Mag-log inบ่าวหญิงที่ตั้งใจจะนำอาหารที่บ่าวกินกันมาให้ฟานอวี้กินยามเช้าไม่ต้องเล่นลูกไม้อันใดเลย ด้วยป้าจูไม่อยู่กำกับดูแลครัว ด้วยต้องออกไปเลือกวัตถุดิบจากท่าเรือมาจัดงานเลี้ยงภายในของจวนหอการค้า จึงทำให้เป็นบ่าวอีกชุดมาดูแลอาหารทดแทน
คนเหล่านั้นเป็นพวกพ้องที่ภักดีต่อคุณหนูซูผิงผิง อาหารที่กงอี้สามารถเบิกไปให้แก่คุณหนูฟานอวี้ได้จึงเป็นเพียงน้ำข้าวต้มและผักดอง
“…นี่อาหารเช้าของข้าหรือ”
“เจ้าค่ะ บ่าวมีเพียงตัวคนเดียว ไม่อาจต่อสู้กับพวกนางได้ คุณหนูไปแจ้งนายท่านถังดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่เป็นไร ข้ากินได้ อย่ารบกวนการประชุมของเขาเลย”
เมื่อคืนเขามีท่าทีตึงเครียดกับการประชุมเล็กน้อย ดูท่าว่าการกำหนดราคาเสนอเข้าไปจะไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดตัวเลขสุ่มๆ เพราะหากทำแบบนั้นอาจไม่ได้กำไรเลย แต่หากตั้งจากกำไรที่ต้องการก็อาจมีคนกำหนดราคาตัดหน้า ยิ่งฟานอวี้รู้จากอดีตว่าองค์ชายรองมีสายสืบที่รู้ราคาแน่ชัดก็อยากจะเอ่ยปากเตือน แต่นางยังคิดหาวิธีไม่ออกว่าควรจะบอกอย่างไรไม่ให้ถูกสงสัยว่าคนอย่างนางไปรู้เรื่องวงในได้อย่างไร
“คุณหนูกินได้จริงๆ หรือเจ้าคะ” กงอี้ที่เห็นว่าฟานอวี้ไม่ขยับตัวเลยก็กลัวว่าจะเป็นการพูดไปให้สบายใจเท่านั้น
“กินได้สิ ของแบบนี้ข้ากิน…”
…ข้ากินประจำ
จางฟานอวี้ตัดตอนคำพูดของตัวเองออกไป ยามนี้นางอยู่ในฐานะญาติผู้น้องของนายท่านถัง การจะบอกว่าคุณหนูเช่นนี้ต้องกินน้ำข้าวต้มและผักดองเป็นประจำ ดูออกจะเหลือเชื่อเกินไป และนางคงไม่อาจพูดได้ว่าสตรีที่ไร้ตราประทับบนร่างกายเคยเป็นทาสและกินอาหารย่ำแย่กว่านี้มาแล้ว นางตักผักดองมาเขย่าในน้ำข้าวต้มกลืนลงท้องอย่าคล่องแคล่ว ทำให้กงอี้ที่อยู่ด้านข้างต้องก้มหน้าซ่อนแววตาสงสาร
กงอี้เข้าใจผิดไปไกลเสียแล้ว สาวใช้ผู้นี้นอนคิดทั้งคืนว่าเห็นใดคุณหนูระดับนี้จึงได้รับคำอนุญาตให้เดินทางมาต่างเมืองเพียงลำพังกับชายที่แม้จะเป็นญาติ แต่ก็นับว่าเป็นเครือญาติแบบที่ยังตบแต่งกันได้ บ่าวหญิงจึงสรุปเอาเองว่าคุณหนูผู้นี้ย่อมเป็นคุณหนูที่ไม่ถูกรักอย่างแน่นอน กงอี้ที่ไม่คิดจะเอาใจผูกเข้าข้างเจ้านายคนใดเริ่มมีความเอนเอียงสงสารฟานอวี้จับใจ บ่าวอย่างกงอี้คิดถึงขั้นว่าความรักที่นายท่านถังมีให้แก่คุณหนูผู้นี้คงต้องเป็นการเริ่มต้นจากความสงสารเช่นเดียวกัน
“หมดแล้ว เอาไปเก็บเถอะ” ฟานอวี้ดันถ้วยออกห่างจากตัว จากนั้นก็จิบน้ำชาล้างความเปรี้ยวในปากออก
“บ่าวมีเรื่องหนึ่งที่ต้องแจ้งคุณหนูเจ้าค่ะ” กงอี้คุกเข่าลงอย่างนอบน้อมอยู่ด้านข้าง ปากเม้มลงเริ่มไม่แน่ใจว่าควรพูดดีหรือไม่
“มีอันใดหรือ” ฟานอวี้เลิกคิ้ว
“เมื่อคืน…”
“เมื่อคืนทำไม” คนที่รอคำตอบพยักหน้าเร่งให้อีกฝ่ายพูด
“เมื่อคืนมีคนเห็นว่านายท่านกับคุณหนู…ใกล้ชิดกันอย่างมาก จึงเอ่อ…นินทากันไปทั่วทั้งจวนแล้วเจ้าค่ะ”
“ใกล้ชิด?” ฟานอวี้เริ่มมือชื้นเหงื่อที่นางไม่ต้องการให้ใครรับรู้เพียงแค่วันเดียวก็ปิดข่าวไว้ไม่มิดแล้วหรือ นางกลัวเหลือเกินว่าองค์ชายสามจะมากล่าวหาว่านี่เป็นแผนมัดมือชกเขาอีกลูกไม้หนึ่ง
“ในสวน เอ่อ…มีคนเห็นคุณหนูเริ่มจะ…บ่าว” กงอี้ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ นางเพิ่งจะปักปิ่นมาทำงานจวนแรกก็ต้องพูดเรื่องชายหญิงเช่นนี้เลยทันที กงอี้ทำตัวไม่ถูกเสียแล้ว
“เห็นว่าข้าเริ่มก่อน” ฟานอวี้เป็นฝ่ายเติมคำในช่องว่างให้บ่าวหญิง
“เจ้าค่ะ พวกเขาพูดกันไปไกลจนหาว่าคุณหนูใจง่ายด้วยเจ้าค่ะ”
“เขาเป็นคนสั่งข้า แต่ข้าดันถูกด่าว่าใจง่าย โลกนี้ไม่ยุติธรรมกับสตรีเอาเสียเลย ทำก็ผิดไม่ทำก็ผิดอีก!”
ความน้อยใจรวมกันสามชาติทำให้น้ำตาไหลออกมาดังว่าสั่งได้ นางปาดมันออกลวกๆ ยกยิ้มให้กับบ่าวที่มีแก่ใจมาเอ่ยเตือนครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“เรื่องอาหารนี่คงเพราะไม่ชมชอบในตัวข้าที่บังอาจยั่วยวนนายท่านถังใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ คุณหนูหลบอยู่ที่ห้องรับรอง ไว้อยากเดินเล่นดูสิ่งใดค่อยรอให้นายท่านพาไปเจ้าค่ะ แต่บ่าวจะถือดีสอดมือกีดกันไม่ให้นายท่านเข้าห้องของคุณหนูอีก คำนินทาจะได้ไม่หนาหูไปมากกว่านี้” กงอี้มองขึ้นมาด้วยแววตามุ่งมั่น
“เรื่องขวางท่านพี่ข้าสนับสนุนเต็มที่ แต่เรื่องให้หลบไปเหมือนว่าข้าเป็นฝ่ายผิด ข้าคงไม่ทำ” ฟานอวี้คลี่ยิ้ม เรื่องนี้นางจะแสดงออกว่ากลัวไม่ได้ หงอให้ก็ไม่ได้ เพราะหากวันใดต้องกลับมาเหยียบจวนนี้ คนในจวนย่อมกล้าหาญกลั่นแกล้งรุนแรงกว่าเดิมแน่
“คุณหนูจะไปที่ใดเจ้าคะ เชื่อบ่าวแล้วหลบดีกว่าเจ้าค่ะ บ่าวจะไปหาหนังสือมาให้หลายเล่มหน่อย รับรองไม่มีเบื่อ”
“คนในจวนเรียกขานซูผิงผิงว่าว่าที่นายหญิงมิใช่หรือ เราก็ควรจะออกไปลอยหน้าลอยตาให้นางหงุดหงิดใจเสียหน่อย”
หากต้องการเปิดศึกนางก็จะไปยืนให้ศัตรูได้เห็นหน้า ลูกไม้กระจอกเช่นการส่งอาหารไม่ดีมาให้ นางก็เคยฝึกรับมือในจวนองค์ชายรองมาแล้ว และความโกรธอันไม่มีที่ระบายนี้ก็สมควรถูกกำจัดก่อนจะระเบิดออกมา
.
.
.
สวนแห่งเดิมที่เกิดเหตุการณ์ให้ผู้คนเอาไปพูดสนุกสนาน กิ่งไม้เจ้ากรรมที่ทำให้นางล้มต้องถูกเก็บทิ้งไปเสีย วัชพืชที่ขึ้นแซมก็ควรจะเป็นเหยื่ออารมณ์ของนางด้วยเช่นกัน
“ใจง่ายงั้นเหรอ รู้ดี! แต่รู้ไม่หมด” เสียงถอนดอกหญ้าดังขึ้นต่อเนื่อง
“คุณหนูเจ้าค่ะ เรามีคนดูแลสวนแล้ว คุณหนูว่าจะหาว่าที่นายหญิงมิใช่หรือ”
“ก็ถอนหญ้าระบายอารมณ์อยู่ตรงนี้นี่แหละ เดี๋ยวก็มีคนคาบข่าวไปบอกให้นางเดินมาหาข้าเอง”
ฟานอวี้ตั้งหน้าตั้งตาถอนวัชพืช บางครั้งก็ดึงออกมาจนดินกระจายเละเทะ นางโกรธตนเองที่ไม่อาจทำอันใดได้เลย หากไปฟ้ององค์ชายก็ไม่พ้นต้องถูกด่า หากจะลุกมาแก้ตัวก็ไม่อาจทำได้อีก พูดไปว่าเป็นฝ่ายบุรุษสั่งให้ทำก็ใช้ว่าจะฟังขึ้น ทำสองคนแต่คนไม่ดี คนใจง่ายกลับมีแค่นาง และไม่นานเกินรอคนที่ฟานอวี้นั่งเป็นเป้าล่อให้มาหาก็โผล่มาเสียที
“ในสวนนี้ไม่มีอันใดที่กินได้เจ้าค่ะ รื้อถอนไปก็ไม่มีหัวมันให้คุณหนูท่านนี้เผากิน อาหารไม่ถูกปากหรือเจ้าคะจึงมานั่งถอนหญ้าทำลายสวนอย่างไร้อารยะเช่นนี้”
“อ๋อ น้ำข้าวต้มกับผักดองฝีมือเจ้างั้นสิ กลั่นแกล้งข้าไปเพื่ออันใด” ฟานอวี้แสยะยิ้มลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับผู้ที่สถาปนาตนเองว่าเป็นว่าที่นายหญิง
“พวกเจ้ามีใครได้ยินข้าสั่งการให้นำของเช่นนั้นไปให้ญาติผู้น้องของนายท่านหรือไม่”
“ไม่เจ้าค่ะ ว่าที่นายหญิงหาได้สั่งให้ทำเช่นนั้นแม้เพียงครึ่งคำ” บ่าวที่ตามหลังมาเอ่ยสนับสนุน หากครั้งนี้นายท่านจะลงโทษมันก็จะเป็นเพียงความเข้าใจผิดด้วยไม่มีป้าจูหนึ่ง อ้างได้ว่าอาหารหมดต้องจัดการแก้ไขกะทันหันสอง และยังกีดกันไม่ให้คุณหนูซูผิงผิงต้องลงมาเปรอะเปื้อนได้สาม
“อ๋า…เจ้ากำลังจะบอกข้าว่านิสัยพื้นฐานเหมือนกันทั้งนายทั้งบ่าวหรือ พากันทำเรื่องที่ไม่มีใครสั่งทั้งคู่ พวกที่โรงครัวจัดอาหารไม่เหมาะสมทั้งที่ไม่มีใครสั่ง ส่วนคุณหนูกึ่งนายกึ่งบ่าวคนนี้ก็ยกตัวเองเป็นว่าที่นายหญิงโดยไม่มีใครสั่งเช่นกัน”
จางฟานอวี้ที่คิดแค่จะมามองหน้าให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่านางรู้ คิดไว้ว่าหากอยากจะเล่นสงครามประสาทก็จะเอาด้วย แต่เมื่อเจอลูกไม้ ‘ข้าไม่ได้สั่ง’ ก็โกรธจนต้องฟาดฟันกลับบ้าง ทั้งที่มองจากทิศทางไหนก็ชัดเจนว่าที่นางถูกกลั่นแกล้งหลักๆ เพราะความหึงหวงของสตรีตรงหน้าแท้ๆ ยังกล้าบิดให้เหมือนว่าตนเองไม่ได้ทำอันใดอีก
“กึ่งนายกึ่งบ่าว?!” ซูผิงผิงเก็บสีหน้าไม่อยู่เสียแล้ว ใบหน้ายามนี้บิดเบี้ยวเพราะความโกรธจนน่ากลัว “มิใช่ว่าปากกล้ามากเกินไปแล้วหรือ!!”
“แทงใจดำหรือเจ้าคะ ‘ว่าที่นายหญิง’ ของผู้ใดก็ไม่ทราบ หึ ไว้ถูกยกย่องค่อยเปลี่ยนคำเรียกก็ยังไม่สาย ยามนี้เป็นคนที่ญาติผู้พี่จ้างงานไว้ ก็ทำตัวให้สมกับที่เป็นบ่าวบ้าง รับค่าจ้างแท้ๆ ชูคอเสียสูงส่ง”
“ข้ามิใช่บ่าว!” มือของผิงผิงกำแน่นจนซีดไม่เห็นสีเลือด “กรี๊ด กรี๊ด! ข้าเป็นถึงบุตรของขุนนางซู ข้ามิใช่บ่าว มิใช่!”
สติของซูผิงผิงขาดสะบั้นนางกรี๊ดออกมาจนสุดเสียงต่อเนื่องหลายครั้งราวกับว่าคลุ้มคลั่ง จางฟานอวี้มีสีหน้าแข็งค้าง มิใช่เพราะตกใจที่จู่ๆ อีกฝ่ายก็คล้ายว่าจะเสียสติ แต่นางตกใจที่ได้รู้ว่าคุณหนูผู้นี้สกุลซู! ฟานอวี้พบเข้าแล้ว หนอนที่บอกราคาประมูลขององค์ชายสามให้องค์ชายรองรับรู้
“ที่แท้ก็เป็นเจ้า!”
บทส่งท้าย หงส์เคียงมังกรหลังสงครามยุติตามการลงนามของโจวหลงเฉิงในฐานะฮ่องเต้พระองค์ใหม่ เขาไม่ได้คิดถึงการขยายแผ่นดินก่อนสิ่งใด แต่คิดถึงการทำให้แผ่นดินที่มีอยู่กลับมาแข็งแรงดังเดิม เมืองชายแดนที่พังทลายได้รับการฟื้นฟู ถนนหนทาง คูคลอง สะพาน ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว กรมโยธาถูกส่งออกไปทุกทิศที่สำคัญคือไม่มีการเก็บภาษีเพิ่มจากชาวบ้าน เหมืองทองตามแผนที่ในมิติของฟานอวี้ถูกขุดมาใช้เพียงสองแห่ง ส่วนที่เหลืองทั้งฟานอวี้และหลงเฉิงตกลงว่าจะไม่แตะต้องหรือโลภมากไปเอามา เพราะเพียงเท่านี้รายได้จากทองคำมากพอจะซ่อมบ้านเมือง สร้างยุ้งฉาง สำนักศึกษา และสถานพยาบาล ทำให้ผู้คนมีงานทำ มีข้าวกิน และเริ่มยิ้มได้อีกครั้งหลา
บทที่ 84 ไม่ปิดบังเรื่องใดอีกขณะเดียวกันคณะทูตจากแคว้นโม่เองกำลังเดินทางขอมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้พระองค์ใหม่ของแคว้นโจว จุดมุ่งหมายเพื่อเจรจาสงบศึก แต่โจวหลงเฉิงจะยินยอมหรือไม่นั้นเป็นอีกประการหนึ่งหลงเฉิงเห็นแล้วว่ากองทัพของแคว้นโจวที่นำด้วยปืนใหญ่และระเบิดสามารถเอาชนะแคว้นศัตรูได้ไม่ยากเย็น และแสนยานุภาพจากการทำลายทัพใหญ่ของแคว้นโม่ก็เพียงพอที่จะทำให้แคว้นอื่นไม่กล้าคิดพิเรนทร์ในช่วงเวลานี้ในช่วงเดียวกันนี้แคว้นเปาที่นำโดยจวิ๋นอ๋องก็นำคณะทูตมาหวังว่าเงื่อนไขที่เคยตกลงร่วมกันในรัชสมัยของฮ่องเต้พระองค์ก่อนจะยังคงไว้ตามเดิม เพราะหากแคว้นโจวคิดจะทำให้แคว้นเปายอมเป็นแคว้นบรรณาการก็คงไม่ยากเกินไปนัก
บทที่ 83 ไม่คู่ควร“ตกลงแล้วเมื่อใดตงฟูจะกลับมาเมืองหลวงเพคะ” โจวฮุ่ยฟางเฟยที่เพิ่งจะยอมออกมาจากตำหนักน้ำค้างของมารดาเอ่ยถามพี่ชาย คืนนั้นที่เสิ่นม่านหนิง น้องชายที่ยังเป็นทารก และฟานอวี้ถูกนำตัวไป แม้ฟางเฟยจะไม่ถูกทำร้ายทางกายมากมายแต่กบฏกลุ่มนั้นสร้างแผลใจใหญ่เอาไว้ สายตาที่กบฏทั้งสองมองมาหยาบคายติดตาจนไม่อาจลืมเลือนโชคดีที่นางคิดอ่านได้รวดเร็วโกหกออกไปว่ากำลังตั้งครรภ์ จึงไม่ถูกทำลายศักดิ์ศรี เต๋อเฟยใช้โอกาสที่กบฏผู้นั้นกำลังตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร เสนอตัวให้พวกเขาทำกับนางอย่างที่คิดจะทำกับบุตรสาวแทน แม้เสิ่นว่านจูจะมีอายุ แต่ความงามไม่อ่อนด้อย และหากเทียบกันแล้วอาจงดงามกว่าองค์หญิงห้าเสียด้วยซ้ำผู้เป็นมารดารอให้บุรุษน่าตายเข้าใกล้ แล้วปักปิ่นพิษที่ซ่อนไว้กับต
บทที่ 82 ไฟลามจางเมิ่งฟานอวี้ถูกยื้อชีวิตไว้ได้ราวกับปาฏิหาริย์ บาดแผลจากระเบิดไม่ได้น่าเป็นห่วงนัก นางเพียงแค่มีแผลภายนอกและอาการฟกช้ำ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือครรภ์นี้ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก ทั้งยังไม่แข็งแรงด้วยยาห้ามครรภ์ที่เคยดื่มเมื่อครั้งที่หมอหานเข้าใจผิด“หนทางที่ดีที่สุดคือการให้พระชายานอนนิ่งๆ จนกว่าครรภ์จะแข็งแรง”“เมื่อใดหลานข้าจึงจะฟื้นกันหมอหาน” โม่ซินอี๋ถูกรับตัวเข้าวังมาเมื่อสามารถจัดการให้อยู่ในความสงบได้แล้ว“ย่อมขึ้นอยู่กับเง็กเซียนแล้วฮูหยินผู้เฒ่า แม้ผู้คนจะเชื่อว่าตัวข้าเป็นหมอเทวดา แต่ในท้ายที่สุดข้าก็เป็นเพียงบุรุษผู้หนึ่ง ไม่มีสิ่งใดที่ข้าอาจหาญทำได้มากกว่านี้แล้ว”&
บทที่ 81 อาวุธนี้ข้าคิดค้นหนึ่งก้านธูปก่อนวังหลวงถูกล้อมเอาไว้ กลองตีดังสนั่นเป็นสัญญาณการรบดังตั้งแต่ยามอิ๋น ปลุกคนทั้งวังหน้าและวังหลังให้ตื่นตัวอย่างพร้อมเพรียง“เสด็จแม่!” โจวฮุ่ยฟางเฟยตื่นขึ้นเป็นคนแรกรีบหันไปเขย่ากายผู้เป็นมารดาเจ้านายฝ่ายหญิงทั้งสี่ตัดสินใจนอนรวมในห้องเดียวกัน เผื่อไว้ว่าวันหนึ่งเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจะไม่พลัดหลงไปจากกัน เมื่อทยอยตื่นกันแล้วจางเมิ่งฟานอวี้ที่ท้องอ่อนๆ อยู่ หันมองเสิ่นเจี๋ยอวี๋หลานสาวของแม่สามีด้วยความเห็นใจ คนที่ทุกข์ใจจนปวดร้าวเห็นทีจะเป็นม่านหนิง หากว่าโจวซ่งหลงสังหารองค์ชายน้อยขึ้นมา คนที่อดหลับอดนอนดูแลคงใจสลาย“เราคาดการณ์เรื่องนี้กันไว้แล้ว อย่าได้
บทที่ 80 บุกวังหลวงยามเมื่อมีสงครามระหว่างแคว้นคล้ายว่าคนทุกฝ่ายคล้ายว่าจะเงียบหายตึงเครียดกันจนความรู้สึกไม่มั่นคงแผ่กระจายไปทั่วแคว้น เมืองหลวงที่เคยคึกคักก็กลายเป็นดั่งเมืองร้าง มีเพียงร้านถ่านร้านข้าวสารที่ยังขายของกันได้เพราะเป็นสิ่งจำเป็น จะมีเรื่องเอะอะเดียวก็เพียงขบวนของชินอ๋องที่มุ่งหน้าไปยังแดนตะวันตกอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกรเมื่อหลายวันก่อน ชาวบ้านไปส่งขบวนแน่นหนาจนแทบเดินแทรกไม่ได้ ด้วยเป็นสงครามใหญ่ แม้ไม่อาจร่วมรบแต่ชาวบ้านก็ต้องการมีส่วน เสบียงแห้งมากมายถูกยัดเยียดให้ขบวนขององค์ชายสามซูผิงผิงเองก็อยู่ท่ามกลางชาวบ้านเช่นกัน นางถูกส่งมาสอดส่องความเป็นไปของเป้าหมายสำคัญทั้งหลาย ครั้งก่อนนางหนีทหารที่ติดตามตัวมาจากวังสามแทบไม่ทัน แต่ครั้งนี้นางแทรกตัวอยู่กับฝูงชน หากจะกลืนหายไปย่อมง่ายดายกว่า เมื่อดูจนพอแล้วจะค่อยๆ หลบ
บทที่ 67 ชินอ๋องใจร้ายจางเมิ่งฟานอวี้เป็นลมหมดสติไปก่อนที่จะได้เห็นว่าชินอ๋อง นำตัวหมอหลวงกลับมาที่จวนจางสายหลัก แต่ทว่าหมอหลวงก็ไม่อาจช่วยเหลือจ
บทที่ 58 เลือกทางใด“ไม่เป็นอันใด พวกจ้าตกลงกันเรียบร้อยแล้ว และข้าอยากแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าคำนินทาทำอันใดข้าไม่ได้” หลี่ม่านม่านตอบด้วยดวงตามุ่งมั่นมั่นคง เรียกให้ผู้ใหญ่โดยร
บทที่ 55 งามหรือไม่ในที่สุดชินอ๋องโจวหลงเฉิงก็สะสางทุกอย่างเสร็จสิ้น ทั้งงานภายในของกองทัพ และการตั้งเหมืองเองก็พร้อมที่จะเริ่มการหยกส่งเข้
บทที่ 38 จวนจางสายรองรถม้าที่ติดป้ายสัญลักษณ์ของวังองค์ชายสามในเมืองหลวงแล่นมาจอดหน้าจวนเล็กๆ ที่จางหวนกงซื้อไว้ให้ฮูหยินอยู่ เพื่อที่จะได้ไม่ต้อ







