฮ่องเต้แฝงความหนักแน่นและความคิดลึกซึ้ง ฮ่องเต้นั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปยังสวนพระราชวัง ด้านหลี่ซืออวี้ที่เตรียมตัวออกเดินทางนางหันไปมองลูกชายที่กำลังยิ้มสดใส "ข้าจะโตขึ้นด้วยตัวเอง แม้จะไม่อยู่ในวังหลวง" หลี่ซืออวี้และเสี่ยวไป๋สวมเสื้อผ้าธรรมดา เดินผ่านประตูใหญ่ของพระราชวังโดยไร้เงาของฮ่องเต้ ทั้งสองแม่ลูกก้าวออกไปสู่โลกภายนอก ท่ามกลางแสงแดดและลมพัดเบา ๆ เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝัน ยามสายแสงแดดอ่อนอุ่นทอแสงบาง ๆ ขบวนม้ารถเล็ก ๆ เคลื่อนไปอย่างเงียบเชียบ หัวหน้าขบวนคือหลี่ซืออวี้กับเสี่ยวไป๋ในชุดสามัญ ทั้งคู่ไม่มีราชโองการ ไม่มีการอำลาอย่างเป็นทางการ ทันใดนั้น เสียงเกือกม้าดังขึ้นราวกับพายุ สายลมแรงกรูเข้ามาพร้อมร่างหนึ่
กลางดึก เสียงเพรียกหวาดกลัวของสาวใช้ดังลั่นขณะที่เสี่ยวไป๋ถูกแบกเข้ามา เลือดซึมจากบาดแผลยาวบนสีข้าง หายใจรวยริน หลี่ซืออวี้ใบหน้าแข็งราวกับน้ำแข็ง "ออกไปให้หมด! เอายาห้ามเลือดมา แล้วปิดประตูให้แน่น" หลงจิ่นเซวียนยืนตัวแข็งอยู่ข้างประตู สายตาเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ขณะที่นางโน้มตัวเย็บแผลให้ลูกอย่างใจเย็นแต่มือสั่นเทา ริมฝีปากเม้มแน่น เงียบอยู่นาน ก่อนที่หลี่ซืออวี้จะพูดทั้งที่สายตายังจับจ้องที่แผล "ทำได้แม้กระทั่งเด็ก" หลงจิ่นเซวียนยืนยันหนักแน่นต่อหน้านาง "ข้าจะไม่ปล่อยให้นางลอบทำร้ายได้อีก ข้าจะส่งทหาร…" นางแทรกขึ้นทันที “เจ้ามันขี้ขลาด!” นางผุดลุกขึ้น หมุนตัวเผชิญหน้าเขา ดวงตากร้าวราวกับน้ำแข็งแตกกระจาย "ข้าไม่ใช่คนที่ต้องให้เจ้าปกป้อง แต่ลูกของข้าควรปลอดภัยในเขตของตัวเอง นี่น่ะหรือคือ อยู่ข้างข้าอย่างที่เจ้าพูด" "ข้าก็เจ็บไม่ต่างไปจากเจ้า นางเป็นแม่ของข้า ข้าพยายามเลือกทางที่ไม่ทำร้ายใคร" "แต่ข้าจะทำร้ายแล้ว! ฟังนะหลงจิ่นเซวียน ข้าไม่ใช่แม่พระ ข้าเคยเป็นนักฆ่า เคยเรียนวิชาพิษ เคยส่งคนตายโดยไม่ต้องเปื้อนมือ ข้าอดกลั้นเพื่อให้เจ้ามีศักดิ์ศรี แต่ครั้งนี้…" เสียงเงียบ
ห้องลับภายในตำหนักไทเฮายามค่ำ แสงเทียนส่องสลัวสะท้อนใบหน้าแก่ชราของไทเฮาที่ซีดเผือดเพราะโรครุมเร้า แต่ดวงตายังเต็มไปด้วยไฟแห่งความแค้นนางเอ่ยเสียงแหบพร่าแต่เด็ดขาด "ฆ่านางไม่ได้ ก็จงหั่นหัวลูกของนางเสีย" เสียงกึกของถ้วยชาตกลงพื้นเมื่อขันทีคนสนิทหน้าซีดเผือด พยายามทัดทาน "แต่เด็กคนนั้นคือ..." "ข้ารู้ว่ามันคือหลานข้า! แต่ข้าไม่เคยรับมัน! เด็กคนนั้นคือจุดอ่อนของนางหากทำให้มันเจ็บชีวิตนางก็จะต้องย่อยยับไปด้วย!" ภายในห้องเงียบงันไปชั่วครู่ ก่อนนางพูดเสียงแผ่วเย็นเฉียบ "ส่งคนในคราบนักเลงข้างนอกตำหนัก ทำให้ดูเหมือนอุบัติเหตุ อย่าให้สาวมาถึงข้าได้ เข้าใจหรือไม่" ขันทีกัดฟันพยักหน้า น้ำตาคลอเล็กน้อยอย่างจำยอม ลานหน้าตำหนักรองในเช้าวันถัดมา เสี่ยวไป๋วิ่งเล่นกับข้ารับใช้คนสนิท มือน้อยถือกังหันกระดาษหมุนตามลม เด็กชายหัวเราะเอิกเกริก ไร้เดียงสาต่ออันตรายที่ใกล้เข้ามา ในเงาของมุมกำแพง ชายชุดดำสามคนลอบเข้ามาเงียบเชียบ ดาบสั้นในมือแวววับอย่างน่ากลัว ก่อนที่พวกมันจะทันก้าวถึงร่างเล็ก เสียงคำรามหนึ่งดังขึ้นพร้อมเงาร่างสูงทะยานออกจากซุ้มไม้ไผ่ หลงจิ่นเซวียนส่งเสียงกร้าว "อย่าแตะต้องลูกข้า!
ณ ตำหนักรองแห่งวังหลวงแคว้นต้าหลง แสงคบเพลิงไหวระริกสะท้อนเงาใบหน้าคมคายขององค์รัชทายาทหลงจิ่นเซวียน ผู้กำลังนั่งนิ่งอยู่หน้ารายงานลับจากองครักษ์เงาจดหมายร้อยเรียงด้วยลายมือสั่นเทา'เป็นนางจริง ๆ นางมิใช่เพียงหมอสามัญ แต่มีความสามารถในการล้วงความลับ ล่อหลอก และทำให้ข้าต้องเปิดเผยทุกอย่างโดยไม่ได้ต
ยามเช้าของวันใหม่ หลี่ซืออวี้สวมชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย ข้างกายมีเสี่ยวไป๋เดินตามติดพร้อมถือถุงผ้าใส่ติดตัวอย่างสมุนไพร สองแม่ลูกเดินลัดเลาะไปยังทางตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งเงียบสงบแต่ผู้คนสัญจรไม่ขาดสาย"ตรงนั้นหรือขอรับท่านแม่" เสี่ยวไป๋ชี้ไปยังเรือนไม้เก่าหลังหนึ่ง อยู่ริมทางที่มองเห็นลำธารเล็ก ๆ ไห
ข่าวต่าง ๆ แพร่ไปถึงวังหลวง "ทูลองค์รัชทายาท ขณะนี้ในเมืองหลวงมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นพะย่ะค่ะ" หลงจิ่นเซวียนหรี่ตาลง รอฟังการรายงานของราชองครักษ์ "ว่ามา" "ระยะนี้มีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ขุนนางผู้มากอิทธิพลตายในหอนางโลมซึ่งหาตัวคนร้ายไม่พบ และกลุ่มเด็กขอทานมีขนาดใหญ่ขึ้นพะย่ะค่ะ" ในเมืองหล
ภายในโรงน้ำชาชั้นสองของตลาดเมืองหลวง โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ล้อมด้วยผ้าแพรลายมังกร บุรุษในชุดหรูร่างอ้วนพุงพลุ้ยคือ พ่อค้าเซิ่งเหวิน พ่อค้าค้าข้าวเจ้าของโรงฉางใหญ่ที่สุดในเขตเมืองหลวง เขายิ้มอย่างเอ็นดู ขณะจ้องเด็กชายตัวเล็กในชุดขาด ๆ ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้าม วันนี้เขาได้เชิญตัวเสี่ยวไป๋มาตกลงบางสิ่งบาง







