LOGINหลังเหตุการณ์ที่สนามม้า เมื่อซูย่างได้รับความช่วยเหลือ เวินจ่านก็ระบายโทสะด้วยการขอซื้อม้าตัวที่ซูย่างขี่ แล้วสั่งให้ถลกหนังมันทั้งเป็นและหลังจบเหตุการณ์ที่หมู่บ้านลู่หลิง เวินจ่านก็จัดการซ้อมคนของตัวเองที่ส่งเข้าไปในบ้านหลังนั้นจนปางตายวิธีการที่อำมหิตผิดมนุษย์เช่นนี้ กู้อวี่หนิงย่อมไม่กล้าทำ!เธอปาดน้ำตา โยนโทรศัพท์มือถือไปอีกทาง คนเดียวที่เธอพึ่งพาได้ในเวลานี้ ก็มีเพียงฝู่เฉินซีเท่านั้นก่อนออกจากบ้าน เธอจงใจทิ้งของสิ่งหนึ่งไว้ให้แม่ฝู่ ป่านนี้อีกฝ่ายน่าจะใกล้เห็นแล้วตระกูลฝู่ แม่ฝู่กำลังทานมื้อค่ำ วันนี้ทั้งวันเธอไม่เห็นหน้ากู้อวี่หนิง เห็นก็แต่เพียงฝู่เฉินซีเดินไปเดินมาเท่านั้น “อวี่หนิงล่ะ? ทำไมวันนี้ไม่เห็นหน้าเลย?”สีหน้าของฝู่เฉินซีดูย่ำแย่ “เธอกลับไปบ้านตระกูลกู้แล้วครับ”แม่ฝู่มองลูกชายด้วยแววตาลุ่มลึก “แกจะปกป้องอวี่หนิงให้ดีใช่ไหม?”เมื่อเห็นลูกชายพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น แม่ฝู่ถึงได้วางใจเมื่อเดินไปที่ห้องรับแขก พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะวางของ หลังคลี่ออกดูถึงได้รู้ว่าเป็นผลตรวจครรภ์ของกู้อวี่หนิงด้วยความที่กู้อวี่หนิงจ้างแพทย์ส่
ประธานลู่บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ซูย่างฟังโดยละเอียด แม้จะไม่ครบถ้วนทุกถ้อยคำ แต่เนื้อหาใจความส่วนใหญ่เขาก็จำได้แม่นซูย่างรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจไม่น้อย "ประธานลู่กำลังจะบอกว่า ลู่ซือเฉิงลูกชายของคุณชอบพออยู่กับกู้อวี่หนิงงั้นเหรอคะ?"ประธานลู่พยักหน้าด้วยแววตาเคร่งขรึม "เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ เพราะถึงยังไงตอนนี้คุณหนูกู้เธอก็แต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว ขืนพูดออกไปก็มีแต่จะขายหน้ากันเปล่า ๆ ""เรื่องนั้นไม่น่าเป็นอะไรมั้งคะ ไม่ทราบว่าประธานลู่ทำเรื่องนี้เพราะเห็นแก่หน้าคุณหนูกู้ หรือว่าเพราะมีเหตุผลอื่นกันแน่?"เธอไม่เชื่อหรอกว่าลำพังกู้อวี่หนิงคนเดียว จะสามารถควบคุมผู้คนทั้งตระกูลลู่ได้อยู่หมัดคนร้ายตัวจริงผู้อยู่เบื้องหลังยังไม่ถูกกระชากหน้ากากออกมาต่างหาก!ในใจเธอมีผู้ต้องสงสัยคนหนึ่ง เพียงแต่ยังคิดไม่ตกว่าตระกูลลู่จะไปมีความเกี่ยวข้องกับเวินจ่านได้อย่างไรประธานลู่หลบสายตา กล่าวเพียงว่า "คุณหนูซู สิ่งที่คุณอยากฟังผมก็บอกไปหมดแล้ว เรื่องที่เหลือไม่เกี่ยวกับผมแล้วนะ"ซูย่างพยักหน้ารับ รู้ดีว่าไม่ควรต้อนคนให้จนตรอกเกินไปเมื่อเดินออกมาจากบริษัทลู่ซื่อ เธอก็หยิบปากกาบันทึกเสีย
"เฉินซี... ฉันรู้ว่าคุณยังโกรธเพราะเรื่องนั้น" ดวงตาของกู้อวี่หนิงแดงเรื่อ ขณะมองดูฝู่เฉินซีด้วยแววตาน่าสงสารฝู่เฉินซีเห็นภรรยาเป็นเช่นนี้ ก็ค่อย ๆ ใจอ่อนลง"ขอโทษที ผมแค่...""ฉันเข้าใจค่ะ คุณไม่ต้องพูดอะไรหรอก เฉินซี ที่คุณโทษฉันมันก็ถูกแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะฉันทำเรื่องผิดพลาดลงไป หยาฮุ่ยก็คงไม่ต้องไปอยู่ในที่แบบนั้น"กู้อวี่หนิงโถมตัวเข้าสู่อ้อมอกของฝู่เฉินซี แล้วกอดเขาไว้แน่นฝู่เฉินซีถอนหายใจเบา ๆ ก่อนโอบกอดเธอตอบเช่นกันบริษัทลู่ซื่อบริเวณหน้าประตูใหญ่ หญิงสาวคนหนึ่งในชุดทำงานสไตล์เรียบหรู สวมแว่นกันแดด และสะพายกระเป๋ารุ่นใหม่ล่าสุดเดินเข้ามา แต่ขณะที่เธอกำลังจะก้าวเข้าลิฟต์ก็ถูกพนักงานต้อนรับขวางเอาไว้ "คุณคะ ไม่ทราบว่ามาพบใครคะ?"ซูย่างถอดแว่นกันแดดออก เผยให้เห็นใบหน้าอันหมดจดงดงาม "ฉันมาพบประธานลู่""ขอประทานโทษด้วยค่ะ ไม่ทราบว่านัดไว้หรือเปล่าคะ?"ซูย่างส่ายหน้า "ตอนนี้ลู่ซื่อไม่น่าจะมีอะไรให้ยุ่งแล้วมั้งคะ? บอกประธานลู่ไปว่าคนที่จะขอพบคือซูย่าง เขาต้องยอมให้พบแน่"สีหน้าของพนักงานต้อนรับเปลี่ยนไปทันที เธอรีบโทรศัพท์แจ้งขึ้นไป ผ่านไปไม่กี่นาทีจึงรีบพาซูย่างขึ้นลิฟต์
ขณะหลงนึกว่าตนเองได้พบเจอกับคนปกติเข้าแล้วจริง ๆ ผู้ป่วยคนนั้นกลับแย่งส้อมในมือเธอไปหน้าตาเฉย แถมยังพูดกับส้อมคันนั้นด้วยว่า "สหาย ไม่ต้องกลัวนะ ฉันมาช่วยนายแล้ว"ผู้หญิงคนนั้นราวกับถูกผีเข้า เริ่มพูดคุยกับเครื่องครัวทุกชิ้นในโรงอาหาร"คนบ้า!" ฝู่หยาฮุ่ยอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัวผู้ป่วยประเภทนี้พบเห็นได้ทั่วไปในโรงพยาบาลจิตเวช เธอแทบไม่ต้องเสาะหาเลยด้วยซ้ำเมื่อถึงเวลาอาหารเย็น ทางโรงพยาบาลก็จะเป็นฝ่ายนำอาหารเข้ามาให้เองฝู่หยาฮุ่ยนั่งอยู่บนขอบเตียงอย่างสงบเสงี่ยม ในมือประคองชามข้าวใบหนึ่งขณะพยาบาลเปิดประตูเดินเข้ามา ก็พบว่ามีเงาร่างหนึ่งเดินตามเข้ามาด้วยฝู่หยาฮุ่ยจ้องมองไป ปรากฏว่าเป็นผู้ป่วยที่พบเจอเมื่อตอนบ่ายคนนั้น นึกไม่ถึงเลยว่าจะพักอยู่ชั้นเดียวกันกับเธอ"ออกไปนะ! ออกไปให้พ้น!" ในมือเธอตอนนี้ไม่มีอาวุธอย่างช้อนส้อมอยู่เสียด้วยสิอาหารของโรงพยาบาลนั้นเรียบง่าย เสียแต่ว่าไม่มีอาหารจีน มีแต่มันฝรั่งกับผักใบเขียว ซึ่งผักพวกนี้ก็น่าจะเอาไปทำเป็นอาหารอย่างอื่นได้ไม่ใช่หรือ?ฝู่หยาฮุ่ยเคยถามพยาบาลแล้ว แต่พยาบาลไม่อยากตอบตกดึกก็นอนไม่หลับ เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน ผู้ป่วยจิตเวชใน
สายตาของซูย่างกวาดมองฝู่หยาฮุ่ยอย่างไม่รีบร้อน ก่อนพูดอย่างเชื่องช้าชัดถ้อยชัดคำ "ฝู่หยาฮุ่ย สถานการณ์ของเธอตอนนี้ ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวเธอเองหรอกนะ เธอเต็มใจจะเป็นแพะรับบาปจริง ๆ เหรอ?"ฝู่หยาฮุ่ยจ้องมองคนถามด้วยความไม่อยากเชื่อ "คนอย่างเธอจะหวังดีขนาดนั้นได้ยังไง?""ความจริง เบื้องหลังเธอกับกู้อวี่หนิงน่าจะมีใครสักคนคอยบงการอยู่ เป็นเวินจ่านใช่ไหมล่ะ? เธอปกป้องพวกหล่อนขนาดนี้ แล้วดูซิว่าตัวเองต้องมาลงเอยยังไง?" ซูย่างยิ้มบางเบาใบหน้าของฝู่หยาฮุ่ยซีดขาว แต่ก็ยังปากแข็งโต้กลับว่า "แล้วมันดีกว่าให้เธอช่วยตรงไหน? ก็แค่หนีเสือปะจระเข้เท่านั้นเอง""ฉันไม่มีเวลามาพูดไร้สาระกับเธอหรอกนะ ฉันรู้ว่าคนที่อยู่หมู่บ้านลู่หลิงตอนนั้นคือกู้อวี่หนิง แต่ตอนนี้ฉันอยากได้รายละเอียดเพิ่ม บอกมาซะ" แววตาของซูย่างแผ่รัศมีความเยือกเย็นอันไร้ที่สิ้นสุดออกมา ทำให้คนมองอดรู้สึกเสียวสันหลังวาบไม่ได้ฝู่หยาฮุ่ยเองก็ตัวสั่นเทาด้วยสายตาเย็นชาคู่นั้น หลังชั่งใจอยู่นาน สุดท้ายก็ยอมเปิดปากบางทีสิ่งที่ซูย่างพูดอาจถูกต้องก็ได้ ต่อให้เธอเหมือนหนีเสือปะจระเข้ แต่เธอก็ไม่อยากกลายเป็นแพะรับบาปแทนคนอื่นหลังเล่าเรื
กู้อวี่หนิงลอบกระหยิ่มใจ ตอนแรกเธอกำลังคิดหาวิธีเกลี้ยกล่อมฝู่เฉินซีให้ยอมปล่อยเธอไปอยู่พอดีแต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ แม่ฝู่คงยินดีออกหน้าปกป้องเธอแล้วกู้อวี่หนิงแสร้งยกมือขึ้นปาดน้ำตา ก่อนคร่ำครวญว่า "แม่คะ ทั้งหมดเป็นความผิดหนูเอง แม่อย่าไปโทษเฉินซีเขาเลยนะ ที่หยาฮุ่ยต้องเข้าไปนอนในห้องขังก็เพราะหนู ต่อให้พวกแม่ส่งหนูเข้าคุก หนูก็จะไม่บ่นสักคำ เพราะหนูเป็นคนผิดเอง"แม่ฝู่ส่ายหน้า พลางขยับตัวมากำบังกู้อวี่หนิงไว้ "เด็กโง่ พูดแบบนี้ได้ยังไง? หนูแค่อยู่บ้านดูแลลูกในท้องให้ดีก็พอ แล้วก็คลอดหลานชายตัวอ้วน ๆ มาให้แม่ซะ นั่นต่างหากคือเรื่องสำคัญที่สุด"แต่ในใจแม่ฝู่จะไม่เจ็บปวดได้อย่างไร? คนที่ถูกส่งเข้าคุกไปเป็นแพะรับบาปคือลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนทั้งคน ถ้าไม่ใช่เพราะไข่ทองคำในท้องกู้อวี่หนิง หลังได้ยินคำสารภาพเมื่อครู่ แม่ฝู่ก็คงต้องรีบพากู้อวี่หนิงไปสถานีตำรวจเพื่อเปลี่ยนตัวกับฝู่หยาฮุ่ยแล้วกู้อวี่หนิงข่มความเจ็บปวดในใจขณะหันไปมองฝู่เฉินซี "เฉินซี คุณอย่าโกรธเลยนะ ฉันสำนึกผิดแล้ว คุณจะลงโทษฉันยังไงก็ได้"หยดน้ำตาไหลรินจากหางตาหยดแล้วหยดเล่า ราวกับไข่มุกที่ร้อยเรียงกัน เธอเช็ดจมูกเบา ๆ