Share

บทที่ 21 ข้าไม่ได้ทำ

last update Tanggal publikasi: 2026-03-24 22:04:32

บทที่ 21 ข้าไม่ได้ทำ

“ตระกูลซู…ขุนนางในเมืองรองขั้นเจ็ดหรือแปด ข้าพอจะกล่าวถูกหรือไม่” ฟานอวี้ถามกงอี้ออกไปเบาๆ

“เจ้าค่ะคุณหนู นางคือคุณหนูซูผิงผิง” กงอี้กระซิบบอก

“ที่แท้ก็เป็นเจ้า หมายความว่าอันใด นายท่านก็กล่าวถึงข้าให้ฟังบ้างใช่หรือไม่ หึ รู้แล้วสินะว่าตัวข้าน่ะสำคัญเพียงใด!”

       ซูผิงผิงตะคอกประโยคนั้นจบ นางก็สูดหายใจเข้าจนเต็มปอด รอยยิ้มที่ฟานอวี้ตีความไม่ออกปรากฏขึ้นพร้อมกับฝ่ามือที่ตวัดลงบนใบหน้าของผิงผิงเองหลายครั้งหลายครา

“บ้าไปแล้ว พวกเจ้าห้ามนางสิ รักนักหนามิใช่หรือว่าที่นายหญิงผู้นี้”

       ฟานอวี้เริ่มโวยวายเมื่อเห็นว่าบ่าวที่ห้อมล้อมซูผิงผิงอยู่ไม่ขยับกายแม้แต่น้อย ทุกคนมองดูคุณหนูซูตบตีบีบคอตนเองนิ่งๆ มีแค่เพียงจางฟานอวี้ และบ่าวหญิงกงอี้ที่ตกใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า

       เรื่องนี้ไม่แปลกนักสำหรับบ่าวที่อยู่กันมานาน เพราะเป็นลูกไม้ที่ผิงผิงเคยใช้ขับไล่บ่าวหญิงที่องค์ชายสามให้ความสนใจมากกว่าบ่าวคนอื่นมาแล้ว บ่าวหญิงที่หน้าตาพริ้มเพราผู้นั้นถูกลงโทษโดยท่านวาณิชผู้หนึ่ง เขาสั่งโบยและนำออกไปขายเป็นตายไม่มีผู้ใดล่วงรู้ บ่าวหญิงที่หน้าตาดูดีหน่อยมักจะถูกจัดการเช่นนี้เสมอ เพียงแต่เป็นการจัดการเมื่อโจวหลงเฉิงไม่อยู่ในหอการค้า

       ทว่าครั้งนี้ต่างออกไป เมื่อฟานอวี้มากับคนที่นางหมายปองย่อมต้องเสี่ยงจัดการในยามที่อยู่กันพร้อมหน้า ผิงผิงบีบคอตนเองจนมีรอยแดง กระชากให้ผมหลุดลุ่ย ขยี้ชาดบนใบหน้าให้เปรอะเปื้อน

“สตรีผู้นี้จิตใจไม่ปกติแล้ว” ฟานอวี้ร้องกลางสวน นางทำท่าจะเข้าไปดึง แต่เมื่อดูมือที่เลอะดินของตนเองก็เกิดเปลี่ยนใจ “กงอี้เรื่องนี้ข้าจัดการไม่ได้ เจ้าไปตามญาติผู้พี่มาเถิด”

       บ่าวหญิงวัยสิบห้าหนาวที่มาจากหมู่บ้านเล็กๆ ที่ผู้คนไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันยินดีวิ่งออกไปทันที แม้ไม่อยากทิ้งคุณหนูไว้ผู้เดียว แต่หากคุณหนูซูหันมาทำร้ายว่าที่นายหญิงตัวจริงอย่างคุณหนูของนางเข้าเรื่องราวคงใหญ่โตเกินกว่านี้แน่

“นายท่านถัง!”

.

.

.

       ในสวนนั้นผิงผิงรอจนกระทั่งได้ยินเสียงผู้คนมุ่งหน้ามายังสวนข้างบ่อน้ำจึงได้ทิ้งตัวลงกับพื้นบีบน้ำตาร้องไห้ฟูมฟายออกมา

“คุณหนูอย่าทำข้าเจ้าค่ะ ข้าจะสั่งทุกคนให้หยุดเรียกข้าว่าว่าที่นายหญิงตามที่คุณหนูต้องการเอง ฮือ ฮือ” ผิงผิงห่อไหล่ห่อตัวกุมใบหน้าอยู่กับพื้น

“…” ฟานอวี้ไม่โต้ตอบสิ่งใด นางยืนนิ่งปล่อยให้อีกฝ่ายพร่ำเพ้อไปลำพัง

       ความคิดจางฟานอวี้กลับไปหยุดอยู่ที่วังรองในชาติก่อน หลายครั้งนางจะได้ยินว่าองค์ชายรองมีแขกมาพบ เป็นขุนนางปลายแถวไม่สำคัญจากตระกูลซู มีเพียงเรื่องเดียวที่ทำให้จดจำได้คือความประหลาดใจว่าเหตุใดขุนนางเล็กๆ ผู้หนึ่งถึงได้เข้าวังมาคุยงานในห้องปิดมีลับลมคมในอย่างนั้น 

       คิดไปถึงตรงนั้น เมื่อมองเห็นผมที่ตกลงมาปรกใบหน้าไปกึ่งหนึ่ง ก็จำได้บ้างแล้วว่าตนเองเคยเห็นซูผิงผิงที่ไหน ที่แท้แล้วนางคือผู้ที่นำข้าวของคุณไสยมาให้ยัดเยียดใส่ร้ายองค์ชายสาม เมื่อปิดใบหน้าในรูปแบบเดียวกันกับชาติก่อนนั้นจึงทำให้นางมองออกว่าคุ้นได้เช่นไร

“ข้าเจ็บถึงเพียงนี้เหตุใดยังกล้ายืนเงียบอยู่อย่างเดิม” ผิงผิงไม่พูดเปล่า นางขยับกายเข้ามาใกล้ ฟานอวี้รีบนำมือทั้งสองหลบหลังตนเองเอาไว้ ถอยตัวหนีจากซูผิงผิงจนแผ่นหลังชนเข้ากับองค์ชายสามที่เดินมาถึงแล้ว

“ข้าไม่ได้ทำนะเจ้าคะ” ฟานอวี้เงยหน้าบอกก่อนจะขยับมายืนในระยะห่างที่เหมาะสม

       บัดนี้สวนข้างบ่อน้ำที่อยู่คนละฝั่งกับห้องประชุม มีท่านวาณิชทั้งหลาย และสตรีท่านหนึ่งที่นางคาดไว้ว่าจะเป็นฮูหยินของใครสักคนในที่แห่งนี้ยืนอยู่พร้อมหน้า

“ฮูหยินต๋า ญาติผู้น้องของนายท่านถังตบตีข้าด้วยหึงหวงที่บ่าวเรียกขานข้าว่าว่าที่นายหญิง ฮูหยินต๋าโปรดมอบความเป็นธรรมแก่ข้าด้วย ฮือฮือ”

“ป้าจะช่วยเจ้าเอง” ฮูหยินเอกของท่านวาณิชให้บ่าวรีบเข้าไปประคองซูผิงผิง

       แรกเริ่มคนทั้งหลายคิดว่าคุณหนูจางฟานอวี้เพียงแค่เข้ามาเห็นเหตุการณ์เท่านั้น ด้วยแม่นางน้อยที่ถังเจาหลงพามามิได้ออกอาการโวยวายหรือทำสิ่งใดให้เห็นเลย แต่เมื่อคำกล่าวโทษชี้ตัวว่าเป็นนางที่ทำให้คุณหนูผู้ทำงานอย่างแข็งขันมายาวนานเกือบหกปีบาดเจ็บ ก็อดไม่ได้ที่จะส่งสายตาผิดหวังไปหา

“ข้าขอยืนยันกับทุกท่านเจ้าค่ะ ว่าตัวข้ามิได้ทำเรื่องไร้ความคิดเช่นนั้น ยิ่งกล่าวว่าทำไปเพราะหึงหวงยิ่งเป็นไปไม่ได้ คุณหนูซูผู้นี้ตบตีตนเองอย่างบ้าคลั่งหวังป้ายความผิดให้ข้าเจ้าค่ะ”

“ถือว่าเป็นญาติผู้น้องของนายท่านแล้วจะกล่าววาจาอันใดก็ได้งั้นหรือ แม่นางซูผิงผิงดูแลบัญชี ทั้งยังช่วยท่านพ่อบ้านดูแลความเป็นไปในจวน นางจะเป็นสตรีไม่สมประดีตบตีตนเองไปได้อย่างไร” ท่านวาณิชต๋ากล่าว

“นั่นสิ แม่นางน้อยซูอ่อนหวานเรียบร้อย จะเป็นคนเช่นนั้นไปได้อย่างไร นางเจ็บไปหมดถึงเพียงนี้แล้ว รีบกล่าวขออภัยเถิด ถึงอย่างไรเป็นถึงญาติของนายท่านยังพอจะอภัยกันได้หากรู้ความผิดตน” ท่านวาณิชอาวุโสกล่าว

“พวกท่านลองมองข้าให้ดีเสียหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ บนตัวของข้าเหมือนทะเลาะเบาะแว้งกับผู้ใดมาหรือไม่” ฟานอวี้สูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดผมนางก็ยังเรียบร้อยดี อาภรณ์ที่ใส่ก็ปกติดีทุกอย่าง แต่สภาพของผิงผิงเหมือนคนกลิ้งตกเขาสิบตลบก็ไม่ปาน 

“ข้าต้องเก่งกาจเพียงใดกันเจ้าค่ะ จึงจะทะเลาะกับคนให้ไม่ถูกตบกลับแม้เพียงครั้งเดียว”

“นั่นเป็นเพราะข้าไม่กล้าโต้ตอบเพราะเห็นว่าคุณหนูเป็นถึงญาติผู้น้องของนายท่าน” ซูผิงผิงรีบแก้ตัวด้วยเสียงแข็งกร้าวก่อนจะปรับให้ค่อยๆ อ่อนโยนลง

“อ๋อ แล้วพวกพ้องที่มาก็ต่างไม่ช่วยเหลือเจ้าด้วย เช่นนี้หรือ” ฟานอวี้ถามชี้ช่องโหว่ หากมีคนถูกทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียวต่อให้เป็นนายก็คงต้องมีคนจับรั้งไว้บ้าง

“พวกนางเป็นบ่าวย่อมไม่กล้าห้ามเจ้า” ฮูหยินต๋าส่ายหน้าไม่พอใจ “เห็นชัดอยู่แล้วว่านางเจ็บหนัก จะพูดวกวนหาเหตุผลให้ไม่ต้องรับผิดหรือ แม้เป็นญาติกันนายท่านถังก็ต้องยุติธรรม ไม่เช่นนั้นจะปกครองคนได้อย่างไร”

“เจ้ามีพยานหรือไม่” องค์ชายสามหันมาถามกับฟานอวี้

“ก็มีเพียงกงอี้ที่เป็นพยานให้ได้ บ่าวสี่คนนั้นอย่างไรก็ต้องเข้าข้างคุณหนูซูของท่านพี่อยู่แล้วเจ้าค่ะ” จางฟานอวี้ว่าจบก็สะบัดหน้าหนี แทนที่เขาจะเข้าข้างนางกลับมาถามหาพยาน

“ก็คุณหนูทำร้ายว่าที่…เอ่อคุณหนูซู ทำร้ายหนักมากจริงๆ” หนึ่งในสี่บ่าวที่มากับผิงผิงกล่าว

“ขอโทษไปเถิดเจ้าค่ะ จะได้เลิกแล้วต่อกัน พวกเรารู้ดีแก่ใจว่าไม่ได้ทำ” กงอี้ที่เริ่มมองไม่เห็นทางว่าคุณหนูจางจะพลิกมาชนะได้อย่างไรเสนอให้ยอมรับไป

“ไม่มีทาง ข้าไม่มีวันขอโทษกับสิ่งที่ไม่ได้ทำ”

“นายท่านให้ความเป็นธรรมกับข้าด้วย หากต้องเจอเรื่องอยุติธรรมเช่นนี้ผิงผิงขอปลิดชีพตนเองเสียดีกว่า” สิ้นคำนางก็ตีอกชกตัวจนเซจนแทบจะล้มนอนลงกับพื้นหญ้า เดือดร้อนคนต้องคุกเข่าประคองขึ้นมา

       จางฟานอวี้รอให้ฉากงิ้วของศัตรูจบลงก่อน จากนั้นก็ยิ้มออกมาบางๆ โชคดีที่วันนี้สมองของนางทำงานเต็มกำลังจึงมีทางออกให้เหลือรอด 

“เมื่อครู่ที่ญาติผู้พี่เข้ามา ข้าถอยไปชนถูกไหมเจ้าคะ”

“ใช่ เจ้าชน”

“ฟานอวี้อยากขอให้ทุกท่านสังเกตให้ดีว่าบนเนื้อผ้าของอาภรณ์นี้มีอันใดผิดแปลกไปบ้างหรือไม่”

       นางพยักหน้าให้คนเข้าไปดูจากนั้นวาณิชที่หนุ่มกว่าผู้อื่นจึงหยิบเศษหญ้าแห้งออกมาวางในมือตน “เศษดินและหญ้าแห้ง”

“ฮูหยินต๋ารบกวนตรวจสอบด้วยว่าบนใบหน้าและอาภรณ์ของคุณหนูซูมีสิ่งเหล่านี้บ้างหรือไม่”

       ฮูหยินต๋ารีบเข้าไปสำรวจก็เห็นเพียงความยับยู่ยี่ ร่องรอยฟกช้ำแต่ไม่มีดินหรือหญ้าติดมาเลย

“ส่วนนี้มือของข้าเองเจ้าค่ะ มีเศษดินและหญ้าติดมากมายไปหมด ด้วยก่อนที่จะมีผู้ใดมาข้ามาถอนวัชพืชออกเพื่อคลายความเครียดเล็กน้อย”

“แล้วมันยังไง เจ้าจะพูดบ้าอันใด” ซูผิงผิงลุกยืนดวงตาเริ่มอยู่ไม่นิ่ง

“คุณหนูซูอ้างว่าถูกข้าตบแต่ไม่เลอะสักนิด ญาติผู้พี่ถูกชนเพียงครู่เดียวกลับมีหลักฐานหลงเหลือ มันไม่แปลกไปหน่อยหรือ”

       คำพูดนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของซูผิงผิงแตกสลายในสายตาของผู้มีอำนาจอย่างแท้จริงในหอการค้าแห่งนี้ สายตาที่มองไปนั้นเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ผิดหวัง และรังเกียจ

“เหตุใดทุกคนมองผิงผิงเยี่ยงนี้ ข้าทุ่มเทให้แก่หอการค้าไปมากมายถึงเพียงนี้เห็นใดจึงส่งสายตามาราวกับว่าข้าเป็นตัวประหลาด” 

       ซูผิงผิงปาดน้ำตาวิ่งหนีออกไปก่อนที่จะถูกสั่งลงโทษ นั่นทำให้ฟานอวี้ถึงกับทำหน้าเหวอไปต่อไม่ได้เลยทีเดียว

“วิ่งหนีก่อนตัดสินความผิดเช่นนี้ทำได้หรือเจ้าคะ ใส่ร้ายจนข้าเกือบเอาตัวรอดไม่ได้เชียว” ฟานอวี้ปัดเศษดินออกจากมือ ฮูหยินต๋านำผ้าปัดมาเช็ดช่วยด้วยอีกทาง เพราะความรู้สึกผิด

“หนีไปก็เท่านั้น ก่อเรื่องเช่นนี้อย่างไรก็ต้องถูกลงโทษ” องค์ชายสามกล่าวเสียงเรียบ ที่จริงเขาเชื่อตั้งแต่เห็นสภาพคนแล้ว ตบตีกันแต่คนหนึ่งยังดูปกติทุกอย่าง ไม่มีทางเป็นไปได้ ต่อให้ทำอยู่ฝ่ายเดียวก็ต้องหัวกระเซิงเพราะออกแรงบ้าง แต่ที่ต้องถามก็เพราะอยากให้ดูยุติธรรมก็เพียงเท่านั้น “เกลียดที่สุดคือคนโกหก”

“…นางอาจมีเหตุผล” ฟานอวี้ชะงักไป ด้วยตัวนางก็มีเรื่องที่โกหกเขาเอาไว้เช่นกัน

“จะเหตุผลอะไร คนโกหกก็คือคนที่น่ารังเกียจที่สุด”

“อ่อ” นางพยักหน้าช้าๆ 

งั้นชาตินี้ก็อย่าได้รู้ความจริงเลยเพคะ 

“ไปพักเถอะ” โจวหลงเฉิงกล่าวพลางจะเอื้อมมือไปประคองพาให้ฟานอวี้กลับห้องรับรอง แต่เขาต้องขมวดคิ้วเมื่อฟานอวี้เบี่ยงตัวหลบทั้งยังหันมาทำสีหน้าไม่พอใจใส่

“อย่าจับเจ้าค่ะ” ฟานอวี้ขมวดคิ้วขุ่นอยู่ไม่น้อย “คนพูดกันให้ทั่วหมดแล้ว เหตุใดจึงไม่หยุดทำเช่นนี้”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทส่งท้าย หงส์เคียงมังกร

    บทส่งท้าย หงส์เคียงมังกรหลังสงครามยุติตามการลงนามของโจวหลงเฉิงในฐานะฮ่องเต้พระองค์ใหม่ เขาไม่ได้คิดถึงการขยายแผ่นดินก่อนสิ่งใด แต่คิดถึงการทำให้แผ่นดินที่มีอยู่กลับมาแข็งแรงดังเดิม เมืองชายแดนที่พังทลายได้รับการฟื้นฟู ถนนหนทาง คูคลอง สะพาน ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว กรมโยธาถูกส่งออกไปทุกทิศที่สำคัญคือไม่มีการเก็บภาษีเพิ่มจากชาวบ้าน เหมืองทองตามแผนที่ในมิติของฟานอวี้ถูกขุดมาใช้เพียงสองแห่ง ส่วนที่เหลืองทั้งฟานอวี้และหลงเฉิงตกลงว่าจะไม่แตะต้องหรือโลภมากไปเอามา เพราะเพียงเท่านี้รายได้จากทองคำมากพอจะซ่อมบ้านเมือง สร้างยุ้งฉาง สำนักศึกษา และสถานพยาบาล ทำให้ผู้คนมีงานทำ มีข้าวกิน และเริ่มยิ้มได้อีกครั้งหลา

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 84 ไม่ปิดบังเรื่องใดอีก

    บทที่ 84 ไม่ปิดบังเรื่องใดอีกขณะเดียวกันคณะทูตจากแคว้นโม่เองกำลังเดินทางขอมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้พระองค์ใหม่ของแคว้นโจว จุดมุ่งหมายเพื่อเจรจาสงบศึก แต่โจวหลงเฉิงจะยินยอมหรือไม่นั้นเป็นอีกประการหนึ่งหลงเฉิงเห็นแล้วว่ากองทัพของแคว้นโจวที่นำด้วยปืนใหญ่และระเบิดสามารถเอาชนะแคว้นศัตรูได้ไม่ยากเย็น และแสนยานุภาพจากการทำลายทัพใหญ่ของแคว้นโม่ก็เพียงพอที่จะทำให้แคว้นอื่นไม่กล้าคิดพิเรนทร์ในช่วงเวลานี้ในช่วงเดียวกันนี้แคว้นเปาที่นำโดยจวิ๋นอ๋องก็นำคณะทูตมาหวังว่าเงื่อนไขที่เคยตกลงร่วมกันในรัชสมัยของฮ่องเต้พระองค์ก่อนจะยังคงไว้ตามเดิม เพราะหากแคว้นโจวคิดจะทำให้แคว้นเปายอมเป็นแคว้นบรรณาการก็คงไม่ยากเกินไปนัก

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 83 ไม่คู่ควร

    บทที่ 83 ไม่คู่ควร“ตกลงแล้วเมื่อใดตงฟูจะกลับมาเมืองหลวงเพคะ” โจวฮุ่ยฟางเฟยที่เพิ่งจะยอมออกมาจากตำหนักน้ำค้างของมารดาเอ่ยถามพี่ชาย คืนนั้นที่เสิ่นม่านหนิง น้องชายที่ยังเป็นทารก และฟานอวี้ถูกนำตัวไป แม้ฟางเฟยจะไม่ถูกทำร้ายทางกายมากมายแต่กบฏกลุ่มนั้นสร้างแผลใจใหญ่เอาไว้ สายตาที่กบฏทั้งสองมองมาหยาบคายติดตาจนไม่อาจลืมเลือนโชคดีที่นางคิดอ่านได้รวดเร็วโกหกออกไปว่ากำลังตั้งครรภ์ จึงไม่ถูกทำลายศักดิ์ศรี เต๋อเฟยใช้โอกาสที่กบฏผู้นั้นกำลังตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร เสนอตัวให้พวกเขาทำกับนางอย่างที่คิดจะทำกับบุตรสาวแทน แม้เสิ่นว่านจูจะมีอายุ แต่ความงามไม่อ่อนด้อย และหากเทียบกันแล้วอาจงดงามกว่าองค์หญิงห้าเสียด้วยซ้ำผู้เป็นมารดารอให้บุรุษน่าตายเข้าใกล้ แล้วปักปิ่นพิษที่ซ่อนไว้กับต

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 82 ไฟลาม

    บทที่ 82 ไฟลามจางเมิ่งฟานอวี้ถูกยื้อชีวิตไว้ได้ราวกับปาฏิหาริย์ บาดแผลจากระเบิดไม่ได้น่าเป็นห่วงนัก นางเพียงแค่มีแผลภายนอกและอาการฟกช้ำ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือครรภ์นี้ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก ทั้งยังไม่แข็งแรงด้วยยาห้ามครรภ์ที่เคยดื่มเมื่อครั้งที่หมอหานเข้าใจผิด“หนทางที่ดีที่สุดคือการให้พระชายานอนนิ่งๆ จนกว่าครรภ์จะแข็งแรง”“เมื่อใดหลานข้าจึงจะฟื้นกันหมอหาน” โม่ซินอี๋ถูกรับตัวเข้าวังมาเมื่อสามารถจัดการให้อยู่ในความสงบได้แล้ว“ย่อมขึ้นอยู่กับเง็กเซียนแล้วฮูหยินผู้เฒ่า แม้ผู้คนจะเชื่อว่าตัวข้าเป็นหมอเทวดา แต่ในท้ายที่สุดข้าก็เป็นเพียงบุรุษผู้หนึ่ง ไม่มีสิ่งใดที่ข้าอาจหาญทำได้มากกว่านี้แล้ว”&

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 81 อาวุธนี้ข้าคิดค้น

    บทที่ 81 อาวุธนี้ข้าคิดค้นหนึ่งก้านธูปก่อนวังหลวงถูกล้อมเอาไว้ กลองตีดังสนั่นเป็นสัญญาณการรบดังตั้งแต่ยามอิ๋น ปลุกคนทั้งวังหน้าและวังหลังให้ตื่นตัวอย่างพร้อมเพรียง“เสด็จแม่!” โจวฮุ่ยฟางเฟยตื่นขึ้นเป็นคนแรกรีบหันไปเขย่ากายผู้เป็นมารดาเจ้านายฝ่ายหญิงทั้งสี่ตัดสินใจนอนรวมในห้องเดียวกัน เผื่อไว้ว่าวันหนึ่งเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจะไม่พลัดหลงไปจากกัน เมื่อทยอยตื่นกันแล้วจางเมิ่งฟานอวี้ที่ท้องอ่อนๆ อยู่ หันมองเสิ่นเจี๋ยอวี๋หลานสาวของแม่สามีด้วยความเห็นใจ คนที่ทุกข์ใจจนปวดร้าวเห็นทีจะเป็นม่านหนิง หากว่าโจวซ่งหลงสังหารองค์ชายน้อยขึ้นมา คนที่อดหลับอดนอนดูแลคงใจสลาย“เราคาดการณ์เรื่องนี้กันไว้แล้ว อย่าได้

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 80 บุกวังหลวง

    บทที่ 80 บุกวังหลวงยามเมื่อมีสงครามระหว่างแคว้นคล้ายว่าคนทุกฝ่ายคล้ายว่าจะเงียบหายตึงเครียดกันจนความรู้สึกไม่มั่นคงแผ่กระจายไปทั่วแคว้น เมืองหลวงที่เคยคึกคักก็กลายเป็นดั่งเมืองร้าง มีเพียงร้านถ่านร้านข้าวสารที่ยังขายของกันได้เพราะเป็นสิ่งจำเป็น จะมีเรื่องเอะอะเดียวก็เพียงขบวนของชินอ๋องที่มุ่งหน้าไปยังแดนตะวันตกอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกรเมื่อหลายวันก่อน ชาวบ้านไปส่งขบวนแน่นหนาจนแทบเดินแทรกไม่ได้ ด้วยเป็นสงครามใหญ่ แม้ไม่อาจร่วมรบแต่ชาวบ้านก็ต้องการมีส่วน เสบียงแห้งมากมายถูกยัดเยียดให้ขบวนขององค์ชายสามซูผิงผิงเองก็อยู่ท่ามกลางชาวบ้านเช่นกัน นางถูกส่งมาสอดส่องความเป็นไปของเป้าหมายสำคัญทั้งหลาย ครั้งก่อนนางหนีทหารที่ติดตามตัวมาจากวังสามแทบไม่ทัน แต่ครั้งนี้นางแทรกตัวอยู่กับฝูงชน หากจะกลืนหายไปย่อมง่ายดายกว่า เมื่อดูจนพอแล้วจะค่อยๆ หลบ

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 14 ภูเขาบุปผา

    บทที่ 14 ภูเขาบุปผา แสงอ่อนของดวงอาทิตย์คลี่คลุมขอบฟ้า หมอกบางลอยอ้อยอิ่งเหนือถนนหินเก่า เสียงล้อรถม้าครูดบดไปตามร่องทางดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ภายในรถม้าไม่ใหญ่โตมีชายในชุดยาวสีน้ำเงินเข้ม ตัดกับจางฟานอวี้ที่สวมใส่สีขาว จะมีสิ่งที่ทำให้รู้ว่ามาด้วยกันกับองค์ชายสามคือผ้าคาดเอวที่สีและลวดลายเดี

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 13 ได้หมอมาคนหนึ่ง

    บทที่ 13 ได้หมอมาคนหนึ่ง สิ้นคำด่าของหมอหาน เกิดความเงียบสงบอยู่ชั่วกะพริบตา แต่แล้วก็เสมือนว่ารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่าง ความร้อนนั้นมิได้กักเก็บทำลายตัวผู้รู้สึก เพราะบัดนี้มันพร้อมปะทุออกมาให้ผู้คนรอบข้างรับกรรมที่กวนโทสะผู้เป็นใหญ่ที่มิชอบถูกลูบคมแล้ว“เจ้า!” หลงเฉิงนำมือเข้าบีบคอหม

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 12 เยี่ยมโรงหมอ

    บทที่ 12 เยี่ยมโรงหมอ จางฟานอวี้ก้าวลงจากบันได รู้สึกอ่อนแรงไม่น้อย แต่เพื่อขัดขวางความดีความชอบของโจวซ่งหลง นางจำเป็นต้องให้องค์ชายสามเอาหมอหานมาเป็นพวกให้จงได้ สายตามองสำรวจลงไปด้านล่าง มิทันต้องหันหาก็คล้ายว่าจะเห็นโจวหลงเฉิงนั่งโดดเด่นกว่าผู้ใด องค์ชายสามเงยหน้าเมื่อรู้สึกได้ถึงส

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 11 อ่างน้ำ

    บทที่ 11 อ่างน้ำ“เหตุใดมีน้ำเพียงอ่างเดียวเล่า” จางฟานอวี้กะพริบตาปริบๆ มองรอบห้องเห็นบ่าวหญิงสองคน คนหนึ่งเช็ดทำความสะอาดพื้น และอีกคนกำลังเตรียมน้ำอาบให้คนเข้าพักทั้งสอง ส่วนองค์ชายสามก็เพียงยืนพิงกำแพง มองดูอาภรณ์ที่จางตงฟูไปซื้อมาพยายามจับหน้าไว้ไม่ให้คิ้วตนกระตุกจนเป็นที่สังเกต เนื่องด

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status