Masuk‘ยัยเด็กบ๊อง ถ้าเอาใครเพราะความชอบ เฮียคงมีเมียเป็นร้อย โง่จริงๆเลย เด็กกระโปกอย่างเธอใครจะไปชอบลงวะ เฮียไม่ได้ชอบเธอ เฮียแค่(ชอบเย)ครับเด็กดี’
เขายิ้มบาง ๆ ดวงตาคมกริบมีแววเอ็นดูปนเอาเรื่อง และในวินาทีต่อมา มือข้างหนึ่งของเขาก็รวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอขึ้นไว้เหนือศีรษะ นิ้วของเขาอบอุ่นแต่แรงกำลังเหมาะพอจะทำให้เธอรู้ว่า...
เธอกำลังไม่มีทางหนีแล้ว
“อึก!”
ริมฝีปากของเขาก้มลงแตะยอดอกเธออีกครั้ง มืออีกข้างก็โอบประคองทรวงอกนุ่มเบา ๆ แล้วออกแรงบีบเล็กน้อย…พอดีที่จะทำให้ลมหายใจเธอสะดุด
“เฮีย…อ๊ะ…หนูชอบเฮีย”
ปลายลิ้นของเขาเกลี่ยวนอยู่บนผิวบอบบางอย่างแผ่วเบา แต่แฝงด้วยแรงปรารถนา คิรินเงยหน้าขึ้น สบตาเธอขณะยังไม่ละริมฝีปากจากผิว
“ชอบเฮียมาก ชอบมาตลอด…อ๊ะ”
ช่อฝันหน้าแดงจัด ราวกับเลือดวิ่งขึ้นหน้าจนเต็มทุกเส้นเลือด เธอไม่รู้จะหันหน้าหนีไปทางไหน รู้แค่ว่าหัวใจมันเต้นแรงเสียจนรู้สึกเหมือนจะระเบิดออกมาทุกวินาที
“อะ…เฮีย…กัดแรงเกินไปแล้วนะ อย่าทำรอย…เดี๋ยวคนอื่นสงสัย…”
เขายิ้มขำในลำคอ แววตาดื้อรั้นในแบบที่เธอไม่เคยเห็นจากใคร
“แบบนี้แหละดี… ให้ทุกคนมันรู้ว่าเธอมีเจ้าของแล้ว”
“มีเจ้าของอะไรคะ เฮียจะคบกับหนูหรอ จะคบกับหนูหรือเปล่า…อ๊า…”
“ถ้าเธออยากคบกับเฮีย เธอคิดว่าเฮียจะปฏิเสธหรอ หืมมมม”
“แต่หนูกลัวว่าเฮียวายุจะจับได้…อ๊ะ”
เขาไม่รอให้เธอเถียงต่อ ปลายลิ้นลากผ่านช่วงอกลงมาที่หน้าท้องแบนราบ เขาหยุดเมื่อลากลิ้นเรียวมาถึงสะดือแล้วขบเบา ๆ พอให้เธอสะดุ้งเหมือนถูกไฟช็อต ขณะที่ชายกระโปรงสั้นถูกร่นขึ้นโดยไม่รู้ตัวจนเผยให้เห็นชั้นในสีขาวที่ตัดกับผิวเนียนราวหิมะ
“ยัยเด็กบ้า… ใครสอนให้เธอใส่สั้นขนาดนี้…มันน่านัก!”
เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างอดกลั้น ก่อนมือใหญ่จะฟาดเบา ๆ ลงบนหน้าขาเรียวของเธอ
เพี้ยะ!
“เฮียตีหนูทำไม…”
เสียงเธอสั่นราวกับสายฝนต้องลม
“เด็กดื้ออย่างเธอ…ต้องโดนลงโทษหนัก ๆ”
คำตอบนั้นยังคงอ่อนโยนและหนักแน่น มือของเขาเคลื่อนมาประคองสะโพกของเธอเบา ๆ ก่อนจะจับต้นขาทั้งสองข้างของเธอแยกออกจากกันอย่างเชื่องช้า
“เฮียอย่ามองนะ…”
ช่อฝันพยายามขืนตัวเล็กน้อย แต่แรงของเขาหนักแน่นเกินกว่าจะต้าน
“สวยขนาดนี้ไม่มองได้ไงครับ”
คิรินโน้มตัวลงชิด ใช้ปลายนิ้วลูบไล้จากต้นขาด้านในขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงเนื้อผ้าที่กั้นกลาง
แล้วนิ้วโป้งของเขาก็ลากขึ้นลงเบา ๆ บนเนื้อผ้าบาง ๆ อย่างจงใจ“หืม… ดูเหมือนมันจะเริ่มแฉะแล้วนะ…”
เสียงนั้นไม่ได้แค่พูด…มันสะกิดความรู้สึกบางอย่างในใจเธอจนระเบิดออกมา
“เฮีย…ตรงนั้นมันสกปรกนะคะ…อ๊ะ”
มือของเขาค่อย ๆ เลื่อนมาเกี่ยวขอบผ้านุ่ม แล้วแหวกมันเบา ๆ ไปด้านข้าง ปลายนิ้วอุ่นสัมผัสลงบนจุดคับแคบกลางร่างกายที่กำลังสั่นระริกอยู่ใต้ความตื่นเต้นและเขินอาย
“อ๊ะ…เฮียหนูรู้สึกแปลกๆ”
เสียงครางหลุดออกจากปากโดยไม่ทันยั้ง เธอหลับตาแน่น นิ้วมือจิกแน่นลงบนเบาะโซฟา
“เขาเรียกว่า(เสียว)”
“หนูเปล่านะ…อ๊ะ”
“เสียว ก็แค่พูดออกมาว่าเสียวเข้าใจไม่หืมมม”
คิรินใช้มือดันแว่นตาของตัวเองขึ้นพลันมองเธอด้วยความหิวกระหาย
“ไม่เอาหนูไม่พูดน่าอายจะตายไป…อ๊ะ”
“งั้นถ้าเสียวก็เรียกชื่อเฮียแทน เข้าใจไหมเด็กดี…”
แว่นกรอบบางถูกดันขึ้นด้วยปลายนิ้วก่อนที่มือหนานั้นจะเปลี่ยนเป้าหมายมาวางบนต้นขาของเธอ…แบบไม่ให้ตั้งตัว
“อ๊ะเฮียคิริน…อ๊า…”
สิ้นสุดเสียงครางกระเส่าคิรินกระชากแพนตี้ช่อฝันออกทันที
“หืมม เก่งมากเด็กดื้อของเฮีย”
ปลายนิ้วหยุดค้างอยู่ตรงผิวอ่อนด้านใน สัมผัสอุ่น ๆ แผ่วเบา แต่ทำเอาคนตรงหน้าหวาดหวั่น
“เฮียคิริน…อ๊ะ”
เธอเรียกชื่อเขาเสียงเบา ราวกับหายใจไม่ทั่วท้อง หัวใจเธอเต้นแรงเหมือนคนจะเป็นลม มือไม้ไม่รู้จะวางตรงไหนดี
“อยู่นิ่ง ๆ อย่าเกร็งเดี๋ยวเจ็บ!”
เขาพูดเสียงเรียบ ดวงตาคมใต้กรอบแว่นมองลงต่ำ มือยังไม่ขยับ แต่แรงสัมผัสกลับหนักแน่นอย่างจงใจ
“เหมือนตรงนี้จะเป็นของเฮียคนแรกสินะ...”
เขาก้มลงชิด ริมฝีปากแทบแตะผิวตรงขาอ่อน
“เฮียขอได้ไหมเด็กดี หืมมมม”
‘ขอลิ้มรสเด็กปากเก่งที่กล้ามาหลอกเฮียว่ามีประสบการณ์ คิดว่าดูไม่ออกหรอว่ายัง(ซิง)’
‘เสืออย่างเฮียแค่ดูก็รู้ล่ะว่าคนไหน(ช่ำชอง) คนไหนบริสุทธิ์…’
‘แค่ครั้งเดียวเท่านั้น ขอเฮียดุหน่อยนะช่อฝัน’
‘แม่งน่าเอาวะยัยเด็กนี่!’
เสียงเพลงคลอเบา ๆ บรรเลงขึ้นกลางโถงคฤหาสน์ กลิ่นหอมของดอกลิลลี่ขาวลอยละมุนในอากาศ บรรยากาศอบอุ่นแต่สง่างามประหนึ่งฉากในฝัน และวันนี้คือวันที่เขารอมาเกือบทั้งชีวิต ‘ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง’ คิรินยืนอยู่หน้าแท่นพิธี ในชุดทักซิโด้สีดำเข้ารูป สมบูรณ์แบบทุกกระเบียดนิ้ว ยกเว้นเพียงสิ่งเดียว... หัวใจที่ยังเต้นแรงเกินไปจนเขาแทบยืนไม่ไหว ‘ได้ประกาศให้โลกรู้อย่างเป็นทางการสักทีว่าคนนี้เมียกู’ แขกในงานค่อย ๆ เงียบลง เมื่อเสียงประตูคฤหาสน์เปิดออกช้า ๆ และนั่นเองที่เธอก้าวเข้ามา… ‘สวยอะไรขนาดนั้น บ้าบอสวยเกินไปแล้วคุณเมีย’ ช่อฝัน ในชุดเจ้าสาวลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ผมถูกรวบขึ้นอย่างอ่อนโยนเผยให้เห็นลำคอระหงและรอยยิ้มจาง ๆ ที่แต้มอยู่มุมปาก ไม่ใช่ยิ้มจากความดีใจ...แต่เป็นยิ้มจากความสงบของใจที่ผ่านพ้นทุกอย่างมาได้ ‘ลูกชายก็หล่อได้พ่อสะจริง’ เธอก้าวเข้ามาช้า ๆ ลูกชายเดินเคียงข้าง ส่งช่อดอกไม้ให้ และในวินาทีนั้น... คนที่ยืนหน้าเวทีอย่างคิริน ชายผู้ไม่เคยรู้จักคำว่าอ่อนแอ ชายผู้ที่ไม่เคยยอมแม้แต่กระสุน หรือศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุด... เขากลับยกมือขึ้น…ปาดน้ำตาเงียบ ๆ ที่ไหลลงมาโดยไม่ทันรู้ตัว มันไม
‘ไอ้ลุงนี่มาตายไปง่ายๆแบบนี้ได้ไง ยังไม่ชดใช้ความผิดเลย ยังไม่ทำหน้าที่พ่อเลย’บรรยากาศในศาลาเงียบสงบเกินกว่าจะเรียกว่า 'อบอุ่น' งานศพจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ไม่มีสิ่งใดหวือหวา มีเพียงกลิ่นธูปจาง ๆ ลอยปะปนกับเสียงสวดพระอภิธรรมที่คลอแผ่วท้องฟ้าในวันนี้ไม่มืดครึ้มจนเกินไป แต่ก็ไม่มีแสงแดดสดใสแบบที่ใครสักคนเคยหวังไว้ วันเกิดปาฏิหาริย์…ไม่ใช่วันนี้แน่“มินทร์ไม่ยอม”“พูดอะไรอ่ะลูก”ช่อฝันยืนอยู่กลางศาลา มือเรียวกำช่อดอกไม้สีขาวแน่นแนบอก ลูกชายของเธอเดินข้างกัน“เขาไม่สิทธิ์ชิงตายก่อนจะได้ดูแลมินทร์หรอ เป็นพ่อภาษาอะไรทำไมไร้ความรับผิดชอบแบบนี้ ม๊าไปลากเขาขึ้นมาจากโลงเลยนะ”“มินทร์ตั้งสติลูก”“งั้นมินทร์ทำเอง”“ม๊าขอร้องอยู่นิ่งๆฟังพระสวดก่อนนะลูก”เสียงพระสวดดังลอยวน ไฟแสงเหลืองวอมเปลวที่ถูกลมพัดไหว เงาของผู้คนพลิ้วลงบนพื้น เธอก้มลงมองดอกไม้ในมือ แล้วถอนหายใจเฮือกหนึ่ง หนัก อัดแน่น เหมือนแบกอะไรบางอย่างไว้ในอกมานานเกินไป“ม๊าไม่รักป๊าหรอ ม๊าก็รักเขาอยู่ตลอดมาหนิ ไม่งั้นม๊าจะร้องไห้ทำไม”“แล้วมินทร์จะให้ม๊าทำไง เพราะม๊าเอง ที่ป๊าลูกต้องตายเพราะม๊าไล่เขาออกไปวันนั้นเอง”เสียงของเธอเบาและมั
‘ส่งจดหมายมาโบราณชะมัด!’เสียงกระดาษบางเบาถูกแกะออกอย่างช้า ๆ ท่ามกลางความเงียบงันในห้องนอนที่เหมือนทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหว เด็กชายวัยสิบห้าปี นั่งกอดเข่าบนปลายเตียงสายตาแนบแน่นอยู่กับจดหมายในมือ ลายมือที่เขารู้ดีว่าเป็นของใคร ...ของคนที่หายไปจากบ้านนี้มาเพียงสองวัน แต่กลับทิ้งทุกความรู้สึกไว้หนักหนาเกินรับไหว“หายไปแค่สองวันเอง... ทำไมต้องส่งจดหมายมาด้วยวะ…”เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงติดห้วน หยอกประชดแบบคนพยายามไม่ให้ใจมันไหว แต่ปลายนิ้วที่จับขอบกระดาษกลับแน่นขึ้น ราวกับกลัวว่ามันจะปลิวหายไปเหมือนเจ้าของมัน“แค่จะหย่ากับม๊าเอง...ทำไมต้องมาเขียนอะไรแบบนี้ด้วย…”คำพูดดูเหมือนไม่แคร์ แต่ในใจกลับสั่นคลอนไม่ต่างจากใบไม้ที่โดนลมกระโชก เขาเริ่มไล่อ่านตัวอักษรทุกบรรทัดช้า ๆ อย่างที่ไม่เคยตั้งใจขนาดนี้มาก่อน แล้วก็มาถึงประโยคสุดท้ายประโยคเดียวที่เหมือนใครเอามีดมากรีดกลางอกให้เลือดซึมไม่หยุด“ถ้าลูกได้อ่าน แสดงว่าพ่อคงไม่ได้กลับไปแล้ว ลูกไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องทำเป็นเสียใจ พ่อแค่อยากให้ลูกรู้ว่า ตลอดเวลาที่ลูกด่าว่าพ่อเลว พ่อก็พยายามจะไม่เถียง... เพราะพ่อเห็นว่าลูกมีค่าพอจะด่าพ่อทุกคำ…แค่อย่ากลายเป
“ทำไมอยู่ๆฝนก็ตกวะ กูจะไปหาเมียดีๆ อุปสรรคนี่มันอะไรกันเนี่ย อย่ามาขัดขวางความรักของกูนะเว้ย”เสียงฝนกระหน่ำลงมาอย่างไม่ปรานี หยาดน้ำเทกระหน่ำจากฟ้า ซัดหลังคาและกระทบผิวถนนดังเป็นจังหวะถี่ๆ ลมกรรโชกแรงจนต้นไม้ริมรั้วเริ่มโอนเอน สะบัดกิ่งใบพริ้วไปตามแรงพายุ บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะสื่อบางอย่าง...หนักอึ้ง อัดแน่น และตึงเครียด‘เสนอหน้ามาอีกแล้ว หน้าด้าน!’ประตูหน้าบ้านถูกผลักออก ช่อฝันก้าวออกมาพร้อมเสียงฝนกระทบพื้น เธอขมวดคิ้วทันทีที่เห็นร่างของใครบางคนยืนอยู่ใต้เงาไม้ริมรั้วหน้าบ้าน‘ทำตัวหน้าสมเพชจังเลยนะ นี่เราเคยรักไอ้คนแบบนี้จริงๆหรอ’คิรินยืนนิ่งตากฝนอยู่ตรงนั้น เสื้อเชิ้ตสีเข้มเปียกแนบลำตัว เส้นผมชื้นน้ำฝนแนบหน้าผาก ดวงตาแดงก่ำคล้ายคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้ หรือดื่มหนักมา แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน...เขายังไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว“มาทำไม?”เสียงของเธอดังขึ้น...แฝงความสั่นบางอย่างที่แม้เจ้าตัวเองก็อาจไม่รู้ตัวคิรินยังคงนิ่ง เขาไม่ตอบในทันที แค่ส่งสายตามองตรงเข้ามาในดวงตาของเธอ ไม่กร้าว...ไม่แข็ง แต่เต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่แทบกลืนกินตัวตนเขาทั้งหมด“ไม่ให้เฮียเข้าไปหลบฝนในบ้านก่อนหรอ…ฝ
‘ทำบุญทำทานเผื่อสัมพะเวสีจะไปผุดไปเกิดสักที’แสงแดดอ่อนของเช้าวันใหม่ค่อย ๆ ทาบลงบนลานหน้าบ้าน เสี้ยวแสงที่ลอดผ่านปลายไม้ปลายหญ้ากระทบผิวใบ ปลุกให้เช้านี้ดูอ่อนโยนกว่าทุกวันเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วผสานกับเสียงสวดพระ ลอยแผ่วจากลำโพงวัดใกล้เคียง ...คล้ายดนตรีประกอบที่ไม่ได้นัดหมาย แต่ลงตัวอย่างแปลกประหลาด‘ขอให้ม๊ามีแต่ความสุข’คามินทร์นั่งพับเพียบอยู่ข้างแม่ มือทั้งสองยกพานข้าวของขึ้นประเคนพระอย่างเรียบร้อย เคียงข้างคือช่อฝัน ผู้หญิงที่ทั้งเป็นแม่ และเป็นทุกอย่างของเขามาตลอดชีวิตการตักบาตรวันนี้ไม่ได้มีอะไรหรูหรา ข้าวสวยร้อน ๆ กับแกงจืดใส่ฟัก วางเรียบง่ายในถุงใสหลังจากส่งของใส่บาตรเสร็จ สองแม่ลูกก็นั่งนิ่ง...หลับตากรวดน้ำ เสียงกระซิบของบทแผ่เมตตาเอ่ยเบาในลำคอ แต่ในใจของเด็กชายกลับเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึงของบางความคิดที่ไม่มีวันพูดออกมา‘วันเกิดผม...ถ้าขอพรได้หนึ่งข้อแล้วมันเป็นจริงได้ ผมขอให้ลุงวายุฟื้นขึ้นมาได้ไหม…’เสียงแม่ดังขึ้น...อ่อนโยนและสดใสอย่างที่เคยเป็น คล้ายอยากปลุกเช้าวันนี้ให้กลับมาเป็นวันที่ดี“วันนี้ตั้งใจเรียนนะลูก ค่อยกลับมาเป่าเค้กที่บ้าน ม๊าจะตั้งใจทำสุดฝีมือเลย~”ค
‘หวังว่าจะไม่เสนอหน้ามาเป็นมลพิษในชีวิตเราอีกนะ’แสงแดดอุ่นยามเช้าทาบลงบนพื้นไม้หน้าร้าน กลิ่นของเช้าใหม่ปะปนกับกลิ่นหอมบาง ๆ ของกาแฟที่ยังไม่ถูกชง ช่อฝันเดินออกมาเปิดร้านเหมือนเช่นทุกวัน เสื้อยืดสีขาวกับผ้ากันเปื้อนลายกาแฟเก่า ๆ คล้องอยู่บนคอ ผมถูกรวบหลวม ๆ แบบไม่ได้จัดเต็ม แต่ก็พอให้ดูเรียบร้อยแต่แล้วสายตาเธอก็ชะงัก...กับช่อดอกลิลลี่สีขาวสดที่วางเด่นอยู่หน้าร้านอย่างจงใจ‘สวยจัง’ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ไม่มีเงาคนที่เธอคุ้น มีแค่ดอกไม้ที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางแสงยามเช้า“เอ๊ะ... ตั้งแต่เราปฏิเสธวาโยไป เขาก็ไม่ได้ส่งดอกไม้อีกเลย แล้วทำไมวันนี้ถึงส่งมานะ...?”เธอก้มลงหยิบช่อดอกไม้ขึ้นมา มือสัมผัสกับกลีบเนียนนุ่มที่เย็นจากอากาศเช้าตรู่ ดอกไม้ช่อนี้ไม่มีการ์ด ไม่มีข้อความแนบ ไม่มีชื่อผู้ส่ง ...แต่กลับมีกลิ่นหอมจาง ๆ ที่อบอุ่น“หอมจัง...”เสียงนั้นหลุดออกจากริมฝีปากอย่างไม่ตั้งใจ เธอก้มลงดมดอกไม้เงียบ ๆ ราวกับโลกกำลังหมุนช้าลงในชั่วครู่แต่แล้ว...“หอมดอกไม้แล้ว... หอมคนให้ด้วยสิครับ~”เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากข้างหลังพร้อมกับอ้อมแขนแข็งแรงที่โอบรัดเธอแน่นจากด้านหลัง ความร้อนจากฝ่ามือและแผงอกข







