หน้าหลัก / รักโบราณ / หยกโลหิตพลิกชะตา / บทที่ 4 พี่ชายตระกูลเมิ่งทั้งสองคน

แชร์

บทที่ 4 พี่ชายตระกูลเมิ่งทั้งสองคน

ผู้เขียน: JustMoonLight
last update วันที่เผยแพร่: 2026-04-05 14:04:41

เมิ่งเถียนซียอมรับการปรนนิบัติจากสาวใช้จำนวนหนึ่งด้วยความรู้สึกเริ่มคุ้นชิน เหล่าสาวใช้พวกนี้ช่วยกันอุ้มนางไปทำธุระส่วนตัวจนเสร็จเรียบร้อยเป็นอย่างดี และช่วยกันอาบน้ำผลัดเปลี่ยนชุดใหม่ให้แก่นางอย่างคล่องแคล่วรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง

ในชีวิตเก่าเมิ่งเถียนซีต้องทำทุกอย่างด้วยตนเองมาโดยตลอดไม่เคยมีสาวใช้มาช่วยทำเรื่องกิจเฉพาะเป็นการส่วนตัวเช่นนี้ ดังนั้นช่วงที่นางรู้สึกตัวฟื้นคืนสติมาในวันแรกๆ นางจึงดิ้นรนเพื่ออยากจะหลบหนีจากเงื้อมมือของสาวใช้เหล่านี้อย่างสุดกำลัง แต่ทว่าด้วยสภาพร่างกายที่แสนจะอ่อนแอ นางจึงหลบหนีได้ไม่พ้นจึงต้องยินยอมปล่อยให้สาวใช้เหล่านี้จัดการกับร่างกายของตนได้ตามแต่ใจของพวกนาง

วันเวลาผ่านไปนานหลายวันเมิ่งเถียนซีเริ่มรู้สึกเคยชินที่ได้รับการปรนนิบัติจากสาวใช้เหล่านี้ จนกระทั่งในยามนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรู้สึกสบายตัวเป็นอย่างยิ่ง ที่มีสาวใช้ช่วยทำหลายๆ อย่างให้แก่ตนเอง

“วันนี้บ่าวได้เปลี่ยนอาหารมื้อเช้าจากอาหารเหลวเป็นอาหารอ่อนที่มีความเหนียวข้นเพิ่มมากขึ้น ตามที่คุณหนูเอ่ยปากขอแล้วนะเจ้าคะ” ไฉ่เสียนยกสำรับอาหารมาวางตรงหน้าของเมิ่งเถียนซี แล้วพูดอธิบายเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนอาหารมื้อนี้ด้วยน้ำเสียงน่าฟัง

เมิ่งเถียนซีอมยิ้มแล้วหยิบช้อนโลหะเงินที่นางเคยเอ่ยปากขอ นำมาตักโจ๊กข้นภายในชามยกขึ้นมากินด้วยตนเอง รสชาติของโจ๊กข้นมีความหวานเล็กน้อยและมีกลิ่นเนื้อสัตว์จางๆ ลอยกำจายออกมาในยามที่นางอ้าปากเคี้ยว

“โจ๊กไก่ชามนี้เป็นฝีมือของคุณหนูสามที่ลงมือเข้าครัวไปเคี่ยวโจ๊กให้กับคุณหนูสี่ด้วยตนเองเลยเชียวนะเจ้าคะ”

“คุณหนูสามเมิ่งซูเหวินผู้นั้นหรือ”

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ถึงแม้ว่าคุณหนูสามจะถือกำเนิดมาจากอนุหลิน แต่ฮูหยินก็เลี้ยงดูคุณหนูสามมาตั้งแต่แรกเกิด ดังนั้นคุณหนูสามจึงกตัญญูต่อฮูหยินมาก และยังเผื่อแผ่ความรักใคร่เอ็นดูมาให้ผู้เป็นน้องสาวอย่างคุณหนูสี่ด้วยนะเจ้าคะ” ไฉ่เฉินพูดถึงเมิ่งซูเหวินด้วยน้ำเสียงชื่นชม เพราะนางเคยเป็นสาวใช้ของฮูหยินตระกูลเมิ่งมาก่อน ดังนั้นไฉ่เฉินจึงสนิทสนมกับคุณหนูสามเมิ่งซูเหวินมากพอสมควร

เมิ่งเถียนซีตักอาหารในจานอื่นขึ้นมาชิม นางค่อยๆ เคี้ยวแล้วเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “อ่อ…ฮูหยินตระกูลเมิ่งผู้เป็นมารดาของข้า ช่างมีน้ำใจกว้างขวางเสียจริง ยินยอมเลี้ยงบุตรสาวของอนุอย่างใกล้ชิดจนเติบโตขึ้นมาเป็นอย่างดี แต่บุตรสาวที่เมิ่งฮูหยินคลอดออกมากลับส่งตัวไปให้บิดาและมารดาที่อยู่ต่างเมืองช่วยเลี้ยงดูแทน”

ไฉ่เสียนกลัวว่าคุณหนูสี่จะรู้สึกน้อยใจในเรื่องที่เพิ่งจะเอ่ยออกมา นางจึงรีบพูดปลอบใจว่า “คุณหนูสี่อย่าได้นำเรื่องนี้มาคิดน้อยใจเลยนะเจ้าคะ บ่าวเป็นบุตรสาวของซุนมามา คนสนิทข้างกายของเมิ่งฮูหยิน บ่าวจึงรู้ดีว่าในวัยเด็กคุณหนูสี่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถอดทนต่อความหนาวเย็นของเมืองหลวงได้ ฮูหยินจึงต้องจำใจส่งตัวคุณหนูให้ไปพักอาศัยอยู่ในเมืองติ้งที่มีอากาศอบอุ่นมากกว่าเจ้าค่ะ แต่ฮูหยินก็ไม่เคยลืมคุณหนูสี่เลยนะเจ้าคะ”

ไฉ่เฉินรีบพูดเสริมขึ้นว่า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ คุณหนูสี่คงจะลืมไปแล้วว่า ทุกๆ สามเดือนฮูหยินมักจะเดินทางไปเยี่ยมคุณหนูสี่ที่เมืองติ้งเป็นประจำ คุณหนูสามยังติดตามฮูหยินไปเยี่ยมคุณหนูสี่ที่เมืองติ้งบ่อยครั้งด้วยนะเจ้าคะ”

เมิ่งเถียนซียังคงกินอาหารต่อไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่นางจะรู้สึกอิ่มบ้างแล้ว เป็นเพราะนางรู้ดีว่าร่างกายของเมิ่งเถียนซีผู้นี้ช่างผอมบางมากเกินไปแล้ว ดังนั้นนางจึงรู้สึกอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้ เมื่อได้ฟังสาวใช้ทั้งสองคนเอ่ยแก้ตัวแทนฮูหยินตระกูลเมิ่งสวีเยี่ยนหลัน และออกตัวแทนคุณหนูสามเมิ่งซูเหวิน นางจึงอมยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า

“พวกเจ้าเข้าใจผิดแล้ว คนอ่อนแอไร้พลังปราณอย่างข้าจะกล้ามีความรู้สึกน้อยใจได้อย่างไร เมื่อหลายวันก่อนข้าแอบได้ยินสาวใช้คนหนึ่งพูดนินทาว่า คุณหนูสามเมิ่งซูเหวินถึงแม้จะเป็นเพียงบุตรของอนุหลิน แต่นางมีอายุเพียงแค่สิบหกปี นางก็มีความสามารถฝึกฝนตนจนถึงระดับสอง อยู่ในขั้นสร้างลมปราณที่จุดตันเถียนได้แล้ว ถือได้ว่าเป็นคุณหนูที่มีพรสวรรค์ในการฝึกฝนพลังปราณผู้หนึ่ง ผิดกับคุณหนูสี่อย่างข้าที่ไร้พลังปราณคุ้มกายตั้งแต่แรกเกิด แค่จะใช้ชีวิตตามปกติจนเติบโตให้เหมือนคนทั่วไปก็ยากลำบากแล้ว จะเรียกคุณหนูสี่อย่างข้าว่าเป็นคนไร้ค่าคนหนึ่งก็ไม่นับว่ามากเกินไป”

เมื่อเมิ่งเถียนซีพูดจบ ก็มีเสียงของบุรุษผู้หนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “เป็นสาวใช้คนใดที่กล้าพูดจาหยามเกียรติน้องสาวของข้าเมิ่งจื่อซวาน ข้าจะจับสาวใช้คนนั้นมาตัดลิ้นเน่าๆ ทิ้งไปเสีย”

เมิ่งเถียนซีหันไปมองยังเสียงพูดนั้นจึงมองเห็นบุรุษหนุ่มร่างสูงสองคนเดินเคียงคู่กันเข้ามาด้านในห้องพักส่วนตัวของนาง คนที่พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเมื่อครู่นี้คือคุณชายรองเมิ่งจื่อซวาน ส่วนบุรุษร่างสูงอีกคนที่เดินมาหานางโดยไร้คำพูด แต่เขาถือวิสาสะเอื้อมมือมาคว้าข้อมือของนางไปจับตรวจบริเวณชีพจรคือคุณชายใหญ่เมิ่งเซวียนอี้

“ช่างน่าแปลกใจยิ่งนัก ทำไมวันนี้ชีพจรของซีเอ๋อร์จึงลื่นไหลและหนักแน่นมากขึ้น” เมิ่งเซวียนอี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ แล้วจึงหันไปถามสาวใช้ด้วยน้ำเสียงวางอำนาจว่า “ไฉ่เฉิน…ท่านหมออู๋สั่งยาเทียบไหนให้แก่คุณหนูสี่อย่างนั้นรึ เจ้ารีบนำเทียบยาของท่านหมออู๋มาให้ข้า”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เมิ่งเถียนซีพบกับคุณชายตระกูลเมิ่งสองคนนี้ โดยเฉพาะคุณชายใหญ่เมิ่งเซวียนอี้ เพราะในทุกวันเขามักจะมาตรวจชีพจรของนางอยู่เป็นประจำจนนับได้สามครั้งเป็นอย่างน้อย และทุกครั้งที่ท่านหมออู๋มาตรวจและรักษานาง คุณชายใหญ่ผู้นี้มักจะมายืนเฝ้าน้องสาวอย่างนางอยู่ด้านข้างไม่ยอมห่างกายแทบจะทุกครั้ง

“พี่ใหญ่ยังจะมามัวเสียเวลาศึกษาเรื่องเทียบยาของท่านหมออู๋อยู่อีกหรือ น้องสาว! เจ้ารีบบอกพี่รองมาเถิดว่าสาวใช้คนใดที่กล้าพูดนินทาว่าเจ้าเป็นคนไร้ค่า พี่รองจะได้จัดการคนผู้นั้นให้ไม่สามารถอ้าปากพูดได้อีกต่อไป” เมิ่งจื่อซวานเอ่ยถามน้องสาวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เมิ่งเถียนซีอดที่จะรู้สึกอบอุ่นในหัวใจไม่ได้ เมื่อได้มองเห็นท่าทีเดือดเนื้อร้อนใจของเมิ่งจื่อซวาน และได้ฟังน้ำเสียงอยากจะจัดการคนที่มาพูดจาว่าร้ายน้องสาวของเขาด้วยความโมโหแบบนี้

แต่เมิ่งเถียนซีก็รีบสลัดความรู้สึกอบอุ่นที่เริ่มผุดขึ้นมาในหัวใจทิ้งไป เพราะนางไม่อยากจะต้องตายจากความโง่เขลาเพียงเพราะความรู้สึกดีที่มีคนมาทำตัวใกล้ชิดตีสนิทกับนางอีกแล้ว

“พี่รองไม่ต้องหาตัวคนพูดหรอกเจ้าค่ะ เพราะสาวใช้ผู้นั้นไม่ได้พูดอะไรผิด ข้าไร้พลังลมปราณจึงเป็นคุณหนูไร้ค่าตามที่สาวใช้ผู้นั้นพูดจริงๆ เจ้าค่ะ”

เมื่อได้ยินน้องสาวเอ่ยว่าตนเองเช่นนี้ เมิ่งเซวียนอี้และเมิ่งจื่อซวานพลันรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที แต่พวกเขายังคิดหาคำพูดที่ดีมาเอ่ยปลอบใจน้องสาวของตนเองไม่ได้ ภายในห้องอุ่นแห่งนี้จึงเงียบสงบไปชั่วเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะมีสาวใช้หน้าเรือนพูดเตือนขึ้นว่า

“ฮูหยินและคุณหนูสามมาถึงหน้าเรือนรับอรุณแล้วเจ้าค่ะ”

เมิ่งจื่อซวานจึงรีบพูดว่า “เจ้าวางใจเถิด พี่รองจะเดินออกไปต้อนรับท่านแม่และน้องสามแทนเจ้าของเรือนอย่างน้องสาวเอง” พูดจบแล้วเขาจึงรีบเดินหนีออกจากห้องนี้ไปอย่างรวดเร็ว

เมิ่งเซวียนอี้มองตามหลังน้องชายของตนด้วยแววตาอ่อนใจ แล้วหันมาพูดกับผู้เป็นน้องสาวว่า “ซีเอ๋อร์ เจ้าวางใจเถิดพี่ใหญ่คนนี้ของเจ้า จะต้องหาวิธีรักษาเจ้าให้มีสุขภาพแข็งแรงเหมือนคนทั่วไปให้ได้ เมื่อเจ้ามีสุขภาพแข็งแรงดีแล้ว จึงค่อยเริ่มฝึกฝนพลังปราณระดับหนึ่ง เริ่มสร้างปราณในช่วงวัยนี้ก็ไม่ถือว่าสายเกินไป”

เมิ่งเถียนซีรู้สึกอบอุ่นหัวใจอีกครั้ง เมื่อได้ฟังคำพูดปลอบใจของพี่ชายใหญ่เมิ่งเซวียนอี้ แล้วแอบคิดในใจว่านางเคยเป็นถึงอัจฉริยะน้อยที่ฝึกฝนพลังปราณจนถึงระดับหกขั้นเลี่ยซวี่ สามารถหลอมรวมดวงจิตสู่ความว่างเปล่าได้แล้ว แต่เพราะความโดดเดี่ยวไม่มีพี่น้องและยังไร้สหายเคียงข้างกายมานาน นางจึงได้เกิดความโง่เขลาถูกเหล่าศิษย์พี่และศิษย์น้องลอบสังหารอย่างง่ายดายเช่นนั้น ดังนั้นในชีวิตนี้นางจึงยังไม่สามารถเปิดใจยอมรับพี่ชายทั้งสองคนนี้ได้อย่างสนิทใจ…

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • หยกโลหิตพลิกชะตา   บทที่ 200 ฮองเฮาแคว้นจื่อหยวน

    องค์รัชทายาทจะต้องไปเรียนรู้งานของราชสำนักกับฮ่องเต้หยางตี๋ซึ่งฝ่าบาทจะต้องออกว่าราชการในยามเช้าที่ท้องพระโรงทุกวัน ดังนั้นหยางเฟิ่งเจี๋ยจะต้องเดินทางออกจากจวนซานอ๋องที่ในยามนี้กลายเป็นจวนรัชทายาทไปแล้วตั้งแต่เช้ามืด ความจริงแล้วองค์รัชทายาทและพระชายาขององค์รัชทายาทจะต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่พระตำหนักบูรพาในวังหลวง แต่หยางเฟิ่งเจี๋ยใช้ข้ออ้างว่ากลัวความผิดพลาดของนางกำนัลฝ่ายในจนทำให้ส่งผลร้ายต่อการตั้งครรภ์ของพระชายา เมื่อสองปีที่แล้วเคยมีเหตุร้ายเกิดขึ้นต่อการตั้งครรภ์ของอดีตพระชายาอี้อ๋องมาก่อน ดังนั้นฝ่าบาทที่ทรงอยากจะได้อุ้มหลานเหมือนคนในวัยเดียวกันแล้ว พระองค์จึงยอมพระราชอนุญาตให้องค์รัชทายาทและพระชายาขององค์รัชทายาทพักอยู่ในจวนที่อยู่นอกวังหลวงต่อไป เมิ่งเถียนซีบำรุงครรภ์อยู่ที่เรือนจันทร์ส่อง ในระหว่างวันมักจะมีแขกมาเยี่ยมเยือนอยู่เป็นประจำ แน่นอนว่าผู้ที่มาเยี่ยมพระชายาองค์รัชทายาทแทบทุกวันย่อมจะหนีไม่พ้นผู้เป็นมารดาและพี่สะใภ้ใหญ่ของนาง สวีเยี่ยนหลันและกู้ฉิงโหรว ในบางวันก็อาจจะมีเมิ่งซูเหวินและหลานชายคนแรกของนางเซี่ยหวายเยี่ยนมาเยือนที่เรือนจันทร์ส่องด้วย ในวันนี้ก็เช่นกันเมื่

  • หยกโลหิตพลิกชะตา   บทที่ 199 เดินทางไปรับตำแหน่งองค์รัชทายาท

    เมิ่งเถียนซีเดินทางไปจัดงานเลี้ยงฉลองครบรอบวันเกิดปีที่สิบเจ็ดของตนเองที่เมืองจิ่วโจว เพราะพี่ชายรองของนางเมิ่งจื่อซวายมารับตำแหน่งนายกองของกองทัพตระกูลเมิ่งที่เมืองจิ่วโจวในเดือนสามพอดี การฉลองวันเกิดถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายมีการตั้งโต๊ะเลี้ยงอาหาร มีการดื่มสุราสังสรรค์กันอย่างรื่นเริงสนุกสนาน เมิ่งเถียนซีมีความสุขมากที่ได้พบหน้ากับเมิ่งจื่อซวายอีกครั้ง สองพี่น้องจึงประลองฝีมือกันส่งท้าย“ไม่เจอเพียงหนึ่งปี พลังปราณของเจ้าเลื่อนระดับไปอีกขั้นแล้ว” เมิ่งจื่อซวานพูดด้วยน้ำเสียงท้อแท้หลังจากที่เขาประลองฝีมือพ่ายแพ้ให้แก่ผู้เป็นน้องสาว“ข้าย้ายมาอยู่ที่เมืองซีโจวนอกจากชอบปลูกพืชสมุนไพรแล้วก็หมั่นขยันฝึกซ้อมฝีมือแทบจะทุกวัน จึงเป็นธรรมดาที่ฝีมือของข้าจะรุดหน้าอย่างรวดเร็วแบบนี้ พี่รองอย่าทำสีหน้าหดหู่ใจแบบนี้สิเจ้าคะ พวกเราสองพี่น้องได้มาพบหน้ากันใหม่อีกครั้งข้าย่อมจะมีของขวัญพบหน้ามอบให้แก่พี่ชาย รับรองว่าของขวัญสิ่งนี้จะทำให้พี่รองมีฝีมือก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเช่นกัน” เมิ่งเถียนซีอมยิ้มแล้วจึงยื่นขวดยาที่ด้านในมียาฟื้นฟูพลังปราณชั้นดีสิบกว่าเม็ดมอบให้แก่เมิ่งจื่อซวาน“ยานี้…เป็นยาอะไร” เม

  • หยกโลหิตพลิกชะตา   บทที่ 198 การใช้ชีวิตที่มีความสุขอยู่ที่ซีโจว

    เมืองซีโจวมีทิวทัศน์สวยงามน่าอยู่อาศัยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะทิวทัศน์บริเวณจวนซานอ๋องมีต้นสนสูงใหญ่ถูกปลูกเอาไว้ล้อมรอบ ยังมีทิวป่าไผ่อยู่ทางด้านข้างของจวน ส่วนทางด้านหลังจวนยังมีสวนต้นท้อที่ชาวบ้านมาช่วยกันปลูกทิ้งเอาไว้บนเนินเขาแห่งนี้ ทำให้กลายเป็นสวนป่าที่สามารถมาหาเก็บผักและผลลูกท้อนำไปเป็นอาหารที่กินได้อากาศภายในเมืองซีโจวอบอุ่นเป็นอย่างมาก เมิ่งเถียนซีจึงผลัดเปลี่ยนมาสวมใส่ชุดฤดูร้อนเพื่อความเบาสบายตัวแล้วจึงเดินสำรวจเรือนแต่ละหลังภายในจวนซานอ๋องโดยมีเหล่าสาวใช้เดินตามมาทางด้านหลัง เรือนแต่ละหลังไม่ได้ถูกสร้างให้ประสานกัน มีถนนที่ปูด้วยแผ่นหินถูกสร้างเป็นเส้นทางไปยังเรือนหลังอื่นทำให้การเดินไปยังเรือนต่างๆ แสนจะสะดวกสะอาดไร้สิ่งกีดขวางอวี๋เหนียงสาวใช้ของที่นี่มีอายุมากแล้ว แต่นางยังคงเดินได้อย่างคล่องแคล่วนางแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเนื้อหยาบที่สะอาดมีกิริยาท่าทางสุภาพเรียบร้อย ระหว่างที่ทุกคนเดินไปสำรวจเรือนแต่ละหลังอวี๋เหนียงพูดบรรยายเกี่ยวกับเรือนทุกหลังให้เมิ่งเถียนซีฟังอย่างละเอียด“เรือนที่พักของท่านอ๋องและพระชายาถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ท่านอ๋องทรงตั้งชื่อเรือนว่าเรือนรับอรุณเพคะ”

  • หยกโลหิตพลิกชะตา   บทที่ 197 มีคนมารอรับที่เมืองซีโจว

    การเดินทางไปเมืองซีโจวถ้าหากขี่ม้าเร็วจะใช้เวลาในการเดินทางประมาณเจ็ดวันหรือแปดวัน แต่เมื่อเป็นขบวนรถม้าขนาดใหญ่ที่ขนสัมภาระมากมายและยังมีผู้คนร่วมเดินทางเป็นจำนวนมาก การเดินทางจึงใช้เวลานานขึ้นใช้เวลาในการเดินทางนานครึ่งเดือนเป็นอย่างน้อยตลอดการเดินทางหยางเฟิ่งเจี๋ยและเมิ่งเถียนซีไม่ได้พบกับความยากลำบากแม้แต่น้อย เพราะเขาและนางสลับกันเข้าไปพักผ่อนอยู่ในห้วงมิติพิเศษของหยกโลหิต จึงมีเวลาให้ใช้เหลือเฟือไม่ต้องรีบ พวกเขาได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม ได้ฝึกฝนตนเองโดยไร้คนรบกวน ได้นอนแช่น้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่อย่างสบายใจ โดยมีอีกคนนั่งเฝ้าในรถม้าอยู่ด้านนอก ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นคนที่นั่งอยู่ในรถม้าจะรีบเข้ามาตามคนในห้วงมิติพิเศษของหยกโลหิตในทันทีดังนั้นตลอดการเดินทางทั้งหยางเฟิ่งเจี๋ยและเมิ่งเถียนซีจึงดูสดชื่นมีชีวิตชีวามากกว่าผู้อื่นที่ร่วมออกเดินทางมาด้วยกัน ภายในรถม้าคันหรูหราจะมีหยางเฟิ่งเจี๋ยนั่งอยู่กับเมิ่งเถียนซีเพียงสองคน เพื่อที่จะได้สะดวกในการหลบเข้าไปในห้วงมิติพิเศษได้ง่าย ยามค่ำคืนคนทั้งคู่มักจะนอนอยู่ในรถม้าคันใหญ่ร่วมกัน ส่วนคนอื่นๆ ก็มักจะค้างคืนอยู่ภายในรถม้าของตนเอง เพราะห

  • หยกโลหิตพลิกชะตา   บทที่ 196 เดินทางไปเมืองซีโจว

    ความโปรดปรานที่มากเกินไปของฮ่องเต้หยางตี๋ย่อมจะไม่ส่งผลดีต่อคนที่ได้รับสักเท่าไหร่นัก พระชายาเอกฉินซูเซียวในอี้อ๋องช่วยพิสูจน์ในเรื่องนี้ได้ เพราะก่อนหน้านี้ฮ่องเต้หยางตี๋ทรงแสดงความตื่นเต้นและดีพระทัยที่กำลังจะมีหลานชายหรือหลานสาวคนแรกอย่างเปิดเผย เมื่อทรงรู้ข่าวว่าพระชายาฉินซูเซียวตั้งครรภ์แล้ว ฝ่าบาทก็ทรงรีบส่งของขวัญมากมายไปพระราชทานให้แก่หลานชายหรือหลานสาวที่ยังไม่ถือกำเนิดยังจวนอี้อ๋องเป็นจำนวนมาก แต่สุดท้ายแล้วครรภ์นี้พระชายาฉินซูเซียวก็รักษาเอาไว้ไม่ได้ มิหนำซ้ำท่านหมอหลวงหลายคนยังเอ่ยคำวินิจฉัยว่าในอนาคตพระชายาเอกฉินซูเซียวมีโอกาสน้อยมากที่จะตั้งครรภ์ใหม่ได้อีกครั้งเมิ่งเถียนซีรับฟังข่าวนี้ด้วยความรู้สึกสงสารฉินซูเซียวอยู่บ้าง แต่เมื่อหยางเฟิ่งเจี๋ยเอ่ยเตือนนางว่า “พระชายาเอกของอี้อ๋องคนนี้เดิมทีก็ไม่ใช่สตรีที่แสนดีอยู่แล้ว เสด็จพี่ใหญ่ของเรามีพระชายารองและอนุตั้งหลายคน แต่ผ่านมานานหลายปียังไม่มีสตรีคนใดในจวนอี้อ๋องที่ตั้งครรภ์เลยสักคนเดียว เราคิดว่าพระชายาเอกฉินซูเซียวผู้นั้นคงจะลงแรงไปกับเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย”“แต่ในเมื่อนางตั้งครรภ์ใหม่ได้ยากแบบนี้ ในอนาคตข้างหน้า นางคงจะต

  • หยกโลหิตพลิกชะตา   บทที่ 195 จัดงานเลี้ยงปีใหม่ในฐานะพระชายา

    งานมงคลของเมิ่งเซวียนอี้จบลงไปได้เพียงสองสัปดาห์ต่อมาก็จะเป็นวันส่งท้ายปีเก่าเตรียมงานฉลองต้อนรับปีใหม่ ในปีใหม่นี้เมิ่งเถียนซีมีฐานะเป็นนายหญิงของจวนซานอ๋องแล้ว นางจึงต้องจัดเตรียมงานฉลองคืนข้ามปีให้แก่จวนซานอ๋อง เพื่อให้พวกบ่าวและสาวใช้ที่อยู่ในจวนได้เฉลิมฉลองในเทศกาลมงคลร่วมกัน“…ท่านพ่อบ้านใหญ่บอกกับข้าว่าปีก่อนๆ ท่านอ๋องแค่แจกถุงเงินถุงทองมอบรางวัลพิเศษให้แก่พวกบ่าวและสาวใช้เท่านั้น ไม่ได้มีการจัดโต๊ะเลี้ยงอาหารและจ้างมหรสพมาทำการแสดงภายในจวนเพคะ” ไฉ่เสียนก้มหน้ารายงานความคืบหน้าของการจัดเตรียมงานและเล่าเรื่องที่จวนซานอ๋องเคยจัดงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ให้เมิ่งเถียนซีฟังอย่างละเอียด“เทศกาลเฉลิมฉลองแบบนี้จะปล่อยให้ทุกคนภายในจวนต้องผ่านคืนข้ามปีไปอย่างเงียบเหงาโดยไม่มีการเลี้ยงเฉลิมฉลองได้อย่างไร การแสดงมหรสพจะไม่มีก็ช่างเถิดแต่อย่างน้อยภายในจวนก็ควรจะมีเสียงเพลงมาบรรเลงเพื่อสร้างบรรยากาศรื่นเริง อาหารมงคลควรจะมีการจัดโต๊ะเลี้ยงอาหารสักเก้าชนิด ควรจะมีอาหารประเภทเนื้อเห็ดเป็ดไก่ อาหารที่ทำมาจากเนื้อหมูและเนื้อปลา รวมไปถึงอาหารที่มีผักใบเขียวเพื่อแก้เลี่ยนอีกด้วย ของหวานย่อมจะต้องมีขนมแป

  • หยกโลหิตพลิกชะตา   บทที่ 5 เมิ่งฮูหยินสวีเยี่ยนหลัน

    เมิ่งเถียนซีกินอาหารมื้อเช้าอิ่มพอดี นางจึงส่งสัญญาณบอกให้ไฉ่เสียนเก็บสำรับอาหาร และขยับเสื้อผ้าให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมตัวพบกับเมิ่งฮูหยินสวีเยี่ยนหลันกับคุณหนูสามเมิ่งซูเหวินก่อนหน้านี้เมิ่งเถียนซีได้พบกับมารดาผู้ให้กำเนิดของร่างนี้อยู่หลายครั้ง แต่นางใช้คำอ้างที่ว่าความทรงจำในอดีตหายไปจนหมด จึงจ

  • หยกโลหิตพลิกชะตา   บทที่ 3 บทที่ 3 ซานอ๋องหยางเฟิ่งเจี๋ย

    หยางเฟิ่งเจี๋ย มีตำแหน่งซานอ๋องแห่งแคว้นจื่อหยวน เขาเป็นองค์ชายสามผู้มีรูปโฉมหล่อเหลาของราชสกุลหยาง ทว่าซานอ๋องมีอุปนิสัยเย็นชาและโหดเหี้ยมจนไม่มีใครอยากจะเข้าใกล้ ซานอ๋องเช่นเขานับว่าเป็นผู้ที่มีพลังปราณระดับห้าขั้นฮวาเสิ่น ปราณกับดวงจิตเริ่มหลอมรวมเป็นหนึ่ง จึงทำให้ภายในแคว้นจื่อหยวนหาคู่ต่อสู้ที

  • หยกโลหิตพลิกชะตา   บทที่ 2 คุณหนูสี่เมิ่งเถียนซี

    เมิ่งเถียนซีคิดว่าตนเองต้องจบชีวิตลงที่ใต้หุบเขาอู่ไถไปแล้ว แต่เมื่อนางรู้สึกตัวฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้งจึงพบว่าตัวนางได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งแห่งแคว้นจื่อหยวนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนฉิงอัน ตามที่สาวใช้ทั้งสองคนพูดอธิบายให้นางฟัง จึงคิดสรุปได้ว่าดินแดนฉิงอันแห่งนี้เป็นดินแดน

  • หยกโลหิตพลิกชะตา   บทที่ 1 ตายเพราะความโง่เขลา

    เมิ่งเถียนซีเป็นผู้ฝึกฝนตนในดินแดนเทียนคง นางคืออัจฉริยะน้อยที่มีพลังวิญญาณอันแข็งแกร่ง และได้เข้าสำนักไปเป็นลูกศิษย์สายตรงเพียงคนเดียวของท่านปรมาจารย์ม่อไป๋ผู้เป็นเจ้าสำนักชิงเสวียน การได้เป็นศิษย์สายตรงเพียงคนเดียวของท่านปรมาจารย์ทำให้นางได้ดื่มกินยาวิเศษและยาอายุวัฒนะเป็นจำนวนมาก จึงทำให้นางฝึกฝ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status