LOGINเมิ่งเถียนซีทะลุมิติมาอยู่ในดินแดนที่นางไม่รู้จัก หยางเฟิ่งเจี๋ยได้ย้อนเวลากลับมาในห้วงอดีตของชีวิตตนเองอีกครั้ง คนทั้งคู่มีสัญญาหมั้นหมายต่อกันและยังมีความเกี่ยวพันกับหยกโลหิตร่วมกันอีกด้วย มีหลายเรื่องที่เมิ่งเถียนซีจะต้องสะสางปัญหา มีหลายคนที่หยางเฟิ่งเจี๋ยอยากจะแก้แค้น หยกโลหิตทำให้เมิ่งเถียนซีทะลุมิติมาในดินแดนที่นางไม่รู้จัก หยกโลหิตทำให้หยางเฟิ่งเจี๋ยย้อนเวลากลับมาในช่วงเวลาที่เขายังเป็นเพียงท่านอ๋องผู้สง่างามมากความสามารถ คนหนึ่งอยากดูแลปกป้องทุกคนในครอบครัว แต่อีกคนอยากกลับมาล้างแค้น หยางเฟิ่งเจี๋ยตั้งใจจะแก้ไขเรื่องราวเกี่ยวกับชะตาชีวิตของตนเองและคนรอบข้าง มีทั้งคนที่เขาอยากจะปกป้องและมีหลายคนที่เขาจะต้องล้างแค้นจนอีกฝ่ายพังพินาศ ในขณะที่เมิ่งเถียนซีพยายามหาคำตอบให้แก่ตนเองว่านางมาที่ดินแดนฉิงอันเพื่ออะไร แล้วชีวิตของคนทั้งคู่จะจบลงแบบใดในดินแดนฉิงอันแห่งนี้
View Moreเมิ่งเถียนซีเป็นผู้ฝึกฝนตนในดินแดนเทียนคง นางคืออัจฉริยะน้อยที่มีพลังวิญญาณอันแข็งแกร่ง และได้เข้าสำนักไปเป็นลูกศิษย์สายตรงเพียงคนเดียวของท่านปรมาจารย์ม่อไป๋ผู้เป็นเจ้าสำนักชิงเสวียน การได้เป็นศิษย์สายตรงเพียงคนเดียวของท่านปรมาจารย์ทำให้นางได้ดื่มกินยาวิเศษและยาอายุวัฒนะเป็นจำนวนมาก จึงทำให้นางฝึกฝนตนเลื่อนขั้นจนบรรลุขันจินตันได้อย่างรวดเร็ว
ในดินแดนเทียนคงผู้ฝึกฝนตนทุกคนล้วนปรารถนาที่อยากจะเลื่อนขั้นสูงสุดจนถึงระดับขั้นต้าเฉิง ดวงจิตและร่างกายเข้าสู่มหายานเพื่อเป็นเทพเซียน ซึ่งในดินแดนเทียนคงแห่งนี้มีผู้ที่ฝึกฝนตนจนสำเร็จถึงขั้นต้าเฉิงได้มีเพียงท่านปรจารย์ไม่กี่ท่านเท่านั้น ท่านปรมาจารย์ม่อไป๋เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีโอกาสนั้น ซึ่งในยามนี้ท่านปรมาจารย์ม่อไป๋ฝึกฝนตนจนถึงขั้นเหอถี่ ร่างกายหลอมรวมกับดวงจิต เพื่อเตรียมจะเลื่อนขั้นบรรลุไปถึงขั้นต้าเฉิง ทว่าในช่วงนี้ท่านปรมาจารย์ม่อไป๋เก็บเด็กกำพร้าคนหนึ่งมาได้จากตีนภูเขาอู่ไถ และใช้เวลานานถึงสิบกว่าปีที่ท่านปรมาจารย์ม่อไป๋เสียเวลาในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเด็กคนนี้จนเติบโต “เด็กน้อยผู้นี้มีวาสนากับข้า นางเป็นอัจฉริยะน้อยที่มีพลังปราณแข็งแกร่งจึงเรียนรู้สรรพวิทยาได้อย่างรวดเร็ว ถ้าหากวันหน้าข้าฝึกฝนตนจนบรรลุถึงขั้นต้าเฉิงสำเร็จแล้ว สำนักชิงเสวียนแห่งนี้ข้าคงจะต้องฝากความหวังเอาไว้ที่เมิ่งเถียนซี เพื่อให้นางช่วยดูแลสำนักชิงเสวียนและคอยควบคุมดูแลศิษย์พี่กับศิษย์น้องในสำนักของนางทุกคนแทนข้า” คำกล่าวเหล่านี้ของท่านปรมาจารย์ม่อไป๋ ทำให้ลูกศิษย์ทุกคนของสำนักชิงเสวียนรู้สึกไม่พอใจ เพราะภายในสำนักชิงเสวียนแห่งนี้มีเหล่าคุณชายและคุณหนูตระกูลใหญ่มากมายที่ยอมละทิ้งฐานะของวงศ์ตระกูลมาฝึกฝนตนอยู่ที่นี่ สำนักชิงเสวียนเป็นสำนักเก่าแก่ มีท่านปรมาจารย์ที่ฝึกฝนจนบรรลุขั้นต้าเฉิงหลายคน ดังนั้นสำนักชิงเสวียนจึงมียาวิเศษและของวิเศษจำนวนมากถูกเก็บรักษาเอาไว้ เหล่าคุณหนูและคุณชายจากตระกูลใหญ่ทั้งหลายจึงมุ่งหวังว่าตนเองจะได้เป็นคนสำคัญในสำนักชิงเสวียนแห่งนี้ ได้ครอบครองยาอายุวัฒนะ ตำราวิเศษและรวมไปถึงอาวุธของวิเศษทั้งหลาย ทว่าท่านอาจารย์ม่อไป๋กลับมีความคิดอยากจะยกสำนักชิงเสวียนให้อยู่ในความดูแลของเมิ่งเถียนซีเพียงคนเดียวเท่านั้น ทั้งๆที่เมิ่งเถียนซีเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ไร้ตระกูลใหญ่คอยหนุนหลัง เป็นเพราะคำว่าอัจฉริยะน้อย ท่านปรมาจารย์ม่อไป๋จึงยกย่องนางให้อยู่เหนือกว่าผู้อื่น ทำให้เมิ่งเถียนซีถูกศิษย์พี่และศิษย์น้องในสำนักชิงเสวียนเกิดความรู้สึกอิจฉาริษยา นางจึงต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวฝึกฝนตนเองเพียงลำพังมาโดยตลอด จนกระทั่งถึงช่วงเวลาที่ท่านอาจารย์ของนางจะต้องไปร่วมงานชุมนุมประจำปีของสำนักขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในดินแดนเทียนคง เหล่าศิษย์พี่และศิษย์น้องในสำนักชิงเสวียนจึงฉวยโอกาสนี้ร่วมมือกันวางแผนสังหารนาง โดยการล่อลวงนางให้เดินมาบนยอดเขาอู่ไถ ความโดดเดี่ยวความเงียบเหงาทำให้เมื่อมีศิษย์พี่หญิงสามมาทำตัวสนิทสนมกับนางเพียงเล็กน้อย เมิ่งเถียนซีก็รู้สึกดีใจเป็นนักหนา ศิษย์พี่หญิงคนนั้นได้เอ่ยชักชวนนางให้เดินเล่นขึ้นไปบนภูเขาอู่ไถพร้อมกับศิษย์พี่และศิษย์น้องทั้งหลาย นางจึงรีบตอบรับคำชวนนั้นอย่างยินดี เมื่อมาถึงบนยอดเขาอู่ไถ ศิษย์พี่หญิงสามได้เอ่ยชวนเมิ่งเถียนซีคุยด้วยน้ำเสียงสนิทสนมว่า “ข้าได้ยินมาว่า เมื่อหนึ่งเดือนที่แล้วศิษย์น้องได้รับหยกโลหิตวิเศษมาจากท่านปรมาจารย์ม่อไป๋ ข้าและพวกศิษย์พี่และศิษย์น้องคนอื่นๆอยากจะเห็นหยกโลหิตชิ้นนั้นให้เป็นบุญตา เจ้าจะใจกว้างยอมนำหยกโลหิตออกมาให้พวกข้าดูเป็นบุญตาได้หรือไม่” “นั่นสิๆ ข้าได้ยินมาว่าหยกโลหิตยอมรับเจ้าของเพียงคนเดียว และท่านปรมาจารย์ม่อไป๋ ก็ให้เจ้าหยดโลหิตลงบนหยกชิ้นนั้นเพื่อให้เจ้าได้จับจองเป็นเจ้าของหยกโลหิต ในอนาคตพวกเราคงจะไม่มีวาสนาได้ครอบครองของล้ำค่าแบบนั้น แต่พวกเราก็อยากจะขอดูให้เป็นบุญตาได้ลูบคลำหยกโลหิตเพียงเล็กน้อยก็ยังดี” เมิ่งเถียนซีมีท่าทางลังเลเล็กน้อย แล้วจึงตั้งจิตเรียกหยกโลหิตออกมาบนฝ่ามือที่ขาวผ่องของนาง ทุกคนต่างรีบมารุมดูหยกโลหิตบนฝ่ามือของนางด้วยความสนใจ แต่แล้วศิษย์พี่คนหนึ่งก็ฉวยโอกาสหยิบหยกโลหิตออกไปจากฝ่ามือของนาง ก่อนจะใช้พลังขว้างหยกโลหิตของนางไปทางริมหน้าผา “ศิษย์พี่ใหญ่ เหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้” เมิ่งเถียนซีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แล้วรีบถลาร่างไปหาหยกโลหิตอย่างรวดเร็ว “ถ้าหากไม่มีเด็กกำพร้าอย่างเจ้าสักคน ท่านปรมาจารย์ม่อไป๋ย่อมจะต้องเปิดรับลูกศิษย์สายตรงคนใหม่อย่างแน่นอน ดังนั้นเจ้าก็จงตายไปเสียเถิดเพื่อเปิดทางให้แก่ข้า” เสียงแหลมสูงของศิษย์พี่หญิงคนหนึ่งที่ฉวยโอกาสซัดฝ่ามือใส่กลางหลังเมิ่งเถียนซี ในช่วงเวลาที่นางกำลังก้มหน้าลงไปเก็บหยกโลหิตตรงริมหน้าผา ร่างของนางจึงถลาร่วงหล่นจากที่สูง ถึงแม้นางจะมีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่ง แต่ก็ไม่อาจทะยานร่างลอยอยู่ในอากาศได้ มิหนำซ้ำศิษย์พี่และศิษย์น้องทั้งหลาย ต่างร่วมใจกันซัดพลังปราณพุ่งมาใส่ร่างนางเพื่อหวังกำจัดนางทิ้งให้สิ้นซาก เมิ่งเถียนซีจึงทำได้เพียงกำหยกโลหิตที่อาจารย์มอบให้ก่อนแยกจากกันเอาไว้แน่นในฝ่ามือ แล้วพยายามรวบรวมพลังปราณเพื่อเคลื่อนไหวร่างกายหลบหลีกพลังหลายสายที่พุ่งมาหานางเหล่านั้นอย่างสุดกำลัง แต่ทว่าเป็นเพราะร่างกายลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ กำลังร่วงหล่นลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว นางจึงไม่สามารถใช้พลังลมปราณได้ดังใจนึก สุดท้ายแล้วเมิ่งเถียนซีก็หลบไม่พ้นพลังปราณหลายสายที่ศิษย์ร่วมสำนักพร้อมใจกันซัดพลังปราณมาใส่ร่างของนางอยู่ดี เมิ่งเถียนซีรู้สึกเจ็บปวดเมื่อถูกพลังลมปราณขนาดใหญ่ที่ศิษย์พี่หญิงสามซัดใส่ร่างของนางอย่างโหดเหี้ยม หลังจากนั้นร่างกายบอบบางของนางก็ถูกพลังอีกหลายสายกระหน่ำซ้ำเติมจนนางหลบหลีกไม่ได้ เมิ่งเถียนซีจึงทำได้เพียงหลับตาลงยอมรับความตายที่มาจากความโง่เง่าของตนในวันนี้เท่านั้น ในชีวิตนี้เมิ่งเถียนซีไม่มีใครให้รู้สึกอาลัยอีกแล้วนอกจากท่านอาจารย์ม่อไป๋ ที่เลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนวิชาความรู้ให้แก่นางมานานหลายปี นางเป็นลูกศิษย์อกตัญญูที่ต้องตายไปก่อนจะได้แสดงความกตัญญูต่อท่านอาจารย์ม่อไป๋ นี่คือความรู้สึกเสียดายที่แสนจะล้ำลึก ก่อนที่นางจะรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งตัว หลังจากนั้นสติรับรู้ทั้งหมดของนางก็ดับสิ้นลง…งานมงคลของคุณชายใหญ่ตระกูลเมิ่งถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ แต่ทว่ามีหลายคนแอบนินทาว่าตระกูลเมิ่งมีความลำเอียง จัดงานมงคลของบุตรสาวทั้งสองคนส่งออกเรือนได้อย่างยิ่งใหญ่กว่างานมงคลเพื่อรับลูกสะใภ้เข้าเรือนเสียอีก เมิ่งเถียนซีมาได้ยินคนกำลังพูดนินทาเรื่องนี้อยู่พอดีจึงเอ่ยขึ้นว่า“ฮูหยินท่านนี้เข้าใจผิดเสียแล้ว การที่ท่านเอ่ยวาจาผิดๆ แบบนี้ออกมาแสดงว่าท่านไม่ใช่สตรีที่มีความรู้กว้างขวาง ท่านจึงดูไม่ออกว่างานมงคลของพี่ใหญ่ของข้าพิเศษที่ใด และท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าทุ่มเทเพื่องานมงคลของพี่ใหญ่มากมายเพียงใด”“พระชายาเอกเมิ่งเถียนซี! หม่อมฉันคำนับพระชายาเพคะ”ฮูหยินกลุ่มนั้นรีบร้อนคำนับเมิ่งเถียนซีตามธรรมเนียมในขณะที่เมิ่งเถียนซีเอียงหูไปฟังไฉ่เสียนเพื่อจะได้รู้ว่าฮูหยินที่พูดนินทาว่าตระกูลเมิ่งจัดงานมงคลของเมิ่งเซวียนอี้อย่างลำเอียงเป็นใคร“ฮูหยินทุกท่านทำตัวตามสบายเถิด พวกท่านเป็นแขกของจวนตระกูลเมิ่งจึงนับได้ว่าเป็นแขกของข้าด้วย” เมิ่งเถียนซีพูดกับฮูหยินทุกคนด้วยน้ำเสียงมีไมตรีจิตที่ดี ก่อนจะหันไปพูดกับสตรีที่เอ่ยนินทาการจัดงานมงคลของตระกูลเมิ่งว่า “ท่านคือฮูหยินสามตระกูลซ่งใช่หรือไม่”“เอ่อ…ใช
เดือนสิบสองของแคว้นจื่อหยวนเป็นช่วงเวลาที่หนาวเย็นมากที่สุด หลังจากที่มีพายุหิมะพัดผ่านการสัญจรบนท้องถนนเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ตระกูลสวีจึงฉวยโอกาสนี้รีบเดินทางออกจากเมืองติ้งมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงเพื่อมารอร่วมงานมงคลของคุณชายใหญ่ตระกูลเมิ่งและคุณหนูหกตระกูลกู้หลังจากเดือนแปดที่จวนตระกูลเมิ่งจัดงานมงคลอย่างยิ่งใหญ่เพื่อส่งคุณหนูสามเมิ่งซูเหวินแต่งงานออกเรือนไปยังตระกูลเซี่ย จวนตระกูลเมิ่งก็ปิดประตูใหญ่งดรับแขก ทั่วทั้งจวนอยู่กันอย่างสงบจวบจนใกล้จะถึงกำหนดวันมงคลของคุณชายใหญ่เมิ่งเซวียนอี้ ประตูใหญ่ของจวนตระกูลเมิ่งจึงเปิดต้อนรับแขกอีกครั้งเมิ่งเถียนซีไม่ได้ออกไปรอต้อนรับท่านตาและท่านยายที่หน้าประตูเมืองหลวง เนื่องจากฐานะที่สูงส่งของนางถ้าหากออกไปปรากฏตัวที่ประตูเมือง ญาติพี่น้องจำเป็นต้องคุกเข่าให้นางตามธรรมเนียมท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย ดังนั้นเมิ่งเถียนซีจึงมารอต้อนรับแขกอยู่ที่จวนตระกูลเมิ่งแทนเมื่อท่านผู้เฒ่าทั้งสองของตระกูลสวีมาถึงห้องโถงของเรือนหลักตระกูลเมิ่งและพบว่าซานอ๋องหยางเฟิ่งเจี๋ยกับพระชายาเอกเมิ่งเถียนซีพำนักรออยู่ที่นี่ ท่านผู้เฒ่าทั้งสองเตรียมจะคุกเข่าทั้งหยางเฟ
ชีวิตคู่มีหลากหลายรสชาติ บางวันมีรสหวาน บางวันมีรสขม บางวันมีรสชาติเผ็ดร้อนจนแทบจะแผดเผาคนรอบกายไปด้วย แต่บางวันก็มีรสเค็ม…โดยเฉพาะวันไหนที่เมิ่งเถียนซีขยันจะทำอาหารให้หยางเฟิ่งเจี๋ยกิน เขาจะเป็นคนที่ใกล้ชิดกับรสชาติเค็มมากเป็นพิเศษ… ส่วนรสชาติเปรี้ยวนั้นส่วนใหญ่จะมาจากหยางเฟิ่งเจี๋ยเป็นหลักท่านอ๋องผู้นี้ค่อนข้างมีความหึงหวงพระชายาของตนเองค่อนข้างมาก แม้แต่สาวใช้ที่หน้าตาดี ถ้าหากเมิ่งเถียนซีเผลอตัวมองคนงามมากเกินไป เขาก็มักจะกลายร่างเป็นไหน้ำส้มแทบจะทันที“บทบาทหึงหวงแบบนี้ ควรจะเป็นหม่อมฉันที่แสดงมากกว่าใช่หรือไม่เพคะ” เมิ่งเถียนซีเอ่ยถามหยางเฟิ่งเจี๋ยด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ เมื่อนางรับรู้ถึงความไม่พอใจของเข้าได้ในช่วงเช้าของวันหนึ่ง“เราไม่ได้หึงหวง แต่เราไม่พอใจ สาวใช้รอบกายของเจ้ามีแต่คนที่มีอายุน้อยและหน้าตาดีทุกคน ดูเอาเถิดเมื่อไม่กี่วันก่อนเราเอ่ยเตือนเจ้าว่า ในจวนซานอ๋องไม่มีแม้แต่แม่เฒ่าสูงวัยมาคอยทำหน้าที่กำกับดูแลเรื่องราวภายในจวน เราจึงอยากให้เจ้ารับคนใหม่เข้ามาภายในจวนเพิ่มขึ้น แต่เจ้าช่างดียิ่งนัก! กลับคัดเลือกแต่สาวใช้ที่มีหน้าตาดีและมีอายุยิ่งน้อยลงไปกว่าเดิมเสียอีก”“สาว
หยางเฟิ่งเจี๋ยเดินกลับมากินอาหารมื้อเย็นที่เรือนจันทร์ส่องช้ากว่าตามปกติ เขาแอบตั้งความหวังว่าเมิ่งเถียนซีจะยังคงนั่งรอเขาอยู่ที่ห้องโถงเพื่อรอกินอาหารมื้อเย็นร่วมกันกับเขาเหมือนที่นางเคยทำ แต่เมื่อเขาเดินเข้ามาด้านในห้องโถงแล้วมองไม่เห็นนางกำลังนั่งรออยู่ ภายในใจมีทั้งความรู้สึกผิดหวังและมีความรู้สึกโล่งใจคละเคล้าปะปนกันไป“พระชายากินอาหารมื้อเย็นแล้วอย่างนั้นหรือ”“พระชายาทรงกินอาหารมื้อเย็นมาจากข้างนอกจวนแล้วเพคะ ในวันนี้พระชายาทรงปิดหอฮ่าวชือเพื่อเลี้ยงอาหารคนที่พาออกไปทำภารกิจด้านนอกเพคะ ดังนั้นพระชายาจึงกินอาหารมื้อเย็นร่วมกับพวกเขาด้วยเพคะ” ไฉ่หงก้มหน้าเอ่ยตอบแล้วจึงรีบขยับตัวเดินถอยห่างเพื่อให้ความเป็นส่วนตัวแก่หยางเฟิ่งเจี๋ย“อืม…”หยางเฟิ่งเจี๋ยส่งเสียงรับรู้ในลำคอแล้วก้มหน้าลงกินอาหารมื้อเย็นตามลำพัง อาหารเย็นมื้อนี้จบลงอย่างฝืดคอ หยางเฟิ่งเจี๋ยกินไปเพียงไม่กี่คำแล้วจึงวางตะเกียบลงก่อนจะหันไปถามสาวใช้คนเดิมอีกครั้งว่า “ในยามนี้พระชายาอยู่ที่ใด”“พระชายาทรงอยู่ในห้องนอนด้านในแล้วเพคะ ในวันนี้พระชายาต้องออกไปข้างนอกคงจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยมากพอสมควรจึงพักผ่อนเร็วกว่าปกติเพคะ”
ระหว่างที่เมิ่งเถียนซีแบกร่างคนเอาไว้บนหลังแล้วเดินลากเขาไปที่เตียงนอนภายในถ้ำที่นางทำเป็นที่นอน ระหว่างทางที่นางแบกคนร่างสูงอยู่นั้นนางสัมผัสได้ถึงแผงอกที่เกือบจะเปลือยเปล่าแสนอุ่นร้อนของเขาแนบอยู่กับแผ่นหลังของนาง ถึงแม้ในยามนี้ที่แผงอกหนาของเขาจะมีผ้าผืนบางที่นางฉีกมาจากเสื้อตัวในของเขานำมาทำเป็
เมิ่งเถียนซีไปนั่งพูดคุยเพื่อปลอบใจผู้เป็นมารดาที่เรือนเมฆาคล้อยอยู่นานพักใหญ่ เมื่อมองเห็นว่าสวีเยี่ยนหลันยังมีท่าทางเคร่งเครียดไม่ผ่อนคลาย นางจึงเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า“ท่านแม่… ในอดีตข้าเคยคิดเพียงว่าขอแค่ทำตัวอ่อนแอไม่เป็นตัวอันตรายต่อผู้อื่น ข้าก็จะไม่ถูกคนปองร้าย แต่ทว่ายิ่งอ่อ
ในวันนั้นเมิ่งเถียนซีชนะการประลองฝีมือกับเหล่าทหารในค่ายไปหลายสิบคน และยังมีรองแม่ทัพนายกองอีกหลายคนที่มาขอทดสอบฝีมือกับนางถึงแม้ว่านางจะสามารถต่อสู้เอาชนะผู้อื่นได้ง่าย แต่ทว่ากับผู้ที่มีตำแหน่งสูงและผู้แก่อาวุโสกว่า เมิ่งเถียนซีก็ยังแอบออมฝีมือให้อยู่ดีเพราะนางกลัวว่าคนเหล่านั้นจะรู้สึกขายหน้าแล้
หลังจากที่เมิ่งเถียนซีกลั่นแกล้งพี่สาวต่างมารดาจนหนำใจแล้ว นางจึงเอ่ยแนะนำเมิ่งซูเหวินให้นั่งสมาธิกำหนดจิตตั้งใจรวบรวมลมปราณที่จุดตันเถียนในระหว่างที่นั่งแช่น้ำสมุนไพรด้วยกัน“พี่สามอยากรู้มาโดยตลอดไม่ใช่หรือเจ้าคะ ว่าเป็นเพราะเหตุใดข้าจึงมีการเลื่อนขั้นระดับพลังปราณแบบก้าวกระโดดเช่นนี้ ทั้งๆ ที่ข้












reviews