تسجيل الدخول“แน่นอนว่าเสือสามารถนำไปขายได้ราคาดีและมันแพงมาก จื้อซีเจ้าคิดจะทำอันใดอีก” ตู้หยวนคิดว่าหยางจื้อซีจำอะไรไม่ได้จึงอธิบายต่อไปว่า “ถ้าเจ้าสามารถฆ่าเสือได้โดยที่ไม่ทำให้ขนของมันเสียหายรับรองได้เลยว่าแม่ของเจ้าจะไม่ต้องกังวลเรื่องเงินค่ายาไปอีกถึงสิบปีข้างหน้าเลยล่ะ”
“ตู้หยวน เจ้าพูดเรื่องจริงหรือไม่ เจ้าไม่ได้โกหกข้าแน่นะ ขอบอกเอาไว้เลยแม้ว่าข้าจะจำอันใดไม่ได้ แต่ว่าข้าไม่ได้โง่นะ หากเจ้ากล้าโกหกข้าแล้วล่ะก็ รับรองได้เลยว่าข้าจะต้องจัดการกับเจ้าแน่นอน” หยางจื้อซีชูกำปั้นขึ้น ทำเอาตู้หยวนถึงกับขนลุกขนชัน
“ข้าพูดความจริง ข้าหาได้โป้ปดเจ้า”
“เช่นนั้นก็ดี เจ้าซ่อนตัวให้ดี เรื่องที่เหลือข้าจัดการเอง”
“เจ้า…เจ้าจะทำอันใด จื้อซีเจ้าอย่าทำบ้า ๆ นะ เจ้าจะเอาชีวิตไปเสี่ยงโดยการหาเงินกับเสือ ข้าคิดว่ามันไม่คุ้มนะ นั่นมันคือเสือนะ เจ้าอย่าวู่วาม เจ้าคิดดี ๆ”
“เจ้าจะตะโกนเสียงดังอีกนานหรือไม่ เสียงของเจ้ามันจะดึงดูดเสือให้เข้ามาหาพวกเรา” เดิมทีหยางจื้อซีไม่อยากจะสนใจตู้หยวนอีก แต่เจ้าบ้าคนนี้กลับส่งเสียงดังจริง ๆ เมื่อเห็นม่อหลิงเจ๋อวิ่งมาทางที่นางอยู่ หยางจื้อซีก็โบกมือให้เขาแล้วพูดว่า
“มีสัตว์ป่าเริ่มลงมาจากภูเขาที่อยู่รอบ ๆ หุบเขานี้ พวกท่านทุกคนควรหาที่หลบซ่อนตัวให้ดีก่อน ข้าจะไปจัดการกับเสือแล้วข้าจะรีบกลับมา”
ตู้หยวนรู้สึกโมโหมากที่หยางจื้อซีไม่ฟังคำเตือนของเขาจึงได้ร้องตะโกนว่า “จื้อซี เจ้าคิดว่าฆ่าเสือมันง่ายนักรึ นั่นคือเสือ เสือคืออันใดเจ้ารู้หรือไม่ เสือคือสัตว์ป่าที่ดุร้าย เหตุใดเจ้าไม่ฟังคำพูดของข้าบ้าง เจ้ารีบ ๆ ขึ้นมาบนต้นไม้เดี๋ยวนี้”
“เลิกพูดมากสักทีเถอะน่า ข้ารู้ว่าข้ากำลังทำอันใดอยู่ เจ้าเองอย่าได้วิ่งตามข้าไปอีก อยู่ที่นี่รออย่างเงียบ ๆ เข้าใจหรือไม่” ทันทีที่พูดจบม่อหลิงเจ๋อก็เดินมาทางนี้พอดี หยางจื้อซีจึงได้ฝากให้เขาดูแลตู้หยวนในตอนที่นางไม่อยู่
“ข้าฝากท่านดูแลเขาด้วยนะเจ้าคะ อย่าปล่อยให้เจ้าโง่นี่ลงจากต้นไม้แล้วไปแสวงหาความตายข้างล่าง หากเกิดอันใดขึ้นกับเขา ข้าเกรงว่าท่านลุงตู้ไห่จะเสียใจ”
“ตกลง ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะดูแลเขาให้ดี”
“เช่นนั้นก็รบกวนท่านแล้วเจ้าค่ะ” หยางจื้อซีพูดจบก็คว้าเข็มขัดของม่อหลิงเจ๋อจากนั้นก็จับเขาโยนขึ้นไปบนต้นไม้เช่นเดียวกับตู้หยวน จากนั้นนางก็วิ่งหนีไปทันทีโดยไม่หันกลับมามองข้างหลังแม้แต่น้อย
ใบหน้าของม่อหลิงเจ๋อกลายเป็นสีแดงเหมือนตับหมู เขามองตามแผ่นหลังของหยางจื้อซีด้วยสายตาที่ซับซ้อน เขาไม่สามารถบอกได้ว่าความรู้สึกตอนนี้มันคือความอับอายหรือว่าหงุดหงิดกันแน่ เขาเป็นบุรุษที่โตแล้ว กลับถูกเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ จับโยนขึ้นไปบนต้นไม้ ช่างเป็นการกระทำที่อุกอาจจริง ๆ
ม่อหลิงเจ๋อเป็นองค์ชายที่ไม่เคยปล่อยให้สตรีคนใดเข้าใกล้เขา การที่เขาปล่อยให้เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ดึงเข็มขัดของเขาแล้วจับโยนขึ้นไปบนต้นไม้
ทหารใต้บังคับบัญชาของเขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องอยู่เล็กน้อย แต่พวกเขาไม่กล้ามองดูสีหน้าของม่อหลิงเจ๋อ ทำได้แค่ก้มหน้าก้มตาปีนขึ้นต้นไม้เพื่อหลบภัยหยางจื้อซีที่วิ่งออกไปก็กำลังยุ่งอยู่กับการวิ่งไล่ล่าเสือ นางไม่รู้ว่าการกระทำโดยไม่ได้ตั้งใจของนางจะทำให้ผู้ใดไม่พอใจหรือไม่ แต่เนื่องจากนางได้ยินเสียงว่ามีสัตว์ป่าจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามาที่หุบเขา ก่อนที่จะได้ไปล่าเสือ นางจึงจงใจอ้อมไปหาฝูงหมาป่าเป็นอันดับแรก โดยอาวุธที่นางนำมาด้วยเป็นเพียงท่อนไม้ที่เหลาให้ปลายอีกด้านแหลมเท่านั้น
แม้ว่าอาวุธของหยางจื้อซีจะเป็นเพียงไม้ปลายแหลมท่อนหนึ่ง แต่ด้วยพละกำลังมหาศาลของนางและต่อให้เป็นไม้จิ้มฟันก็สามารถฆ่าสัตว์ป่าได้ แม้จะไม่ใช่หมาป่าหยางจื้อซีก็คิดว่ามันน่าจะใช้การได้เช่นเดียวกันกับสัตว์ป่าตัวอื่น
เนื่องจากพลังในการขว้างของนางนั้นทรงพลังมากพอและไม้ที่ปลายแหลมคมนั้นน้ำหนักกำลังดีและเหมาะมือมาก จึงสามารถฆ่าหมาป่าได้ด้วยการแทงเข้าที่หัวของหมาป่าเพียงครั้งเดียวเท่านั้นหมาป่าก็ขาดใจตายทันที หลังจากใช้เวลาเพียงเล็กน้อยจัดการกับฝูงหมาป่า ในที่สุดหมาป่าทั้งฝูงก็ไม่มีตัวใดเหลือรอด เมื่อเห็นว่าหมาป่าตายหมดแล้ว เป้าหมายต่อไปของนางคือเสือ ตู้หยวนบอกว่าหากไม่ทำให้ขนเสือเสียหายจะขายได้ราคาดี นั่นคือสิ่งที่นางต้องการในตอนนี้หยางจื้อซีวิ่งไปทางที่เสือคำราม เมื่อไปถึงก็พบว่าบนต้นไม้มีหวังซูเหวินน้องชายของหวังฉู่หราน หรือก็คือลูกชายของนางฉินซื่อที่นางพบในตอนเช้ามืด นางฉินซื่อผู้นี้ยังคิดจะแนะนำหลานชายทางบ้านแม่ของนางให้แต่งงานกับหยางจื้อซี
ภายใต้การจ้องมองของเสือหวังซูเหวินทำได้แค่เพียงกอดต้นไม้เอาไว้แน่นในขณะที่เสือพยายามปีนต้นไม้ขึ้นไป หยางจื้อซียืนมองอยู่นานสองนาน ในที่สุดหวังซูเหวินก็เห็นนาง เขานึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนเช้าที่นางใช้เพียงหมัดเดียวต่อยหินก้อนใหญ่แตกเป็นเสี่ยง ๆ จึงได้ตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่คำที่เขาพูดออกมาจากปากนั้นกลับไม่น่าฟังสักนิด“หยางจื้อซี เจ้าจะใจดำยืนมองคนอื่นได้รับความเดือดร้อนแล้วไม่ช่วยเหลือรึ ถ้าหากข้าตายไป ต่อให้ข้าเป็นผีข้าก็ไม่ละเว้นเจ้า”
“ในเมื่อเจ้าจะตายเป็นผีอยู่แล้ว เช่นนั้นเจ้าก็ตายไปเสียสิ จะได้กลายเป็นผีสมใจเจ้า อ้อ ส่วนที่ว่าเจ้าจะเดือดร้อนไม่เดือดร้อนแล้วมันเกี่ยวอันใดกับข้า เจ้าไม่ได้มีความสำคัญกับข้าเสียหน่อย คนที่มีความคิดชั่วร้ายเช่นเจ้าตกเป็นอาหารของเสือมันก็สมควรแล้วนี่”
เดิมทีหวังซูเหวินไม่ได้มาคนเดียว ยังมีชาวบ้านมากับเขาอีกสองสามคนแต่ว่าพวกเขาวิ่งหนีลงเขาไปหมดแล้ว เป็นเพราะหวังซูเหวินยืนยันจะตามหาหยางจื้อซี
สิ่งที่นางไม่รู้คือหวังซูเหวินต้องการตามหานางบนภูเขาเพื่อข่มเหงรังแกนาง จากนั้นก็ส่งนางให้ไปแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องของเขา แต่ถ้าหากนางรู้เหตุผลแล้วละก็รับรองได้เลยว่า นอกจากเสือแล้วคนที่ตายต่อไปคือหวังซูเหวินส่วนชาวบ้านที่ตามหวังซูเหวินมาเพราะเขาตกลงจะให้ผลประโยชน์บางอย่างนั้นเดิมทีได้วิ่งหนีไปแล้ว แต่เมื่อพวกเขาคิดว่าเสืออาจจะหนีไปแล้วจึงได้ย้อนกลับมาเพื่อหวังว่าจะช่วยหวังซูเหวินให้ลงจากเขา เมื่อหวังซูเหวินเห็นพวกเขากลับมาก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก ที่สำคัญเขากลัวว่าจะมีคนปากพล่อยเปิดโปงแผนการของเขาในครั้งนี้
“พวกเจ้ากลับมาทำไม”
“พวกข้าคิดว่าเสือไปแล้วเลยจะมาช่วยเจ้า ในเมื่อเสือยังไม่ไปเช่นนั้นพวกข้าไปก่อนนะ เอาไว้พวกข้าจะมาใหม่” พูดจบชาวบ้านสองสามคนก็วิ่งหนีลงเขาไปอีกครั้ง โดยมีหยางจื้อซีที่กำลังยืนจ้องตากับเสืออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ นางไม่ได้ให้ความสนใจกับชาวบ้านพวกนั้น
“หยางจื้อซี ทำไมเจ้าไม่หนีไปอีกคนล่ะ เจ้าอยากดูความตายของคนอื่นรึ เจ้ามันช่างเป็นสตรีที่ใจดำอำมหิตจริง ๆ”
“เหตุใดข้าต้องไปด้วย ข้าแค่รอให้เสือฆ่าเจ้าเสร็จแล้วข้าค่อยฆ่าเสือ เหตุผลของข้าก็มีเพียงเท่านี้”
คำตอบนี้ของหยางจื้อซีไม่เพียงแต่รุนแรงเท่านั้น ยังเป็นการตบหน้าหวังซูเหวินอีกด้วย หวังซูเหวินปกติไม่เคยพูดคุยกับหยางจื้อซีมาก่อน และสิ่งเดียวที่เขารู้เกี่ยวกับนางก็คือหยางจื้อซีเป็นหลานสาวของตระกูลหยางในหมู่บ้าน
เหตุผลที่เขาพาผู้คนมาที่ภูเขาในครั้งนี้เป็นเพราะเขาได้ยินว่าหยางจื้อซีได้กลายเป็นคนโง่หลังจากที่ตกเขาเมื่อวาน นางไม่สามารถจดจำใครได้ในหมู่บ้าน ฉินซื่อแม่ของเขาบอกว่าต้องการให้นางแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องทางบ้านยายของเขา แต่ก่อนที่จะส่งนางให้กับลูกพี่ลูกน้องนั้น เขาต้องการเพียงย่ำยีนางเสียก่อน ถ้าแบบนี้แล้วนางจะไม่มีทางเลือกจำเป็นต้องแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องของเขาแต่โดยดี“ว่าแล้วเชียว วันนี้ถึงไม่เห็นลูก ๆ มาเรียกข้า นี่ท่านกางเขตแดนกั้นลูกชายของท่านหรือ ระวังว่าพวกเขาจะเกลียดท่านพ่ออย่างท่านเข้าสักวัน”“ใครจะเกลียดข้าก็ช่าง ข้าไม่สน ขอเพียงแค่เจ้าไม่เกลียดข้าก็พอ ข้าจะพาเจ้าไปอาบน้ำ”“ข้าอาบเองได้ ท่านออกไปก่อนเจ้าค่ะ”“ไม่เอา ข้ากลัวเจ้าลื่นล้ม ให้ข้าอาบให้นะ”และแล้วมังกรเฒ่าก็จัดการอาบน้ำให้ภรรยาทั้งภายนอกและภายใน จากนั้นก็แวะไปทักทายลูกสาว หยางจื้อซีรู้สึกว่าการอาบน้ำของนางนั้นไม่ง่ายเลย กว่าจะได้อาบน้ำจริง ๆ ก็ถูกมังกรเฒ่าจับกินอยู่หลายรอบ ถึงแม้ว่าปากนางจะบ่น แต่นางกลับพอใจที่สามีรักใคร่ในตัวนาง หนิงเทียนหลงปรนเปรอนางจนรู้สึกอิ่มเอมและนางพอใจมาก“ท่านพี่ อ๊ะ อ๊าา เบา ๆ เจ้าค่ะ ประเดี๋ยวจะกระทบไปถึงลูก”“ข้าจะระวัง ขอโทษ ข้าอดใจเอาไว้ไม่ได้อีกแล้ว ข้าจะอ่อนโยนให้มากขึ้น”หลังจากนั้นหนิงเทียนหลงก็ลงมือกลืนกินภรรยาคนงามไปทั่วทั้งห้อง เขาปรนนิบัติภรรยาทุกกระบวนท่า เมื่อเห็นว่าภรรยาเข้าสู่ประตูสวรรค์แล้วก็เป็นทีของเขาที่ต้องปลดปล่อย การได้ร่วมรักกับภรรยาทำให้เขารู้สึกอิ่มเอมที่สุด ในชีวิตนี้เขาไม่สามารถแตะต้องหญิงอื่นได้อีกแล้ว“ท่านน้า วิธีนี้จะได
“ใช่แล้ว ไปกัน ไปหาท่านน้า ท่านน้าจะต้องช่วยพวกเราคิดแผนดี ๆ ได้แน่นอน” หนิงเฟิงหลงเองก็เห็นด้วยกับน้องชาย“ได้ ไปก็ไป ข้าเองก็ไม่ขัด” หนิงชิงหลงเองก็ไม่ขัดข้อง เขาชอบบ้านท่านยายที่สุด ท่านทวดใจดีมีขนมอร่อย ๆ ให้เขากินมากมาย“นายน้อย พวกท่านจะไปที่ใดขอรับ แต่เช้าเช่นนี้” ห่าวเทียนที่กลับมาจากจัดการงานข้างนอกพอดีเห็นทั้งสามคนจูงมือกันกำลังเดินลงจากเนินเขา“ฮึ้ย ก็ไปบ้านท่านตาน่ะสิ พวกเราจะไปหาท่านน้า ท่านพ่อแย่งท่านแม่ไปแถมยังไม่ให้พวกเราเข้าห้องอีก” หนิงชิงหลงทำปากมุ่ยกระทืบเท้า“อ้อ เป็นเช่นนี้นี่เอง เช่นนั้นเดินระวัง ๆ ด้วยนะขอรับ ระวังอย่าให้หกล้มเสียเล่า”“พวกเรารู้แล้วน่า ลุงห่าวเทียนบ่นเป็นตาแก่ไปได้ หรือว่าติดเชื้อแก่มาจากท่านพ่อกัน” หนิงหยางหลงเป็นตัวป่วน ตัวแสบที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งสาม“นายน้อยรอง เหตุใดถึงพูดเยี่ยงนั้นเล่าขอรับ คำว่าแก่ พูดเบา ๆ ก็เจ็บ”“พวกเราไม่คุยกับลุงห่าวเทียนแล้ว ไปกันเถอะ” หยางต้าจู้ที่กลับมาจากโรงงานแปรรูปอาหารยังไม่ทันจะได้เข้าบ้านก็เห็นหลานน้อยทั้งสามคนเดินจูงมือกันมา ดูจากสีหน้าของทั้งสามคนแล้วคงจะโกรธลูกเขยตัวดีของเขาเป็นแน่ ยิ่งตอนนี้ลูกสาวขอ
หยางจื้อซีร้องห้ามปรามเสียงแผ่วแหบพร่าในทันทีที่หนิงเทียนหลงปลดปล่อยเรียวปากบางเลื่อนลงกดแนบชิดกับลำคอระหงขาวเนียน เพียงแต่นางร้องห้ามทว่าร่างกายกลับตื่นตัวตอบสนอง ยามที่ชายหนุ่มขยับมือลงสอดผ่านกางเกงตัวบางสัมผัสเนินเนื้อสาว สองขาของหยางจื้อซีก็พลันขยับเข้าหากันในทันที“ซีเอ๋อร์ ให้ข้าสัมผัสเจ้า ให้ข้าได้กลืนกินทุกส่วนของเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างของเจ้าล้วนเป็นของข้า ข้าสัญญาข้าจะอ่อนโยน ข้ารักเจ้าที่สุด ข้ารักเจ้าคนเดียว”เสียงออดอ้อนกระซิบอยู่บนอกอวบอิ่มที่ยามนี้ไร้เอี๊ยมบดบัง ทำให้หยางจื้อซีอ่อนระทวยราวขี้ผึ้งถูกไฟลน ขยับแยกเรียวขาให้เขาสอดแทรกมือเข้าสัมผัสลึกซึ้งโดยไม่รู้ตัว“อ่ะ! ท่านพี่ ข้าเจ็บ!...” “อย่างนั้นก็อ้าขาให้กว้างอีกหน่อย”ร่างสูงใหญ่ไม่เพียงไม่ถอนมือออกจากกลางกายสาว แต่ยังใช้สองขาของเขาขยับแทรกแยกเรียวขาเล็กให้กว้างมากขึ้น หยางจื้อซีแหงนหน้าเม้มริมฝีปากบาง ความรู้สึกเจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นความเสียวซ่าน ความปรารถนามากมายก่อเกิดจนเผลอขยับเอวบางตอบรับนิ้วยาวของหนิงเทียนหลง “ท่านพี่ข้า... ท่านเร่งมือเร็วอีกได้หรือไม่”ได้ยินหญิงอันเป็นที่รักร้องขอถึงเพียงนี้แน่นอนว่าหนิงเทียน
หลังจากวันที่หยางจื้อซีแต่งงาน ตอนนี้เวลาก็ผ่านมานับสองเดือนแล้ว ชีวิตประจำวันของนางก็คือต้องคอยปรนเปรอสามีเฒ่า ในแต่ละวันก็แทบไม่มีเวลาออกจากห้อง อย่าว่าแต่ออกจากห้องเลย แค่จะลงจากเตียงยังนับว่าหาได้ยาก ไม่รู้ว่าหนิงเทียนหลงตาเฒ่าน่าตายคนนี้ไปอดอยากปากแห้งที่ไหนมา วันนี้ทั้งสองคนไปกินมื้อเที่ยงที่บ้านใหญ่หยางตามปกติ ขากลับหยางจื้อซีไปเดินเล่นที่แม่น้ำอวิ๋น นางหวนนึกถึงวันแรกที่มายังโลกแห่งนี้และชีวิตในแต่ละวัน ในที่สุดนางก็ผ่านพ้นความยากลำบากมาได้ นางเป็นลูกสาวที่พ่อแม่รักมากที่สุด เป็นน้องสาวที่พี่ชายทั้งสองตามใจ เป็นหลานสาวคนสำคัญของท่านปู่ท่านย่า ตอนนี้นางยังเป็นพี่สาวคนสวยของน้องชายฝาแฝดทั้งสอง สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้นางยังเป็นภรรยาที่สามีรักและตามใจมาก หยางจื้อซีไม่คิดว่าเรื่องราวสุดมหัศจรรย์เช่นนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเอง นางตายไปแล้วถึงสองครั้ง การเกิดใหม่ของนางนับว่าไม่เลวร้ายเลย ในทางกลับกัน การเกิดใหม่ครั้งนี้ทำให้นางได้พบกับผู้ชายที่อดทนรอนางมาถึงแสนปี หากเป็นยุคปัจจุบันที่นางจากมา คงจะเป็นหนึ่งในผู้ชายล้านคนที่จะยึดมั่นในรักแท้ นางเห็นมานักต่อนักการทรยศหักหลังระหว่างสามีภรรย
“หากเจ้ากินข้าวไม่อิ่มกินข้าก็ได้นะ”“หนิง เทียน หลง หุบปาก”“ขอรับ ภรรยา”หยางจื้อซีไม่เคยรู้เลยว่าตาเฒ่าแสนปีจะมีนิสัยแบบนี้ ปกติเห็นทำหน้านิ่งเย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็งพันปี แต่พอมาอยู่กับนางสองคนแล้วเหตุใดถึงได้กลายเป็นเช่นนี้ หรือว่าที่ผ่านมาเขาเสแสร้งแกล้งทำเป็นเย็นชาเพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหวาดกลัวกัน นางมองยังไงหนิงเทียนหลงก็เป็นตาเฒ่าเจ้าเล่ห์เท่านั้น หากนางเผลอพลาดท่าเสียทีเกรงว่าวันนี้คงลุกขึ้นจากเตียงไม่ได้เป็นแน่ หยางจื้อซีกินอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยความรวดเร็ว นางหิวมาก ตั้งแต่เช้ามืดลุกขึ้นมาแต่งตัว จนถึงเวลาส่งตัวนางไม่มีข้าวตกถึงท้องเลยนอกจากซาลาเปาก้อนเล็ก ๆ เพียงก้อนเดียว หลังจากกินอาหารบนโต๊ะจนหมด หยางจื้อซีนั่งพักผ่อนเพื่อรอให้อาหารที่กินลงไปย่อย หนิงเทียนหลงลุกขึ้นเก็บถ้วยชามออกไปไว้ในห้องครัวและต้มน้ำหม้อใหญ่ ความจริงแล้วเขาไม่จำเป็นที่จะต้องก่อไฟเองด้วยซ้ำ เพียงแค่ใช้เวทย์ไฟจุดเตาก็ได้แล้ว แต่เขาไม่ทำอย่างนั้นยังคงใช้ตะบันไฟจุดไฟเช่นชาวบ้านทำกัน หนิงเทียนหลงล้างจานเสร็จน้ำที่ต้มไว้ก็เดือดได้ที่พอดี จากนั้นก็ยกน้ำร้อนไปเทในถังอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เขาสั่งทำมาเป็นพิเศ
หากวันนี้นางไม่บังเอิญพบเขาตอนออกมาซื้อของและแอบติดตามเขามา นางคงไม่รู้ว่าเขามีภรรยาอยู่แล้ว เซี่ยหยวนหลินรู้สึกเสียใจที่นางหน้ามืดตามัว ดวงตามืดบอด เห็นโคลนตมเป็นของมีค่า ไม่ว่านางจะเสียใจมากแค่ไหนก็ไม่สามารถทำอันใดได้ ในเมื่อเรื่องมันกลายมาเป็นเช่นนี้ไปแล้ว แต่สำหรับกู้เยี่ยน นางไม่มีทางยอมให้เขาทำเช่นนั้นเป็นแน่ ในเวลาต่อมา เซี่ยหยวนหลินได้รู้ว่าหยางจื้อหมิงสามารถสอบผ่านถงเซิงและได้อันดับหนึ่ง นางรู้สึกเสียใจจนไส้เขียว เพราะนางหลงใหลในชื่อเสียงเงินทองจนหน้ามืดตามัว ท่านแม่ของนางเห็นแก่เงินสินสอด แต่ตอนนี้เสียใจก็ไม่ทันแล้ว นางไม่มีวาสนากับหยางจื้อหมิงแล้ว แต่พอมาคิดดูอีกที ใครจะไปคิดว่าบ้านหยางที่ครอบครัวยากจนในตอนนั้นจะกลายมาเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยมากเสียกว่าบ้านสกุลกู้ในตอนนี้อีก ทางด้านหยางจื้อซีไม่ได้สนใจว่าเซี่ยหยวนหลินจะมีความคิดเห็นเช่นไร แต่ตอนนี้นางรู้สึกสาแก่ใจมาก สำหรับคนที่ดูถูกดูแคลนพี่ชายและครอบครัวของนาง ตอนนี้นางถือได้ว่าเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองฝูจิงก็เป็นได้ เช้าวันต่อมาก็เป็นวันประกาศผลสอบ และผลที่ออกมาก็เป็นไปตามที่หยางจื้อซีคิดเอาไว้ พี่ใหญ่ของนางเป็นอันดับ







