تسجيل الدخول“เฮียขอได้ไหมเด็กดี หืมมมม”
‘ขอลิ้มรสเด็กปากเก่งที่กล้ามาหลอกว่าเฮียมีประสบการณ์ คิดว่าดูไม่ออกหรอว่ายัง(ซิง)’
‘เสืออย่างเฮียแค่ดูก็รู้ล่ะว่าคนไหน(ช่ำชอง) คนไหนบริสุทธิ์…’
‘แค่ครั้งเดียวเท่านั้น ขอเฮียดุหน่อยนะช่อฝัน’
‘แม่งน่าเอาวะยัยเด็กนี่!’
“แล้วเราจะเป็นแฟนกันใช่ไหมคะ…”
“ได้ไหมครับ เฮียขอนะ…”
น้ำเสียงทุ้มที่เอ่ยกระซิบใกล้ใบหู ทำเอาคนตัวเล็กที่กำลังสั่นไหวเผลอหายใจสะดุด มือเล็กรีบจับข้อมือเขาไว้ทันที ในนาทีที่ปลายนิ้วยังคงแตะต้องจุดที่ลึกที่สุดของเธอ
“อ๊ะ…เฮีย…มันลึก…อ๊ะ”
ขาทั้งสองข้างหุบเข้าหากันโดยอัตโนมัติ ราวกับสัญชาตญาณกำลังปกป้องหัวใจจากบางอย่างที่กำลังจะพุ่งเข้าใส่
“ไม่เอาน่า…” เสียงเขาแผ่วต่ำแต่หนักแน่นราวคลื่นยักษ์กระซิบข้างหินริมทะเล “ดูสิว่า…ร่างกายของเธอมันตอบสนองได้ดีแค่ไหน”
“มะ…”
เธอยังพูดไม่ทันจบ เสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอของเขาก็ดังขึ้นก่อนที่ปลายนิ้วชื้นจะถูกชูขึ้นตรงหน้า
“ดูสิ… น้ำรักเยิ้มเลย”
แค่คำพูดกับภาพตรงหน้าก็ทำให้เธอหน้าแดงขึ้นมาจนแทบจะระเบิด มือรีบปิดส่วนล่างของตัวเองไว้แน่นราวกับกลัวใครจะแย่งมันไป
“อยู่นิ่ง ๆ นะ เด็กดีของเฮีย…”
เขาว่าพลางก้มลงดึงมือของเธอออกอย่างอ่อนโยน แต่หนักแน่น ก่อนจะกดแขนทั้งสองของเธอลงกับเบาะโซฟาอีกครั้ง แล้วหยิบสายริบบิ้นที่ตกอยู่ข้างโซฟาขึ้นมาช้า ๆ
ผืนผ้าเนื้อนุ่มถูกพันรอบข้อมือเธอทีละข้างอย่างตั้งใจ…
“เฮียย… ม่าย…”
เสียงที่หลุดออกมานั้นเต็มไปด้วยความลังเล หวาดหวั่น… และแอบแฝงด้วยความรู้สึกที่เธอเองก็อธิบายไม่ได้
แต่เขาไม่ให้โอกาสเธอได้ต่อต้าน
ปลายนิ้วแตะลงบนริมฝีปากเธอเบา ๆ
“จุ๊ ๆ ๆ อย่าดื้อนะ อยากเป็นแฟนเฮียไม่ใช่หรอ ถ้าอยากเป็นห้ามดื้อเข้าใจไหม หืมมม”
คำขู่นั้นนุ่มละมุนเกินกว่าจะเรียกว่า ‘ขู่’ แต่กลับสั่นสะเทือนลึกถึงใต้ผิวหนัง
“คนรักกันเขาต้องทำแบบนี้กันหรอเฮีย…”
“ก็ใช่นะสิ…ถ้าไม่รักจะทำหรอ…หืมมม”
คิรินค่อย ๆ จับเรียวขาของเธอแยกออกช้า ๆ แล้วจัดวางให้อยู่ในรูปตัว M อย่างนุ่มนวล เขาโน้มตัวลงมากระซิบไล้ลมหายใจไว้เหนือหน้าท้องแบนราบ ปลายลิ้นแตะลงช้า ๆ ราวกับหยาดฝนตกกระทบผืนดินแห้งผาก
“อ๊ะ…เฮีย อย่านะ เฮียจะกินมันจริงๆหรอ หนูขอล้างตัวหรืออาบน้ำก่อนได้ไหม…อ๊า…”
เสียงนั้นเล็ดลอดออกมาพร้อมกับการแอ่นสะโพกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
“เฮียก็มีน้ำ เดี๋ยวเฮียล้างให้เองนะคนเก่ง”
เขาใช้ลิ้นลากลงเรื่อย ๆ ช้าแต่มั่นคง… เส้นทางของเขาเหมือนนักเดินทางที่รู้จักทุกจุดโค้งเว้าในแผนที่แห่งปรารถนาจนมาหยุดที่กลีบคับแคบ
“อืม… หวานเป็นบ้าเลย”
‘รสชาติสาวบริสุทธิ์งั้นหรอ…ถึงจะเคยลองมาหลายคนแต่ยัยเด็กนี่เด็ดใช่เล่น’
คำชมที่เขาเปรยคล้ายพูดกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับเธอ แต่กลับกระแทกเข้าในหัวใจเธออย่างจัง
ปลายนิ้วชี้ของเขาแตะเบา ๆ บนกลีบที่สั่นไหวด้วยความรู้สึก สัมผัสของเขานุ่มนวลในทีแรก ก่อนจะเริ่มแทรกตัวเข้าไปอย่างเชื่องช้าพร้อมๆกับลิ้นร้อนที่ยังคงตะวัดยังชำนาญ
“อะ…”
ช่อฝันหลับตาแน่น ใบหน้าเหยเกเล็กน้อยด้วยความเจ็บปนน้ำตา
“อย่าเกร็งสิ… ผ่อนคลายนะ…หายใจเข้าออกลึกๆ…อืมมม แบบนั้นแหละ”
น้ำเสียงเขาอ่อนโยนอย่างที่เธอไม่เคยได้ยินจากใครหลังผละตัวออกแม้นิ้วยังคงเชื่อมอยู่กับช่องทางรักรสหวานฉ่ำ
“เฮีย…มันเจ็บนะ…”
“ชิท… เพิ่งเข้าได้แค่ปลายนิ้วเอง…อดทนหน่อยสิเจ้าเด็ก”
เธอเม้มปากแน่น ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
เขาก้มลงกระซิบข้างหู เสียงกระซิบของเขาคือคำปลอบใจที่ลื่นไหลเหมือนน้ำผึ้งอุ่น ๆ
“เจ็บเหรอ…”
เธอพยักหน้าช้า ๆ
“ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวเจอของจริงแปปเดียว เดี๋ยวดีขึ้น”
และในวินาทีนั้น คิรินก็ประทับจูบลงบนปากเธออีกครั้ง จูบนั้นไม่เร่งรีบ ไม่เร่าร้อนเหมือนก่อนหน้า มันนุ่มนวล ละเมียดละไมราวกับสายลมปลายฤดูหนาว
และเมื่อเธอเริ่มคล้อยตาม… เขาก็ค่อย ๆ กลืนเธอเข้าไปในคลื่นแห่งอารมณ์
มือของคิรินเคลื่อนไหวช้า ๆ พลันสอดเข้าไปลึกขึ้น จนกระทั่งฝ่าทางที่ปิดแน่นเข้าไปสุดทาง
“ดีมาก… ผ่อนคลายนะ…แค่นิ้วเดี๋ยวทำไมมันดูดเฮียแรงขนาดนี้ หืมมม”
คิรินว่าพลางโน้มตัวลงไปอีกครั้ง ริมฝีปากร้อนแตะลงบนจุดลับอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกันกับที่นิ้วของเขาเคลื่อนไหวอยู่ภายในอย่างช่ำชอง
“อ๊ะ เฮีย…หนู…หนูอยากเป็นของเฮีย เราเป็นแฟนกันนะคะ…อ๊ะ…”
ช่อฝันกระตุกเฮือก ร่างกายแอ่นขึ้นรับสัมผัสที่แผ่ซ่านเหมือนไฟลามทุ่ง จังหวะลิ้นของเขาเปลี่ยนไปหนักแน่นขึ้น มั่นคงขึ้น
เสียงหอบหายใจแผ่วดังแผ่วเบาในห้องที่ไร้เสียงอื่นใด จนกระทั่ง…
“อ๊าาาา ไม่ไหวแล้ว…อ๊า…”
ร่างเธอกระตุกอีกครั้ง พร้อมปล่อยน้ำรักออกมา เหมือนสายธารที่ท่วมล้นหลังฝนตกหนัก
“หึ…”
คิรินยกยิ้ม ขณะที่ปลายนิ้วยังเคลื่อนไหวแผ่วเบา ก่อนจะโน้มลงกระซิบที่ข้างหูของเธออีกครั้งด้วยน้ำเสียงต่ำพร่า
“ขาสั่นขนาดนี้จะรับไหวหรอ คิรินน้อยของเฮียยังไม่ทันได้เข้าไปสำรวจความชุ่มฉ่ำเลยนะ…”
‘อ่า…ถ้าไม่คิดว่ายังซิง เฮียกระแทกเข้าไปไม่ใยดีล่ะ แต่เอาเหอะ น้องสาวเพื่อน!’
‘เฮียจะอ่อนโยนกับประสบการณ์ครั้งแรกให้หน่อยล่ะกัน’
เสียงเพลงคลอเบา ๆ บรรเลงขึ้นกลางโถงคฤหาสน์ กลิ่นหอมของดอกลิลลี่ขาวลอยละมุนในอากาศ บรรยากาศอบอุ่นแต่สง่างามประหนึ่งฉากในฝัน และวันนี้คือวันที่เขารอมาเกือบทั้งชีวิต ‘ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง’ คิรินยืนอยู่หน้าแท่นพิธี ในชุดทักซิโด้สีดำเข้ารูป สมบูรณ์แบบทุกกระเบียดนิ้ว ยกเว้นเพียงสิ่งเดียว... หัวใจที่ยังเต้นแรงเกินไปจนเขาแทบยืนไม่ไหว ‘ได้ประกาศให้โลกรู้อย่างเป็นทางการสักทีว่าคนนี้เมียกู’ แขกในงานค่อย ๆ เงียบลง เมื่อเสียงประตูคฤหาสน์เปิดออกช้า ๆ และนั่นเองที่เธอก้าวเข้ามา… ‘สวยอะไรขนาดนั้น บ้าบอสวยเกินไปแล้วคุณเมีย’ ช่อฝัน ในชุดเจ้าสาวลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ผมถูกรวบขึ้นอย่างอ่อนโยนเผยให้เห็นลำคอระหงและรอยยิ้มจาง ๆ ที่แต้มอยู่มุมปาก ไม่ใช่ยิ้มจากความดีใจ...แต่เป็นยิ้มจากความสงบของใจที่ผ่านพ้นทุกอย่างมาได้ ‘ลูกชายก็หล่อได้พ่อสะจริง’ เธอก้าวเข้ามาช้า ๆ ลูกชายเดินเคียงข้าง ส่งช่อดอกไม้ให้ และในวินาทีนั้น... คนที่ยืนหน้าเวทีอย่างคิริน ชายผู้ไม่เคยรู้จักคำว่าอ่อนแอ ชายผู้ที่ไม่เคยยอมแม้แต่กระสุน หรือศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุด... เขากลับยกมือขึ้น…ปาดน้ำตาเงียบ ๆ ที่ไหลลงมาโดยไม่ทันรู้ตัว มันไม
‘ไอ้ลุงนี่มาตายไปง่ายๆแบบนี้ได้ไง ยังไม่ชดใช้ความผิดเลย ยังไม่ทำหน้าที่พ่อเลย’บรรยากาศในศาลาเงียบสงบเกินกว่าจะเรียกว่า 'อบอุ่น' งานศพจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ไม่มีสิ่งใดหวือหวา มีเพียงกลิ่นธูปจาง ๆ ลอยปะปนกับเสียงสวดพระอภิธรรมที่คลอแผ่วท้องฟ้าในวันนี้ไม่มืดครึ้มจนเกินไป แต่ก็ไม่มีแสงแดดสดใสแบบที่ใครสักคนเคยหวังไว้ วันเกิดปาฏิหาริย์…ไม่ใช่วันนี้แน่“มินทร์ไม่ยอม”“พูดอะไรอ่ะลูก”ช่อฝันยืนอยู่กลางศาลา มือเรียวกำช่อดอกไม้สีขาวแน่นแนบอก ลูกชายของเธอเดินข้างกัน“เขาไม่สิทธิ์ชิงตายก่อนจะได้ดูแลมินทร์หรอ เป็นพ่อภาษาอะไรทำไมไร้ความรับผิดชอบแบบนี้ ม๊าไปลากเขาขึ้นมาจากโลงเลยนะ”“มินทร์ตั้งสติลูก”“งั้นมินทร์ทำเอง”“ม๊าขอร้องอยู่นิ่งๆฟังพระสวดก่อนนะลูก”เสียงพระสวดดังลอยวน ไฟแสงเหลืองวอมเปลวที่ถูกลมพัดไหว เงาของผู้คนพลิ้วลงบนพื้น เธอก้มลงมองดอกไม้ในมือ แล้วถอนหายใจเฮือกหนึ่ง หนัก อัดแน่น เหมือนแบกอะไรบางอย่างไว้ในอกมานานเกินไป“ม๊าไม่รักป๊าหรอ ม๊าก็รักเขาอยู่ตลอดมาหนิ ไม่งั้นม๊าจะร้องไห้ทำไม”“แล้วมินทร์จะให้ม๊าทำไง เพราะม๊าเอง ที่ป๊าลูกต้องตายเพราะม๊าไล่เขาออกไปวันนั้นเอง”เสียงของเธอเบาและมั
‘ส่งจดหมายมาโบราณชะมัด!’เสียงกระดาษบางเบาถูกแกะออกอย่างช้า ๆ ท่ามกลางความเงียบงันในห้องนอนที่เหมือนทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหว เด็กชายวัยสิบห้าปี นั่งกอดเข่าบนปลายเตียงสายตาแนบแน่นอยู่กับจดหมายในมือ ลายมือที่เขารู้ดีว่าเป็นของใคร ...ของคนที่หายไปจากบ้านนี้มาเพียงสองวัน แต่กลับทิ้งทุกความรู้สึกไว้หนักหนาเกินรับไหว“หายไปแค่สองวันเอง... ทำไมต้องส่งจดหมายมาด้วยวะ…”เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงติดห้วน หยอกประชดแบบคนพยายามไม่ให้ใจมันไหว แต่ปลายนิ้วที่จับขอบกระดาษกลับแน่นขึ้น ราวกับกลัวว่ามันจะปลิวหายไปเหมือนเจ้าของมัน“แค่จะหย่ากับม๊าเอง...ทำไมต้องมาเขียนอะไรแบบนี้ด้วย…”คำพูดดูเหมือนไม่แคร์ แต่ในใจกลับสั่นคลอนไม่ต่างจากใบไม้ที่โดนลมกระโชก เขาเริ่มไล่อ่านตัวอักษรทุกบรรทัดช้า ๆ อย่างที่ไม่เคยตั้งใจขนาดนี้มาก่อน แล้วก็มาถึงประโยคสุดท้ายประโยคเดียวที่เหมือนใครเอามีดมากรีดกลางอกให้เลือดซึมไม่หยุด“ถ้าลูกได้อ่าน แสดงว่าพ่อคงไม่ได้กลับไปแล้ว ลูกไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องทำเป็นเสียใจ พ่อแค่อยากให้ลูกรู้ว่า ตลอดเวลาที่ลูกด่าว่าพ่อเลว พ่อก็พยายามจะไม่เถียง... เพราะพ่อเห็นว่าลูกมีค่าพอจะด่าพ่อทุกคำ…แค่อย่ากลายเป
“ทำไมอยู่ๆฝนก็ตกวะ กูจะไปหาเมียดีๆ อุปสรรคนี่มันอะไรกันเนี่ย อย่ามาขัดขวางความรักของกูนะเว้ย”เสียงฝนกระหน่ำลงมาอย่างไม่ปรานี หยาดน้ำเทกระหน่ำจากฟ้า ซัดหลังคาและกระทบผิวถนนดังเป็นจังหวะถี่ๆ ลมกรรโชกแรงจนต้นไม้ริมรั้วเริ่มโอนเอน สะบัดกิ่งใบพริ้วไปตามแรงพายุ บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะสื่อบางอย่าง...หนักอึ้ง อัดแน่น และตึงเครียด‘เสนอหน้ามาอีกแล้ว หน้าด้าน!’ประตูหน้าบ้านถูกผลักออก ช่อฝันก้าวออกมาพร้อมเสียงฝนกระทบพื้น เธอขมวดคิ้วทันทีที่เห็นร่างของใครบางคนยืนอยู่ใต้เงาไม้ริมรั้วหน้าบ้าน‘ทำตัวหน้าสมเพชจังเลยนะ นี่เราเคยรักไอ้คนแบบนี้จริงๆหรอ’คิรินยืนนิ่งตากฝนอยู่ตรงนั้น เสื้อเชิ้ตสีเข้มเปียกแนบลำตัว เส้นผมชื้นน้ำฝนแนบหน้าผาก ดวงตาแดงก่ำคล้ายคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้ หรือดื่มหนักมา แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน...เขายังไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว“มาทำไม?”เสียงของเธอดังขึ้น...แฝงความสั่นบางอย่างที่แม้เจ้าตัวเองก็อาจไม่รู้ตัวคิรินยังคงนิ่ง เขาไม่ตอบในทันที แค่ส่งสายตามองตรงเข้ามาในดวงตาของเธอ ไม่กร้าว...ไม่แข็ง แต่เต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่แทบกลืนกินตัวตนเขาทั้งหมด“ไม่ให้เฮียเข้าไปหลบฝนในบ้านก่อนหรอ…ฝ
‘ทำบุญทำทานเผื่อสัมพะเวสีจะไปผุดไปเกิดสักที’แสงแดดอ่อนของเช้าวันใหม่ค่อย ๆ ทาบลงบนลานหน้าบ้าน เสี้ยวแสงที่ลอดผ่านปลายไม้ปลายหญ้ากระทบผิวใบ ปลุกให้เช้านี้ดูอ่อนโยนกว่าทุกวันเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วผสานกับเสียงสวดพระ ลอยแผ่วจากลำโพงวัดใกล้เคียง ...คล้ายดนตรีประกอบที่ไม่ได้นัดหมาย แต่ลงตัวอย่างแปลกประหลาด‘ขอให้ม๊ามีแต่ความสุข’คามินทร์นั่งพับเพียบอยู่ข้างแม่ มือทั้งสองยกพานข้าวของขึ้นประเคนพระอย่างเรียบร้อย เคียงข้างคือช่อฝัน ผู้หญิงที่ทั้งเป็นแม่ และเป็นทุกอย่างของเขามาตลอดชีวิตการตักบาตรวันนี้ไม่ได้มีอะไรหรูหรา ข้าวสวยร้อน ๆ กับแกงจืดใส่ฟัก วางเรียบง่ายในถุงใสหลังจากส่งของใส่บาตรเสร็จ สองแม่ลูกก็นั่งนิ่ง...หลับตากรวดน้ำ เสียงกระซิบของบทแผ่เมตตาเอ่ยเบาในลำคอ แต่ในใจของเด็กชายกลับเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึงของบางความคิดที่ไม่มีวันพูดออกมา‘วันเกิดผม...ถ้าขอพรได้หนึ่งข้อแล้วมันเป็นจริงได้ ผมขอให้ลุงวายุฟื้นขึ้นมาได้ไหม…’เสียงแม่ดังขึ้น...อ่อนโยนและสดใสอย่างที่เคยเป็น คล้ายอยากปลุกเช้าวันนี้ให้กลับมาเป็นวันที่ดี“วันนี้ตั้งใจเรียนนะลูก ค่อยกลับมาเป่าเค้กที่บ้าน ม๊าจะตั้งใจทำสุดฝีมือเลย~”ค
‘หวังว่าจะไม่เสนอหน้ามาเป็นมลพิษในชีวิตเราอีกนะ’แสงแดดอุ่นยามเช้าทาบลงบนพื้นไม้หน้าร้าน กลิ่นของเช้าใหม่ปะปนกับกลิ่นหอมบาง ๆ ของกาแฟที่ยังไม่ถูกชง ช่อฝันเดินออกมาเปิดร้านเหมือนเช่นทุกวัน เสื้อยืดสีขาวกับผ้ากันเปื้อนลายกาแฟเก่า ๆ คล้องอยู่บนคอ ผมถูกรวบหลวม ๆ แบบไม่ได้จัดเต็ม แต่ก็พอให้ดูเรียบร้อยแต่แล้วสายตาเธอก็ชะงัก...กับช่อดอกลิลลี่สีขาวสดที่วางเด่นอยู่หน้าร้านอย่างจงใจ‘สวยจัง’ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ไม่มีเงาคนที่เธอคุ้น มีแค่ดอกไม้ที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางแสงยามเช้า“เอ๊ะ... ตั้งแต่เราปฏิเสธวาโยไป เขาก็ไม่ได้ส่งดอกไม้อีกเลย แล้วทำไมวันนี้ถึงส่งมานะ...?”เธอก้มลงหยิบช่อดอกไม้ขึ้นมา มือสัมผัสกับกลีบเนียนนุ่มที่เย็นจากอากาศเช้าตรู่ ดอกไม้ช่อนี้ไม่มีการ์ด ไม่มีข้อความแนบ ไม่มีชื่อผู้ส่ง ...แต่กลับมีกลิ่นหอมจาง ๆ ที่อบอุ่น“หอมจัง...”เสียงนั้นหลุดออกจากริมฝีปากอย่างไม่ตั้งใจ เธอก้มลงดมดอกไม้เงียบ ๆ ราวกับโลกกำลังหมุนช้าลงในชั่วครู่แต่แล้ว...“หอมดอกไม้แล้ว... หอมคนให้ด้วยสิครับ~”เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากข้างหลังพร้อมกับอ้อมแขนแข็งแรงที่โอบรัดเธอแน่นจากด้านหลัง ความร้อนจากฝ่ามือและแผงอกข







