Masukตอนที่ 14 จัดการ
กุ้ยหลินและสหายอีกสามคน เดินมายังร้านของนางที่ปิดไปแล้ว จากนั้นกุ้ยหลินเปิดบานประตูไม้แต่ละบานด้วยความชำนาญ ฟางผิงซานอาสาจะช่วยสตรีร่างบอบบาง เขาไม่รู้ว่ากุ้ยหลินนั้นเก่งกาจเรื่องหมัดมวยและร่างกายของนางนั้นแข็งแรงยิ่งนัก มิได้อ่อนแอปวกเปียกเสียเมื่อไหร่กัน
อาจิงวิ่งหน้าตาตื่นมาหา “คุณหนูเจ้าคะ แย่แล้วเจ้าค่ะ” อาจิงหน้าตาตื่นตกใจ มิทันได้มองว่าข้างกายของนายสาวตนเองนั้น มีคนแปลกหน้าอยู่ด้วย อาจิงหายใจเหนื่อยหอบ อ้าปากกอบโกยเอาอากาศเข้าไปข้างในครั้งแล้วครั้งเล่า นางหายใจไม่ทัน ท่าทางจึงได้ดูตลกขบขันยิ่งนัก
“อาจิง มีอะไรทำไมหน้าตาตื่นอย่างนี้เล่า” กุ้ยหลินถามแต่นางก็ยังจัดแจงลงมือเปิดร้านของนาง หวังว่าจะทำอาหารง่าย ๆ ให้สหายและพี่ชาย ที่นางเข้าใจเป็นเช่นนั้น แต่กระนั้นจ้าวเกาเหวินมิได้เอ่ยปาก นางก็ไม่อยากจะเอ่ยเรื่องเช่นนี้ เดี๋ยวเขาจะหาว่านางแอบอ้างเป็นญาติตีสนิทหวังผลประโยชน์
“คุณชายน้อยนะสิเจ้าคะ ข้าบังเอิญอยากเข้าห้องน้ำแต่ดันไปเห็นคุณชายน้อยกำลัง...กำลัง” อาจิง อายปากนักอยากจะบอกใจจะขาดว่าคุณชายแอบมีอะไรกันกับสาวใช้ของฮูหยินรอง
“จะอะไรก็พูดมาเถอะน่า เจ้านี่นะ” กุ้ยหลินดุอีกฝ่ายเข้าให้อย่างไม่จริงจังนัก นางก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าอดีตสามีของนางไปทำอะไรกับใครหรือก่อเรื่องอะไรอีก
“ก็คุณชายน้อยนะสิเจ้าคะ กับสาวใช้ของฮูหยินรอง” ในที่สุดก็กล้าพูดได้โดยไม่อายปาก นางไปพบกับเรื่องน่าบัดสีของคนทั้งสอง นางก็ตกใจนักนึกว่าผีหลอก แต่ที่ได้เสียงร้องครางดังออกมาจากในตรอกลึก ทั้งมืดมิดและคับแคบ แต่ทว่าคนทั้งคู่ มิอายฟ้าดินบ้าง
“อ้อ ไม่ต้องบอกข้าก็พอจะเดาออกแล้ว ช่างเถอะ เรื่องของผัวเมีย ตัวข้าหย่าแล้ว ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดอีก ต่างคนต่างอยู่” กุ้ยหลินไม่แปลกใจ นางก็นึกว่าสักวันผู้ชายมักมากจะไม่หยุดเพียงแค่อวี้เฟยเท่านั้น
“แต่ข้ากลัวว่าคุณชายน้อยจะส่งแม่สื่อมาขอท่านอีกรอบ” อาจิงเป็นห่วงนัก นางกำลังคิดไปไกล
“ก็ลองให้มันส่งมา ข้าจะถลกหนังหน้าของมันมาทำพรมเช็ดเท้า” อาจิงมิได้เข้าใจนายสาวแต่อย่างใด ทว่ากุ้ยหลินนั้นพูดจาดูจะดุดันและร้ายกาจไม่น้อย ทำให้ทั้งสามคนเบิกตากว้าง คิดว่านางเป็นสตรีอ่อนหวาน แต่กลับมีฝีปากจัดจ้าน ไม่คิดว่านอกจากฝีปากจะเผ็ดร้อนแล้ว นางยังกล้าข่มขู่คุกคามอีกฝ่ายอย่างหน้าตาเฉย
“คุณหนู เอ่อ...” อาจิงตกใจอีกครั้ง เมื่อหันไปพบกับคนแปลกหน้า ที่นั่งมองนางสองคนพูดคุยกัน นางจึงถอยหลังก้มหน้า เพราะตนเองมิสำรวมกิริยา ทำให้นายสาวขายหน้ายิ่งนัก “ขออภัยเจ้าคะ ข้าน้อยเสียมารยาทยิ่งนัก ทำให้คุณหนูขายหน้าแล้วเจ้าค่ะ”
“อาจิง เจ้าทำอันใดกัน ข้าเคยบอกเจ้ากี่ครั้งแล้ว เจ้ามิใช่สาวใช้อีกต่อไป” คราวนี้กุ้ยหลินโมโหจึงดุนางไปอีกครั้งใหญ่ อาจิงเงยหน้ามองนายสาวด้วยหัวใจที่ตื้นตันซาบซึ้งใจยิ่งนัก
“หิวแล้วใช่หรือไม่ มาเดี๋ยวข้าจะทำข้าวผัดให้พวกท่านกินรองท้อง มีไข่เจียวปูอีกด้วย หวังว่าพวกท่านจะไม่ถือสานะ อาหารพื้น ๆ” กุ้ยหลินตั้งใจอยากจะทำอาหารที่ท่านแม่มักจะทำให้นางกินบ่อย ๆ เนื้อปูหาได้ไม่ยากนักในแดนใต้ เพราะติดกับทะเล อีกอย่างเนื้อปูที่นี่สดใหม่ทุกวัน ข้าวผัดอาหารพื้น ๆ ท่านแม่ได้กล่าวเอาไว้
เมื่อนึกถึงอาหารมื้อนี้ ดวงตากลมโตดูหมองหม่นลงมาทันตาเห็น ไม่นานม่านน้ำตาเข้ามาปกคลุมดวงตาคู่งาม กุ้ยหลินยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้งไปอย่างลวก ๆ และยังมองออกว่า ดวงตาคู่งามนี้ดูแดงระเรื่อด้วยม่านน้ำตาเล็กน้อย
ฟางผิงซานเป็นบุรุษที่ทนเห็นน้ำตาของหญิงงามแล้วรู้สึกสงสารและเห็นใจยิ่งนัก เขาไม่รู้หรอก ว่าอาหารที่นางกล่าวมานั้นคืออันใด เขาฟังไม่ออกเป็นภาษาที่ไม่คุ้นหูนัก และยังต้องเอ่ยชื่นชมจากใจจริง นางดูแข็งแกร่งเกินสตรี และยังมีมุมอ่อนแอน่าทะนุถนอมอีกด้วย
“แม่นาง เจ้าอย่าได้ร้องไห้ไปเลย” เขายื่นผ้าเช็ดหน้าให้กุ้ยหลิน กระนั้นเขาก็ไม่รู้จะเอ่ยปลอบนางอย่างไรดี มีเพียงแค่จ้าวเกาเหวินเท่านั้นที่เข้าใจ
ญาติผู้พี่ที่ออกตามหาน้องสาว นับว่าเป็นพรหมลิขิตของเขาอย่างแท้จริง ในที่สุดเขาก็มั่นใจแล้วว่านางคือน้องสาวญาติห่าง ๆ ของเขา ท่านอาสะใภ้ เมื่อนางไปขอพักอาศัยที่จวนของเขา อาหารนี้เขาเคยได้ลิ้มรส และอร่อยมากนัก มีเพียงแค่ไม่กี่คนจะรู้จัก และมันเป็นภาษาที่เขาฟังไม่เข้าใจ
แต่เมื่อกุ้ยหลินพูดภาษาที่ทุกคนไม่เข้าใจ มีเพียงชายคนเดียวที่รู้ชัดแจ่มแจ้งในคำพูดประหลาดของนาง จ้าวเกาเหวินนั้นถือวิสาสะเข้าไปสวมกอดจ้าวกุ้ยหลินเอาไว้ เป็นภาพที่พี่ชายผู้หนึ่งโอบกอดน้องสาวด้วยความคิดถึง สายเลือดตระกูลจ้าว
“หลินเอ๋อร์ ท่านพ่อ ท่านแม่ของเจ้าสบายดีหรือไม่” เขาผละออกจากเด็กสาว ที่เขาไม่นึกว่าจะเข้ามาสวมกอดนางด้วยความดีใจเช่นนี้ “ข้าเป็นญาติผู้พี่ของเจ้า” จ้าวเกาเหวินเอ่ยขึ้น ก้อนเนื้อด้านซ้ายของเขาเต้นตึกตักโครมครามด้วยความดีใจ
เขาคิดเอาไว้ไม่ผิด นางคือน้องสาวของเขาอย่างแน่นอน “ขอโทษด้วย ที่ข้าไม่ตอบตอนที่เจ้าถาม” เขาเอ่ยขึ้นอีกครั้งหนึ่ง กุ้ยหลินหาได้โกรธอีกฝ่ายไม่ เป็นนางก็ไม่ยอมพูดจนกว่าจะแน่ใจเช่นเดียวกัน
“ไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ รอสักครู่นะเจ้าคะ เดี๋ยวข้าจะเตรียมสำรับให้พวกท่านได้รองท้อง พี่สะใภ้คงหิวแย่” กุ้ยหลินคลี่ยิ้มหวาน ทำให้หมิงหลันอดขบขันไม่ได้ กุ้ยหลินช่างดูน่ารักยิ่งนัก ผิงซานดีใจกับสหายเช่นเดียว ที่ได้พบเจอญาติผู้น้องเสียที มาถึงแดนใต้ก็ตั้งหลายวัน ออกตามหาสอบถามก็ไร้วี่แวว
นึกไม่ถึงเพียงแค่เส้นผมบังภูเขาเท่านั้น ญาติห่าง ๆ ของจ้าวเกาเหวินอยู่ไม่ได้ห่างไกลจากโรงเตี๊ยมที่พัก และเหลาอาหารของเขาที่กำลังเริ่มก่อสร้างในไม่ช้านี้เอง
ส่วนทางด้านที่กำลังทุกข์ระทมนั้นก็จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจากว่าจะเป็นกวนอวี้เฟย นางกำลังใช้สติคิดไตร่ตรองใคร่ครวญให้ถี่ถ้วน แต่งงานเข้าตระกูลกวนมาร่วมเดือน เหตุใดเขาจึงมิได้เข้าหอกับนาง เป็นเพราะนางเช่นนั้นหรือ
แสงไฟในห้องนอนฮูหยินรองที่ขยับขึ้นมาเป็นฮูหยินเอก หลังจากที่กุ้ยหลินขอหย่าไปแล้ว นางยังคงเชิดหน้าชูคอและดูหยิ่งผยองพองขนในตำแหน่งนี้ แต่หาได้ยั่งยืนไม่ ดวงตากลมโตดูงดงามแต่ทว่ากลับทอแววหมองหม่นและเศร้าใจ
นางเริ่มคิดตริตรองทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย นับตั้งแต่นางยังไม่ได้แต่งงานและหลังจากที่นางแต่งงานเข้าจวนนี้ สิ่งใดทำให้นางมีความสุขมากกว่ากัน ถ้อยคำพูดของกุ้ยหลินยังคงอยู่ในสมองของนาง เขาทำครั้งหนึ่งได้ ย่อมมีครั้งที่สองตามมา
สามีของนางเหตุใดจึงอยากครอบครองจ้าวกุ้ยหลิน นั่นเพราะนางงดงามราวกับโฉมสะคราญอันดับหนึ่งในแดนใต้ ตัวนางเล่างดงามเพียงใด แน่นอนว่าไม่เป็นสองรองจาก
จ้าวกุ้ยหลินเป็นแน่ เมื่อนั่งคิดใคร่ครวญบางเรื่องย่อมปล่อยวาง บางเรื่องต้องจัดการให้ถึงที่สุดนางจะบุ่มบ่ามราวกับคนขาดสติไม่ได้ นางจะต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา จัดการทีเดียวให้อยู่หมัด ไม่เช่นนั้นนางจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเอง อวี้เฟยเริ่มแผนร้ายด้วยสีหน้าราบเรียบ “ดับไฟ ข้าจะเข้านอน” นางเริ่มแผนการหวังว่าจะเป็นอย่างที่นางตั้งใจ
สาวใช้ทั้งสองพยักหน้าแต่ทว่าหนึ่งในสาวใช้ของนางกำลังกระหยิ่มยิ้มอย่างดีอกดีใจ แต่นางซ่อนมันเอาไว้ด้วยใบหน้าไร้เดียงสา สาวใช้ผู้นี้ยังวางแผนร้าย ป้ายสีใส่ความโม่อวี้เฟยให้นายน้อยได้ฟังอยู่ทุกค่ำคืน
ด้วยเพราะความมักใหญ่ใฝ่สูง คิดใช้ร่างกายให้เจ้านายได้เชยชม หวังว่าจะถีบตัวหลุดพ้นจากการเป็นเบี้ยล่าง รองมือรองเท้าของสตรีที่ขึ้นชื่อเรื่องความเอาแต่ใจ
เมื่อแสงไฟดับลง สาวใช้ทั้งสองกำลังปิดประตูห้องนอน อวี้เฟยพยายามหลับตาลงข่มความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างแสนสาหัส กดมันให้ลึกลงไปให้สุดก้นบึ้งของหัวใจ แต่ทว่าก้อนเนื้อน้อย ๆ ของนางมันกำลังประท้วง เพราะมันบีบรัดแน่นแทบจะหายใจไม่ออก เจ็บปวดร้าวรานดั่งมีดคมเชือดเฉือนทิ่มแทงกลางใจ
ดวงตากลมโตพยายามจะปิดเปลือกตาลงอย่างเชื่องช้า กระนั้นนางไม่อาจทำใจได้ จึงได้ลุกขึ้นในความมืดมิด และกระชับผ้าคลุมไหล่ เดินมายังหน้าต่าง ทอดสายตามองออกไปที่ฟ้ากว้าง นางนั้นจิตใจคับแคบเชียวหรือ ผิดหรือที่นางต้องการความรักและความซื่อสัตย์
โม่อวี้เฟยร้องไม่ออก หัวเราะไม่ได้ จึงได้ตัดสินใจแน่วแน่ นางสวมรองเท้าและเดินไปยังห้องครัว ในค่ำคืนที่อากาศไม่ร้อนและไม่เย็นจนเกินไป หวังว่าในห้องครัวนั้นคงจะมีอะไรให้นาง ได้ทำตามแผนการที่ครุ่นคิดอยู่ในห้วงสมองของนาง
ความจริงคุณหนูในห้องหอเช่นนางหยิบจับงานครัวไม่เป็นเสียด้วยซ้ำ ขนาดก่อไฟนางยังทำไม่ได้เลย แม่สามีจึงได้ดุด่านางเช้าเย็น นางทนเพราะรักเขามาก ยามนี้ความรักที่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนนางมิต้องการอีกต่อไป
สองเท้าเล็ก ๆ ก้าวไปยังห้องครัวและเห็นว่ายังมีสาวใช้อยู่ในนั้น ริมฝีปากซีดใบหน้าโศกเศร้าทอดสายตามองไปยังเตาเห็นว่ามีกองถ่านยังไม่ได้มอดดับลงไป แผนการอันชาญฉลาดได้ผุดขึ้นมาทันทีทันใด
“นายน้อยของพวกเจ้าอยากได้น้ำร้อนสักสองกา พวกเจ้าจงต้มน้ำและนำมาให้ข้า” อวี้เฟยสั่งการสาวใช้ จากนั้นสาวใช้ก็ตักน้ำใส่กาต้มให้ฮูหยินน้อยตามคำสั่ง มิได้ซักถามอันใดให้มากความ ฮูหยินน้อยที่ดูผิดไป นางมิได้อาละวาดเหมือนเช่นเคย
ยามนี้นางนั่งดูเหม่อลอยนัก ดวงตากลมโตหันกลับมามองกาน้ำที่กำลังเดือดปุด ๆ ได้ที่ “ยกมาให้ข้า เดี๋ยวข้าจะเอาไปให้เขาเอง” น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยขึ้น กาน้ำร้อนนั้นร้อนจัดอยู่ในถาดไม้ใบใหญ่พร้อมกับอ่างไม้ใบหนึ่ง ที่เผอิญนางเหลือบไปเห็นเข้าพอดี
โม่อวี้เฟยไม่แย้มยิ้มสีหน้าบึ้งตึงเล็กน้อย นางเดินมายังเรือนใหญ่ด้านหน้า เป้าหมายของนางคือห้องนอนของสามี นางรีบสาวเท้าเดินอย่างรวดเร็ว กลัวว่ากาน้ำจะไม่ร้อน เกรงว่าจะไม่ได้ใช้งานอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ไม่ได้
ประตูห้องนอนของกวนเหวินปิน เขาไม่ได้ลงสลักแต่อย่างใด ยามนี้กำลังกอดรัดฟันเหวี่ยง ขยับสะโพกตอกอัดความเป็นชายเข้าไปในกายสาวของสาวใช้อย่างมัวเมา ประตูหน้าห้องเปิดออกอย่างเบามือ เท้าเล็ก ๆ ค่อย ๆ ก้าวไปยังรวดเร็วและเสียงเบาที่สุด
ภาพอันบาดตาบาดใจที่นางได้พบ แผ่นหลังเปลือยเปล่ากำลังขยับสะโพกอย่างบ้าคลั่ง โม่อวี้เฟย กดยิ้มที่มุมปาก นางค่อย ๆ วางถาดกาน้ำร้อนลงที่โต๊ะ ดวงตากลมโตมีความอำมหิตซ่อนอยู่ราวกับปีศาจร้าย
สองมือเล็ก ๆ ของนางจับที่หูขอกานั้นเทใส่อ่างไม้ใบหนึ่ง คาดหวังว่ามันน่าจะให้คนทั้งคู่หยุดการกระทำที่เลวทราม ทำร้ายจิตใจของนาง ไอร้อนพวยพุ่งปะทะเข้ากับใบหน้าของหญิงสาว นางเร่งฝีเท้าอย่างระมัดระวัง ค่อย ๆ ประคองอ่างน้ำร้อนใบนั้นเข้าไปใกล้ ๆ
หญิงสาวที่กำลังมีความสุขเห็นเงามาตั้งแต่ไกล แววตาของนางดูเย้ยหยันอีกฝ่ายไม่น้อย แสร้งร้องคราง “อื้อ อื้อ นายน้อยข้ามีความสุขเหลือเกินเจ้าค่ะ” อวี้เฟยได้ยินก็กดยิ้มขึ้น แววตาดูโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก
“อย่าอยู่เลยพวกชั่ว!” นางตะโกนออกไป พร้อมกับน้ำร้อนที่สาดใส่กวนเหวินปิน เข้าให้อย่างจัง คล้าย ๆ ว่าจะถูกใบหน้าเล็กน้อย
ผู้ที่ถูกน้ำร้อนสาดเข้ามานั้น สะดุ้งตกใจยิ่งนัก “เป็นบ้าอะไรของเจ้า โอ๊ย ร้อน ๆ ร้อน ๆ” เขาก่นด่านางก่อนจะรีบวิ่งตัวเปล่าเข้าไปในห้องน้ำด้วยความรู้สึกแสบร้อนและทรมานยิ่งนัก กวนเหวินปินไม่รอช้ารีบก้าวลงไปแช่ในอ่างน้ำใบใหญ่หลังฉากกั้น
สีหน้าของเขาดูจะเกรี้ยวกราด ขบกรามขึ้นเป็นสันนูน มาดหมายว่าออกไปได้เมื่อไหร่ โม่อวี้เฟยไม่รอดแน่ เขาจะจัดการสั่งสอนนางให้หลาบจำ ทีหลังอย่าได้ริอ่านกระทำตัวเช่นนี้ หึงหวงไม่เข้าเรื่อง
สาวใช้ที่กำลังเสพสังวาส เมื่อครู่ยังร้องครางอย่างมีความสุข แต่ทว่ายามนี้นางกำลังกรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง “ว้าย ฮูหยิน ฮูหยินอภัยให้ข้าด้วยเจ้าค่ะ” กลุ่มผมของสาวใช้ผู้ปีนเตียงนาย ถูกโม่อวี้เฟยจับเอาไว้แน่น แววตาของนางดูร้ายกาจราวกับปีศาจร้ายเข้ามาสิงร่างของร่างอย่างไรอย่างนั้น
มือเรียวของฮูหยินเอก บีบอยู่ที่ลำคอของสาวใช้ ดวงตานั้นดูเกรี้ยวกราด ใบหน้าบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยไฟโทสะที่สุมอก น้ำเสียงเหี้ยมจึงได้ตวาดแผดเสียงออกมา พร้อมกระชากร่างของสาวใช้ลงมาจากเตียงนอน
ร่างบอบบางสั่นสะท้านเต็มไปด้วยความหวาดกลัว โม่อวี้เฟยนางไม่มีทางยอมให้สาวใช้เหยียบหน้านางเด็ดขาด นางกระแทกน้ำเสียงแข็งกระด้าง “เมื่อครู่เจ้ายังมีความสุขอยู่เลยนี่! ยามนี้เหตุใดจึงกรีดร้องเล่า!” โม่อวี้เฟยเดือดดาลยิ่งนัก อีกอย่างรู้สึกสะใจนักเชียว
“มีความสุขนักใช่หรือไม่! ดูสิหากหน้าของเจ้าเสียโฉมขึ้นมา ไอ้ลูกหมายังจะรักเจ้าอยู่!” อวี้เฟยมิได้ใช้น้ำร้อนสาดใบหน้าของสาวใช้ แต่นางคิดว่าจะใช้มีดกรีดใบหน้าของสาวใช้ให้เสียโฉม
มือเรียวของนางยังจับกลุ่มผมของสาวใช้อยู่ เท้าอีกข้างหนึ่งเหยียบใบหน้าของสาวใช้ใฝ่สูงนี้ แนบอยู่ที่พื้นหยาบกระด้าง ขยี้เท้าลงไปที่แก้มของสาวใช้คนนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่มันก็ไม่สาแก่ใจนาง นอกเสียจากจะใช้มีดกรีดใบหน้าตามคำขู่กล่าวอ้างของตนเอง
“กวนเหวินปิน! ต่อแต่นี้ข้ากับเจ้า! มิใช่สามีภรรยากันอีกต่อไป! ข้าขอสิ้นสุดความรักของข้าที่มีต่อเจ้าตั้งแต่บัดนี้ เชิญเจ้ามีความสุขได้ตามสบาย!”
ตอนพิเศษเข้าหอ ฟางผิงซวน โม่อวี้เฟยฟางผิงซาน จ้าวกุ้ยหลิน เข้าหอ“เฟยเอ๋อร์ เรียกพี่ดัง ๆ สิ” น้ำเสียงแหบพร่าของฟางผิงซวน ที่เขากำลังกระแทกกระทั้นเข้าไปข้างในกายสาวของภรรยาที่เพิ่งจะแต่งงานสะโพกหนาแกร่งขยับเขยื้อน กระแทกกระทั้นเข้าไปอย่างไม่ลดละ สีหน้าของเขาดูบิดเบี้ยว ทว่าเต็มไปด้วยความสุขสม ภายในห้องนอนมีเสียงหวานร้องครางกระเส่า ผสมผสานกับเสียงเนื้อกระทบเนื้อ ดังอยู่ในห้องหอสีแดงในยามนี้เตียงนอนสีแดง มีผ้าสีขาวรองคาดกลางเอาไว้ มีรอยจุดเลือดพรหมจรรย์เป็นรอยอยู่บนผ้าสีขาว ฟางผิงซวนไม่เคยแน่ใจอะไรเท่านี้มาก่อน ภรรยาของเขามิเคยเข้าหอกับชายคนนั้น ทว่ายามเขากระแทกกระทั้นเข้าไปขยับสะโพกหนาแกร่งเข้าไปทีไร ภรรยาของเขามักจะส่งเสียงหวานร้องครางออกมา ทำให้เขาจวนเจียนจะแตกซ่านไม่น้อย“อื้อ อ้า” คนตัวเล็กร้องออกมา ยามเมื่อเขาขยับสะโพกซอยถี่ ๆ กายสาวของนางกำลังสั่นระริก เต็มไปด้วยความเสียวซ่านกระสัน พลางสุขล้น ลมหายใจร้อนผะผ่าว บางครั้งก็บางเบาราวกับจะขาดห้วงลงริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มขบเม้มเข้าหากันแน่น มือเรียวขยำผ้าปูที่นอนจนยับย่น ไม่เรียบเหมือนเช่นเดิม คนตัวโตใบหน้ามีเหงื่อผุดขึ้นมา แผ่นหลัง
ตอนที่ 48 แต่งงานหนึ่งอาทิตย์ต่อมาตระกูลจ้าววันนี้ดูจะคึกคักยิ่งนัก เมื่อจ้าวกุ้ยหลินได้สวมชุดแต่งงานที่ดูหรูหรา งดงามโดดเด่นยิ่งนัก นั่นเพราะเพราะว่าพี่สะใภ้ของนางและกงจู่โจวซู่หนี่ว์ ช่วยกันจัดการชุดแต่งงานให้จ้าวกุ้ยหลินนางไม่รู้จะขอบใจพี่สาวทั้งสองได้อย่างไร เพียงแค่เห็นชุดเจ้าสาวก็ทำให้นางน้ำตาเอ่อคลอเสียแล้ว อีกทั้งยังมีรองเท้าคู่อีกด้วย พี่สะใภ้มอบของให้นางเพิ่มอีก คือกำไลหยกเนื้อมันวาวกระจ่างดูงดงามยิ่งนักจ้าวกุ้ยหลินสาวชุดแต่งงานแล้ว ตอนนี้กำลังถูกจับให้เกล้าผมแล้วก็บรรจงเสียบปิ่นหยก และยังมีผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวเป็นรูปนกคู่อีกด้วย เรียกได้ว่าตื่นเต้นยิ่งนัก ครั้งแรกที่แต่งงานยังไม่รู้สึกตื่นเต้นเช่นนี้สักนิด“หลินเอ๋อร์ ช่างดงามยิ่งนัก” ซูหนี่ว์ชมเปาะเมื่อเห็นเจ้าสาวของฟางผิงซานดูหวานละมุนซ่อนความเผ็ดร้อนไว้ภายใต้ใบหน้าที่งดงามดูไร้พิษสงใด ๆ“นั่นสิ งดงามยิ่ง” หมิงหลันยิ้มแก้มแทบปริ เมื่อเห็นว่าเจ้าสาวของใครบางคนงดงามเพียงใด ยิ่งคิดว่าคืนนี้จะเกิดอันใดขึ้น เพียงแค่นี้ก็ทำให้หมิงหลันใจเต้นโครมครามเสียแล้ว ใครว่ากงจู่เช่นนางจะเรียบร้อยกันนางแก่นแก้วและยังจับรองแม่ทัพจ้าวเกาเ
ตอนที่ 47 เดินทางพักผ่อนใจหลังจากงานเลี้ยงในคืนนั้นได้เสร็จสิ้นลง ตระกูลฟาง จึงได้พูดคุยว่า จะหาฤกษ์แต่งงานมงคลให้เร็วที่สุด กระนั้นทำให้ฟางผิงซานใจร้อนนัก เขาพูดขึ้นมาว่าอยากจะเร่งงานแต่งให้เร็วที่สุด ยิ่งอาทิตย์ได้ยิ่งดีใหญ่ท่านปู่จึงขบขันไม่น้อยเมื่อเห็นหลานเขยเลือดร้อนอยากจะเข้าหอกับหลานสาวของเขาตัวสั่นเช่นนี้ ทำให้ชายชรารู้สึกเอ็นดูว่าที่หลานเขยเช่นฟางผิงซานยิ่งนัก แม้จะมุทะลุไปบ้างก็ตาม ยังนึกถึงวันที่เคยพร่ำสอนเด็กพวกนี้ได้อยู่เลยเผลอเพียงแค่ไม่กี่ปี ต่างก็เติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาว แต่งงานออกเรือนมีลูกกันเสียแล้ว ฟางผิงซานก็คือหนึ่งในลูกศิษย์ที่ท่านราชครูเคยสอนมา ตำแหน่งราชครูมิใช่มีแค่ในวังหลวงเท่านั้น ยังเป็นท่านอาจารย์ใหญ่ในสำนักศึกษาหลวงด้วยเช่นกันในวงสนทนามีเพียงคนผู้หนึ่งที่ยิ้มไม่ออก หัวเราะไม่ได้ นั่นคือท่านอาสาม ที่กำลังปั้นหน้าเสแสร้ง แต่ทว่าภายในใจของเขาดูจะบอบช้ำและเจ็บปวดไม่น้อยจ้าวจินหมิง คิดว่าตนเองนั้นหักห้ามใจแล้ว ที่จะไม่รักหลานสาว แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นผลเอาเสียเลย กระนั้นหลานสาวยังอดที่จะเห็นใจท่านอาสามไม่ได้ นางเคยพูดว่าขอให้ท่านอาของนางได้พบรักแท้จริง ๆ เ
ตอนที่ 46 งานเลี้ยงเมืองหลวงรุ่งอรุณรับวันใหม่ ในจวนตระกูลจ้าวดูจะวุ่นวายไม่น้อย เนื่องด้วยตอนเย็นวันนี้ที่จวนจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับลูกชายคนโต และหลานสาวเพียงคนเดียวของตระกูลจ้าว ที่ไม่ได้พบหน้ากันมายี่สิบปีจ้าวหมิงหลัน พี่สะใภ้เดินทางมาถึงจวนนี้ในยามสายของวันแล้ว นางนำชุดที่แสนพิเศษมามอบให้น้องสาวผู้นี้ วันนี้นางมาอยู่เป็นเพื่อนของกุ้ยหลิน เพื่อมารับอาหารมื้อกลางวัน แสนจะอร่อยก็ว่าได้กุ้ยหลินเข้าครัว จัดทำอาหารให้พี่สะใภ้อย่างง่าย ๆ เป็นข้าวผัดแล้วก็มีเพียงแค่ไข่เจียวยัดไส้ด้วยหมูสับกับมะเขือเทศ และอีกจานก็คือมะเขือเทศผัดไข่ กุ้ยหลินอยากจะดูแลพี่สะใภ้ผู้นี้เมื่อมื้อกลางวันได้จบลง สตรีทั้งสองก็ต้องแต่งตัว เพื่อรองานเลี้ยงที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกแค่ไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น และจ้าวหมิงหลัน ต้องการให้จ้าวกุ้ยหลินดูโดดเด่นที่สุดในงาน และให้เป็นที่กล่าวขานกันไปหลายหัวเมือง ว่าหม้ายสาวผู้นี้ช่างมีเสน่ห์เหลือร้ายนัก“กุ้ยหลิน” น้ำเสียงหวานเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าจ้าวกุ้ยหลินสวมชุดสีชมพูอ่อน ปักดิ้นสีแดงเล็ก ๆ เป็นรูปดอกไม้ และดิ้นสีทองนั้นปักเป็นรูปดวงดาว ที่ทอแสงเปล่งประกายวาววับ ทำให้กุ้ยหลิ
ตอนที่ 45 กลืนกินทั้งตัวฟางผิงซวนยังคงรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ที่แดนใต้ แผ่นหลังของเขาถูกคนร้ายใช้ดาบแทงเข้ามา โชคดีที่ไม่ถูกจุดสำคัญ เขารักษาตัวมาหลายวัน บาดแผลเริ่มแห้งแล้ว ท่านหมอมอบยาสมานแผล และยาสมุนไพรให้หน้าที่ดูแลคนป่วยตกเป็นของคนงาม หม้ายสาวทรงเสน่ห์ โม่อวี้เฟย แต่ทว่านางงดงามมิได้ดูด้อยไปกว่าจ้าวกุ้ยหลิน กิริยามารยาทนั้นถูกสอนสั่งมาอย่างดี ขนบธรรมเนียมใด ๆ นางมิอาจละเลยกระนั้นยามเช็ดตัวให้ชายหนุ่ม เห็นแผงอกแกร่งขาวสะอ้าน อีกทั้งยังมีกล้ามเนื้อที่หน้าท้องเป็นลอนสวยงาม หม้ายสาวผู้นี้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวสักครั้ง ทว่าคนป่วยมักจะกลั่นแกล้งนางเป็นประจำ หน้าที่คนเช็ดตัวจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากจะเป็นคนงามแห่งแดนใต้ฟางผิงซวนเอนกายอยู่ที่เตียงกว้าง ห้องนอนนี้อยู่ในเรือนรับรองของตระกูลโม่ ชายหนุ่มมองมือเรียวของหญิงสาวที่กำลังบิดผ้าหมาด ๆ จะเช็ดตัวให้เขาเหมือนอย่างเคย แววตาหวานฉ่ำของชายหนุ่ม และรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเขาส่งไปยังหญิงงามอวี้เฟยใบหน้าแดงก่ำราวกับผลอิงเถา เมื่อชายหนุ่มส่งยิ้มและมอบแววตากรุ้มกริ่มเช่นนี้มาให้ ก้อนเนื้อน้อย ๆ ของนางเต้นตึกตักทุกครั้งที่เจอเขา คนงามล้ำม
ตอนที่ 44 ความในใจจ้าวเกาเหวินพอรู้ข่าวของฟางผิงซาน ในคืนนั้นเขาก็รีบรุดหน้าไปหาที่จวนตระกูลจ้าว โดยมีแม่ทัพหยางสหายคู่ใจ ส่งข่าวเอ่ยกล่าวผ่านทางพ่อบ้านตระกูลสายสาม มาแจ้งแก่เขา นั่นทำให้จ้าวเกาเหวินเร่งไปในยามวิกาลฝีเท้าแกร่งเดินอย่างรีบร้อน รุดเข้าไปที่เรือนด้านหน้า ในห้องนอนของน้องสาว พบเห็นสหายของตนเองกำลังหยอกล้อ กุ้ยหลิน ตัวเขาจึงบันดาลโทสะ ตะคอกเสียงดังลั่นห้อง“อาซาน เจ้ามันสมควรตายยิ่งนัก” สีหน้าดำทะมึนของจ้าวเกาเหวิน พร้อมกับแผ่กลิ่นอายชวนหวาดหวั่น ทำให้อีกฝ่ายสะพรึงกลัวยิ่งนัก ทว่าฟางผิงซานจึงออกปากร้องขึ้นมาว่า“หลินเอ๋อร์ ช่วยพี่ด้วยอาเหวินจะตีว่าที่สามี” ด้วยความเจ้าเล่ห์ของฟางผิงซาน ทำให้กุ้ยหลินที่ได้ยินเสียงพี่ชายที่ส่งเสียงคำรามดังกึกก้องในห้องของนาง กุ้ยหลินมีท่าทางตื่นตระหนกเล็กน้อย จากนั้นนางจึงชักสีหน้าจ้องเขม็งไปยังพี่ใหญ่“พี่ใหญ่คิดจะทำอันใด พี่ซานเข้าเจ็บตัวก็เพราะปกป้องน้อง” สิ้นเสียงหวานที่เอ่ยขึ้น ทำให้จ้าวเกาเหวินส่งเสียงคำรามอีกครั้งหนึ่ง“ให้มันน้อย ๆ หน่อย แผลเพียงแค่นี้ทำจะตาย กลับจวนของเจ้าไปได้แล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ ข้าจะไปส่ง” จ้าวเกาเหวินมิเอ่ย
ตอนที่ 15 ข้าชอบท่านจวนตระกูลกวนค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ท่านหมอเดินเข้ามาสามคนเพื่อมาดูอาการของบุตรชายขุนนางกวน แผ่นหลังนั้นแดงเถือกเป็นแผลพุพองเสียแล้ว ช่างดูน่าหวาดกลัวนักโม่อวี้เฟยถูกจับให้นั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้น แต่นางหาได้สำนึกผิดไม่ ท่าทางช่างดูกระด้างกระเดื่องต่อแม่สามีและพ่อสามีไม่
ตอนที่ 13 น้องสาวจ้าวกุ้ยหลิน สบตาเข้ากับอีกฝ่าย ทว่ายามนี้ใบหน้าของนางดูจะแดงระเรื่อไม่น้อย เมื่อถูกชายหนุ่มโอบกระชับเอวของนางเข้ามาเพื่อเล่นงิ้วแสดงสวมบทบาทเป็นว่าที่สามีของนางในอนาคต ทว่านางตัวแข็งทื่อไม่เคยถูกชายใดโอบกอดถึงเนื้อถึงตัวแบบนี้สักครั้งกวนอวี้เฟยไร้คำพูดกับอีกฝ่ายแม้ว่าในใจลึก ๆ จ
ตอนที่ 12 ประกาศตัวหลังจากที่จ้าวกุ้ยหลินประกาศตัวว่าหย่าร้างกับสามีแซ่กวนไป อีกสองวันถัดมา เรื่องของสตรีหม้ายแซ่จ้าว ก็ถูกกล่าวอยู่ในวงสุรา และเหล่าชายหนุ่มก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หญิงหม้ายผู้นี้งดงามเหลือเกิน ค้าขายเก่งกาจนัก อีกทั้งยังจัดการเหล่าผู้ที่มาก่อกวนเสียอยู่หมัดในแต่ละวันร้านน้ำเต้
ตอนที่ 11 พบหน้าจ้าวเกาเหวิน รองแม่ทัพแห่งแดนเหนือ ยามนี้กำลังพักผ่อน แต่การพักผ่อนของเขานั้นคือการเดินทางมาที่แดนใต้ เขามาด้วยเหตุที่ว่า ภรรยาของเขาอยากจะมาท่องเที่ยวจึงจำเป็นที่เขาจะต้องเดินทางมาด้วย และอีกอย่างคือเขามาราชการลับส่วนฟางผิงซาน อยู่ในรถม้าคันหนึ่ง ข้างกายไร้ผู้ติดตาม น้องชายคนรอง







