LOGINเมิ่งเถียนซีทะลุมิติมาอยู่ในดินแดนที่นางไม่รู้จัก หยางเฟิ่งเจี๋ยได้ย้อนเวลากลับมาในห้วงอดีตของชีวิตตนเองอีกครั้ง คนทั้งคู่มีสัญญาหมั้นหมายต่อกันและยังมีความเกี่ยวพันกับหยกโลหิตร่วมกันอีกด้วย มีหลายเรื่องที่เมิ่งเถียนซีจะต้องสะสางปัญหา มีหลายคนที่หยางเฟิ่งเจี๋ยอยากจะแก้แค้น หยกโลหิตทำให้เมิ่งเถียนซีทะลุมิติมาในดินแดนที่นางไม่รู้จัก หยกโลหิตทำให้หยางเฟิ่งเจี๋ยย้อนเวลากลับมาในช่วงเวลาที่เขายังเป็นเพียงท่านอ๋องผู้สง่างามมากความสามารถ คนหนึ่งอยากดูแลปกป้องทุกคนในครอบครัว แต่อีกคนอยากกลับมาล้างแค้น หยางเฟิ่งเจี๋ยตั้งใจจะแก้ไขเรื่องราวเกี่ยวกับชะตาชีวิตของตนเองและคนรอบข้าง มีทั้งคนที่เขาอยากจะปกป้องและมีหลายคนที่เขาจะต้องล้างแค้นจนอีกฝ่ายพังพินาศ ในขณะที่เมิ่งเถียนซีพยายามหาคำตอบให้แก่ตนเองว่านางมาที่ดินแดนฉิงอันเพื่ออะไร แล้วชีวิตของคนทั้งคู่จะจบลงแบบใดในดินแดนฉิงอันแห่งนี้
View Moreเมิ่งเถียนซีเป็นผู้ฝึกฝนตนในดินแดนเทียนคง นางคืออัจฉริยะน้อยที่มีพลังวิญญาณอันแข็งแกร่ง และได้เข้าสำนักไปเป็นลูกศิษย์สายตรงเพียงคนเดียวของท่านปรมาจารย์ม่อไป๋ผู้เป็นเจ้าสำนักชิงเสวียน การได้เป็นศิษย์สายตรงเพียงคนเดียวของท่านปรมาจารย์ทำให้นางได้ดื่มกินยาวิเศษและยาอายุวัฒนะเป็นจำนวนมาก จึงทำให้นางฝึกฝนตนเลื่อนขั้นจนบรรลุขันจินตันได้อย่างรวดเร็ว
ในดินแดนเทียนคงผู้ฝึกฝนตนทุกคนล้วนปรารถนาที่อยากจะเลื่อนขั้นสูงสุดจนถึงระดับขั้นต้าเฉิง ดวงจิตและร่างกายเข้าสู่มหายานเพื่อเป็นเทพเซียน ซึ่งในดินแดนเทียนคงแห่งนี้มีผู้ที่ฝึกฝนตนจนสำเร็จถึงขั้นต้าเฉิงได้มีเพียงท่านปรจารย์ไม่กี่ท่านเท่านั้น ท่านปรมาจารย์ม่อไป๋เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีโอกาสนั้น ซึ่งในยามนี้ท่านปรมาจารย์ม่อไป๋ฝึกฝนตนจนถึงขั้นเหอถี่ ร่างกายหลอมรวมกับดวงจิต เพื่อเตรียมจะเลื่อนขั้นบรรลุไปถึงขั้นต้าเฉิง ทว่าในช่วงนี้ท่านปรมาจารย์ม่อไป๋เก็บเด็กกำพร้าคนหนึ่งมาได้จากตีนภูเขาอู่ไถ และใช้เวลานานถึงสิบกว่าปีที่ท่านปรมาจารย์ม่อไป๋เสียเวลาในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเด็กคนนี้จนเติบโต “เด็กน้อยผู้นี้มีวาสนากับข้า นางเป็นอัจฉริยะน้อยที่มีพลังปราณแข็งแกร่งจึงเรียนรู้สรรพวิทยาได้อย่างรวดเร็ว ถ้าหากวันหน้าข้าฝึกฝนตนจนบรรลุถึงขั้นต้าเฉิงสำเร็จแล้ว สำนักชิงเสวียนแห่งนี้ข้าคงจะต้องฝากความหวังเอาไว้ที่เมิ่งเถียนซี เพื่อให้นางช่วยดูแลสำนักชิงเสวียนและคอยควบคุมดูแลศิษย์พี่กับศิษย์น้องในสำนักของนางทุกคนแทนข้า” คำกล่าวเหล่านี้ของท่านปรมาจารย์ม่อไป๋ ทำให้ลูกศิษย์ทุกคนของสำนักชิงเสวียนรู้สึกไม่พอใจ เพราะภายในสำนักชิงเสวียนแห่งนี้มีเหล่าคุณชายและคุณหนูตระกูลใหญ่มากมายที่ยอมละทิ้งฐานะของวงศ์ตระกูลมาฝึกฝนตนอยู่ที่นี่ สำนักชิงเสวียนเป็นสำนักเก่าแก่ มีท่านปรมาจารย์ที่ฝึกฝนจนบรรลุขั้นต้าเฉิงหลายคน ดังนั้นสำนักชิงเสวียนจึงมียาวิเศษและของวิเศษจำนวนมากถูกเก็บรักษาเอาไว้ เหล่าคุณหนูและคุณชายจากตระกูลใหญ่ทั้งหลายจึงมุ่งหวังว่าตนเองจะได้เป็นคนสำคัญในสำนักชิงเสวียนแห่งนี้ ได้ครอบครองยาอายุวัฒนะ ตำราวิเศษและรวมไปถึงอาวุธของวิเศษทั้งหลาย ทว่าท่านอาจารย์ม่อไป๋กลับมีความคิดอยากจะยกสำนักชิงเสวียนให้อยู่ในความดูแลของเมิ่งเถียนซีเพียงคนเดียวเท่านั้น ทั้งๆที่เมิ่งเถียนซีเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ไร้ตระกูลใหญ่คอยหนุนหลัง เป็นเพราะคำว่าอัจฉริยะน้อย ท่านปรมาจารย์ม่อไป๋จึงยกย่องนางให้อยู่เหนือกว่าผู้อื่น ทำให้เมิ่งเถียนซีถูกศิษย์พี่และศิษย์น้องในสำนักชิงเสวียนเกิดความรู้สึกอิจฉาริษยา นางจึงต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวฝึกฝนตนเองเพียงลำพังมาโดยตลอด จนกระทั่งถึงช่วงเวลาที่ท่านอาจารย์ของนางจะต้องไปร่วมงานชุมนุมประจำปีของสำนักขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในดินแดนเทียนคง เหล่าศิษย์พี่และศิษย์น้องในสำนักชิงเสวียนจึงฉวยโอกาสนี้ร่วมมือกันวางแผนสังหารนาง โดยการล่อลวงนางให้เดินมาบนยอดเขาอู่ไถ ความโดดเดี่ยวความเงียบเหงาทำให้เมื่อมีศิษย์พี่หญิงสามมาทำตัวสนิทสนมกับนางเพียงเล็กน้อย เมิ่งเถียนซีก็รู้สึกดีใจเป็นนักหนา ศิษย์พี่หญิงคนนั้นได้เอ่ยชักชวนนางให้เดินเล่นขึ้นไปบนภูเขาอู่ไถพร้อมกับศิษย์พี่และศิษย์น้องทั้งหลาย นางจึงรีบตอบรับคำชวนนั้นอย่างยินดี เมื่อมาถึงบนยอดเขาอู่ไถ ศิษย์พี่หญิงสามได้เอ่ยชวนเมิ่งเถียนซีคุยด้วยน้ำเสียงสนิทสนมว่า “ข้าได้ยินมาว่า เมื่อหนึ่งเดือนที่แล้วศิษย์น้องได้รับหยกโลหิตวิเศษมาจากท่านปรมาจารย์ม่อไป๋ ข้าและพวกศิษย์พี่และศิษย์น้องคนอื่นๆอยากจะเห็นหยกโลหิตชิ้นนั้นให้เป็นบุญตา เจ้าจะใจกว้างยอมนำหยกโลหิตออกมาให้พวกข้าดูเป็นบุญตาได้หรือไม่” “นั่นสิๆ ข้าได้ยินมาว่าหยกโลหิตยอมรับเจ้าของเพียงคนเดียว และท่านปรมาจารย์ม่อไป๋ ก็ให้เจ้าหยดโลหิตลงบนหยกชิ้นนั้นเพื่อให้เจ้าได้จับจองเป็นเจ้าของหยกโลหิต ในอนาคตพวกเราคงจะไม่มีวาสนาได้ครอบครองของล้ำค่าแบบนั้น แต่พวกเราก็อยากจะขอดูให้เป็นบุญตาได้ลูบคลำหยกโลหิตเพียงเล็กน้อยก็ยังดี” เมิ่งเถียนซีมีท่าทางลังเลเล็กน้อย แล้วจึงตั้งจิตเรียกหยกโลหิตออกมาบนฝ่ามือที่ขาวผ่องของนาง ทุกคนต่างรีบมารุมดูหยกโลหิตบนฝ่ามือของนางด้วยความสนใจ แต่แล้วศิษย์พี่คนหนึ่งก็ฉวยโอกาสหยิบหยกโลหิตออกไปจากฝ่ามือของนาง ก่อนจะใช้พลังขว้างหยกโลหิตของนางไปทางริมหน้าผา “ศิษย์พี่ใหญ่ เหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้” เมิ่งเถียนซีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แล้วรีบถลาร่างไปหาหยกโลหิตอย่างรวดเร็ว “ถ้าหากไม่มีเด็กกำพร้าอย่างเจ้าสักคน ท่านปรมาจารย์ม่อไป๋ย่อมจะต้องเปิดรับลูกศิษย์สายตรงคนใหม่อย่างแน่นอน ดังนั้นเจ้าก็จงตายไปเสียเถิดเพื่อเปิดทางให้แก่ข้า” เสียงแหลมสูงของศิษย์พี่หญิงคนหนึ่งที่ฉวยโอกาสซัดฝ่ามือใส่กลางหลังเมิ่งเถียนซี ในช่วงเวลาที่นางกำลังก้มหน้าลงไปเก็บหยกโลหิตตรงริมหน้าผา ร่างของนางจึงถลาร่วงหล่นจากที่สูง ถึงแม้นางจะมีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่ง แต่ก็ไม่อาจทะยานร่างลอยอยู่ในอากาศได้ มิหนำซ้ำศิษย์พี่และศิษย์น้องทั้งหลาย ต่างร่วมใจกันซัดพลังปราณพุ่งมาใส่ร่างนางเพื่อหวังกำจัดนางทิ้งให้สิ้นซาก เมิ่งเถียนซีจึงทำได้เพียงกำหยกโลหิตที่อาจารย์มอบให้ก่อนแยกจากกันเอาไว้แน่นในฝ่ามือ แล้วพยายามรวบรวมพลังปราณเพื่อเคลื่อนไหวร่างกายหลบหลีกพลังหลายสายที่พุ่งมาหานางเหล่านั้นอย่างสุดกำลัง แต่ทว่าเป็นเพราะร่างกายลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ กำลังร่วงหล่นลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว นางจึงไม่สามารถใช้พลังลมปราณได้ดังใจนึก สุดท้ายแล้วเมิ่งเถียนซีก็หลบไม่พ้นพลังปราณหลายสายที่ศิษย์ร่วมสำนักพร้อมใจกันซัดพลังปราณมาใส่ร่างของนางอยู่ดี เมิ่งเถียนซีรู้สึกเจ็บปวดเมื่อถูกพลังลมปราณขนาดใหญ่ที่ศิษย์พี่หญิงสามซัดใส่ร่างของนางอย่างโหดเหี้ยม หลังจากนั้นร่างกายบอบบางของนางก็ถูกพลังอีกหลายสายกระหน่ำซ้ำเติมจนนางหลบหลีกไม่ได้ เมิ่งเถียนซีจึงทำได้เพียงหลับตาลงยอมรับความตายที่มาจากความโง่เง่าของตนในวันนี้เท่านั้น ในชีวิตนี้เมิ่งเถียนซีไม่มีใครให้รู้สึกอาลัยอีกแล้วนอกจากท่านอาจารย์ม่อไป๋ ที่เลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนวิชาความรู้ให้แก่นางมานานหลายปี นางเป็นลูกศิษย์อกตัญญูที่ต้องตายไปก่อนจะได้แสดงความกตัญญูต่อท่านอาจารย์ม่อไป๋ นี่คือความรู้สึกเสียดายที่แสนจะล้ำลึก ก่อนที่นางจะรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งตัว หลังจากนั้นสติรับรู้ทั้งหมดของนางก็ดับสิ้นลง…ภายในจวนตระกูลหลินมีผู้คนมากมายมารอต้อนรับท่านผู้เฒ่าตระกูลหลินเป็นจำนวนมาก เพราะทุกคนต่างรับรู้โดยทั่วกันว่าสาเหตุที่ท่านผู้เฒ่าตระกูลหลินถูกพระราชโองการของฮ่องเต้หยางตี๋เรียกตัวให้เดินทางกลับเมืองหลวง เป็นเพราะฝ่าบาทมีพระประสงค์อยากจะให้ท่านผู้เฒ่าตระกูลหลินได้เดินทางกลับมาพักผ่อนในวัยชราอยู่ในเมืองหลวงผิดกับในยามที่ท่านแม่ทัพใหญ่เมิ่งอันหวายและกองทัพตระกูลเมิ่งถูกพระราชโองการของฮ่องเต้หยางตี๋เรียกกลับเมืองหลวง น้อยคนนักที่จะรู้ว่าพระประสงค์ของฝ่าบาทที่มีต่อกองทัพตระกูลเมิ่งเป็นไปในทิศทางใด จึงมีคนมาร่วมรอต้อนรับท่านแม่ทัพใหญ่ตระกูลเมิ่งจำนวนน้อยกว่านี้มากนักแต่ทว่าในยามนี้เมิ่งอันหวายได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้หยางตี๋ให้เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการกองทัพรักษาเมืองหลวงไปแล้ว ผู้คนมากมายจึงอยากจะประจบเอาใจแม่ทัพใหญ่ตระกูลเมิ่งรวมไปถึงทุกคนในตระกูลเมิ่งด้วย ดังนั้นเมื่อสวีเยี่ยนหลัน เมิ่งเซวียนอี้และเมิ่งเถียนซีก้าวเท้าเข้ามาในจวนตระกูลหลินจึงมีผู้คนเป็นจำนวนมากมารุมล้อม“หลานชายท่านแม่ทัพใหญ่ตระกูลเมิ่งเล่า เขาไม่ได้มาเยือนตระกูลหลินพร้อมกันกับเจ้าหรอกหรือ” มีใต้เท้าผู้หนึ่งเอ่ยถามเมิ
จวนตระกูลหลินมีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับจวนตระกูลเมิ่ง แต่ทว่าจำนวนคนในตระกูลหลินกลับมีมากกว่าตระกูลเมิ่งหลายสิบคน หลินเจียวฝางมีพี่ชายถึงสี่คนและแต่ละคนก็มีฮูหยินที่มีบุตรสาวและบุตรชายมากมาย ตระกูลหลินเป็นตระกูลทหาร ผู้ที่เป็นทหารส่วนใหญ่มักจะอายุสั้นเพราะต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในสนามรบ ดังนั้นคนในตระกูลหลินจึงยึดถือคำโบราณที่ว่ายิ่ง มีลูกหลานเป็นจำนวนมากจะยิ่งสืบเชื้อสายได้ยาวนานไปถึงร้อยปีหลินเจียวฝางและเมิ่งซูเหวินเดินทางมายังจวนตระกูลหลินก่อนตั้งแต่ช่วงเช้าโดยมีเมิ่งจื่อซวานเดินทางติดตามไปภายหลัง ส่วนสวีเยี่ยนหลันเพิ่งจะพาเมิ่งเถียนซีเดินทางมาถึงจวนตระกูลหลินในช่วงบ่ายภายในรถม้ายังมีเมิ่งเซวียนอี้ที่ขอเดินทางมาด้วยเพิ่มอีกหนึ่งคนเมิ่งเถียนซีมองเห็นใบหน้าค่อนข้างเหนื่อยล้าของเมิ่งเซวียนอี้จึงพูดถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงว่า “พี่ใหญ่เพิ่งจะเดินทางกลับมาจากการไปทำงานช่วยรักษาคนป่วยจากโรคระบาดที่เมืองเจียง เหตุใดจึงไม่ยอมพักผ่อนอยู่ที่จวนให้ดีก่อนล่ะเจ้าคะ จะดื้อรั้นขอติดตามข้ากับท่านแม่มายังจวนตระกูลหลินให้ทรมานตนเองไปทำไมก็ไม่รู้”“พี่ชายแค่รู้สึกอ่อนเพลียจากการเดินทางเล็กน้อย แต่ไม่ได้
เรือนเมฆาคล้อยค่อนข้างจะเงียบสงบ เมิ่งเถียนซียืนรอให้สาวใช้เดินเข้าไปรายงานด้านในเพียงครู่เดียว สวีเยี่ยนหลันก็รีบเดินออกมาต้อนรับบุตรสาวที่หน้าเรือนด้วยตนเองในทันที โดยทางด้านหลังยังมีสาวใช้อาวุโสอย่างซุนมามาเดินติดตามมาด้วย“ซีเอ๋อร์เจ้ามีอะไรจึงมาหาแม่ถึงเรือนเมฆาคล้อยในยามนี้ได้”เมิ่งเถียนซีย่อตัวคำนับทักทายผู้อาวุโสทั้งสองคนตามธรรมเนียม เพราะนางรู้ดีว่ามารดาของร่างนี้รักและเคารพซุนมามาเสมือนดังญาติสนิทคนหนึ่ง ดังนั้นนางจึงมองซุนมามาเปรียบเสมือนผู้อาวุโสของตนด้วย นางจึงคำนับอีกฝ่ายโดยไม่สนใจสถานะสาวใช้ของซุนมามาก่อนที่จะเอ่ยตอบผู้เป็นมารดาไปว่า“ท่านแม่เจ้าคะ ลูกมาเยือนเมฆาคล้อยเพราะมีเรื่องอยากจะปรึกษา แต่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนหรือมีเรื่องร้ายแรงใดๆ เกิดขึ้นเจ้าค่ะ”เมื่อได้ยินบุตรสาวคนเล็กพูดตอบมาเช่นนี้สีหน้ากังวลใจของสวีเยี่ยนหลันจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง ในขณะที่ซุนมามาเอ่ยด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่า“อากาศภายนอกเรือนช่างหนาวมากเหลือเกิน ฮูหยินชักชวนคุณหนูสี่เข้าไปนั่งพักผ่อนที่ด้านในเรือนก่อนเถิดเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้บ่าวเฒ่าได้สั่งกำชับให้สาวใช้ไปช่วยกันเร่งไฟอุ่นพื้นเรือนเพื่อเพิ่มความอ
หลายวันต่อมาเมิ่งเถียนซีเดินมาฝึกการต่อสู้กับเมิ่งจื่อซวานที่ลานฝึกยุทธ์ของจวนตระกูลเมิ่งในช่วงสายเหมือนที่นางทำเป็นปกติทุกวัน ความจริงแล้วนางสามารถฝึกฝนวิชาการต่อสู้คนเดียวได้ แต่ทว่านางมีใจอยากจะช่วยให้ผู้มีฐานะเป็นพี่ชายรองของนางมีความแข็งแกร่งและเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธวิเศษทวนทลายฟ้ามากกว่าเดิม นางจึงออดอ้อนขอร้องให้พี่ชายรองผู้นี้มาเป็นคู่ซ้อมช่วยนางฝึกวิชาการต่อสู้แทบทุกวันตามปกติแล้วเมิ่งจื่อซวานมักจะไปฝึกวิชาการต่อสู้ที่สำนักฝึกยุทธ์ตระกูลถังร่วมกับสหายสนิทหลายคน ทว่านับตั้งแต่ที่เขาได้รับอาวุธวิเศษทวนทลายฟ้ามาจากน้องสาว เขาจึงอยากตอบแทนบุญคุณนี้ของนางโดยการยินยอมมาเป็นคู่ซ้อมให้แก่นางทุกวัน เมื่อฝึกซ้อมจนครบหนึ่งชั่วยามแล้วเขาจึงค่อยขอตัวแยกไปที่สำนักฝึกยุทธ์ตระกูลถังในภายหลังหลายเดือนที่ผ่านมาเมิ่งจื่อซวานค้นพบแล้วว่าการที่เขาฝึกซ้อมอยู่ที่บ้านกับเมิ่งเถียนซี ฝีมือของเขามีพัฒนาการดีมากกว่าการที่เขาไปฝึกวิชาการต่อสู้ที่สำนักฝึกยุทธ์ของตระกูลถังเสียอีก แม้แต่เมิ่งซูเหวินที่มีอคติกับเมิ่งเถียนซี แต่นางก็มาฝึกยุทธ์ร่วมกับพวกเขาอยู่บ่อยครั้ง“วันนี้ทำไมน้องสามจึงไม่มาฝึกวิทยายุท

















