LOGIN“มีเรื่องอันใดกัน” สตรีใบหน้าผุดผาดยืนสง่าในอาภรณ์สีชมพูเข้ม ใบหน้าแต่งแต้มสีฉูดฉาด แต่กลับไม่ได้ดูเหมือนนางเอกงิ้วอย่างที่ควรเป็น เพราะเจ้าตัวมีเครื่องหน้าจัดจ้านจึงทำให้ออกมาพอดีกัน ผมที่ลงน้ำมันจนเงาวับทุกเส้นเรียงตัวงดงาม ต่างจากฟานอวี้ที่เพิ่งเดินทางไกลมาลิบลับ
“บ่าวมีเรื่องที่ต้องให้คุณหนู…”
บ่าวหญิงเงียบลงทันทีเมื่อเห็นสีหน้ายามที่เรียกขานคนตรงหน้าว่าคุณหนู รู้ได้ทันทีว่าตนเองก้าวพลาดไปแล้วในศึกชิงตัวบุตรครั้งนี้
“ว่าที่นายหญิง เรียกขานให้ถูกต้องด้วย” บ่าวอีกคนที่เป็นคู่กรณีกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มร้าย
“เรียกขานเช่นนี้ข้าหาได้สั่งพวกเจ้า หากผู้ใดมาได้ยินเข้าจะไม่ดีเอา” สตรีในผืนผ้างดงามก้มหน้าส่งรอยยิ้มเขินอายออกไปอย่างน่าดูชม
จางฟานอวี้ที่ได้ยินว่าเป็นว่าที่นายหญิงก็หันไปหาบ่าวที่ตามมารับใช้ตนทันที ท่านวาณิชทั้งหลายแม้อายุจะลดหลั่นกันไปแต่ก็อยู่ในวัยที่ควรจะมีฮูหยินที่บ้านกันครบถ้วน จะมีก็แต่องค์ชายสามเท่านั้นที่ช่วงวัยเหมาะสมให้สตรีผู้นี้หมายปองเอาเป็นสามี
ฟานอวี้ยกยิ้มเพิ่งจะเข้าใจเดี๋ยวนี้ เหตุที่โจวหลงเฉิงดูเหมือนไม่มุ่งหมายในสตรีอาจเพราะมีฮูหยินคอยเอาใส่ใจในตัวตนถังเจาหลงอยู่แล้ว และนี่อาจเป็นเหตุที่ทำให้นางคุ้นตากับสตรีผู้นี้ก็เป็นได้
“อย่างไรก็ต้องเรียกขานให้เหมาะสมเจ้าค่ะ ว่าที่นายหญิงดูแลกลุ่มการค้าถังมาร่วมห้าปีแล้ว เป็นสตรีผู้เดียวที่ร่วมทุกข์สุขเคียงข้างนายท่าน จะมีสตรีใดเหมาะสมไปกว่านี้อีกเล่าเจ้าคะ”
“ตามนั้นแหละเจ้าค่ะคุณหนู” บ่าวที่ตามรับใช้ฟานอวี้ เมื่อได้ยินว่าบ่าวหญิงที่กำลังพูดประจบคุณหนูซูผิงผิง บอกสิ่งที่คุณหนูจางควรต้องทราบทั้งหมดแล้วก็พยักหน้ายืนยันตามนั้น
คนที่ไม่มีงานการใดให้ทำอย่างฟานอวี้เมื่อได้รู้เช่นนี้ก็หันกลับไปสนใจเหตุการณ์ตรงหน้าต่อ แม้อยู่ห่างออกมาเสียหน่อยแต่หากตั้งใจฟังก็สามารถได้ยินเนื้อความครบถ้วน นางอยากจะรู้นักว่าสตรีที่หลงเฉิงเลือกเอง โดยมิได้ใช้สถานการณ์บีบบังคับอย่างนาง หรือบิดาบังคับอย่างองค์หญิงต่างแคว้น จะมีใจคอเป็นอย่างไร
“เอาล่ะ พอทีๆ หากกล่าวมากกว่านี้เท้าของขาคงเดินเหินไม่ติดพื้นแล้ว ปัญหาที่เบาะแว้งกันคือเรื่องใดเล่า”
สรุปแล้วเรื่องราวที่บ่าวทะเลาะเบาะแว้งกันคือสิทธิ์ของความเป็นมารดาในตัวเด็กชายวัยห้าหนาวผู้หนึ่ง
“บ่าวเป็นมารดาผู้ให้กำเนิด ควรจะมีสิทธิ์ในตัวเสี่ยวผาในฐานะผู้เป็นมารดามิใช่หรือเจ้าคะว่าที่นายหญิง นางก็เป็นเพียงมารดาเลี้ยงเท่านั้น”
“แต่ข้าเลี้ยงดูเสี่ยวผามาไม่ต่างจากบุตรของตนเอง เจ้าเลิกรากับผาสู่ไปแล้ว มิเคยได้มาดูแลใกล้ชิด เมื่อสามีข้าตายแล้วยังจะมาพรากบุตรไปจากอกอีกหรือ”
“นั่นเพราะผาสู่ตั้งเงื่อนไขเอาไว้ยึดลูกไป ไล่ให้ข้าไปทำงานที่ท่าเรือ มิเช่นนั้นจะไม่แบ่งเงินให้ข้านำไปรักษามารดา วันนี้เขาไม่อยู่แล้ว เสี่ยวผาก็ควรจะได้เติบโตกับมารดาที่แท้จริงมิใช่สตรีที่มาสวมรอยเป็นมารดาเช่นนี้”
“ไม่จริงเรื่องมารดาป่วยเจ้ากุขึ้นมาเองทั้งสิ้น!” ฝ่ายแม่เลี้ยงโต้
“ใครบอกเล่าไอ้บุรุษเฮงซวยนั่นเชื่อถือมิได้!”
“ไม่จริง เจ้ามันคนโกหก!”
“เงียบ!” ซูผิงผิงตวาดลั่นทำให้ทั้งบริเวณเงียบลงในทันที
จางฟานอวี้ที่ยืนฟังอยู่ไกลๆ เริ่มขมวดคิ้วให้กับความซับซ้อนของสถานการณ์ คนหนึ่งเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดที่ถูกกีดกัน อีกคนคือมารดาที่เลี้ยงดูมาถึงห้าปี หากเรื่องนี้จะมีผู้ใดผิดย่อมเป็นบุรุษที่ตายทิ้งปัญหาไว้ มิใช่สตรีทั้งสองคนนี้ นางมองไปยังว่าที่นายหญิงที่ต้องตัดสินใจเรื่องที่จะชี้ชะตาอนาคตเด็กน้อยผู้หนึ่งอย่างไร
กร๊อบ แกร๊บ…
“นั่นผู้ใด” ว่าที่นายหญิงหันขวับมายังต้นเสียง ซึ่งคือเท้าขอฟานอวี้ที่เหยียบกิ่งไม้แห้ง
“เรียนว่าที่นายหญิง บ่าวได้รับคำสั่งให้พาญาติผู้น้องของนายท่านถังเดินชมจวนเจ้าค่ะ”
“ญาติผู้น้องของนายท่านงั้นหรือ” ซูผิงผิงมองฟานอวี้ตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างว่องไว จากนั้นก็เผยรอยยิ้มเป็นมิตรจนผิดปกติออกมาต้อนรับ “ญาติผู้น้องนั่นเอง นายท่านแจ้งเอาไว้ก่อนแล้ว ขออภัยที่มิได้ไปต้อนรับด้วยตนเอง งานการในจวนของหอการค้ามากมายนัก”
“เจ้าคะ? แจ้งไว้แล้วหรือ”
ฟานอวี้หลุบตาลงซ่อนสายตาสนุกสนานไว้กับตัวด้วยรู้ดีว่าไม่มีทางเลยที่องค์ชายสามจะแจ้งก่อน เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้เลย เพราะตัวตนความเป็นญาติผู้น้องก็เพิ่งจะอุปโลกน์กันขึ้นมาหยกๆ ไม่ผิดหวังที่นางอยู่รอดูนิสัยใจคอของสตรีที่โจวหลงเฉิงเลือกเอง
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้…
“โกหก” ฟานอวี้พึมพำเบาๆ โดยที่ใบหน้ายังประดับรอยยิ้มรับแขกเช่นเดิม นางจดเอาไว้ในใจแล้วว่าสตรีผู้นี้พูดอันใดก็ได้ให้เสมือนว่าตนเองสำคัญ และรู้สิ่งต่างๆมากกว่าผู้อื่น
“คุณหนูท่านนี้ว่าอันใดนะเจ้าคะ” คุณหนูซูเอ่ยถามเหมือนจะได้ยินบางอย่างแต่ไม่มั่นใจนัก
“ไม่มีอันใดเจ้าคะ ข้ากำลังชมต้นไม้ ได้ยินว่าเหมือนจะมีการโต้เถียง ควรไปตามพี่ชายข้ามาตัดสินหรือไม่” ฟานอวี้ก้มมองบ่าวที่ต่างคนต่างก็มีน้ำตาอาบแก้ม
“ไม่จำเป็นเจ้าค่ะ เรื่องราวในจวนนี้นายท่านให้อำนาจข้าในการตัดสินใจปัญหาต่างๆ ไม่จำเป็นต้องไปรบกวนการประชุม”
“อ๋อ เจ้าค่ะ” ฟานอวี้ยิ้มรับ หากนางไม่เห็นด้วยกับการตัดสินอย่างไรก็คงแจ้งองค์ชายสามเป็นแน่
“คุณหนูเองก็อยู่ตรงนี้ได้นะเจ้าคะ มิต้องไปแอบฟังจากที่ใด” ซูผิงผิงพูดเหน็บแนมออกไป
“อย่าได้พูดเช่นนั้นออกมาอีก ข้ามิได้แอบฟังแต่ต้น การยืนชมต้นไม้แล้วมีเรื่องแว่วมาเข้าหูข้าเอง จะเอามากล่าวต่อไปว่าญาติผู้น้องของนายท่านถังแอบฟังบทสนทนาของผู้อื่นคงไม่ได้” ฟานอวี้มีสีหน้าฉายชัดว่าไม่พอใจ แม้ว่านางจะแอบฟังอยู่จริง ก็ไม่ใช่เรื่องที่สตรีผู้นี้จะเอามาพูดหักหน้าให้บ่าวเห็นเช่นนี้ได้
“ไว้จะกำชับบ่าวไพร่ไม่ให้พูดต่อกันผิดๆ” ซูผิงผิงยิ้มเล็กน้อย หันไปหาบ่าวที่รอคำตัดสินทันที ไม่เปิดโอกาสให้ฟานอวี้ได้ตอบโต้กลับมาอีก “เอาล่ะเมื่อไม่มีผู้ใดต้องการสละเสี่ยวผาไปเช่นนั้นข้าจะรับซื้อไว้เอง”
“ไม่ขายเจ้าค่ะ!” มารดาเลี้ยงตอบด้วยความขุ่นเคือง
“บ่าวไม่อาจขายบุตรในครรภ์ได้หรอกเจ้าคะ” มารดาผู้ให้กำเนิดสะอื้นออกมา
“ห้าตำลึงเงิน” ผิงผิงกล่าว
“เช่นนั้นว่าที่นายหญิงเอาไปเลยเจ้าค่ะ” มารดาแท้ๆของเด็กตอบทันที “ตกลงไปสิคนละครึ่งเป็นเงินไม่น้อยเลย”
“หุบปากต่อให้พันตำลึงทองข้าก็ไม่ขายบุตรแน่ นังมารดาสารเลว”
“มี่มี่พิสูจน์แล้วว่ามีจิตใจของมารดาเต็มเปี่ยม ข้าตัดสินให้เสี่ยวผาอยู่กับนาง ผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์พรากเอาตัวไป” คุณหนูซูกล่าวจบก็เกิดเสียงโวยวายขึ้นทันที
ด้านหนึ่งคือเสียงก่นด่าว่าถูกหลอก อีกด้านคำนับขอบคุณไปร้องไห้ไป ส่วนบ่าวที่เหลือต่างก็ยกยอว่าที่นายหญิงว่าฉลาดหลักแหลมเหมาะสมกับนายท่านเป็นหนักหนา
“สมแล้วที่เป็นว่าที่นายหญิง พิสูจน์คำโกหกได้ด้วยเพียงไม่กี่ประโยค”
ฟานอวี้กลอกตาลูกไม้อย่างนี้นางก็รู้จากหนังจากละคร มิใช่ว่าวิเศษอันใดหนักหนา แต่เมื่อนึกได้ว่าคุณหนูผู้นี้คิดได้ด้วยตนเองมิใช่จำผู้อื่นมา ก็มีสีหน้าสลดลงด้วยความท้อใจที่ไม่อาจเป็นคนฉลาดเช่นนั้นได้บ้าง
“ไปเถอะ ข้าอยากนอนพักสักหน่อย” ฟานอวี้หันไปสั่งบ่าวของตนที่เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่รู้ชื่อ “จริงสิเจ้าชื่ออันใดกันเล่าจะได้เรียกถูก”
“ข้าน้อยชื่อว่ากงอี้เจ้าค่ะ คุณหนูกล่าวลาว่าที่นายหญิงก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องหรอก ยืนรับคำชมจนหน้าบานเช่นนั้นจะมาสนอันใดกับข้ากัน”
“ลาก่อนเถิดเจ้าค่ะจะได้ไม่ถูกต่อว่าตามหลัง” กงอี้เอ่ยเตือน
“ก็ได้ๆ จะลาให้มันจบไป” ฟานอวี้หันกลับไปยังทิศที่ว่าที่นายหญิงของบ่าวไพร่ยืนอยู่ก่อนออกปาก “ข้าไปนะเจ้าคะ”
“นั่น…ข้าลาแล้ว ไปกันเถอะ”
สิ้นคำบอกปัดกงอี้ก็ไม่อาจโต้เถียงได้ต้องยอมพาคนไปพักผ่อน ได้แต่ลอบถอนใจว่าคุณหนูซูย่อมต้องถือเอาความเป็นแน่ ความบ้าอำนาจของคุณหนูผู้ดูแลบัญชีของจวนหอการค้ามีใครบ้างที่ไม่เคยลิ้มรส หากไม่ยอมสยบเลียแข้งขา ย่อมตกเป็นเป้าหมายการกลั่นแกล้ง คุณหนูที่นางต้องดูแลทั้งโต้เถียง และไม่ยอมกล่าวอำลาอย่างนอบน้อมก่อนแยกจาก ย่อมถูกจดชื่อลงบัญชีดำของซูผิงผิงเป็นแน่
บทส่งท้าย หงส์เคียงมังกรหลังสงครามยุติตามการลงนามของโจวหลงเฉิงในฐานะฮ่องเต้พระองค์ใหม่ เขาไม่ได้คิดถึงการขยายแผ่นดินก่อนสิ่งใด แต่คิดถึงการทำให้แผ่นดินที่มีอยู่กลับมาแข็งแรงดังเดิม เมืองชายแดนที่พังทลายได้รับการฟื้นฟู ถนนหนทาง คูคลอง สะพาน ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว กรมโยธาถูกส่งออกไปทุกทิศที่สำคัญคือไม่มีการเก็บภาษีเพิ่มจากชาวบ้าน เหมืองทองตามแผนที่ในมิติของฟานอวี้ถูกขุดมาใช้เพียงสองแห่ง ส่วนที่เหลืองทั้งฟานอวี้และหลงเฉิงตกลงว่าจะไม่แตะต้องหรือโลภมากไปเอามา เพราะเพียงเท่านี้รายได้จากทองคำมากพอจะซ่อมบ้านเมือง สร้างยุ้งฉาง สำนักศึกษา และสถานพยาบาล ทำให้ผู้คนมีงานทำ มีข้าวกิน และเริ่มยิ้มได้อีกครั้งหลา
บทที่ 84 ไม่ปิดบังเรื่องใดอีกขณะเดียวกันคณะทูตจากแคว้นโม่เองกำลังเดินทางขอมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้พระองค์ใหม่ของแคว้นโจว จุดมุ่งหมายเพื่อเจรจาสงบศึก แต่โจวหลงเฉิงจะยินยอมหรือไม่นั้นเป็นอีกประการหนึ่งหลงเฉิงเห็นแล้วว่ากองทัพของแคว้นโจวที่นำด้วยปืนใหญ่และระเบิดสามารถเอาชนะแคว้นศัตรูได้ไม่ยากเย็น และแสนยานุภาพจากการทำลายทัพใหญ่ของแคว้นโม่ก็เพียงพอที่จะทำให้แคว้นอื่นไม่กล้าคิดพิเรนทร์ในช่วงเวลานี้ในช่วงเดียวกันนี้แคว้นเปาที่นำโดยจวิ๋นอ๋องก็นำคณะทูตมาหวังว่าเงื่อนไขที่เคยตกลงร่วมกันในรัชสมัยของฮ่องเต้พระองค์ก่อนจะยังคงไว้ตามเดิม เพราะหากแคว้นโจวคิดจะทำให้แคว้นเปายอมเป็นแคว้นบรรณาการก็คงไม่ยากเกินไปนัก
บทที่ 83 ไม่คู่ควร“ตกลงแล้วเมื่อใดตงฟูจะกลับมาเมืองหลวงเพคะ” โจวฮุ่ยฟางเฟยที่เพิ่งจะยอมออกมาจากตำหนักน้ำค้างของมารดาเอ่ยถามพี่ชาย คืนนั้นที่เสิ่นม่านหนิง น้องชายที่ยังเป็นทารก และฟานอวี้ถูกนำตัวไป แม้ฟางเฟยจะไม่ถูกทำร้ายทางกายมากมายแต่กบฏกลุ่มนั้นสร้างแผลใจใหญ่เอาไว้ สายตาที่กบฏทั้งสองมองมาหยาบคายติดตาจนไม่อาจลืมเลือนโชคดีที่นางคิดอ่านได้รวดเร็วโกหกออกไปว่ากำลังตั้งครรภ์ จึงไม่ถูกทำลายศักดิ์ศรี เต๋อเฟยใช้โอกาสที่กบฏผู้นั้นกำลังตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร เสนอตัวให้พวกเขาทำกับนางอย่างที่คิดจะทำกับบุตรสาวแทน แม้เสิ่นว่านจูจะมีอายุ แต่ความงามไม่อ่อนด้อย และหากเทียบกันแล้วอาจงดงามกว่าองค์หญิงห้าเสียด้วยซ้ำผู้เป็นมารดารอให้บุรุษน่าตายเข้าใกล้ แล้วปักปิ่นพิษที่ซ่อนไว้กับต
บทที่ 82 ไฟลามจางเมิ่งฟานอวี้ถูกยื้อชีวิตไว้ได้ราวกับปาฏิหาริย์ บาดแผลจากระเบิดไม่ได้น่าเป็นห่วงนัก นางเพียงแค่มีแผลภายนอกและอาการฟกช้ำ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือครรภ์นี้ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก ทั้งยังไม่แข็งแรงด้วยยาห้ามครรภ์ที่เคยดื่มเมื่อครั้งที่หมอหานเข้าใจผิด“หนทางที่ดีที่สุดคือการให้พระชายานอนนิ่งๆ จนกว่าครรภ์จะแข็งแรง”“เมื่อใดหลานข้าจึงจะฟื้นกันหมอหาน” โม่ซินอี๋ถูกรับตัวเข้าวังมาเมื่อสามารถจัดการให้อยู่ในความสงบได้แล้ว“ย่อมขึ้นอยู่กับเง็กเซียนแล้วฮูหยินผู้เฒ่า แม้ผู้คนจะเชื่อว่าตัวข้าเป็นหมอเทวดา แต่ในท้ายที่สุดข้าก็เป็นเพียงบุรุษผู้หนึ่ง ไม่มีสิ่งใดที่ข้าอาจหาญทำได้มากกว่านี้แล้ว”&
บทที่ 81 อาวุธนี้ข้าคิดค้นหนึ่งก้านธูปก่อนวังหลวงถูกล้อมเอาไว้ กลองตีดังสนั่นเป็นสัญญาณการรบดังตั้งแต่ยามอิ๋น ปลุกคนทั้งวังหน้าและวังหลังให้ตื่นตัวอย่างพร้อมเพรียง“เสด็จแม่!” โจวฮุ่ยฟางเฟยตื่นขึ้นเป็นคนแรกรีบหันไปเขย่ากายผู้เป็นมารดาเจ้านายฝ่ายหญิงทั้งสี่ตัดสินใจนอนรวมในห้องเดียวกัน เผื่อไว้ว่าวันหนึ่งเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจะไม่พลัดหลงไปจากกัน เมื่อทยอยตื่นกันแล้วจางเมิ่งฟานอวี้ที่ท้องอ่อนๆ อยู่ หันมองเสิ่นเจี๋ยอวี๋หลานสาวของแม่สามีด้วยความเห็นใจ คนที่ทุกข์ใจจนปวดร้าวเห็นทีจะเป็นม่านหนิง หากว่าโจวซ่งหลงสังหารองค์ชายน้อยขึ้นมา คนที่อดหลับอดนอนดูแลคงใจสลาย“เราคาดการณ์เรื่องนี้กันไว้แล้ว อย่าได้
บทที่ 80 บุกวังหลวงยามเมื่อมีสงครามระหว่างแคว้นคล้ายว่าคนทุกฝ่ายคล้ายว่าจะเงียบหายตึงเครียดกันจนความรู้สึกไม่มั่นคงแผ่กระจายไปทั่วแคว้น เมืองหลวงที่เคยคึกคักก็กลายเป็นดั่งเมืองร้าง มีเพียงร้านถ่านร้านข้าวสารที่ยังขายของกันได้เพราะเป็นสิ่งจำเป็น จะมีเรื่องเอะอะเดียวก็เพียงขบวนของชินอ๋องที่มุ่งหน้าไปยังแดนตะวันตกอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกรเมื่อหลายวันก่อน ชาวบ้านไปส่งขบวนแน่นหนาจนแทบเดินแทรกไม่ได้ ด้วยเป็นสงครามใหญ่ แม้ไม่อาจร่วมรบแต่ชาวบ้านก็ต้องการมีส่วน เสบียงแห้งมากมายถูกยัดเยียดให้ขบวนขององค์ชายสามซูผิงผิงเองก็อยู่ท่ามกลางชาวบ้านเช่นกัน นางถูกส่งมาสอดส่องความเป็นไปของเป้าหมายสำคัญทั้งหลาย ครั้งก่อนนางหนีทหารที่ติดตามตัวมาจากวังสามแทบไม่ทัน แต่ครั้งนี้นางแทรกตัวอยู่กับฝูงชน หากจะกลืนหายไปย่อมง่ายดายกว่า เมื่อดูจนพอแล้วจะค่อยๆ หลบ
บทที่ 67 ชินอ๋องใจร้ายจางเมิ่งฟานอวี้เป็นลมหมดสติไปก่อนที่จะได้เห็นว่าชินอ๋อง นำตัวหมอหลวงกลับมาที่จวนจางสายหลัก แต่ทว่าหมอหลวงก็ไม่อาจช่วยเหลือจ
บทที่ 58 เลือกทางใด“ไม่เป็นอันใด พวกจ้าตกลงกันเรียบร้อยแล้ว และข้าอยากแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าคำนินทาทำอันใดข้าไม่ได้” หลี่ม่านม่านตอบด้วยดวงตามุ่งมั่นมั่นคง เรียกให้ผู้ใหญ่โดยร
บทที่ 55 งามหรือไม่ในที่สุดชินอ๋องโจวหลงเฉิงก็สะสางทุกอย่างเสร็จสิ้น ทั้งงานภายในของกองทัพ และการตั้งเหมืองเองก็พร้อมที่จะเริ่มการหยกส่งเข้
บทที่ 38 จวนจางสายรองรถม้าที่ติดป้ายสัญลักษณ์ของวังองค์ชายสามในเมืองหลวงแล่นมาจอดหน้าจวนเล็กๆ ที่จางหวนกงซื้อไว้ให้ฮูหยินอยู่ เพื่อที่จะได้ไม่ต้อ







