เข้าสู่ระบบตลาดใต้สะพานหินในเมืองหลวงคึกคักไปด้วยเสียงตะโกนขายของ เสียงหม้อเหล็กกระทบกันในโรงต้มโจ๊ก และเสียงฝีเท้าเร่งร้อนของผู้คนหลากชนชั้น แต่ในซอกแคบถัดจากทางระบายน้ำ มีเงาร่างเล็กคนหนึ่งกำลังยืนมองด้วยสายตาเฉียบคมเกินวัย
เสี่ยวไป๋ ลูกชายของหลี่ซืออวี้ที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป เป็นเพราะเขาอยู่กับมารดาเพียงสองคนเขาจึงเป็นคนกล้าหาญและแข็งแกร่งเกินกว่าเด็กคนอื่น วันนี้เขาสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ แสร้งทำเป็นเด็กยาจก เดินป้วนเปี้ยนอยู่แถบหลังตลาดอย่างจงใจ "นั่นใคร เด็กใหม่รึ" เสียงห้วนของเด็กชายร่างผอมที่มีแผลเป็นเฉียงบนใบหน้าเอ่ยขึ้น เด็กกลุ่มหนึ่งลุกพรวดจากถังไม้และลังเก่า ๆ มองผู้มาใหม่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เสี่ยวไป๋หรี่ตามอง ก่อนยกยิ้มเอาเรื่อง "ได้ข่าวว่ากลุ่มขอทานในตลาดนี้มีแต่คนอ่อนหัด ข้าเลยอยากมาดูว่าจริงหรือไม่" เสียงเฮดังขึ้นทันที ราวกับกองเพลิงถูกสาดด้วยน้ำมัน "ปากดีเช่นนี้ อยากโดนตีเรอะ" เด็กแผลเป็นปรี่เข้าใส่พร้อมไม้ด้ามหนึ่ง แต่เสี่ยวไป๋กลับหมุนตัวหลบอย่างรวดเร็ว มือซ้ายจับข้อมืออีกฝ่ายบิดอย่างแรง ก่อนใช้ไหล่ชนอกจนอีกฝ่ายล้มตึง เด็กคนอื่นกรูเข้ามา แต่ไม่ถึงอึดใจ เสี่ยวไป๋กลับใช้ท่าไม้ตายที่เรียนมาจากมารดาก่อนหน้านี้พลิกสถานการณ์กระทั่งเด็กพวกนั้นนอนระเนระนาด "แค่ใช้แรงไม่พอหรอก" เสี่ยวไป๋กล่าวเรียบ ๆ ขณะมองเด็กแผลเป็นที่ลุกขึ้นมาด้วยความตะลึง "ในเมืองนี้ ถ้าอยากอยู่รอด ต้องใช้สมองมากกว่ากำปั้น" "แล้วเจ้าเป็นใครกันแน่" เด็กแผลเป็นถามเสียงต่ำ "เรียกข้าว่าพี่ไป๋ก็พอ" เด็กชายหัวเราะเบา ๆ พลางควักห่อขนมปังแห้งจากอกเสื้อโยนให้เด็ก ๆ ที่ยังไม่กล้าลุกขึ้น "ข้าแบ่งอาหารได้ แลกกับการแบ่งข่าวสารให้ข้า ใครเป็นใครในตลาด ใครคุมอะไรข้าอยากรู้หมด" เด็กแผลเป็นนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ "ได้ ข้าชื่อเสี่ยวเฮ่า หากเจ้าหลอกพวกข้าเจ้าจะอยู่ไม่รอดในที่นี้แน่" "ดี" เสี่ยวไป๋ยิ้มอีกครั้ง "ข้าชอบคนพูดตรง" จากวันนั้น ซอกหลังตลาดเริ่มมีเด็กชายอายุไม่เกินสิบขวบเดินเข้าออกพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ บ้างก็ให้อาหาร บ้างก็วางแผนลับ บ้างก็เล่าเรื่องเหล่าขุนนางให้เด็กขอทานฟังอย่างตลกขบขัน ในด้านมืดของทางแคบขอทานแห่งเมืองหลวง อิทธิพลของพี่ไป๋เพิ่งเริ่มต้นขึ้น สามวันให้หลัง ทางเดินตลาดฝั่งตะวันออกยังคงเต็มไปด้วยเสียงทะเลาะ เสียงถ่มน้ำลาย และกลิ่นเหม็นของซุปกระดูกวัวราคาถูก "แก๊งเสี่ยวตงคุมทางเดินเส้นนี้มานาน ใครก็อย่าคิดมาหาเรื่อง" เสียงเด็กคนหนึ่งตะโกนไล่เด็กชายตัวเล็กที่พยายามขอเศษผักใกล้โรงโม่แป้ง เสี่ยวไป๋ยืนอยู่ไม่ไกล แสร้งทำเป็นเด็กหลงทางแต่กลับจดจำตำแหน่ง พฤติกรรม และจำนวนสมาชิกของกลุ่มเสี่ยวตงได้หมด "พี่ไป๋ พวกมันดุจริง ๆ" เสี่ยวเฮ่าเอ่ยเบา ๆ "ยิ่งดุ ยิ่งสนุก" เสี่ยวไป๋ยิ้มเยือกเย็นก่อนกระซิบ "คืนนี้ เราเล่นเกมเปลี่ยนเจ้าที่กันเถอะ" คืนนั้น ถนนฝั่งตะวันออกมืดสนิท มีเพียงแสงโคมจากโรงข้าวต้มข้างเคียง "เริ่ม" เสี่ยวไป๋ส่งสัญญาณ เด็กขอทานกลุ่มหนึ่งลอบเข้าไปเปลี่ยนป้ายไม้เก่า ๆ หน้าทางเดินที่เขียนว่า พื้นที่ของเสี่ยวตง เป็น พื้นที่ของพี่ไป๋ อีกกลุ่มวางเหรียญปลอมและห่อขนมเปื้อนโคลนไว้หน้าถ้ำหลบฝนของกลุ่มเก่า แล้วตะโกนให้พ่อค้าแถวนั้นรู้ว่าพวกกลุ่มเสี่ยวตง ขโมยของ เช้าวันถัดมา เกิดความชุลมุนไปทั่วตรอกซอกซอย "ข้าบอกแล้วว่าไม่ได้ขโมย" เสี่ยวตงกัดฟันแน่นเมื่อพ่อค้าเจ้าถิ่นเริ่มไล่พวกเขาออกจากพื้นที่ ท่ามกลางความโกลาหล เสี่ยวไป๋ก้าวออกมา พูดเพียงคำเดียว "ใครคุมไม่ได้ ก็ไม่ควรคุม" "ไอ้เด็กเวร" เสี่ยวตงพุ่งเข้าหา แต่ถูกเสี่ยวเฮ่ากับพรรคพวกจับตัวเอาไว้แน่น เสี่ยวไป๋ยื่นขนมไส้ถั่วให้คู่แข่งอย่างไม่แยแส "ถ้ารู้จักถอย ข้ายังแบ่งเขตนี้ให้ครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าคิดจะแย่งคืนข้าอาจให้เจ้าต้องไปนอนนอกเมือง" เสี่ยวตงกัดฟันแน่น ก่อนสะบัดหน้าแล้วเดินจากไป เด็กขอทานอีกหลายคนเริ่มหันมามองเสี่ยวไป๋ด้วยสายตาใหม่ เสี่ยวไป๋หันหลังให้ทุกคน พูดลอย ๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบเกินเด็กห้าขวบ "โลกนี้ไม่ได้ใจดี พวกเจ้าต้องเลือกเอาว่าจะอยู่ข้างใคร" และจากวันนั้นเป็นต้นมา พี่ไป๋ ไม่ใช่แค่เด็กแปลกหน้าอีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้ที่ควบคุมทุกซอกทุกมุมของตลาดเมืองหลวงโดยที่ผู้ใหญ่ยังไม่รู้ตัว ยามเซิน แดดบ่ายเริ่มคลายแสงแรงกล้า เสี่ยวไป๋นั่งกอดอกอยู่บนลังไม้เก่า ด้านหน้าเขาคือเสี่ยวเฮ่า เสี่ยวจู๋ และเด็กอีกห้าหกคนในชุดมอมแมมตามประสาเด็กขอทาน "ที่ข้าไม่ให้พวกเจ้าไปยืนแบมือริมสะพาน เพราะมันหาได้แค่เหรียญกับคำด่า" เสียงของเสี่ยวไป๋ดังชัดเจน แววตาคมปลาบอย่างคนที่คิดอะไรไว้แล้ว "แล้วจะให้พวกเราทำอะไร" เสี่ยวเฮ่าถามอย่างไม่แน่ใจ เสี่ยวไป๋ยกมือขึ้น ก่อนวาดเส้นบนพื้นดินด้วยกิ่งไม้แห้งเป็นรูปแผนผังของตลาด "ที่นี่ มีร้านขนมเจ้าใหม่เปิดขาย ยังไม่มีคนซื้อเยอะ ข้าแค่ต้องการให้เสี่ยวจู๋ร้องไห้หน้าร้าน บอกว่าไม่มีเงินซื้อยาให้แม่ที่ป่วย" เด็ก ๆ หันไปมองหน้ากันอย่างสงสัย เสี่ยวไป๋ยิ้มเจ้าเล่ห์ "พอคนเริ่มสงสาร คนก็เริ่มซื้อ พอคนแห่มา เจ้าของร้านก็ขายดีแล้วเจ้าของร้านจะให้อะไร" "ขนม?" เสี่ยวเฮ่าทาย "ไม่ใช่" เสี่ยวไป๋ยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม "เหรียญสามเหรียญต่อวัน เพื่อไม่ให้เด็กไปร้องไห้หน้าร้านอีก" เด็กทุกคนอึ้งเงียบ ก่อนกลายเป็นเสียงหัวเราะและแววตาชื่นชม "แล้วพวกเราล่ะ" เสี่ยวจู๋ถามอย่างไม่แน่ใจ "ไม่ใช่ข้าแค่คนเดียวที่อยากได้ข้าวกิน" "ข้าแบ่งให้ทุกคน คนละส่วน แต่ใครทำงานดี ได้ส่วนแบ่งเพิ่ม" เสี่ยวไป๋หยิบเหรียญทองแดงสองเหรียญออกมาวางกลางวงอย่างภาคภูมิ "เราจะไม่ใช่ขอทานเราจะเป็นผู้เจรจาแห่งตลาดนี้ต่างหาก" หลังจากวันนั้น เสี่ยวไป๋แบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน โดยให้เสี่ยวเฮ่าเป็นหัวหน้ากลุ่มสอดแนม เดินทั่วตลาดบอกข่าวว่าร้านไหนขายไม่ดี เสี่ยวจู๋รับหน้าที่ดึงความเห็นใจ ด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตา ส่วนเสี่ยวไป๋เอง เดินเข้าไปเจรจากับเจ้าของร้าน เสนอบริการสร้างภาพลักษณ์ให้ร้านเจริญรุ่งเรืองขึ้น เพียงครึ่งเดือน ชื่อของ กลุ่มพี่ไป๋แพร่สะพัดไปทั่วตลาด คนบางกลุ่มเริ่มเรียกเขาว่า ผู้วางกลยุทธ์ตัวน้อย และในแหล่งขอทานที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น กับเสียงโหวกเหวก ตอนนี้กลับมีเสียงหัวเราะของเด็กที่กำลังแบ่งซาลาเปาให้กันยามเช้าของวันใหม่ หลี่ซืออวี้สวมชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย ข้างกายมีเสี่ยวไป๋เดินตามติดพร้อมถือถุงผ้าใส่ติดตัวอย่างสมุนไพร สองแม่ลูกเดินลัดเลาะไปยังทางตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งเงียบสงบแต่ผู้คนสัญจรไม่ขาดสาย"ตรงนั้นหรือขอรับท่านแม่" เสี่ยวไป๋ชี้ไปยังเรือนไม้เก่าหลังหนึ่ง อยู่ริมทางที่มองเห็นลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่านเสี่ยวเหยายืนรออยู่หน้าประตู นางเป็นแม่หม้ายเจ้าของเรือนหลังนั้น ใจดี และชื่นชมในฝีมือการรักษาของหลี่ซืออวี้มานาน ครั้นเห็นนางเดินมาก็ยิ้มต้อนรับ"เรือนนี้แม้จะเล็กไปหน่อย แต่แสงส่องถึงดี ลมโกรก น้ำใสสะอาด เจ้าอยากใช้ก็ยินดีให้เช่าในราคายุติธรรม"หลี่ซืออวี้พยักหน้า พลันก้าวเข้าไปสำรวจภายใน มีห้องเล็กสองห้อง กับพื้นที่โล่งสำหรับต้อนรับคนไข้ได้ราวสามสี่คน กลิ่นไม้แห้งโชยอ่อน ๆ ลอยมาแตะจมูก"พอเหมาะนักเจ้าค่ะ" นางเอ่ยขึ้นในใจเกิดภาพขึ้นว่าโต๊ะไม้เรียบจะวางอยู่ตรงไหน ผ้าม่านบางควรห้อยไว้ตรงใด และมุมที่แสงแดดตกลงมาควรใช้จัดตำรับยาหลังทำสัญญาเช่าเรียบร้อย นางก็กลับไปจัดเตรียมทุกอย่างที่เรือนเดิม ห่อสมุนไพร แยกขวดน้ำยา เขียนป้ายชื่อขนาดพอเหมาะด้วยหมึกดำบนแผ่นไม้'โรงหมอเซียนลู่ รักษาด้วยโอ
เรือนหลังเล็กฝั่งตะวันออก สองแม่ลูกอยู่ด้วยกัน นางไม่ได้ออกไปรักษาคนป่วยจึงเตรียมยาเอาไว้สำหรับรักษาหลาย ๆ โรคกลิ่นสมุนไพรลอยอบอวลไปทั่วเรือนเล็ก ๆ หลังนั้น หลี่ซืออวี้กำลังตำรากสมุนไพรในครกหินอย่างตั้งใจ ข้างกายของนางมีเสี่ยวไป๋ที่สวมชุดผ้าฝ้ายเก่า ๆ กำลังนั่งชันเข่า เอียงคอเฝ้ามองมือเรียวขาวที่บดใบไม้แห้งกับเปลือกไม้จนละเอียด"ท่านแม่ สมุนไพรพวกนี้ช่วยแก้ปวดอย่างไรหรือขอรับ" เสียงใส ๆ เอ่ยถามอย่างใคร่รู้หลี่ซืออวี้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ยิ้มบาง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงใจเย็น"เจ้าจำสมุนไพรชนิดหนึ่งได้หรือไม่ ที่มีใบเรียวยาว กลิ่นแรงหน่อย แต่มักขึ้นตามโขดหินริมลำธาร"เสี่ยวไป๋พยักหน้ารัว ๆ"ข้าเก็บใบและรากของมันมาตากแห้ง แล้วตำรวมกับเปลือกไม้ จะช่วยลดอาการปวดและไข้ได้ดีนัก ยิ่งหากเติมผงของเถาไม้เลื้อยลงไปอีกเล็กน้อย จะช่วยต้านการอักเสบได้มากขึ้น"นางค่อย ๆ ตักผงสมุนไพรที่ตำละเอียดแล้วออกจากครก หยิบใส่ถุงผ้าเล็ก ๆ ที่เตรียมไว้ก่อนจะมัดปากถุงด้วยเชือกปอ เสี่ยวไป๋ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อยดวงตาเด็กน้อยเปล่งประกายใคร่รู้"แล้วแบบนี้ต้องกินอย่างไรหรือขอรับ""ต้มกับน้ำสะอาดหนึ่งถ้วยเคี่ยว
หลี่ซืออวี้ปลูกพืชสมุนไพรไว้หลากหลายชนิด ถึงเมืองหลวงฝั่งตะวันออกจะเงียบสงบคล้ายเขตชนบท ทว่ายารักษาโรคก็มีราคาแพงและยังขาดแคลน นางเปลี่ยนวิธีการโดยการออกรักษาคนป่วยตามบ้านโดยการเคาะประตูเสนอการรักษาในราคาไม่แพง หลี่ซืออวี้ยืนอยู่หน้าประตูไม้เก่าเคลือบฝุ่นของบ้านหลังหนึ่ง เสียงไอแหบแห้งลอดออกมาจากภายใน "ไม่ต้องการยาอะไรทั้งนั้น!" ชายวัยกลางคนในบ้านตะโกนไล่ ทั้งที่เสียงยังเต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อน "ข้าผ่านมาพอดี เห็นว่าในบ้านมีคนป่วย ข้ารักษาฟรีก็ได้ หากยังหวาดระแวง" "เจ้าเป็นใครมาจากไหนถึงจะให้ข้ากล้าเชื่อใจเจ้า" ผู้เป็นภรรยาเดินมาถามอย่างลังเล ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความระแวงระคนคาดหวัง หลี่ซืออวี้ยกห่อยาสมุนไพรขึ้นให้ดู "ข้ามาจากเมืองชายแดน แต่ตอนนี้ปลูกสมุนไพรอยู่ท้ายตลาดตะวันออก ข้าไม่ใช่หมอใหญ่ แค่มีใจอยากช่วย" เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ประตูไม้จะค่อย ๆ เปิดออก สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือชายหนุ่มในวัยยี่สิบกว่า ซูบซีดและตัวร้อนจัดจนน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว ผู้เป็นมารดาทุกข์ใจเป็นอันมากถึงกับกลั้นน้ำตาไม่ไหว "ลูกข้า เขาไอเป็นเลือดมาหลายวันแล้ว หมอที่ไหนก็ไม่รับเพราะกลัวจะติดโรค"
ข่าวต่าง ๆ แพร่ไปถึงวังหลวง "ทูลองค์รัชทายาท ขณะนี้ในเมืองหลวงมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นพะย่ะค่ะ" หลงจิ่นเซวียนหรี่ตาลง รอฟังการรายงานของราชองครักษ์ "ว่ามา" "ระยะนี้มีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ขุนนางผู้มากอิทธิพลตายในหอนางโลมซึ่งหาตัวคนร้ายไม่พบ และกลุ่มเด็กขอทานมีขนาดใหญ่ขึ้นพะย่ะค่ะ" ในเมืองหลวงไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้มาก่อน หน้าที่ในการดูแลเมืองหลวงเป็นขององค์รัชทายาทเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวขึ้นครองบัลลังก์ ทุกอย่างสงบสุขมาตลอดทว่าตอนนี้กลับมีแต่เรื่องน่าสงสัย "สืบมาให้กระจ่าง ว่าเพราะเหตุใดหรือมีใครกล้าท้าทายอำนาจของข้า" "รับพระบัญชา!" ฝั่งตะวันออกของเมืองหลวง เสี่ยวไป๋แอบหนีมารดาออกจากบ้านมาพบปะกลุ่มขอทาน ในขณะที่หลี่ซืออวี้นั่งบดยาอยู่ด้านหลัง สัญชาตญาณนักฆ่าของนางไวยิ่งกว่าดมกลิ่น สายตาคมจับจ้องไปยังบุตรชายที่แอบมีเรื่องปิดบังมารดา นางรู้เท่าทันเขาทุกเรื่อง เพียงแต่อยากรู้ว่าลูกชายตัวแสบจะไปทำเรื่องใดหลังจากนี้ "พี่ไป๋มาแล้ว วันนี้จะพาพวกเราไปหาเงินที่ไหน" เด็กหญิงคนหนึ่งในกลุ่มถามเสียงใส เสี่ยวไป๋ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แต่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "วันนี้เราจะขายผงด
ภายในโรงน้ำชาชั้นสองของตลาดเมืองหลวง โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ล้อมด้วยผ้าแพรลายมังกร บุรุษในชุดหรูร่างอ้วนพุงพลุ้ยคือ พ่อค้าเซิ่งเหวิน พ่อค้าค้าข้าวเจ้าของโรงฉางใหญ่ที่สุดในเขตเมืองหลวง เขายิ้มอย่างเอ็นดู ขณะจ้องเด็กชายตัวเล็กในชุดขาด ๆ ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้าม วันนี้เขาได้เชิญตัวเสี่ยวไป๋มาตกลงบางสิ่งบางอย่างหลังจากเห็นผลงานที่น่าสนใจ "ข้าได้ยินว่า เจ้าคือเจ้าคนที่ทำให้ร้านขนมหน้าโรงเตี๊ยมขายดีจนของหมดทุกวัน" เสี่ยวไป๋ยักไหล่ "ข้าแค่บอกให้คนแถวนั้นสนใจไม่ใช่เรื่องยาก" เซิ่งเหวินหัวเราะลั่นก่อนโน้มตัวลงกระซิบ "เช่นนั้นมาอยู่กับข้าเถอะ ข้าให้เจ้าเดือนละสิบตำลึง แค่ช่วยวางแผนให้ข้าขายข้าวให้หมดคลัง เจ้าว่าอย่างไร" เสี่ยวไป๋นิ่ง แต่ดวงตากลับแวววาวขึ้นเล็กน้อย "แล้วถ้าข้าวเจ้าขึ้นรา หรือวัดน้ำหนักขาด เจ้าให้ข้าตอบลูกค้าด้วยหรือไม่" เซิ่งเหวินชะงัก ยิ้มฝืน ๆ "เจ้าแค่เด็กขอทาน อย่าอวดดีไปหน่อยเลย เดี๋ยวข้าจะให้ข้ารับใช้สั่งสอนเจ้าสักหน่อย" ยังพูดไม่ทันจบดี เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นจากบันได "ข้าก็สังหรณ์ใจว่าลูกชายข้าจะก่อเรื่อง" น้ำเสียงเรียบเย็นปนหอบหายใจเล็กน้อยดังขึ้นจากทางเข้า ห
ตลาดใต้สะพานหินในเมืองหลวงคึกคักไปด้วยเสียงตะโกนขายของ เสียงหม้อเหล็กกระทบกันในโรงต้มโจ๊ก และเสียงฝีเท้าเร่งร้อนของผู้คนหลากชนชั้น แต่ในซอกแคบถัดจากทางระบายน้ำ มีเงาร่างเล็กคนหนึ่งกำลังยืนมองด้วยสายตาเฉียบคมเกินวัย เสี่ยวไป๋ ลูกชายของหลี่ซืออวี้ที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป เป็นเพราะเขาอยู่กับมารดาเพียงสองคนเขาจึงเป็นคนกล้าหาญและแข็งแกร่งเกินกว่าเด็กคนอื่น วันนี้เขาสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ แสร้งทำเป็นเด็กยาจก เดินป้วนเปี้ยนอยู่แถบหลังตลาดอย่างจงใจ "นั่นใคร เด็กใหม่รึ" เสียงห้วนของเด็กชายร่างผอมที่มีแผลเป็นเฉียงบนใบหน้าเอ่ยขึ้น เด็กกลุ่มหนึ่งลุกพรวดจากถังไม้และลังเก่า ๆ มองผู้มาใหม่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เสี่ยวไป๋หรี่ตามอง ก่อนยกยิ้มเอาเรื่อง "ได้ข่าวว่ากลุ่มขอทานในตลาดนี้มีแต่คนอ่อนหัด ข้าเลยอยากมาดูว่าจริงหรือไม่" เสียงเฮดังขึ้นทันที ราวกับกองเพลิงถูกสาดด้วยน้ำมัน "ปากดีเช่นนี้ อยากโดนตีเรอะ" เด็กแผลเป็นปรี่เข้าใส่พร้อมไม้ด้ามหนึ่ง แต่เสี่ยวไป๋กลับหมุนตัวหลบอย่างรวดเร็ว มือซ้ายจับข้อมืออีกฝ่ายบิดอย่างแรง ก่อนใช้ไหล่ชนอกจนอีกฝ่ายล้มตึง เด็กคนอื่นกรูเข้ามา แต่ไม่ถึงอึดใจ เสี่ยวไป๋กลับใช้







