LOGINหยางจื้อซีที่กำลังทอดสายตามองดูภูเขา เมื่อได้ยินสิ่งที่ตู้หยวนพูดออกมา นางก็พูดโต้กลับโดยไม่หันมามองตู้หยวนแม้แต่น้อย “เจ้าก็แค่รอดูจนกว่าจะถึงเวลา หากว่าพวกเขาเบี้ยวเงินข้า พวกเราก็แค่ตามไปทวงเงินถึงที่เท่านี้ก็สิ้นเรื่อง มีอันใดน่าห่วงกัน เจ้าเองก็เลิกคิดเรื่องไร้สาระได้แล้ว”
“ตกลง ข้าเชื่อเจ้า”
หยางจื้อซีกำลังคิดว่าจะไปล่าสัตว์ที่ไหนดี ตอนนี้นางต้องการใช้เงินมากเพราะอาหารที่บ้านหมดลงแล้ว หากวันนี้ไม่มีเงินเท่ากับว่าท่านแม่กับน้อง ๆ ต้องอดมื้อกินมื้อรวมถึงตัวนางเองด้วย ก่อนอื่นต้องปรับปรุงอาหารในบ้านก่อน
ต่อไปนี้นางจะให้คนทั้งบ้านกินอาหารวันละสามมื้อแทนวันละสองมื้อ การเพิ่มมื้ออาหารสำหรับนางคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ อาการเจ็บป่วยของท่านแม่ต้องได้รับการรักษาที่ดีและเหมาะสม หลังจากคิดถึงเรื่องนี้แล้วนางก็หันหลังกลับและเดินไปที่กรงไม้ที่นางเพิ่งทำมันพังเพื่อช่วยพวกทหารที่ถูกขังออกมา
หลังจากเดินทางมายังโลกนี้อย่างกะทันหัน แนวคิดของนางยังไม่เปลี่ยนแปลง หยางจื้อซีรู้สึกเสียใจมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับนางก่อนที่นางจะตายและมาที่โลกนี้ หยางจื้อซีหวังว่าเพื่อนในชาตินี้จะไม่ทรยศนางเช่นเดียวกับเพื่อนในชาติที่แล้วของนาง
โลกนี้ก็เหมือนกับโลกเมื่อหลายพันปีก่อน สิ่งมีชีวิตทุกชนิดเติบโตขึ้นมาตามกฎของธรรมชาติ ร่างกายของพวกมันเปราะบางมากสำหรับนางที่ได้รับการปรับเปลี่ยนร่างกายจากองค์กรมืด และความสามารถเหล่านั้นได้ติดตามนางมาด้วยเมื่อมาเกิดใหม่ในโลกแห่งนี้แม้ว่าจะเป็นเพียงหอกที่ทำจากไม้เล็ก ๆ ก็ตาม ตราบใดที่มีความแข็งแกร่งและมีความเร็วเพียงพอก็จะสามารถฆ่าพวกมันได้อย่างง่ายดาย ซึ่งหยางจื้อซีนับว่าเป็นข้อได้เปรียบเพราะนางมีพละกำลังที่มากมายมหาศาล นี่เป็นสิ่งที่ติดตัวมาจากชาติที่แล้ว นางจะถือว่าเป็นของขวัญที่พระเจ้ามอบให้นางก็แล้วกัน
“โบร๋ววววววววววววววววววววว” เสียงหอนของหมาป่าบนภูเขาดังขึ้นทำให้ทุกคนที่กำลังยุ่งวุ่นวายกับการจัดการศพของทหารฉีฉู่ในตอนนี้ต้องตกใจ
สือเยว่ซึ่งกำลังสั่งให้ผู้คนเคลื่อนย้ายศพ ตะโกนบอกทุกคนที่อยู่รอบตัวเขาทันที “กลิ่นเลือดดึงดูดพวกหมาป่า ทุกคนโปรดระวังด้วย!”
สือซีซึ่งยืนอยู่หน้ากระโจมหลัก เขามัดศพรวมกันอย่างประหม่า ทหารอีกคนชูดาบสั้นในมือเดินเข้ามาและพูดเสียงดังว่า “พวกเราแบ่งกลุ่มกันเป็นกลุ่มละห้าคน ไม่ต้องกังวลเรื่องศพ ทุกคนหันหลังชนกันและปกป้องตัวเอง” แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกว่าการอยู่กับหยางจื้อซีนั้นปลอดภัยที่สุด เมื่อคิดได้เช่นนั้นพวกเขาก็รีบวิ่งไปหาหยางจื้อซีทันที โดยตะโกนเรียกหยางจื้อซีขณะที่พวกเขาวิ่ง
“แม่นางจื้อซี หมาป่ากำลังมาแล้ว ช่วยพวกเราด้วย”
“น้องชาย มานี่หน่อย” ทหารของกองทัพตงเป่ยที่อยู่ใกล้ ๆ เรียกตู้หยวน ทันทีที่ได้เขาได้ยินว่ามีคนเรียกตัวเองเขาก็รีบวิ่งไปทันที ความเร็วในการวิ่งของเขานั้นนับว่าเร็วกว่ากระต่ายเสียอีก เพราะเขาจำคำพูดของหยางจื้อซีได้เสมอ นางฆ่าทหารของแคว้นฉีฉู่ทั้งหมดและกองทัพตงเป่ยเหล่านี้ก็ถูกจับโดยกองทัพฉีฉู่ เมื่อเปรียบเทียบทั้งสองฝ่าย แม้แต่คนโง่เช่นตู้หยวนก็รู้ว่าใครที่น่าเชื่อถือมากกว่ากัน
“เจ้าอย่าเสียงดังจะได้หรือไม่ ประเดี๋ยวหมาป่าก็ได้แห่มาทางนี้กันพอดี” หยางจื้อซีปีนลงมาจากต้นไม้อย่างช่วยไม่ได้ เมื่อตู้หยวนวิ่งไปที่ต้นไม้ที่นางอยู่ นางก็คว้าเข้าที่คอเสื้อด้านหลังของเขาแล้วจับเขาโยนขึ้นไปบนต้นไม้
ตู้หยวนใช้มือทั้งสองกอดลำต้นของต้นไม้ด้วยความตกใจ เขาไม่คิดว่าหยางจื้อซีจะจับเขาโยนขึ้นต้นไม้ ด้วยความโมโหปนตกใจเขาจึงตะโกนไปว่า “เจ้าไม่รู้หรือว่านั่นมันเสียงหมาป่า ที่สำคัญหมาป่าออกมาทั้งฝูง เจ้าเข้าใจหรือไม่ ทั้งฝูงไม่ใช่ตัวหนึ่งหรือสองตัว เจ้ายังไม่รู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของพวกมัน”
“ข้ารู้แล้วว่าหมาป่าน่ากลัว เพราะกลิ่นเลือดพวกนี้ถึงได้ดึงดูดพวกมันมาถึงที่นี่ ไม่ใช่แค่เพียงหมาป่าเท่านั้นอาจจะมีสัตว์ป่าดุร้ายตัวอื่นอีก เจ้าอยู่เงียบ ๆ บนต้นไม้จะดีที่สุด จะดีมากกว่านี้ถ้าเจ้ารู้จักหุบปากซะบ้าง ร้องตะโกนโวยวายยิ่งกว่าสตรี เจ้ามันตัวโง่งมขนานแท้ ข้าไม่น่าเกิดมามีสหายที่ลืมเอาสมองออกมาจากท้องแม่เช่นเจ้าเลย ให้ตายสิ”
“ข้ารู้แล้ว เจ้าไม่เห็นจะต้องมาเหน็บแนมข้าเลย”
“ข้าด่าเจ้า ข้าไม่ได้เหน็บแนม เจ้าตัวไร้สมองนี่ หุบปากของเจ้าให้สนิท อย่าได้ส่งเสียงดังออกมาแม้แต่น้อยไม่เช่นนั้นข้าจะจับเจ้าโยนให้หมาป่ากิน”
หยางจื้อซีได้ยินเสียงฝูงหมาป่าที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ นางจึงตะโกนบอกให้ทหารที่กำลังจัดการกับศพอยู่ภายในหุบเขารีบปีนขึ้นไปบนต้นไม้ที่เหลือเพียงไม่กี่ต้นบริเวณนี้ เพราะพวกทหารฉีฉู่ลักลอบเข้ามาในต้าเซี่ยและตัดต้นไม้เหล่านี้นำมาก่อสร้างค่ายทหารชั่วคราว ซึ่งไม่รู้ว่าพวกมันเข้ามาต้าเซี่ยตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ปกติชาวบ้านเองไม่ได้ขึ้นเขามาไกลถึงเพียงนี้ จึงไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่ามีค่ายทหารอยู่ที่นี่ ตอนนี้เหลือต้นไม้ใหญ่ไม่กี่ต้นเท่านั้น
“พวกท่านทั้งหลาย หมาป่าใกล้เข้ามาแล้ว รบกวนพวกท่านปีนขึ้นไปบนต้นไม้หรือที่สูงก่อนเจ้าค่ะ”
ม่อหลิงเจ๋อเห็นว่าหมาป่าใกล้เข้ามาแล้ว เขารีบเก็บกวาดข้าวของและสิ่งของต่าง ๆ ที่เป็นของพวกทหารฉีฉู่ที่วางอยู่ในกระโจมที่พัก โดยเฉพาะกระโจมของแม่ทัพที่นำทัพมาตั้งค่ายในครั้งนี้ จากนั้นก็สะพายห่อผ้าแล้ววิ่งออกมาด้านนอกกระโจม ทันทีที่ได้ยินเสียงของหยางจื้อซีที่ตะโกนบอกให้พวกเขารีบปีนขึ้นต้นไม้เพื่อไปซ่อนตัว แม้ว่าพวกเขาจะสามารถต่อสู้กับหมาป่าได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีสัตว์ป่าตัวอื่นมา ตอนนี้กลิ่นเลือดที่คละคลุ้งอยู่ภายในหุบเขาแห่งนี้กำลังดึงดูดสัตว์ป่าดุร้าย ม่อหลิงเจ๋อจึงได้ตะโกนสั่งทหารใต้บังคับบัญชาให้รีบปีนขึ้นไปอยู่บนที่สูงทันที
“รีบ ๆ ไปหาที่ซ่อนตัวเร็ว ๆ เข้า หมาป่าฝูงใหญ่กำลังมาทางนี้”
ตู้หยวนมองเห็นได้ชัดเจนจากตำแหน่งสูงของเขาบนต้นไม้ และตะโกนบอกทุกคนทันทีว่า “วิ่งไปทางนั้น ทางนั้นเร็ว ๆ เข้า ต้นไม้มีไม่มากพวกท่านปีนกลับเข้าไปอยู่ในกรงที่ถูกขังก่อนหน้านี้กันก่อนเร็ว ๆ เข้า”
คำว่า ‘กรง’ ฟังดูแล้วรู้สึกสะเทือนใจมาก แต่ตอนนี้ทุกคนไม่มีเวลามานั่งสะเทือนใจหรือรู้สึกไม่ดีอะไรและไม่สนใจที่จะเอาความกับตู้หยวน ยกเว้นบางคนที่ปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ใกล้ ๆ ที่เหลือทั้งหมดก็วิ่งไปที่กรงขังที่พวกเขาเคยถูกขังเอาไว้ก่อนหน้านั้นอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าทันทีที่พวกเขาปีนเข้าไปในกรงได้สำเร็จ ฝูงหมาป่าคำรามใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ก็มีเสียงเสือคำรามดังขึ้นอีกตัวหนึ่งอยู่ในระยะไกล
“โอ้ แย่แล้ว ตอนนี้มีเสือมาร่วมด้วย ไม่เพียงแค่หมาป่า แต่ตอนนี้แม้แต่เสือก็มาแล้ว ข้าจะทำเช่นไรดี” ตู้หยวนนั่งอยู่บนต้นไม้ มองดูทุกคนวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง หูของเขาได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ร้ายแว่วมาแต่ไกล และตอนนี้ตู้หยวนไม่รู้ว่าเขาควรจะกลัวหรือควรจะตื่นเต้น ความรู้สึกที่สับสนเช่นนี้เขาทำอันใดไม่ถูกเลยจริง ๆ ทำได้แค่เพียงกอดต้นไม้เอาไว้แน่น
แต่ไม่ใช่กับคนอย่างหยางจื้อซีที่สนใจเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นคือเสือ เพราะมันมีค่า นางคิดว่ามันจะต้องสามารถแลกเป็นเงินได้แน่นอน เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะขายมันได้ในราคามากน้อยเท่าไหร่แค่นั้น นางจึงแหงนหน้าขึ้นไปถามตู้หยวนว่า “ตู้หยวน เสือขายได้ราคาดีหรือไม่ มีราคาแพงหรือเปล่า”
“ว่าแล้วเชียว วันนี้ถึงไม่เห็นลูก ๆ มาเรียกข้า นี่ท่านกางเขตแดนกั้นลูกชายของท่านหรือ ระวังว่าพวกเขาจะเกลียดท่านพ่ออย่างท่านเข้าสักวัน”“ใครจะเกลียดข้าก็ช่าง ข้าไม่สน ขอเพียงแค่เจ้าไม่เกลียดข้าก็พอ ข้าจะพาเจ้าไปอาบน้ำ”“ข้าอาบเองได้ ท่านออกไปก่อนเจ้าค่ะ”“ไม่เอา ข้ากลัวเจ้าลื่นล้ม ให้ข้าอาบให้นะ”และแล้วมังกรเฒ่าก็จัดการอาบน้ำให้ภรรยาทั้งภายนอกและภายใน จากนั้นก็แวะไปทักทายลูกสาว หยางจื้อซีรู้สึกว่าการอาบน้ำของนางนั้นไม่ง่ายเลย กว่าจะได้อาบน้ำจริง ๆ ก็ถูกมังกรเฒ่าจับกินอยู่หลายรอบ ถึงแม้ว่าปากนางจะบ่น แต่นางกลับพอใจที่สามีรักใคร่ในตัวนาง หนิงเทียนหลงปรนเปรอนางจนรู้สึกอิ่มเอมและนางพอใจมาก“ท่านพี่ อ๊ะ อ๊าา เบา ๆ เจ้าค่ะ ประเดี๋ยวจะกระทบไปถึงลูก”“ข้าจะระวัง ขอโทษ ข้าอดใจเอาไว้ไม่ได้อีกแล้ว ข้าจะอ่อนโยนให้มากขึ้น”หลังจากนั้นหนิงเทียนหลงก็ลงมือกลืนกินภรรยาคนงามไปทั่วทั้งห้อง เขาปรนนิบัติภรรยาทุกกระบวนท่า เมื่อเห็นว่าภรรยาเข้าสู่ประตูสวรรค์แล้วก็เป็นทีของเขาที่ต้องปลดปล่อย การได้ร่วมรักกับภรรยาทำให้เขารู้สึกอิ่มเอมที่สุด ในชีวิตนี้เขาไม่สามารถแตะต้องหญิงอื่นได้อีกแล้ว“ท่านน้า วิธีนี้จะได
“ใช่แล้ว ไปกัน ไปหาท่านน้า ท่านน้าจะต้องช่วยพวกเราคิดแผนดี ๆ ได้แน่นอน” หนิงเฟิงหลงเองก็เห็นด้วยกับน้องชาย“ได้ ไปก็ไป ข้าเองก็ไม่ขัด” หนิงชิงหลงเองก็ไม่ขัดข้อง เขาชอบบ้านท่านยายที่สุด ท่านทวดใจดีมีขนมอร่อย ๆ ให้เขากินมากมาย“นายน้อย พวกท่านจะไปที่ใดขอรับ แต่เช้าเช่นนี้” ห่าวเทียนที่กลับมาจากจัดการงานข้างนอกพอดีเห็นทั้งสามคนจูงมือกันกำลังเดินลงจากเนินเขา“ฮึ้ย ก็ไปบ้านท่านตาน่ะสิ พวกเราจะไปหาท่านน้า ท่านพ่อแย่งท่านแม่ไปแถมยังไม่ให้พวกเราเข้าห้องอีก” หนิงชิงหลงทำปากมุ่ยกระทืบเท้า“อ้อ เป็นเช่นนี้นี่เอง เช่นนั้นเดินระวัง ๆ ด้วยนะขอรับ ระวังอย่าให้หกล้มเสียเล่า”“พวกเรารู้แล้วน่า ลุงห่าวเทียนบ่นเป็นตาแก่ไปได้ หรือว่าติดเชื้อแก่มาจากท่านพ่อกัน” หนิงหยางหลงเป็นตัวป่วน ตัวแสบที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งสาม“นายน้อยรอง เหตุใดถึงพูดเยี่ยงนั้นเล่าขอรับ คำว่าแก่ พูดเบา ๆ ก็เจ็บ”“พวกเราไม่คุยกับลุงห่าวเทียนแล้ว ไปกันเถอะ” หยางต้าจู้ที่กลับมาจากโรงงานแปรรูปอาหารยังไม่ทันจะได้เข้าบ้านก็เห็นหลานน้อยทั้งสามคนเดินจูงมือกันมา ดูจากสีหน้าของทั้งสามคนแล้วคงจะโกรธลูกเขยตัวดีของเขาเป็นแน่ ยิ่งตอนนี้ลูกสาวขอ
หยางจื้อซีร้องห้ามปรามเสียงแผ่วแหบพร่าในทันทีที่หนิงเทียนหลงปลดปล่อยเรียวปากบางเลื่อนลงกดแนบชิดกับลำคอระหงขาวเนียน เพียงแต่นางร้องห้ามทว่าร่างกายกลับตื่นตัวตอบสนอง ยามที่ชายหนุ่มขยับมือลงสอดผ่านกางเกงตัวบางสัมผัสเนินเนื้อสาว สองขาของหยางจื้อซีก็พลันขยับเข้าหากันในทันที“ซีเอ๋อร์ ให้ข้าสัมผัสเจ้า ให้ข้าได้กลืนกินทุกส่วนของเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างของเจ้าล้วนเป็นของข้า ข้าสัญญาข้าจะอ่อนโยน ข้ารักเจ้าที่สุด ข้ารักเจ้าคนเดียว”เสียงออดอ้อนกระซิบอยู่บนอกอวบอิ่มที่ยามนี้ไร้เอี๊ยมบดบัง ทำให้หยางจื้อซีอ่อนระทวยราวขี้ผึ้งถูกไฟลน ขยับแยกเรียวขาให้เขาสอดแทรกมือเข้าสัมผัสลึกซึ้งโดยไม่รู้ตัว“อ่ะ! ท่านพี่ ข้าเจ็บ!...” “อย่างนั้นก็อ้าขาให้กว้างอีกหน่อย”ร่างสูงใหญ่ไม่เพียงไม่ถอนมือออกจากกลางกายสาว แต่ยังใช้สองขาของเขาขยับแทรกแยกเรียวขาเล็กให้กว้างมากขึ้น หยางจื้อซีแหงนหน้าเม้มริมฝีปากบาง ความรู้สึกเจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นความเสียวซ่าน ความปรารถนามากมายก่อเกิดจนเผลอขยับเอวบางตอบรับนิ้วยาวของหนิงเทียนหลง “ท่านพี่ข้า... ท่านเร่งมือเร็วอีกได้หรือไม่”ได้ยินหญิงอันเป็นที่รักร้องขอถึงเพียงนี้แน่นอนว่าหนิงเทียน
หลังจากวันที่หยางจื้อซีแต่งงาน ตอนนี้เวลาก็ผ่านมานับสองเดือนแล้ว ชีวิตประจำวันของนางก็คือต้องคอยปรนเปรอสามีเฒ่า ในแต่ละวันก็แทบไม่มีเวลาออกจากห้อง อย่าว่าแต่ออกจากห้องเลย แค่จะลงจากเตียงยังนับว่าหาได้ยาก ไม่รู้ว่าหนิงเทียนหลงตาเฒ่าน่าตายคนนี้ไปอดอยากปากแห้งที่ไหนมา วันนี้ทั้งสองคนไปกินมื้อเที่ยงที่บ้านใหญ่หยางตามปกติ ขากลับหยางจื้อซีไปเดินเล่นที่แม่น้ำอวิ๋น นางหวนนึกถึงวันแรกที่มายังโลกแห่งนี้และชีวิตในแต่ละวัน ในที่สุดนางก็ผ่านพ้นความยากลำบากมาได้ นางเป็นลูกสาวที่พ่อแม่รักมากที่สุด เป็นน้องสาวที่พี่ชายทั้งสองตามใจ เป็นหลานสาวคนสำคัญของท่านปู่ท่านย่า ตอนนี้นางยังเป็นพี่สาวคนสวยของน้องชายฝาแฝดทั้งสอง สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้นางยังเป็นภรรยาที่สามีรักและตามใจมาก หยางจื้อซีไม่คิดว่าเรื่องราวสุดมหัศจรรย์เช่นนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเอง นางตายไปแล้วถึงสองครั้ง การเกิดใหม่ของนางนับว่าไม่เลวร้ายเลย ในทางกลับกัน การเกิดใหม่ครั้งนี้ทำให้นางได้พบกับผู้ชายที่อดทนรอนางมาถึงแสนปี หากเป็นยุคปัจจุบันที่นางจากมา คงจะเป็นหนึ่งในผู้ชายล้านคนที่จะยึดมั่นในรักแท้ นางเห็นมานักต่อนักการทรยศหักหลังระหว่างสามีภรรย
“หากเจ้ากินข้าวไม่อิ่มกินข้าก็ได้นะ”“หนิง เทียน หลง หุบปาก”“ขอรับ ภรรยา”หยางจื้อซีไม่เคยรู้เลยว่าตาเฒ่าแสนปีจะมีนิสัยแบบนี้ ปกติเห็นทำหน้านิ่งเย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็งพันปี แต่พอมาอยู่กับนางสองคนแล้วเหตุใดถึงได้กลายเป็นเช่นนี้ หรือว่าที่ผ่านมาเขาเสแสร้งแกล้งทำเป็นเย็นชาเพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหวาดกลัวกัน นางมองยังไงหนิงเทียนหลงก็เป็นตาเฒ่าเจ้าเล่ห์เท่านั้น หากนางเผลอพลาดท่าเสียทีเกรงว่าวันนี้คงลุกขึ้นจากเตียงไม่ได้เป็นแน่ หยางจื้อซีกินอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยความรวดเร็ว นางหิวมาก ตั้งแต่เช้ามืดลุกขึ้นมาแต่งตัว จนถึงเวลาส่งตัวนางไม่มีข้าวตกถึงท้องเลยนอกจากซาลาเปาก้อนเล็ก ๆ เพียงก้อนเดียว หลังจากกินอาหารบนโต๊ะจนหมด หยางจื้อซีนั่งพักผ่อนเพื่อรอให้อาหารที่กินลงไปย่อย หนิงเทียนหลงลุกขึ้นเก็บถ้วยชามออกไปไว้ในห้องครัวและต้มน้ำหม้อใหญ่ ความจริงแล้วเขาไม่จำเป็นที่จะต้องก่อไฟเองด้วยซ้ำ เพียงแค่ใช้เวทย์ไฟจุดเตาก็ได้แล้ว แต่เขาไม่ทำอย่างนั้นยังคงใช้ตะบันไฟจุดไฟเช่นชาวบ้านทำกัน หนิงเทียนหลงล้างจานเสร็จน้ำที่ต้มไว้ก็เดือดได้ที่พอดี จากนั้นก็ยกน้ำร้อนไปเทในถังอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เขาสั่งทำมาเป็นพิเศ
หากวันนี้นางไม่บังเอิญพบเขาตอนออกมาซื้อของและแอบติดตามเขามา นางคงไม่รู้ว่าเขามีภรรยาอยู่แล้ว เซี่ยหยวนหลินรู้สึกเสียใจที่นางหน้ามืดตามัว ดวงตามืดบอด เห็นโคลนตมเป็นของมีค่า ไม่ว่านางจะเสียใจมากแค่ไหนก็ไม่สามารถทำอันใดได้ ในเมื่อเรื่องมันกลายมาเป็นเช่นนี้ไปแล้ว แต่สำหรับกู้เยี่ยน นางไม่มีทางยอมให้เขาทำเช่นนั้นเป็นแน่ ในเวลาต่อมา เซี่ยหยวนหลินได้รู้ว่าหยางจื้อหมิงสามารถสอบผ่านถงเซิงและได้อันดับหนึ่ง นางรู้สึกเสียใจจนไส้เขียว เพราะนางหลงใหลในชื่อเสียงเงินทองจนหน้ามืดตามัว ท่านแม่ของนางเห็นแก่เงินสินสอด แต่ตอนนี้เสียใจก็ไม่ทันแล้ว นางไม่มีวาสนากับหยางจื้อหมิงแล้ว แต่พอมาคิดดูอีกที ใครจะไปคิดว่าบ้านหยางที่ครอบครัวยากจนในตอนนั้นจะกลายมาเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยมากเสียกว่าบ้านสกุลกู้ในตอนนี้อีก ทางด้านหยางจื้อซีไม่ได้สนใจว่าเซี่ยหยวนหลินจะมีความคิดเห็นเช่นไร แต่ตอนนี้นางรู้สึกสาแก่ใจมาก สำหรับคนที่ดูถูกดูแคลนพี่ชายและครอบครัวของนาง ตอนนี้นางถือได้ว่าเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองฝูจิงก็เป็นได้ เช้าวันต่อมาก็เป็นวันประกาศผลสอบ และผลที่ออกมาก็เป็นไปตามที่หยางจื้อซีคิดเอาไว้ พี่ใหญ่ของนางเป็นอันดับ







