Masukตอนที่ 13 น้องสาว
จ้าวกุ้ยหลิน สบตาเข้ากับอีกฝ่าย ทว่ายามนี้ใบหน้าของนางดูจะแดงระเรื่อไม่น้อย เมื่อถูกชายหนุ่มโอบกระชับเอวของนางเข้ามาเพื่อเล่นงิ้วแสดงสวมบทบาทเป็นว่าที่สามีของนางในอนาคต ทว่านางตัวแข็งทื่อไม่เคยถูกชายใดโอบกอดถึงเนื้อถึงตัวแบบนี้สักครั้ง
กวนอวี้เฟยไร้คำพูดกับอีกฝ่ายแม้ว่าในใจลึก ๆ จะอิจฉากุ้ยหลินยิ่งนัก นางเดินสะบัดก้นกระแทกเท้าหนีไปทันที ส่วนสามีของนางก็ไม่รู้ว่าหายไปอยู่ที่ไหน นางเดินตามหาจนปวดเท้าไปหมด คราแรกนึกว่าแอบมาตามตัวกุ้ยหลินเสียอีก นางจึงได้โมโหเข้าไปต่อว่าอีกฝ่ายอย่างไร้สติ
สาวใช้ที่ติดตามก็พลัดหลงกับนางจึงเหลือนางเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น อวี้เฟยจึงได้เดินออกตามหาสามี ในงานนี้ดูจะคึกคักแน่นถนัดตา การละเล่นมีมากมาย ดูสนุกสนาน แต่ทำให้อวี้เฟยไม่ได้รู้สึกสนุกไปด้วย มีแต่ความกลุ้มอกกลุ้มใจเท่านั้น
ผู้ที่ภรรยากำลังออกตามหาสามี แต่ทว่ายามนี้สามีของนางกำลังกระชับร่างงดงามของสตรีนางหนึ่งเข้ามาโอบกอด บดเบียดริมฝีปากจาบจ้วงเข้าให้ที่ริมฝีปากเล็ก ๆ น่าดึงดูดกระหวัดเกี่ยวรัดพัวพันกับอีกฝ่ายอย่างโหยหา หญิงสาวร่างกายอ่อนระทวย ใบหน้าของนางกับเคลิบเคลิ้มไม่น้อย ยามเมื่อถูกชายหนุ่มหยอกเย้าติ่งเนื้อสีหวาน ภายใต้ชุดของนาง
มือหนาหยาบกร้านซุกซนสอดมือเข้าไปภายใต้เสื้อของหญิงสาว จากนั้นปลายนิ้วเล็ก ๆ ของเขาเขี่ยหยอกเย้าที่ตุมไตแข็งขึ้นสู้มือภายใต้ชุดงดงามที่นางสวมใส่ “นายน้อยเจ้าคะ อื้อ อื้อ” เสียงหวานเผลอร้องออกมาด้วยความเสียวซ่าน
“หืม อะไร เดี๋ยวค่อยพูดได้หรือไม่ ข้าอยากจะกอดเจ้า จูบเจ้าแบบนี้นาน ๆ” ชายหนุ่มผู้นี้ก็คือนายน้อยแห่งตระกูลกวน ผู้ที่ชื่นชอบหญิงงามบาดตา
แต่ทว่าทุกคืนเขามิเคยได้ร่วมหอกับภรรยา นั่นเพราะว่ายามที่เขาเข้าไปพบนาง นางก็มักจะต่อว่า ทำให้เขาหงุดหงิด จึงต้องหาที่ระบายความใคร่
ใครจะไปคิดเล่า ว่าสาวใช้ของภรรยาก็งดงามไม่น้อย นางเคยอุ่นเตียงให้เขาหลายครั้งหลายหน และนางก็ไม่เคยจะทำท่าหึงหวงให้รำคาญใจอีกด้วย เขาจึงได้เอ็นดูนางยิ่งนัก
“เดี๋ยวใครมาเห็นเข้ามันจะไม่งามเจ้าค่ะ” ทั้งสองคนกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่ในซอกแคบ ๆ ไร้แสงโคมไฟ มือหนาของเขายังคงลูบไล้เรียวขาของนางอย่างแผ่วเบา มืออีกข้างของเขาก็หยอกเย้าบีบเคล้นเต้างามของนางเช่นเดียวกัน
ริมฝีปากหยักของเขาพรมจูบที่ซอกคอของนางด้วยความหิวกระหาย ใบหน้าของสาวใช้ผู้นี้กำลังขึ้นสีแดงระเรื่อไม่ต่างจากชายหนุ่มแต่อย่างใด ตรงกลางหว่างขาตั้งตัวโด่ชันแข็งขึ้น เบียดเสียดเข้าที่กลีบดอกไม้งามผ่านกระโปรงที่นางสวมใส่เอาไว้
“ข้าแทบจะทนไม่ไหว” กวนเหวินปินถูกกำหนัดเล่นงานเข้าให้ เขาจึงต้องการปลดปล่อยกับสาวใช้ผู้นี้ ว่าแล้วเขาก็จับนางหันหลัง สาวใช้ที่รู้งานแอ่นก้นงอนงามให้เจ้านายได้สอดแทรกความเป็นชายเข้ามา
เหวินปินดึงกระโปรงของหญิงสาวลงภายใต้ความมืดมิด มิมีใครเดินผ่านเพ่นพ่าน สองหนุ่มสาวกำลังสนุกสนานในการเสพสังวาส เสียงร้องครางกระเส่าออกมาจากมุมซอกแคบนั้นเบา ๆ ผู้คนก็หาได้มีไม่ หนึ่งหญิงหนึ่งชายกำลังพลอดรักกันแตะขอบสวรรค์สนเสร็จสิ้นกิจกระสันเสียว
อวี้เฟยถอดใจนางเดินไปยังรถม้าของตระกูลกวนที่จอดรออยู่ ไร้เงาสามี ไร้เงาสาวใช้ นางช่างดูโดดเดี่ยวอ้างว้างยิ่งนัก นางไม่คิดจะสั่งให้สารถีนำนางกลับไปที่จวนก่อน นางก็ยังคงรอสามีให้กลับจวนพร้อมกันด้วยจิตใจจดจ่อ
จ้าวเกาเหวินอดที่จะแปลกใจไม่ได้ เหตุใดสหายของเขาจึงได้ออกตัวสมอ้างเป็นว่าที่สามีของกุ้ยหลินด้วย ยามนี้เขายังไม่มั่นใจเต็มสิบส่วน แต่ทว่าหญิงสาวนางนี้ใบหน้างดงามยิ่งนัก รูปหน้าของนางคล้ายคลึงกับท่านอา และอาสะใภ้
“เอ่อ...” กุ้ยหลินถอยหลังออกจากวงแขนที่เขากระชับนางเอาไว้ นางไม่รู้จะพูดอันใด ยามนี้นางเหมือนคนเป็นใบ้เมื่อเจอชายหนุ่มคมคายหล่อเหลา ล่อลวงใจของนางยิ่งนัก
“นี่กุ้ยหลิน เจ้าน่ะ นำพวกข้าเดินเที่ยวได้หรือไม่” ท่าทีสนิทสนมของหมิงหลัน เอ่ยเรียกสตรีที่อายุใกล้เคียงกับนาง กงจู่น้อยผู้เอาแต่ใจ ไม่ได้บอกว่าตนเองเป็นใครกัน นางมาจากที่ใดก็มิได้เอ่ยปากบอกกล่าวกับอีกฝ่าย
ยามนี้นางอยากชมงานแสดง ๆ ต่าง ๆ และอดที่จะขอความช่วยเหลือเจ้าถิ่นของแดนใต้ไม่ได้ นั่นก็คือจ้าวกุ้ยหลิน
“ได้สิ” กุ้ยหลินรับอาสาโดยมิได้เกี่ยงงอน นางอยากจะรู้เหมือนกันว่าญาติผู้พี่นั้นเป็นคนแบบไหนกันแน่ “ท่านรองแม่ทัพจ้าว ท่านเคยมีญาติแซ่จ้าวที่ไม่ได้อยู่เมืองหลวงบ้างหรือไม่” นี่คือคำถามที่นางอยากรู้
“...” จ้าวเกาเหวินทำหน้านิ่ง ๆ แต่ทว่าภายในของเขานั้นกำลังดีใจนัก คำถามของนางดูเหมือนจะบ่งบอกบางอย่าง แต่เขายังต้องไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า ถึงนางจะมีใบหน้าคล้ายท่านอา แต่ก็ต้องให้เห็นกับตาเสียก่อน
“ช่างมันเถิดเจ้าค่ะ ข้าคงคิดมากไปเอง เชิญเจ้าค่ะ ข้าจะเป็นคนไกด์ให้พวกท่านเอง” ภาษาของชาวผมทองดวงตาสีฟ้า ไกด์แปลว่าผู้นำเที่ยว ทำให้ทั้งสามงุนงงนัก นางพูดจาประหลาดอันใดกัน
“ไก่รึ” ฟางผิงซานเอ่ยถามขึ้นด้วยความไม่เข้าใจและออกเสียงไม่ถูก
“ฮ่า ๆๆๆ” กุ้ยหลินหัวเราะเข้าให้ นางพูดว่าไกด์ แต่เขาออกเสียงเป็นไก่ นางจึงได้อ้าปากขึ้น “ฟังเสียงข้านะ ไกด์ ต้องออกเสียงยาว ๆ เจ้าค่ะ ไม่ใช่ไก่ที่ท่านพูด มันเป็นภาษาของชาวผมทอง ท่านแม่เป็นคนสอนข้า มันแปลว่าคนนำเที่ยว”
“อ้อ แปลว่าคนนำเที่ยวนี่เอง เจ้าช่างเก่งนักรู้จักภาษาของชาวผมทองเสียด้วย” ฟางผิงซานไม่เคยชมใครมาก่อน อดที่จะชื่นชมหญิงสาวคนนี้ไม่ได้ ใบหน้าของนางดูน่ารักน่าหยิก อีกทั้งฝีปากของนางช่างดูจะจัดจ้านเผ็ดร้อนยิ่งนัก
อยากจะรู้เสียเหลือเกินว่าใครจะโชคร้าย ได้นางเป็นภรรยา เขาไม่ชอบผู้หญิงปากจัดจ้าน เขาชอบผู้หญิงที่ดูองอาจน่างเกรงขามเหมือนกงจู่ซูหนี่ว์ของเขา
“พี่ชาย เมื่อครู่ ข้าน้อยขอบคุณท่านมากที่ยื่นมือช่วยเหลือ หากฮูหยินท่านรู้เข้า ข้างเกรงว่าจะนำความเดือดร้อนมาให้ท่าน หากนางเข้าใจผิดอย่างไรท่านก็พานางมาพบข้าได้ทุกเมื่อ ข้าจะบอกว่าข้านั้นเป็นคนผิดเองเจ้าค่ะ”
กุ้ยหลินเข้าใจว่าชายหนุ่มหล่อเหลาคนนี้มีภรรยา หากภรรยาของเขาเข้าใจผิดทะเลาะกันเกรงว่าเขาจะเดือดร้อน
“นี่กุ้ยหลิน พี่ผิงซานยังไม่มีภรรยา เจ้าสบายใจได้” หมิงหลันเป็นคนตอบแทนให้ นางเดินมากระแขนของกุ้ยหลินโอบกอดเอาไว้ จากนั้นทั้งหมดก็พากันไปเดินชมงานและดูการละเล่นต่าง ๆ ทั้งสี่คนเดินเล่นจนเพลิน
หมิงหลันเดินจนเหนื่อย นางมักจะหิวบ่อย ๆ ท้องของนางกำลังส่งเสียงคำราม “นี่ข้าหิวมาก ๆ มีอะไรอร่อย ๆ ให้ข้ากินหรือไม่”
“มีสิ วันนี้ถือว่าเป็นวันแรกที่พบหน้าฮูหยินจ้าว ดังนั้น ข้าน้อยจ้าวกุ้ยหลินขอรับอาสาเป็นแม่ครัวลงมือทำอาหารให้ท่านได้ลิ้มลอง แต่ว่า...ข้าขอปล่อยโคมไฟก่อนได้หรือไม่” กุ้ยหลินรับอาสา ที่ร้านค้าของนางยังมีเครื่องต่าง ๆ มากมาย คิดว่าจะเปิดร้านขายข้าวมันไก่ แต่ก็ยังไม่ได้เปิดเสียที
“ได้สิ ข้าก็ไม่ได้ปล่อยโคมไฟมาตั้งนานแล้ว” สตรีสองคนรีบวิ่งราวกับเด็กน้อย พวกนางต่างก็ร่าเริงดูสดใสไม่น้อย ทำให้ชายหนุ่มทั้งสองอดที่จะหัวเราะในความไร้เดียงสาไม่ได้
ฟางผิงซานกระทุ้งแขนสหายเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยปากถามว่า “นางใช่น้องสาวของเจ้าหรือไม่”
“ข้ายังไม่แน่ใจนัก แต่ก็คิดว่าน่าจะใช่เก้าส่วน รอดูว่าท่านพ่อของนางจะเป็นท่านอาของข้าหรือไม่” หมิงหลันและ
กุ้ยหลินก็พากันซื้อโคมไฟปล่อยขึ้นไปบนท้องฟ้า ยามนี้ทั่วทั้งบริเวณกว้างมีแต่แสงสว่างวาบของโคมไฟที่ล่องลอยอยู่บนฟ้านั่นกวนอวี้เฟยนั่งรอสามีอยู่ในรถม้าครู่ใหญ่ นางก็ได้ยินเสียงของสามีของนาง พูดคุยบางอย่างกับสตรี นางกำหมัดแน่นขบกรามขึ้นเป็นสันด้วยความเกรี้ยวกราด อยากจะออกไปอาละวาดคนทั้งคู่เสียเหลือเกิน นางทำได้เพียงแค่รอให้ถึงคืนนี้
คำพูดที่นางได้ยินคือ “คืนนี้เจ้าไปหาข้าที่ห้อง ข้าจะรอนะ” กวนเหวินปินหารู้ไม่ว่า ฮูหยินของตนนั้นนางขึ้นมารอเขาตั้งนานแล้ว จึงได้พูดคุยหยอกเย้ากับสาวใช้ผู้นี้ นางน่ารักและร้อนแรงนัก เขาคิดอยากจะรับนางมาเป็นอนุของเขา
เห็นทีว่ากลับไปที่จวนเรื่องนี้เขาจะพูดคุยกับท่านแม่และท่านพ่อ “คืนนี้เจ้ามาหาข้า พรุ่งนี้ข้าจะบอกท่านแม่เรื่องของเรา ข้าจะรับเจ้ามาเป็นอนุของข้าดีหรือไม่ เราจะได้ไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ”
“ขอบคุณนายน้อยที่เมตตาข้าน้อยเจ้าค่ะ” สาวใช้อุนเตียงผู้นี้แย้มยิ้ม แต่ทว่านางกำลังลอบดีใจเป็นอย่างยิ่ง ในที่สุดนางจะได้หลุดพ้นจากการเป็นสาวใช้ของสตรีวิปลาสเสียที
“ข้าจะดูแลท่านสุดความสามารถ คืนนี้ข้าจะทำให้ท่านหลงลืมฮูหยินไปเลยเจ้าคะ”
ตอนพิเศษเข้าหอ ฟางผิงซวน โม่อวี้เฟยฟางผิงซาน จ้าวกุ้ยหลิน เข้าหอ“เฟยเอ๋อร์ เรียกพี่ดัง ๆ สิ” น้ำเสียงแหบพร่าของฟางผิงซวน ที่เขากำลังกระแทกกระทั้นเข้าไปข้างในกายสาวของภรรยาที่เพิ่งจะแต่งงานสะโพกหนาแกร่งขยับเขยื้อน กระแทกกระทั้นเข้าไปอย่างไม่ลดละ สีหน้าของเขาดูบิดเบี้ยว ทว่าเต็มไปด้วยความสุขสม ภายในห้องนอนมีเสียงหวานร้องครางกระเส่า ผสมผสานกับเสียงเนื้อกระทบเนื้อ ดังอยู่ในห้องหอสีแดงในยามนี้เตียงนอนสีแดง มีผ้าสีขาวรองคาดกลางเอาไว้ มีรอยจุดเลือดพรหมจรรย์เป็นรอยอยู่บนผ้าสีขาว ฟางผิงซวนไม่เคยแน่ใจอะไรเท่านี้มาก่อน ภรรยาของเขามิเคยเข้าหอกับชายคนนั้น ทว่ายามเขากระแทกกระทั้นเข้าไปขยับสะโพกหนาแกร่งเข้าไปทีไร ภรรยาของเขามักจะส่งเสียงหวานร้องครางออกมา ทำให้เขาจวนเจียนจะแตกซ่านไม่น้อย“อื้อ อ้า” คนตัวเล็กร้องออกมา ยามเมื่อเขาขยับสะโพกซอยถี่ ๆ กายสาวของนางกำลังสั่นระริก เต็มไปด้วยความเสียวซ่านกระสัน พลางสุขล้น ลมหายใจร้อนผะผ่าว บางครั้งก็บางเบาราวกับจะขาดห้วงลงริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มขบเม้มเข้าหากันแน่น มือเรียวขยำผ้าปูที่นอนจนยับย่น ไม่เรียบเหมือนเช่นเดิม คนตัวโตใบหน้ามีเหงื่อผุดขึ้นมา แผ่นหลัง
ตอนที่ 48 แต่งงานหนึ่งอาทิตย์ต่อมาตระกูลจ้าววันนี้ดูจะคึกคักยิ่งนัก เมื่อจ้าวกุ้ยหลินได้สวมชุดแต่งงานที่ดูหรูหรา งดงามโดดเด่นยิ่งนัก นั่นเพราะเพราะว่าพี่สะใภ้ของนางและกงจู่โจวซู่หนี่ว์ ช่วยกันจัดการชุดแต่งงานให้จ้าวกุ้ยหลินนางไม่รู้จะขอบใจพี่สาวทั้งสองได้อย่างไร เพียงแค่เห็นชุดเจ้าสาวก็ทำให้นางน้ำตาเอ่อคลอเสียแล้ว อีกทั้งยังมีรองเท้าคู่อีกด้วย พี่สะใภ้มอบของให้นางเพิ่มอีก คือกำไลหยกเนื้อมันวาวกระจ่างดูงดงามยิ่งนักจ้าวกุ้ยหลินสาวชุดแต่งงานแล้ว ตอนนี้กำลังถูกจับให้เกล้าผมแล้วก็บรรจงเสียบปิ่นหยก และยังมีผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวเป็นรูปนกคู่อีกด้วย เรียกได้ว่าตื่นเต้นยิ่งนัก ครั้งแรกที่แต่งงานยังไม่รู้สึกตื่นเต้นเช่นนี้สักนิด“หลินเอ๋อร์ ช่างดงามยิ่งนัก” ซูหนี่ว์ชมเปาะเมื่อเห็นเจ้าสาวของฟางผิงซานดูหวานละมุนซ่อนความเผ็ดร้อนไว้ภายใต้ใบหน้าที่งดงามดูไร้พิษสงใด ๆ“นั่นสิ งดงามยิ่ง” หมิงหลันยิ้มแก้มแทบปริ เมื่อเห็นว่าเจ้าสาวของใครบางคนงดงามเพียงใด ยิ่งคิดว่าคืนนี้จะเกิดอันใดขึ้น เพียงแค่นี้ก็ทำให้หมิงหลันใจเต้นโครมครามเสียแล้ว ใครว่ากงจู่เช่นนางจะเรียบร้อยกันนางแก่นแก้วและยังจับรองแม่ทัพจ้าวเกาเ
ตอนที่ 47 เดินทางพักผ่อนใจหลังจากงานเลี้ยงในคืนนั้นได้เสร็จสิ้นลง ตระกูลฟาง จึงได้พูดคุยว่า จะหาฤกษ์แต่งงานมงคลให้เร็วที่สุด กระนั้นทำให้ฟางผิงซานใจร้อนนัก เขาพูดขึ้นมาว่าอยากจะเร่งงานแต่งให้เร็วที่สุด ยิ่งอาทิตย์ได้ยิ่งดีใหญ่ท่านปู่จึงขบขันไม่น้อยเมื่อเห็นหลานเขยเลือดร้อนอยากจะเข้าหอกับหลานสาวของเขาตัวสั่นเช่นนี้ ทำให้ชายชรารู้สึกเอ็นดูว่าที่หลานเขยเช่นฟางผิงซานยิ่งนัก แม้จะมุทะลุไปบ้างก็ตาม ยังนึกถึงวันที่เคยพร่ำสอนเด็กพวกนี้ได้อยู่เลยเผลอเพียงแค่ไม่กี่ปี ต่างก็เติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาว แต่งงานออกเรือนมีลูกกันเสียแล้ว ฟางผิงซานก็คือหนึ่งในลูกศิษย์ที่ท่านราชครูเคยสอนมา ตำแหน่งราชครูมิใช่มีแค่ในวังหลวงเท่านั้น ยังเป็นท่านอาจารย์ใหญ่ในสำนักศึกษาหลวงด้วยเช่นกันในวงสนทนามีเพียงคนผู้หนึ่งที่ยิ้มไม่ออก หัวเราะไม่ได้ นั่นคือท่านอาสาม ที่กำลังปั้นหน้าเสแสร้ง แต่ทว่าภายในใจของเขาดูจะบอบช้ำและเจ็บปวดไม่น้อยจ้าวจินหมิง คิดว่าตนเองนั้นหักห้ามใจแล้ว ที่จะไม่รักหลานสาว แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นผลเอาเสียเลย กระนั้นหลานสาวยังอดที่จะเห็นใจท่านอาสามไม่ได้ นางเคยพูดว่าขอให้ท่านอาของนางได้พบรักแท้จริง ๆ เ
ตอนที่ 46 งานเลี้ยงเมืองหลวงรุ่งอรุณรับวันใหม่ ในจวนตระกูลจ้าวดูจะวุ่นวายไม่น้อย เนื่องด้วยตอนเย็นวันนี้ที่จวนจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับลูกชายคนโต และหลานสาวเพียงคนเดียวของตระกูลจ้าว ที่ไม่ได้พบหน้ากันมายี่สิบปีจ้าวหมิงหลัน พี่สะใภ้เดินทางมาถึงจวนนี้ในยามสายของวันแล้ว นางนำชุดที่แสนพิเศษมามอบให้น้องสาวผู้นี้ วันนี้นางมาอยู่เป็นเพื่อนของกุ้ยหลิน เพื่อมารับอาหารมื้อกลางวัน แสนจะอร่อยก็ว่าได้กุ้ยหลินเข้าครัว จัดทำอาหารให้พี่สะใภ้อย่างง่าย ๆ เป็นข้าวผัดแล้วก็มีเพียงแค่ไข่เจียวยัดไส้ด้วยหมูสับกับมะเขือเทศ และอีกจานก็คือมะเขือเทศผัดไข่ กุ้ยหลินอยากจะดูแลพี่สะใภ้ผู้นี้เมื่อมื้อกลางวันได้จบลง สตรีทั้งสองก็ต้องแต่งตัว เพื่อรองานเลี้ยงที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกแค่ไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น และจ้าวหมิงหลัน ต้องการให้จ้าวกุ้ยหลินดูโดดเด่นที่สุดในงาน และให้เป็นที่กล่าวขานกันไปหลายหัวเมือง ว่าหม้ายสาวผู้นี้ช่างมีเสน่ห์เหลือร้ายนัก“กุ้ยหลิน” น้ำเสียงหวานเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าจ้าวกุ้ยหลินสวมชุดสีชมพูอ่อน ปักดิ้นสีแดงเล็ก ๆ เป็นรูปดอกไม้ และดิ้นสีทองนั้นปักเป็นรูปดวงดาว ที่ทอแสงเปล่งประกายวาววับ ทำให้กุ้ยหลิ
ตอนที่ 45 กลืนกินทั้งตัวฟางผิงซวนยังคงรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ที่แดนใต้ แผ่นหลังของเขาถูกคนร้ายใช้ดาบแทงเข้ามา โชคดีที่ไม่ถูกจุดสำคัญ เขารักษาตัวมาหลายวัน บาดแผลเริ่มแห้งแล้ว ท่านหมอมอบยาสมานแผล และยาสมุนไพรให้หน้าที่ดูแลคนป่วยตกเป็นของคนงาม หม้ายสาวทรงเสน่ห์ โม่อวี้เฟย แต่ทว่านางงดงามมิได้ดูด้อยไปกว่าจ้าวกุ้ยหลิน กิริยามารยาทนั้นถูกสอนสั่งมาอย่างดี ขนบธรรมเนียมใด ๆ นางมิอาจละเลยกระนั้นยามเช็ดตัวให้ชายหนุ่ม เห็นแผงอกแกร่งขาวสะอ้าน อีกทั้งยังมีกล้ามเนื้อที่หน้าท้องเป็นลอนสวยงาม หม้ายสาวผู้นี้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวสักครั้ง ทว่าคนป่วยมักจะกลั่นแกล้งนางเป็นประจำ หน้าที่คนเช็ดตัวจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากจะเป็นคนงามแห่งแดนใต้ฟางผิงซวนเอนกายอยู่ที่เตียงกว้าง ห้องนอนนี้อยู่ในเรือนรับรองของตระกูลโม่ ชายหนุ่มมองมือเรียวของหญิงสาวที่กำลังบิดผ้าหมาด ๆ จะเช็ดตัวให้เขาเหมือนอย่างเคย แววตาหวานฉ่ำของชายหนุ่ม และรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเขาส่งไปยังหญิงงามอวี้เฟยใบหน้าแดงก่ำราวกับผลอิงเถา เมื่อชายหนุ่มส่งยิ้มและมอบแววตากรุ้มกริ่มเช่นนี้มาให้ ก้อนเนื้อน้อย ๆ ของนางเต้นตึกตักทุกครั้งที่เจอเขา คนงามล้ำม
ตอนที่ 44 ความในใจจ้าวเกาเหวินพอรู้ข่าวของฟางผิงซาน ในคืนนั้นเขาก็รีบรุดหน้าไปหาที่จวนตระกูลจ้าว โดยมีแม่ทัพหยางสหายคู่ใจ ส่งข่าวเอ่ยกล่าวผ่านทางพ่อบ้านตระกูลสายสาม มาแจ้งแก่เขา นั่นทำให้จ้าวเกาเหวินเร่งไปในยามวิกาลฝีเท้าแกร่งเดินอย่างรีบร้อน รุดเข้าไปที่เรือนด้านหน้า ในห้องนอนของน้องสาว พบเห็นสหายของตนเองกำลังหยอกล้อ กุ้ยหลิน ตัวเขาจึงบันดาลโทสะ ตะคอกเสียงดังลั่นห้อง“อาซาน เจ้ามันสมควรตายยิ่งนัก” สีหน้าดำทะมึนของจ้าวเกาเหวิน พร้อมกับแผ่กลิ่นอายชวนหวาดหวั่น ทำให้อีกฝ่ายสะพรึงกลัวยิ่งนัก ทว่าฟางผิงซานจึงออกปากร้องขึ้นมาว่า“หลินเอ๋อร์ ช่วยพี่ด้วยอาเหวินจะตีว่าที่สามี” ด้วยความเจ้าเล่ห์ของฟางผิงซาน ทำให้กุ้ยหลินที่ได้ยินเสียงพี่ชายที่ส่งเสียงคำรามดังกึกก้องในห้องของนาง กุ้ยหลินมีท่าทางตื่นตระหนกเล็กน้อย จากนั้นนางจึงชักสีหน้าจ้องเขม็งไปยังพี่ใหญ่“พี่ใหญ่คิดจะทำอันใด พี่ซานเข้าเจ็บตัวก็เพราะปกป้องน้อง” สิ้นเสียงหวานที่เอ่ยขึ้น ทำให้จ้าวเกาเหวินส่งเสียงคำรามอีกครั้งหนึ่ง“ให้มันน้อย ๆ หน่อย แผลเพียงแค่นี้ทำจะตาย กลับจวนของเจ้าไปได้แล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ ข้าจะไปส่ง” จ้าวเกาเหวินมิเอ่ย
ตอนที่ 15 ข้าชอบท่านจวนตระกูลกวนค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ท่านหมอเดินเข้ามาสามคนเพื่อมาดูอาการของบุตรชายขุนนางกวน แผ่นหลังนั้นแดงเถือกเป็นแผลพุพองเสียแล้ว ช่างดูน่าหวาดกลัวนักโม่อวี้เฟยถูกจับให้นั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้น แต่นางหาได้สำนึกผิดไม่ ท่าทางช่างดูกระด้างกระเดื่องต่อแม่สามีและพ่อสามีไม่
ตอนที่ 14 จัดการกุ้ยหลินและสหายอีกสามคน เดินมายังร้านของนางที่ปิดไปแล้ว จากนั้นกุ้ยหลินเปิดบานประตูไม้แต่ละบานด้วยความชำนาญ ฟางผิงซานอาสาจะช่วยสตรีร่างบอบบาง เขาไม่รู้ว่ากุ้ยหลินนั้นเก่งกาจเรื่องหมัดมวยและร่างกายของนางนั้นแข็งแรงยิ่งนัก มิได้อ่อนแอปวกเปียกเสียเมื่อไหร่กันอาจิงวิ่งหน้าตาตื่นมาหา “
ตอนที่ 12 ประกาศตัวหลังจากที่จ้าวกุ้ยหลินประกาศตัวว่าหย่าร้างกับสามีแซ่กวนไป อีกสองวันถัดมา เรื่องของสตรีหม้ายแซ่จ้าว ก็ถูกกล่าวอยู่ในวงสุรา และเหล่าชายหนุ่มก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หญิงหม้ายผู้นี้งดงามเหลือเกิน ค้าขายเก่งกาจนัก อีกทั้งยังจัดการเหล่าผู้ที่มาก่อกวนเสียอยู่หมัดในแต่ละวันร้านน้ำเต้
ตอนที่ 11 พบหน้าจ้าวเกาเหวิน รองแม่ทัพแห่งแดนเหนือ ยามนี้กำลังพักผ่อน แต่การพักผ่อนของเขานั้นคือการเดินทางมาที่แดนใต้ เขามาด้วยเหตุที่ว่า ภรรยาของเขาอยากจะมาท่องเที่ยวจึงจำเป็นที่เขาจะต้องเดินทางมาด้วย และอีกอย่างคือเขามาราชการลับส่วนฟางผิงซาน อยู่ในรถม้าคันหนึ่ง ข้างกายไร้ผู้ติดตาม น้องชายคนรอง







