Masukเธอหันหลังไปและเดินไปที่ห้องนอน เธอรู้ดีว่าไม่ว่าจะพูดอะไรไปก็เหมือนการพูดกับกำแพง
เขาไม่เคยเปิดใจให้เธอได้จริงๆ และเธอก็เริ่มสงสัยว่าความรักที่เธอให้ไปนั้นมีความหมายแค่ไหนสำหรับเขา
คามินยังคงยืนมองไปที่หน้าต่างด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถอธิบายให้ชัดเจนได้
เขารู้ดีว่าเขากำลังทิ้งอริสาไว้เบื้องหลัง แต่มันกลับยากเกินไปที่จะเผชิญหน้ากับความจริงที่ตัวเองสร้างขึ้น
คามินนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา รู้สึกเหมือนกับว่าทุกอย่างในบ้านนี้กำลังหายไปทีละน้อย
เขารู้สึกได้ถึงการห่างเหินที่เพิ่มขึ้นระหว่างเขากับอริสา แต่เขาก็ไม่เคยพยายามจริงจังที่จะเปลี่ยนแปลงอะไร
แม้ว่าในใจลึกๆ เขาจะรู้ดีว่าการที่เขาทำแบบนี้มันก็ไม่ได้เป็นทางออกที่ดี
อริสรานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของเธอในห้องนอน ท่ามกลางความเงียบที่แผ่กระจายไปทั่วทั้งบ้าน
ขณะนั้นเธอรู้สึกได้ถึงความอ้างว้างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เขาไม่เคยพูดถึงการเลิกราหรือหย่า แม้แต่คำเดียว แต่การกระทำของเขาทุกอย่างก็เหมือนกับการขอให้เธอเป็นคนตัดสินใจเอง
ความเหินห่าง ความหลีกเลี่ยง และความไม่สนใจที่เขามีให้เธอ มันชัดเจนจนเกินไป
เธออยากจะถามเขา แต่ทุกครั้งที่ทำใจกล้าพูดไป คำพูดกลับติดอยู่ในลำคอ
อริสาไม่อยากให้ทุกอย่างมันจบลงแบบนี้ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ไม่สามารถทนต่อความรู้สึกที่ถูกทำให้เป็นคนที่ไม่มีค่าได้
คืนหนึ่งหลังจากที่เขากลับมาจากการดื่มหนักกับเพื่อนๆ อีกครั้ง อริสราก็ได้โอกาสที่เธอคิดมาตลอดหลายวัน
เธอเดินเข้ามาหาเขาที่นั่งอยู่บนโซฟา ร่างของเขาดูเหมือนจะเหนื่อยล้าและหลงในตัวเองมากขึ้นทุกวัน
อริสรามองเขานิ่งๆ ขณะยืนอยู่ตรงประตูห้องนั่งเล่น
"คามิน" เธอเรียกชื่อเขาเบาๆ เสียงของเธอสั่นนิดหน่อย
เขาหันมามองเธอด้วยแววตาที่ไม่คุ้นเคย "อะไร?"
อริสรานั่งลงข้างๆ เขา ท่าทางของเธอยังสงบ แต่ในใจเต็มไปด้วยความปั่นป่วน "ทำไมคุณถึงทำแบบนี้กับฉัน?"
คามินหรี่ตามองเธอเล็กน้อย “ทำแบบไหน?”
"คุณทำเหมือนกับว่าคุณอยากให้ฉันขอหย่าใช่ไหม" อริสราถามเสียงแข็ง มันเป็นคำถามที่เธอคิดมานาน แต่ไม่เคยกล้าพูดออกไป
คามินไม่ตอบทันที เขาหันไปมองที่แก้วเหล้าในมือ ส่ายศีรษะเล็กน้อยเหมือนจะทำใจยอมรับคำพูดของเธอ
"คุณอยากให้ฉันบอกใช่ไหมว่าฉันไม่สามารถทนได้อีกต่อไป" เธอย้ำคำพูดด้วยน้ำเสียงที่เงียบลง
เขาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาช้าๆ
“ฉันไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้ แต่ถ้ามันต้องการให้เธอตัดสินใจเอง ฉันก็คิดว่ามันเป็นทางที่ดีที่สุดแล้ว”
"หมายความว่าอะไรคะ" อริสราถามเสียงอ่อนลง ถึงแม้จะรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงมา
คามินถอนหายใจ “บางครั้งการที่เราหย่ากันมันอาจจะดีสำหรับเราสองคน.”
"ค่ะ มันอาจจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับเราทั้งสองคน" เธอพูดด้วยเสียงที่เริ่มสั่น
คามินเงียบไปอีกครั้ง เขารู้สึกเหมือนเขากำลังทำลายทุกอย่าง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ได้คิดที่จะหยุดทำมัน
“ฉันไม่รู้จะพูดยังไงกับเธอดี ริสา” เขาพูดเสียงเบา “ถ้าเธอต้องการหย่า ก็ขอให้มันจบลงไปสักที”
อริสราหยุดนิ่งไป หัวใจของเธอเหมือนจะหลุดออกไปจากอกแต่ไม่สามารถแสดงออกมาได้
เธอรู้แล้วว่าเขาไม่เคยรักเธอจริงๆ และสิ่งที่เขากำลังทำก็เพียงแค่การบังคับให้เธอเลือก
“มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอคะ” อริสราถามเสียงเบา น้ำตาค่อยๆ ไหลลงมาตามใบหน้า
คามินไม่ตอบ เขาเพียงแค่หลับตาลงและถอนหายใจ
อริสรามองเขาสักพัก ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง หันหลังให้เขา แล้วเดินไปที่ประตู
“ถ้าเป็นแบบนี้ ฉันจะหย่ากับคุณ คามิน” เธอพูดออกมาแล้วเดินออกไปจากห้องอย่างเงียบๆ
คามินยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น เขาไม่สามารถบอกตัวเองได้ว่าเขารู้สึกยังไง แต่ทุกๆ
อย่างที่เกิดขึ้นในคืนนี้ทำให้เขารู้ว่า เขากำลังยอมให้ทุกสิ่งมันจบลง
เสียงเปิดลิ้นชักและเสียงลากกระเป๋าเดินทางบนพื้นไม้ดังสะท้อนอยู่ในห้องที่เคยเป็นของเขาและเธอ
อริสรากำลังเก็บของอย่างเงียบๆ เธอไม่ได้ร้องไห้ออกมาโวยวาย ไม่มีคำพูดประชดประชัน
ไม่มีการกล่าวโทษ มีเพียงความเงียบ และแววตาที่หมดหวังจนแทบไม่มีแสงหลงเหลืออยู่
ชุดเดิมๆ ที่เธอพับเก็บอย่างเรียบร้อย รูปถ่ายที่เธอแอบใส่ไว้ในกล่องเล็กๆ
และแหวนแต่งงานที่เธอวางไว้ตรงกลางโต๊ะเครื่องแป้ง
ทั้งหมดคือสิ่งที่บอกว่าเธอเคยพยายามแค่ไหนกับความสัมพันธ์ที่เขาไม่เคยใส่ใจ
คามินยืนพิงประตูห้อง นิ่งมองเธออยู่เงียบๆ ไม่มีคำพูดใดหลุดจากปาก เขาไม่ได้ห้ามเธอ
แต่เขาก็ไม่ได้กล้าขอให้เธออยู่ต่อเช่นกัน เพราะเขารู้ดี ว่าคนที่ทำให้เธอเจ็บปวดมาตลอดคือเขาเอง
"คุณไม่ต้องมาส่งฉันหรอกค่ะ" อริสราพูดโดยไม่หันมามอง เสียงของเธอนิ่ง แต่เจือด้วยความปวดร้าวจนเขาเองยังรู้สึกสะท้าน
“อริส” เขาเรียกชื่อเธอเบาๆ
หญิงสาวหยุดมือลงชั่วขณะ หันมามองเขาทั้งน้ำตา
“ไม่ต้องพูดอะไรหรอกค่ะ ฉันเข้าใจแล้ว ทุกอย่างที่ผ่านมาคุณไม่ได้รักฉันเลยแม้แต่นิดเดียว”
คามินก้าวเข้ามาใกล้ เธอถอยหลังโดยอัตโนมัติ เขารู้ทันทีว่าเขาไม่เหลือพื้นที่ในใจเธออีกต่อไป
“ฉันขอโทษ” เขาพูดในที่สุด น้ำเสียงแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าคำขอโทษจะไม่เพียงพอ
“ขอโทษ?” เธอหัวเราะทั้งน้ำตา
“รู้ไหมคะว่ามันสายไปแล้วฉันไม่ได้อยากได้คำขอโทษ ฉันแค่อยากได้คนที่เห็นค่าฉันตอนที่ฉันยังอยู่”
เขานิ่งเงียบอีกครั้ง รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหายใจไม่ออก
ไม่ใช่เพราะเธอกำลังจากไป แต่เพราะเขาเพิ่งรู้ว่าทุกความเงียบของเธอที่เคยมี คือการกรีดร้องโดยไม่มีเสียง ที่เขาไม่เคยได้ยิน
“ฉันจะไม่รับเงินจากคุณสักบาท” เธอบอกเสียงหนักแน่น
“ไม่ใช่เพราะศักดิ์ศรีแต่เพราะฉันไม่อยากติดอะไรจากผู้ชายที่ไม่เคยรักฉันเลย”
คามินกำมือแน่น ความรู้สึกผิดพุ่งเข้าใส่เขาอย่างแรง
เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะจมลงไปในทะเลของการกระทำที่โหดร้ายและไม่ใส่ใจของตัวเอง
“ริสา ฉันไม่รู้ว่า”
“ไม่ต้องพูดอะไรอีกค่ะ” เธอพูดแทรกเบาๆ แล้วหันกลับไปหยิบกระเป๋า
แสงแดดยามสายส่องลอดผ้าม่านเข้ามาในห้องนั่งเล่นของบ้านที่ทั้งสองเคยอาศัยอยู่ด้วยกันเสียงหัวเราะแผ่วเบาแทรกมากับกลิ่นกาแฟสด อริสรากำลังจัดเรียงเอกสารลงในกระเป๋าทำงานส่วนคามินกำลังผูกเนกไทพลางหันมามองเธอด้วยแววตาอ่อนโยน“พร้อมหรือยังครับคุณภรรยา”เขาถามยิ้ม ๆ ขณะเดินเข้ามาใกล้อริสราหันมาค้อนเล็ก ๆ แต่แววตาเธอสว่างกว่าเมื่อก่อนมากนัก“คุณนี่พูดแบบนี้ทุกเช้าเลยนะ”“ฉันยังไม่อยากเชื่อเลย ว่าเราจะได้ไปทำงานด้วยกันอีกครั้ง” เขาว่าเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือมารับกระเป๋าจากเธอเหมือนทุกเช้า “คราวนี้ฉันจะไม่ทำพลาดอีก”อริสรานิ่งไปเพียงครู่ ก่อนจะยิ้มอย่างสงบ“ถ้าคุณทำพลาดอีก ฉันก็จะลาออกไปเปิดร้านกาแฟจริง ๆ คราวนี้”“งั้นฉันจะซื้อร้านให้เลย จะได้ตามไปดูทุกวัน” เขาหัวเราะเบา ๆ ขณะเปิดประตูให้เธอเมื่อมาถึงบริษัทเสียงซุบซิบแว่วขึ้นตั้งแต่หน้าลิฟต์ สายตาของพนักงานหลายคนมองมาทางทั้งคู่ที่เดินเคียงข้างกันเข้ามาอริสราก้าวเดินด้วยความมั่นใจ แต่อบ
เช้าวันอาทิตย์ บ้านทั้งหลังเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกร้อง และกลิ่นหอมจาง ๆของกาแฟลอยออกมาจากห้องครัวคามินยืนอยู่หน้าหม้อซุป มือจับทัพพีอย่างเก้ ๆ กัง ๆเขาพยายามเปิดสูตรจากมือถือ แล้วตักน้ำซุปชิมด้วยสีหน้าไม่มั่นใจ"มันจืดไปไหมวะหรือใส่ซีอิ๊วขาวอีกนิด"เขาหันไปหยิบขวดซีอิ๊วอย่างระวัง มือไม่นิ่งนัก แต่แววตาจริงจังบนโต๊ะ มีไข่เจียวที่ดูจะไหม้ไปนิดหนึ่ง กับข้าวผัดที่ยังไม่คลุกทั่วดีนักแต่ทั้งหมดนั้นเขาทำด้วยตัวเองเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นด้านหลัง ก่อนที่อริสราจะเดินเข้ามาในชุดอยู่บ้านเรียบง่ายผมเธอยังยุ่งนิด ๆ จากการเพิ่งตื่น แต่แววตาสดใสขึ้นเมื่อเห็นภาพตรงหน้า“คะ…คุณทำอะไรอยู่” เธอถามขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตาคามินหันขวับไปมองเธอหน้าเขาเปื้อนคราบแป้งนิดหน่อย ผ้ากันเปื้อนที่ป้าจิตรเย็บให้เอียงไปด้านข้าง“ก็ลองทำอาหารให้เธอดูบ้าง เธอทำให้ฉันตั้งหลายปี” เขายิ้มเขิน ๆ “ถึงรสชาติจะสู้ไม่ได้ แต่ฉันอยากลอง”อริสราหัวเราะออกมานิด ๆ อย่างกลั้นไม่อยู่ เธอเด
คอนโดของอริสราเงียบสงบยามเช้า ดวงอาทิตย์ส่องผ่านหน้าต่างกระจกใส ทำให้ทุกอย่างในห้องดูนุ่มนวลและอบอุ่นเธอและคามินนั่งอยู่ที่โต๊ะกาแฟ ท่ามกลางการพูดคุยสบายๆเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เธอกับเขาแยกทางกัน และการกลับมาของอริสราในชีวิตเขาคามินยิ้มบาง ๆ ในขณะที่เธอเอ่ยถามถึงงานและชีวิตส่วนตัวของเขาพวกเขาทั้งคู่รู้สึกเหมือนเป็นการเริ่มต้นใหม่ แม้จะยังไม่มั่นใจว่าจะไปได้ไกลแค่ไหนแต่ในวันนี้ มันก็เพียงพอที่จะทำให้หัวใจพองโตอีกครั้งเสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำลายความเงียบที่ทั้งสองสร้างขึ้นมา"ใครนะ" อริสราถามเสียงเบา ก่อนจะเดินไปเปิดประตูทันทีที่เปิดประตูออกไป แอมมี่ก็ยืนยิ้มแป้นอยู่ข้างหน้า สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่เห็นเพื่อนรักของเธอและคามินในห้องของเพื่อนสาว"เฮ้ย! ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช้ไหม คุณคามินมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ" แอมมี่พูดแล้วหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นเขานั่งอยู่ในห้องคามินลุกขึ้นยืนและมองไปที่แอมมี่นิ่งๆ ก่อนจะตอบกลับเสียงเรียบ "สวัสดีครับแอมมี่"อริส
ทศกรมองเพื่อนรักนิ่ง ๆ ก่อนจะวางแก้วลงแล้วพิงพนักเก้าอี้ เอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย"มึงรู้ไหม คิน ตอนที่มึงเสียเธอไปครั้งแรก กูไม่เห็นมึงเป็นคนมีชีวิตเลย"คามินหลบตา ไม่ตอบ"แต่ตอนนี้กูกลับมาเห็นมึงในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เหมือนคนที่รู้แล้วว่าควรจะรักษาอะไรไว้ให้ดีที่สุด"ทศกรยกคิ้วยิ้มจาง ๆ"ถ้ามึงแน่ใจขนาดนี้ มึงก็แค่อย่าเดินกลับไปแบบเดิมอีก"คามินหัวเราะเบา ๆ สายตาเศร้าแต่ก็อบอุ่นขึ้น"พูดเหมือนจะง่าย""ง่ายสิ ถ้ามึงรักเขาจริง"คามินมองเพื่อนนิ่งไปพักหนึ่ง แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดหน้าจอ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกยาว"กูขอไปคอนโดเธอคืนนี้"ทศกรเบิกตากว้าง"ไปทำอะไร?!" น้ำเสียงตกใจแต่เต็มไปด้วยแววล้อเลียนคามินส่ายหน้าเบา ๆ"แค่นอน ไม่ได้คิดอะไรหรอก แค่นอนไม่หลับ อยากอยู่ใกล้เธอ ได้ยินเสียงเธอเดิน…หรือแม้แต่เสียงเธอบ่นเรื่องงาน กูก็หลับลงแล้ว"ทศกรยิ้มแล้วพยักหน้าเบา ๆ"ถ้ามึงยังซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเองได้แบบนี้กูว่า ไม่ช้าเขาก็จะกลับไปอยู่ตรงนั้นของมึงอีกครั้งแน่ ๆ"
อริสรานิ่งไป ดวงตาเธอแดงชื้น แต่มีรอยยิ้มตรงมุมปากอย่างอดไม่ได้เธอยื่นมือไปแตะนิ้วของเขาเบาๆก่อนจะบอกเสียงนุ่ม“ถ้าคุณตั้งใจจะใส่มันจริงๆ คราวนี้ก็อย่าถอดมันอีกนะคะ”เขายิ้มและพยักหน้าไม่ต้องพูดคำไหนเพิ่มเติมอีกเพราะในค่ำเย็นแสนธรรมดานั้นคนสองคนได้กลับมาใส่หัวใจให้กันอีกครั้งแล้วจริงๆเช้าวันจันทร์ บรรยากาศในสำนักงานดูคึกคักกว่าปกติเล็กน้อยเพราะเป็นต้นสัปดาห์ หลายคนเร่งจัดการเอกสาร เตรียมประชุมหรือทบทวนแผนงานกันตามหน้าที่แต่ทันทีที่ประตูห้องผู้บริหารเลื่อนเปิดออก พร้อมกับร่างสูงในสูทสีเข้มของ"คุณคามิน" เดินผ่านทางเดินกระจกยาวไปยังห้องประชุมใหญ่เสียงกระซิบกระซาบก็ค่อยๆ ดังขึ้น“เอ๊ะคุณคามินใส่แหวนเหรอ?”“ไม่เคยเห็นเลยนะ ก่อนหน้านี้มือโล่งตลอด”“แหวนแต่งงานรึเปล่า”“หรือบอสเราแต่งงานแล้ว”พนักงานสาวหลายคนเหลือบมองทันทีที่เขายกมือขึ้นผลักประตูห้องประชุมริมนิ้วนางข้างซ้ายของเขามีแหวนวงเรียบวางแนบแน่น
คามินพยักหน้าเบาๆ เขารู้ดีว่าทุกก้าวของเขาต่อจากนี้ไม่มีโอกาสให้เดินพลาดอีกแล้วไม่ใช่แค่เพราะเธอคือคนสำคัญแต่เพราะครั้งนี้หัวใจของเขาต้อง “พูดแทนทุกอย่าง” ให้ได้ชัดที่สุดเย็นวันนั้นหลังจากเลิกงาน เสียงเครื่องยนต์เงียบลงหน้ารั้วบ้านหลังใหญ่บ้านของแม่เขาอริสราหันมองคามินทันที เมื่อเห็นว่ารถไม่ได้มุ่งหน้าไปยังร้านอาหารหรือบ้านอย่างเช่นทุกวัน“คุณพาฉันมาที่นี่ทำไมคะ”“มื้อเย็นวันนี้แม่คงคิดถึงเราสองคน แม่คิดถึงเธอนะริสา”“คุณคามิน” น้ำเสียงของเธอแผ่วลง ราวกับใจสั่น“แม่ไม่รู้หรอก ฉันไม่ได้บอกล่วงหน้า เพราะอยากให้เป็นเซอร์ไพรส์” เขายิ้มนิดๆ ก่อนจะหันมาเปิดประตูรถให้เธอ“คุณจะบ้าเหรอคะ!”“ริสา” เขาเรียกชื่อเธออย่างจริงจัง“แม่คิดถึงคุณมากนะ”คำพูดนั้นทำให้เธอเงียบลงเธอไม่กล้าบอกตัวเองว่าใจอ่อนหรือหวั่นไหวกันแน่แต่สุดท้ายเธอก็ยอมก้าวลงจากรถไปพร้อมกับเขาประตูบ้านถูกผลักเปิดด้วยเสียงร่าเ







