เข้าสู่ระบบตลาดใต้สะพานหินในเมืองหลวงคึกคักไปด้วยเสียงตะโกนขายของ เสียงหม้อเหล็กกระทบกันในโรงต้มโจ๊ก และเสียงฝีเท้าเร่งร้อนของผู้คนหลากชนชั้น แต่ในซอกแคบถัดจากทางระบายน้ำ มีเงาร่างเล็กคนหนึ่งกำลังยืนมองด้วยสายตาเฉียบคมเกินวัย
เสี่ยวไป๋ ลูกชายของหลี่ซืออวี้ที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป เป็นเพราะเขาอยู่กับมารดาเพียงสองคนเขาจึงเป็นคนกล้าหาญและแข็งแกร่งเกินกว่าเด็กคนอื่น วันนี้เขาสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ แสร้งทำเป็นเด็กยาจก เดินป้วนเปี้ยนอยู่แถบหลังตลาดอย่างจงใจ "นั่นใคร เด็กใหม่รึ" เสียงห้วนของเด็กชายร่างผอมที่มีแผลเป็นเฉียงบนใบหน้าเอ่ยขึ้น เด็กกลุ่มหนึ่งลุกพรวดจากถังไม้และลังเก่า ๆ มองผู้มาใหม่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เสี่ยวไป๋หรี่ตามอง ก่อนยกยิ้มเอาเรื่อง "ได้ข่าวว่ากลุ่มขอทานในตลาดนี้มีแต่คนอ่อนหัด ข้าเลยอยากมาดูว่าจริงหรือไม่" เสียงเฮดังขึ้นทันที ราวกับกองเพลิงถูกสาดด้วยน้ำมัน "ปากดีเช่นนี้ อยากโดนตีเรอะ" เด็กแผลเป็นปรี่เข้าใส่พร้อมไม้ด้ามหนึ่ง แต่เสี่ยวไป๋กลับหมุนตัวหลบอย่างรวดเร็ว มือซ้ายจับข้อมืออีกฝ่ายบิดอย่างแรง ก่อนใช้ไหล่ชนอกจนอีกฝ่ายล้มตึง เด็กคนอื่นกรูเข้ามา แต่ไม่ถึงอึดใจ เสี่ยวไป๋กลับใช้ท่าไม้ตายที่เรียนมาจากมารดาก่อนหน้านี้พลิกสถานการณ์กระทั่งเด็กพวกนั้นนอนระเนระนาด "แค่ใช้แรงไม่พอหรอก" เสี่ยวไป๋กล่าวเรียบ ๆ ขณะมองเด็กแผลเป็นที่ลุกขึ้นมาด้วยความตะลึง "ในเมืองนี้ ถ้าอยากอยู่รอด ต้องใช้สมองมากกว่ากำปั้น" "แล้วเจ้าเป็นใครกันแน่" เด็กแผลเป็นถามเสียงต่ำ "เรียกข้าว่าพี่ไป๋ก็พอ" เด็กชายหัวเราะเบา ๆ พลางควักห่อขนมปังแห้งจากอกเสื้อโยนให้เด็ก ๆ ที่ยังไม่กล้าลุกขึ้น "ข้าแบ่งอาหารได้ แลกกับการแบ่งข่าวสารให้ข้า ใครเป็นใครในตลาด ใครคุมอะไรข้าอยากรู้หมด" เด็กแผลเป็นนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ "ได้ ข้าชื่อเสี่ยวเฮ่า หากเจ้าหลอกพวกข้าเจ้าจะอยู่ไม่รอดในที่นี้แน่" "ดี" เสี่ยวไป๋ยิ้มอีกครั้ง "ข้าชอบคนพูดตรง" จากวันนั้น ซอกหลังตลาดเริ่มมีเด็กชายอายุไม่เกินสิบขวบเดินเข้าออกพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ บ้างก็ให้อาหาร บ้างก็วางแผนลับ บ้างก็เล่าเรื่องเหล่าขุนนางให้เด็กขอทานฟังอย่างตลกขบขัน ในด้านมืดของทางแคบขอทานแห่งเมืองหลวง อิทธิพลของพี่ไป๋เพิ่งเริ่มต้นขึ้น สามวันให้หลัง ทางเดินตลาดฝั่งตะวันออกยังคงเต็มไปด้วยเสียงทะเลาะ เสียงถ่มน้ำลาย และกลิ่นเหม็นของซุปกระดูกวัวราคาถูก "แก๊งเสี่ยวตงคุมทางเดินเส้นนี้มานาน ใครก็อย่าคิดมาหาเรื่อง" เสียงเด็กคนหนึ่งตะโกนไล่เด็กชายตัวเล็กที่พยายามขอเศษผักใกล้โรงโม่แป้ง เสี่ยวไป๋ยืนอยู่ไม่ไกล แสร้งทำเป็นเด็กหลงทางแต่กลับจดจำตำแหน่ง พฤติกรรม และจำนวนสมาชิกของกลุ่มเสี่ยวตงได้หมด "พี่ไป๋ พวกมันดุจริง ๆ" เสี่ยวเฮ่าเอ่ยเบา ๆ "ยิ่งดุ ยิ่งสนุก" เสี่ยวไป๋ยิ้มเยือกเย็นก่อนกระซิบ "คืนนี้ เราเล่นเกมเปลี่ยนเจ้าที่กันเถอะ" คืนนั้น ถนนฝั่งตะวันออกมืดสนิท มีเพียงแสงโคมจากโรงข้าวต้มข้างเคียง "เริ่ม" เสี่ยวไป๋ส่งสัญญาณ เด็กขอทานกลุ่มหนึ่งลอบเข้าไปเปลี่ยนป้ายไม้เก่า ๆ หน้าทางเดินที่เขียนว่า พื้นที่ของเสี่ยวตง เป็น พื้นที่ของพี่ไป๋ อีกกลุ่มวางเหรียญปลอมและห่อขนมเปื้อนโคลนไว้หน้าถ้ำหลบฝนของกลุ่มเก่า แล้วตะโกนให้พ่อค้าแถวนั้นรู้ว่าพวกกลุ่มเสี่ยวตง ขโมยของ เช้าวันถัดมา เกิดความชุลมุนไปทั่วตรอกซอกซอย "ข้าบอกแล้วว่าไม่ได้ขโมย" เสี่ยวตงกัดฟันแน่นเมื่อพ่อค้าเจ้าถิ่นเริ่มไล่พวกเขาออกจากพื้นที่ ท่ามกลางความโกลาหล เสี่ยวไป๋ก้าวออกมา พูดเพียงคำเดียว "ใครคุมไม่ได้ ก็ไม่ควรคุม" "ไอ้เด็กเวร" เสี่ยวตงพุ่งเข้าหา แต่ถูกเสี่ยวเฮ่ากับพรรคพวกจับตัวเอาไว้แน่น เสี่ยวไป๋ยื่นขนมไส้ถั่วให้คู่แข่งอย่างไม่แยแส "ถ้ารู้จักถอย ข้ายังแบ่งเขตนี้ให้ครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าคิดจะแย่งคืนข้าอาจให้เจ้าต้องไปนอนนอกเมือง" เสี่ยวตงกัดฟันแน่น ก่อนสะบัดหน้าแล้วเดินจากไป เด็กขอทานอีกหลายคนเริ่มหันมามองเสี่ยวไป๋ด้วยสายตาใหม่ เสี่ยวไป๋หันหลังให้ทุกคน พูดลอย ๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบเกินเด็กห้าขวบ "โลกนี้ไม่ได้ใจดี พวกเจ้าต้องเลือกเอาว่าจะอยู่ข้างใคร" และจากวันนั้นเป็นต้นมา พี่ไป๋ ไม่ใช่แค่เด็กแปลกหน้าอีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้ที่ควบคุมทุกซอกทุกมุมของตลาดเมืองหลวงโดยที่ผู้ใหญ่ยังไม่รู้ตัว ยามเซิน แดดบ่ายเริ่มคลายแสงแรงกล้า เสี่ยวไป๋นั่งกอดอกอยู่บนลังไม้เก่า ด้านหน้าเขาคือเสี่ยวเฮ่า เสี่ยวจู๋ และเด็กอีกห้าหกคนในชุดมอมแมมตามประสาเด็กขอทาน "ที่ข้าไม่ให้พวกเจ้าไปยืนแบมือริมสะพาน เพราะมันหาได้แค่เหรียญกับคำด่า" เสียงของเสี่ยวไป๋ดังชัดเจน แววตาคมปลาบอย่างคนที่คิดอะไรไว้แล้ว "แล้วจะให้พวกเราทำอะไร" เสี่ยวเฮ่าถามอย่างไม่แน่ใจ เสี่ยวไป๋ยกมือขึ้น ก่อนวาดเส้นบนพื้นดินด้วยกิ่งไม้แห้งเป็นรูปแผนผังของตลาด "ที่นี่ มีร้านขนมเจ้าใหม่เปิดขาย ยังไม่มีคนซื้อเยอะ ข้าแค่ต้องการให้เสี่ยวจู๋ร้องไห้หน้าร้าน บอกว่าไม่มีเงินซื้อยาให้แม่ที่ป่วย" เด็ก ๆ หันไปมองหน้ากันอย่างสงสัย เสี่ยวไป๋ยิ้มเจ้าเล่ห์ "พอคนเริ่มสงสาร คนก็เริ่มซื้อ พอคนแห่มา เจ้าของร้านก็ขายดีแล้วเจ้าของร้านจะให้อะไร" "ขนม?" เสี่ยวเฮ่าทาย "ไม่ใช่" เสี่ยวไป๋ยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม "เหรียญสามเหรียญต่อวัน เพื่อไม่ให้เด็กไปร้องไห้หน้าร้านอีก" เด็กทุกคนอึ้งเงียบ ก่อนกลายเป็นเสียงหัวเราะและแววตาชื่นชม "แล้วพวกเราล่ะ" เสี่ยวจู๋ถามอย่างไม่แน่ใจ "ไม่ใช่ข้าแค่คนเดียวที่อยากได้ข้าวกิน" "ข้าแบ่งให้ทุกคน คนละส่วน แต่ใครทำงานดี ได้ส่วนแบ่งเพิ่ม" เสี่ยวไป๋หยิบเหรียญทองแดงสองเหรียญออกมาวางกลางวงอย่างภาคภูมิ "เราจะไม่ใช่ขอทานเราจะเป็นผู้เจรจาแห่งตลาดนี้ต่างหาก" หลังจากวันนั้น เสี่ยวไป๋แบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน โดยให้เสี่ยวเฮ่าเป็นหัวหน้ากลุ่มสอดแนม เดินทั่วตลาดบอกข่าวว่าร้านไหนขายไม่ดี เสี่ยวจู๋รับหน้าที่ดึงความเห็นใจ ด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตา ส่วนเสี่ยวไป๋เอง เดินเข้าไปเจรจากับเจ้าของร้าน เสนอบริการสร้างภาพลักษณ์ให้ร้านเจริญรุ่งเรืองขึ้น เพียงครึ่งเดือน ชื่อของ กลุ่มพี่ไป๋แพร่สะพัดไปทั่วตลาด คนบางกลุ่มเริ่มเรียกเขาว่า ผู้วางกลยุทธ์ตัวน้อย และในแหล่งขอทานที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น กับเสียงโหวกเหวก ตอนนี้กลับมีเสียงหัวเราะของเด็กที่กำลังแบ่งซาลาเปาให้กันหลังพิธีเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ผ่านไปสามเดือน ฮ่องเต้องค์ใหม่ฟื้นฟูกฎหมายให้เข้มแข็งขึ้น ฮองเฮาก่อตั้งโรงหมอหลายแห่งในราคาย่อมเยาและก่อตั้งสำนักศึกษาด้านการแพทย์แก่สามัญชน เมื่อเรัยนจบสามารถสอบเข้าทำงานในวังหลวงและโรงหมอภายใต้การอุปถัมภ์ของฮองเฮา มีโครงการสร้างอาชีพและกระจายรายได้ไปทั่วเมืองและจะขยับขยายออกไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ในอีกไม่ช้า เช้าวันพักผ่อน ท้องฟ้ายามเย็นทอแสงสีทองอ่อน ๆ ทาบลงบนสระหยกด้านหลังตำหนักด้านใน เสียงสายลมพัดใบไม้ไหวบางเบาคล้ายจะกระซิบเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น หลงจิ่นเซวียนในชุดธรรมดาไร้เครื่องทรง เดินเข้ามาช้า ๆ บนศาลาริมน้ำ หลี่ซืออวี้ นั่งทอดสายตามองสายน้ำที่ไหลนิ่ง ราวกับกำลังทบทวนเรื่องราวในใจ เมื่อเขามาถึง นางไม่ได้หันไปมอง แต่พูดขึ้นเรียบ ๆ อย่างเป็นทางการ "ฝ่าบาทยังไม่เหนื่อยอีกหรือ เหนื่อยจากการไล่ตามคนที่ทำร้ายพระทัยท่านถึงเพียงนี้" เขาหยุดยืนเงียบ หัวเราะแผ่วเบา ก่อนนั่งลงข้าง ๆ โดยไม่รอให้นางอนุญาต "เหนื่อยแต่ก็ยังอยากเดินต่อ เพราะปลายทางคือเจ้า" "ยามนี้มีเพียงเราสองคน ยังมีพิธีรีตองอีกหรือ" นางเบือนหน้ามองเขา ดวงตานิ่งเรียบแต่ลึกในนั้นมีบางอย่างไหวว
ณ ตำหนักด้านใน หลี่ซืออวี้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกบางอย่างในอก ทั้งเบา สบายและอุ่นใจ แม้ยังไม่ได้เอ่ยวาจามากไปกว่านี้ แต่หัวใจก็ไม่ได้ต่อต้านอีกต่อไป ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างมั่นคง "ท่านแม่ แต่งตัวสวย ๆ ไว้นะ" "วันนี้มีอะไรกันอีก" เมื่อประตูเปิดออก เหล่านางกำนัลนับสิบคนกรูกันเข้ามาแต่งองค์ทรงเครื่องให้นางอย่างอ่อนโยน พร้อมยื่นชุดผ้าไหมสีขาวประดับลายมังกรเมฆทองไม่ใช่ชุดสามัญ แต่เป็นชุดเจ้าสาวของวังหลวง "เป็นพระราชบัญชาเพคะ วันนี้คือวันอภิเษกของพระองค์อย่างเป็นทางการ" หลี่ซืออวี้เบิกตาขึ้นเล็กน้อยเอ่ยคัดค้านอย่างงุนงง "อภิเษกอะไรกัน ข้าไม่รู้เรื่องมาก่อน พวกเจ้าจะทำอย่างนี้กับข้าไม่ได้นะ" นางกำนัลจึงอธิบายว่า "เหล่ากงกงแจ้งมาว่าเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ฮ่องเต้จึงจะประกาศราชโองการเพคะ" เสี่ยวไป๋ยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างพึงพอใจ ขฯะที่หลี่ซืออวี้หน้าตึงเพราะขัดพระบัญชาฮ่องเต้ไม่ได้ "มัดมือชกข้าชัด ๆ " "เรื่องมงคลเช่นนี้ท่านแม่ไม่ควรปฏิเสธนะขอรับ" ลานพระราชพิธี ท่ามกลางสายตาคนทั้งราชสำนัก ขุนนาง ข้าราชบริพาร นางกำนัลเหล่าทหารล้อมรอบลานพิธีที่ประดับด้วยผ้าไหมสีแด
ภายในท้องพระโรงหลังพิธีเฉลิมฉลองฟื้นฟูราชสำนักอีกหกเดือนต่อมา หลายเดือนมานี้หลี่ซืออวี้ยังรู้สึกว่านางไม่เป็นที่ชอบใจของขุนนางครึ่งวังหลวง เมื่อวันนี้มีโอกาสนางจึงทูลฮ่องเต้ถึงเรื่องนี้ เหล่าขุนนางมากหน้าหลายตานั่งอยู่ในตำแหน่งตามลำดับ บางคนยังมีสีหน้าขุ่นเคือง บางคนกระซิบกระซาบต่อกันถึง สตรีผู้อวดดี ที่กล้าท้าทายอำนาจวังหลวง หลงจิ่นเซวียนนั่งบนบัลลังก์ ท่าทางสงบนิ่ง แต่สายตาจับจ้องไปยังร่างของหญิงสาวในชุดเรียบง่ายสีอ่อนที่ยืนอยู่กลางท้องพระโรง นางคือหลี่ซืออวี้ นางเงยหน้าขึ้นพูดเสียงชัดกังวาน "ฝ่าบาท วันนี้หม่อมฉันมิได้มาในฐานะสตรีของท่านแต่มาในฐานะผู้ที่ไม่ได้ภักดีต่อใครนอกจากความจริง" เสียงกระซิบในหมู่ขุนนางเริ่มดังขึ้นทันที ขุุนนางคนหนึ่งฮึดฮัดเอ่ยขึ้น "สตรีผู้นี้บังอาจนัก! กล้าขึ้นเสียงกับฮ่องเต้เชียวหรือ!" หลี่ซืออวี้ปรายตามองอย่างไม่หวั่นไหว "ข้ารู้ว่าท่านทั้งหลายไม่ชอบข้า แต่หากไม่ใช่เพราะข้า ขุนนางกว่าครึ่งในที่นี้คงไม่มีโอกาสนั่งบนตำแหน่งเดิมอย่างสงบสุข" คำพูดนั้นทำให้บางคนชะงัก บางคนแสร้งไม่สบตา นางหันกลับมาหาฮ่องเต้ ที่นั่งนิ่งไม่พูด "ฝ่าบาท หม่อมฉันขอบททดสอบห
พระราชพิธีราชาภิเษกในท้องพระโรง ท้องพระโรงเต็มไปด้วยขุนนางผู้มาเฝ้ารับเสด็จฮ่องเต้ผู้ครองบัลลังก์องค์ใหม่ ท่ามกลางเสียงพิธีกรรมอันสง่างาม หลงจิ่นเซวียนได้กล่าวในพิธีอันเป็นมลคล "ข้าสาบานต่อหน้าสวรรค์และราษฎร ว่าจะปกครองบ้านเมืองด้วยความยุติธรรม สันติสุข และภักดีต่อราษฎรทุกคน" เสียงแซ่ซ้องและคำถวายพระพรดังสนั่น ทว่าดวงตาของฮ่องเต้แฝงความหนักแน่นและความคิดลึกซึ้ง ฮ่องเต้นั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปยังสวนพระราชวัง ด้านหลี่ซืออวี้ที่เตรียมตัวออกเดินทางนางหันไปมองลูกชายที่กำลังยิ้มสดใส "ข้าจะโตขึ้นด้วยตัวเอง แม้จะไม่อยู่ในวังหลวง" หลี่ซืออวี้และเสี่ยวไป๋สวมเสื้อผ้าธรรมดา เดินผ่านประตูใหญ่ของพระราชวังโดยไร้เงาของฮ่องเต้ ทั้งสองแม่ลูกก้าวออกไปสู่โลกภายนอก ท่ามกลางแสงแดดและลมพัดเบา ๆ เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝัน ยามสายแสงแดดอ่อนอุ่นทอแสงบาง ๆ ขบวนม้ารถเล็ก ๆ เคลื่อนไปอย่างเงียบเชียบ หัวหน้าขบวนคือหลี่ซืออวี้กับเสี่ยวไป๋ในชุดสามัญ ทั้งคู่ไม่มีราชโองการ ไม่มีการอำลาอย่างเป็นทางการ ทันใดนั้น เสียงเกือกม้าดังขึ้นราวกับพายุ สายลมแรงกรูเข้ามาพร้อมร่างหนึ่
กลางดึก เสียงเพรียกหวาดกลัวของสาวใช้ดังลั่นขณะที่เสี่ยวไป๋ถูกแบกเข้ามา เลือดซึมจากบาดแผลยาวบนสีข้าง หายใจรวยริน หลี่ซืออวี้ใบหน้าแข็งราวกับน้ำแข็ง "ออกไปให้หมด! เอายาห้ามเลือดมา แล้วปิดประตูให้แน่น" หลงจิ่นเซวียนยืนตัวแข็งอยู่ข้างประตู สายตาเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ขณะที่นางโน้มตัวเย็บแผลให้ลูกอย่างใจเย็นแต่มือสั่นเทา ริมฝีปากเม้มแน่น เงียบอยู่นาน ก่อนที่หลี่ซืออวี้จะพูดทั้งที่สายตายังจับจ้องที่แผล "ทำได้แม้กระทั่งเด็ก" หลงจิ่นเซวียนยืนยันหนักแน่นต่อหน้านาง "ข้าจะไม่ปล่อยให้นางลอบทำร้ายได้อีก ข้าจะส่งทหาร…" นางแทรกขึ้นทันที “เจ้ามันขี้ขลาด!” นางผุดลุกขึ้น หมุนตัวเผชิญหน้าเขา ดวงตากร้าวราวกับน้ำแข็งแตกกระจาย "ข้าไม่ใช่คนที่ต้องให้เจ้าปกป้อง แต่ลูกของข้าควรปลอดภัยในเขตของตัวเอง นี่น่ะหรือคือ อยู่ข้างข้าอย่างที่เจ้าพูด" "ข้าก็เจ็บไม่ต่างไปจากเจ้า นางเป็นแม่ของข้า ข้าพยายามเลือกทางที่ไม่ทำร้ายใคร" "แต่ข้าจะทำร้ายแล้ว! ฟังนะหลงจิ่นเซวียน ข้าไม่ใช่แม่พระ ข้าเคยเป็นนักฆ่า เคยเรียนวิชาพิษ เคยส่งคนตายโดยไม่ต้องเปื้อนมือ ข้าอดกลั้นเพื่อให้เจ้ามีศักดิ์ศรี แต่ครั้งนี้…" เสียงเงียบ
ห้องลับภายในตำหนักไทเฮายามค่ำ แสงเทียนส่องสลัวสะท้อนใบหน้าแก่ชราของไทเฮาที่ซีดเผือดเพราะโรครุมเร้า แต่ดวงตายังเต็มไปด้วยไฟแห่งความแค้นนางเอ่ยเสียงแหบพร่าแต่เด็ดขาด "ฆ่านางไม่ได้ ก็จงหั่นหัวลูกของนางเสีย" เสียงกึกของถ้วยชาตกลงพื้นเมื่อขันทีคนสนิทหน้าซีดเผือด พยายามทัดทาน "แต่เด็กคนนั้นคือ..." "ข้ารู้ว่ามันคือหลานข้า! แต่ข้าไม่เคยรับมัน! เด็กคนนั้นคือจุดอ่อนของนางหากทำให้มันเจ็บชีวิตนางก็จะต้องย่อยยับไปด้วย!" ภายในห้องเงียบงันไปชั่วครู่ ก่อนนางพูดเสียงแผ่วเย็นเฉียบ "ส่งคนในคราบนักเลงข้างนอกตำหนัก ทำให้ดูเหมือนอุบัติเหตุ อย่าให้สาวมาถึงข้าได้ เข้าใจหรือไม่" ขันทีกัดฟันพยักหน้า น้ำตาคลอเล็กน้อยอย่างจำยอม ลานหน้าตำหนักรองในเช้าวันถัดมา เสี่ยวไป๋วิ่งเล่นกับข้ารับใช้คนสนิท มือน้อยถือกังหันกระดาษหมุนตามลม เด็กชายหัวเราะเอิกเกริก ไร้เดียงสาต่ออันตรายที่ใกล้เข้ามา ในเงาของมุมกำแพง ชายชุดดำสามคนลอบเข้ามาเงียบเชียบ ดาบสั้นในมือแวววับอย่างน่ากลัว ก่อนที่พวกมันจะทันก้าวถึงร่างเล็ก เสียงคำรามหนึ่งดังขึ้นพร้อมเงาร่างสูงทะยานออกจากซุ้มไม้ไผ่ หลงจิ่นเซวียนส่งเสียงกร้าว "อย่าแตะต้องลูกข้า!
ณ ตำหนักรองแห่งวังหลวงแคว้นต้าหลง แสงคบเพลิงไหวระริกสะท้อนเงาใบหน้าคมคายขององค์รัชทายาทหลงจิ่นเซวียน ผู้กำลังนั่งนิ่งอยู่หน้ารายงานลับจากองครักษ์เงาจดหมายร้อยเรียงด้วยลายมือสั่นเทา'เป็นนางจริง ๆ นางมิใช่เพียงหมอสามัญ แต่มีความสามารถในการล้วงความลับ ล่อหลอก และทำให้ข้าต้องเปิดเผยทุกอย่างโดยไม่ได้ต
ยามเช้าของวันใหม่ หลี่ซืออวี้สวมชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย ข้างกายมีเสี่ยวไป๋เดินตามติดพร้อมถือถุงผ้าใส่ติดตัวอย่างสมุนไพร สองแม่ลูกเดินลัดเลาะไปยังทางตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งเงียบสงบแต่ผู้คนสัญจรไม่ขาดสาย"ตรงนั้นหรือขอรับท่านแม่" เสี่ยวไป๋ชี้ไปยังเรือนไม้เก่าหลังหนึ่ง อยู่ริมทางที่มองเห็นลำธารเล็ก ๆ ไห
เด็กทั้งกลุ่มมองมาตามเสียงรวมทั้งเสี่ยวไป๋ "ดูสิ นางผีโครงกระดูกมาช่วยลูกของมัน"เด็ก ๆ เริ่มหัวเราะเยาะนางเมื่อเห็นสภาพผู้หญิงผอมแห้งถือท่อนไม้ขนาดใหญ่ท่อนหนึ่ง ดูอย่างไรก็เหมือนโครงกระดูกเดินได้เสี่ยวไป๋วิ่งเข้าไปหานาง เขากางมือเล็ก ๆ ออกปกป้องไม่ให้คนอื่นเข้าใกล้"ท่านแม่อยู่ด้านหลังข้าขอรับ ข
เสียงกรีดร้องสุดท้ายของหญิงสาวผู้หนึ่ง ดังก้องในความทรงจำของลู่ชิงเหยียน ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงเธอเคยเป็นหมอที่ไม่ใช่หมอธรรมดา แต่เป็นหมอที่ใช้มีดผ่าตัดเป็นอาวุธ หมอนักฆ่าผู้ไร้หัวใจในโลกที่มืดมิดและไร้กฎเกณฑ์เธอเคยหลงตนว่าคนอย่างเธอไม่มีวันตายง่าย ๆ ทว่าในวินาทีที่มีดปักเข้ากลางหลังจากคนที่ไว







