เข้าสู่ระบบภูผาเอ่ยปากด่าแบบไม่ออกเสียง แต่อ่านเอาก็รู้ว่าเป็นคำหยาบคายเอาเรื่องเหมือนกัน คิเรย์หัวเราะอารมณ์ดีไม่สะทกสะท้าน เขานั่งลงบนเก้าอี้ข้างเพื่อนสนิทหน้าบาร์เครื่องดื่มก่อนจะหันไปสั่งเหล้าสูตรเข้มกับพนักงาน
“เผด็จศึกเลยปะคืนนี้” “อะไรของมึง” “ก็เข้าทางไม่ใช่เหรอ ไม่ลองหน่อยวะ” คนแนะนำหัวเราะฮึมๆ ในลำคอ แต่อีกฝ่ายคิดตามคำแนะนำนั้นแทบจะยกเท้าถีบเพื่อนให้ตกจากเก้าอี้ “เพื่อนกูแต่ล่ะคนเหี้ยๆ ทั้งนั้นไม่มีดีผสมนิดเดียว ยกเว้นไอ้คัสไว้คนนึงพอ” “แหม ใจจริงมึงก็อยากกูรู้ ไอ้พ่อคนดี” “เออ ถ้าดีแล้วมันอดแดกกูก็ยอม เพราะถ้าเลวแล้วผู้หญิงทิ้งแบบพวกมึง กูขายขี้หน้าแย่” ภูผาแขวะกลับจนคิเรย์หลุดหัวเราะอีกครั้ง จะแซวมันเรื่องอะไรก็แซวไป แต่ถ้าแซวเรื่องผู้หญิงเมื่อไรก็ถือว่าปลุกสกิลปากร้ายในตัวไอ้ภูผาเลยล่ะ ภูผาปล่อยให้น้ำเหนือสนุกต่ออีกไม่นานก็ได้แบกกลับจริงๆ สภาพเธอเมาแอ๋จนแดงไปทั้งตัว เป็นคนเมาที่พูดมากเหลือเกิน ไม่รู้ว่ากินเหล้าเก่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร ตัวเขาเองเคยสนิทสนมกับน้ำเหนือเมื่อตอนยังอยู่บ้านเดียวกัน ได้ไปรับไปส่งโรงเรียน ช่วยสอนการบ้านเหมือนพี่ชายน้องสาวทั่วไป กระทั่งเริ่มโตเป็นหนุ่มมีสังคมเพื่อนเป็นของตัวเองก็ติดเพื่อน ติดเที่ยว ส่วนน้ำเหนือที่โตเป็นสาวก็ไม่ได้เล่นบ้าพลัง ขี่คอ ชกต่อยกับเขาเหมือนเมื่อก่อน แต่ไปจับกลุ่มส่องผู้ชาย หัดแต่งหน้ากับเพื่อนๆ ของเธอเหมือนกัน จุดห่างเหินของสองคนก็มาจากการต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ภูผาไปเรียนมหาลัยในตอนที่น้ำเหนืออยู่มัธยม ตอนนั้นก็ยังมีพูดคุยกันบ้าง ถึงจะไม่สนิทเท่าตอนเด็กๆ จนเขาจบมาเธอก็สอบติดมหาลัยดังในกรุงเทพฯ ตรงจุดนี้นี่เองที่ทำให้ความสัมพันธ์มันขยับห่างไปอีก ทั้งระยะทางและวันเวลา เพราะฉะนั้นการที่เราต้องมาจับคู่แต่งงานจึงไม่ได้มีความกระอักกระอ่วนใจในเรื่องความสัมพันธ์แบบพี่น้องนัก แม้ว่าเมื่อก่อนภูผาเคยมองน้ำเหนือเป็นน้องสาวคนหนึ่งที่เข้ามาเติมเต็มให้ชีวิตพ่อและเขามีความสุขแต่ยิ่งนานวัน เธอเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ความคิดที่เคยเอ็นดูเสมือนน้องมันก็เปลี่ยนไป ใครใช้ให้โตมาสวยขนาดนี้ แล้วยิ่งต้องมาแต่งงานเป็นคู่ผัวเมียกันอีก เขาจะหักห้ามใจได้อีกนานแค่ไหน ภูผาแบกร่างเล็กเข้ามาในห้อง วางเธอบนเตียงอย่างนุ่มนวลแต่คนเมาไม่รู้ประสาส่งเสียงครางอืออาในลำคอราวจะประท้วงอะไรสักอย่าง “ไม่น่าปล่อยให้ดื่มเยอะเลย” ก็พึ่งจะเห็นน้ำเหนือเมาครั้งแรก ดูรั่วและน่ารักดี แต่ก็เล่นเอาเหนื่อยใช่ย่อย ภูผาห่มผ้าให้คนตัวเล็ก มองสองแก้มแดงก่ำ นัยต์ตาปรือปรอย ปิดๆ เปิดๆ ปากพึมพำอะไรฟังไม่ออก กลิ่นเหล้าตีหึ่งออกมายิ่งกว่าอาบทั้งตัว “พี่ผา..” เสียงยานคางของคนเมาเรียกเขาไว้เมื่อภูผาทำท่าจะเดินเข้าห้องน้ำ “เหนือ..อึก อยากอาบน้ำ” ไอ้ประโยคที่เจ้าตัวพูดออกมาคงไม่รู้ตัวเลยสินะ “สภาพนี้จะอาบได้ไงเล่า” “พี่ผาอาบให้เหนือเส่! โง่จริง” โอเค คงไม่รู้เรื่องห่าเหวอะไรเลย สั่งให้เขาอาบน้ำให้ตัวเองไม่พอ ซ้ำยังมาด่าว่าเขาโง่อีก “พี่จะอาบให้ได้ไง เมาแล้วนอนเหอะ” “ทำไมจะอาบให้ไม่ด้ายยย~ ก็เราสองคนเป็นผัวเมียกัน อึก…ถึงพี่ผาจะไม่เคยแม้แต่จูบเหนือก็เถอะ” เธอพ่นความในใจออกมาเสียยืดยาวแต่ทำเอาคนที่นิ่งฟังทุกประโยคหายใจติดขัด ภูผาเบนหน้ามองทางอื่น เธอพูดแบบนั้นต้องการอะไร อยากให้เขาจูบมากนักเหรอ “อยากอาบน้ำ อยากอาบน้ำ!” “ไม่ได้ ค่อยอาบพรุ่งนี้เช้า” คนตัวสูงเอ็ดเสียงเข้ม น้ำเหนือจะสวมบทเป็นคนเมารักความสะอาดในตอนที่เขาอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ได้ยังไง ให้เขาอาบน้ำให้งั้นเหรอ ฝันไปเถอะ มีหวังได้ทำมากกว่าจูบแน่ๆ “ฮื่อ งั้นพี่ผาคลีนหน้าให้เหนือหน่อย” เสียงฮึดฮัดขัดใจขอกันอีกครั้ง ภูผามองใบหน้าหวานสวยของคนเมา ผู้หญิงนี่เรื่องเยอะจริงๆ ขนาดเมาก็ยังจะรักสวยรักงาม คงกลัวตื่นมาสิวบุกสิท่า “ก็ได้ๆ” พ่นลมหายใจหนักหน่วงก่อนตัดปัญหารีบทำให้มันเสร็จๆ ถึงจะดูเหมือนน้ำเหนือไม่มีสติสตังจนแทบลืมตาไม่ขึ้น แต่หญิงสาวกลับจำได้หมดว่าอะไรวางไว้ตรงไหนและเขาควรทำยังไงกับกระเป๋าเครื่องสำอางของเธอบ้าง “ทำไมครีมเยอะแยะจังวะ” เช็ดหน้าด้วยคลีนซิ่งแล้วก็ตามด้วยน้ำเปล่า ต้องลงสกินแคร์อะไรเยอะแยะจนเขาเริ่มงงไปหมดแล้ว มาค้างแค่ไม่กี่คืนแต่ดูเหมือนน้ำเหนือจะยกคลังสกินแคร์หน้าโต๊ะเครื่องแป้งรวมลงในกระเป๋าเดียวหมด “ทาลิปมาร์กให้เหนือด้วย” “ห้ะ กระปุกไหนอีก” “สีชมพู๊วววงายยย ปากจะได้นุ่มๆ น่าจูบ” จากนั้นก็ทำปากจู๋จุ๊บอากาศ ภูผาเห็นแล้วส่ายหน้าระอาใจเต็มทน “อยู่นิ่งๆ ซิเหนือ จะเสร็จแล้ว” “อื้อ ลิปอร่อยอะ” “เหนือจะเลียทำไม” “อื้อ~ นี่อะไร จ๊วบๆ” “เหนืออย่าดูดนิ้วพี่สิวะ” ภูผาง้างปากสวยดึงนิ้วออกมา ลมแทบจับให้กับความซนของคนตัวเล็ก ถ้ารู้ว่าเมาแล้วจะทำให้เหนื่อยขนาดนี้ เขาคงจำกัดให้แค่สามแก้วก็พอ “ปากเหนือน่าจุ๊บยางอะ~” เสียงยานคางของหญิงสาวถามกันอีกครั้ง เธอทำปากจู๋น่ารักให้ภูผามองโดยที่ไม่รู้เลยว่าคนพี่ไม่อยากทำแค่มองเฉยๆ ใบหน้าสวยแก้มอิ่มแดงเปล่งปลั่ง เปลือกตาสีไข่นั้นปิดสนิท ปากสีชมพูแวววาวด้วยลิปมาร์กเผยอยิ้มน้อยๆ อาจจะเป็นเพราะดื่มมาพอกรึ่มๆ ด้วยก็ได้ ภูผาไม่อยากทำแค่มอง ทำไมคนตัวเล็กต้องพูดเหมือนเป็นการเชิญชวน ไว้ใจเขาขนาดนั้นเลยเหรอ นี่ก็ผู้ชายคนหนึ่งเหมือนกัน ถ้าความอดทนมันขาดสะบั้นอะไรจะเกิดขึ้นบ้างยังไม่รู้เลย สิ่งล่อล่อใจอย่างริมฝีปากน้ำเหนือกำลังดึงดูดให้ร่างสูงโน้มใบหน้าเข้าหาเรื่อยๆ ลมหายใจผะแผ่วที่รินรดถึงกัน อีกเพียงแค่นิดเดียว “พี่ผา…” เธอกลับถีบเขาตกจากภวังค์ฝันหวาน “พี่ไม่ได้จะจูบนะ แค่ดมกลิ่นลิปเฉยๆ” รีบแก้ตัวเหมือนคนกลัวความผิดทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ลืมตามารับรู้เรื่องราวอะไรด้วยซ้ำ น้ำเหนือยันตัวลุกนั่ง สีหน้าท่าทางดูไม่ค่อยดี “เหนือเป็นไร” “อึก…เหนือจะ” “จะอะไร จะเอาอะไร” ภูผาขยับเข้าไปถามใกล้ๆ อย่างเป็นห่วง “เหนือจะอ้วก…!” จบเสียงนั้นก็แหวะเอาอะไรต่อมิอะไรในลำคอที่อัดแน่นราดใส่เสื้อภูผาอย่างเต็มกลั้น สีหน้าพะอืดพะอมของชายหนุ่มมาพร้อมอาการปวดหัวจี๊ดๆ เป็นทุกอย่างแล้ว ทั้งพี่ชาย คนขับรถ คนคอยดูแล คนจ่ายเงิน ที่ระบายตอนเธออ้วก เหลืออย่างเดียวที่อยากเป็นแต่ยังเป็นไม่ได้คือผัวของเธอ ผัวที่ไม่ได้มีแค่ทะเบียนสมรส ไม่ใช่แค่ผัวในนาม แต่เป็นผัวที่เอาไว้นอนกกกอด กว่าจะถึงขั้นนั้นก็คงต้องผ่านอะไรอีกเยอะ อย่างในวันนี้ก็ต้องผ่านการเช็ดอ้วกให้เธอก่อนล่ะนะ“รูดเบาๆ แค่นั้นพี่ไม่แตกง่ายๆ หรอกนะ เหนือต้องทำแบบนี้” ราวกับรู้ใจ พี่ผายิ้มเอ็นดูมองอาการตื่นเต้นขลาดเขินที่ฉันเป็นอยู่ ฝ่ามือหนาวางทาบหลังมือสวยก่อนจะออกแรงควบคุมให้ฉันขยับข้อมือขึ้นลงเป็นจังหวะที่เร็วขึ้น ไม่นานนักก็ได้เห็นหน้าฟินๆ ของเขา “อื้ม ดี ดีมาก” และเมื่อเขาปล่อยมือให้ฉันทำเอง ฉันก็เรียนรู้ได้ว่าควรใช้จังหวะยังไง ทั้งที่คิดว่าตัวเองไม่ไก่อ่อนเรื่องนี้ แต่พอเป็นพี่ผาใจฉันมันระทวยจนทำอะไรไม่ถูก ราวกับเด็กฝึกหัด “อ่า…เก่งมากน้ำเหนือ ต่อไปก็ใช้ปาก” หน้าหล่อๆ ตอนมีอารมณ์ของพี่ผาสร้างความรู้สึกขัดเขินส่งผ่านทางสีหน้าและแก้มแดงปลั่งของฉัน ริมฝีปากอมชมพูครอบหัวหยักดูดลองเชิงเบาๆ แต่แค่นั้นก็ทำพี่ผาครางอย่างหมดมาด มองเห็นมือของเขาที่ค้ำยันตัวขณะเอนหลัง มันจิกผ้าปูเตียงแน่นระบายความเสียว ปากสวยค่อยๆ ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตั้งอกตั้งใจ ฉันผงกหัวรูดกลืนเข้าๆ ออกๆ เอ็นอุ่นที่พองขยายคับแน่นเต็มโพรงปาก มันทั้งนิ่มและร้อน “อ่า! เป็นงานมากน้ำเหนือ โคตรเก่ง” มือสากของพี่ผาลูบหัวฉันเบาๆ ไม่รู้เลยว่าเขาแสดงสีหน้าแบบไหนออกมาบ้าง แต่เท่าที่ฟังดูจากเสียงสั่นพร่าก็คงเสียวซ่านไม่ใช่น้อ
ตั้งแต่พ่อแม่ตายไป ฉันก็ไม่เคยคาดหวังชีวิตที่มีความสุขและสมบูรณ์แบบ สำหรับฉันสิ่งเหล่านั้นไม่มีจริง เหมือนนิทานหลอกเด็ก ทุกชีวิตล้วนเกิดมารับกรรมและมีแต่ความเจ็บปวด ฉันคิดแบบนั้นมาตลอดจนกระทั่งตอนนี้ ตอนที่ชีวิตของฉันมิชชั่นคอมพลีทดั่งเจ้าหญิงในเทพนิยาย เพอร์เฟคและสมบูรณ์แบบ ฉันถึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าชีวิตคู่ที่ยืนยาวและอบอุ่นมันสามารถสร้างขึ้นได้จากคนสองคน ความคิดแง่ลบก็มลายหายไป คนที่เข้ามาเติมเต็มและเปลี่ยนความคิดฉันก็คือเขา… “พี่ผาพักก่อนค่ะ เหนือคั้นน้ำส้มมาให้” คนถูกเรียกละสายตาจากงานตรงหน้า ส่งยิ้มอบอุ่นละมุนละไมมองใบหน้าสดใสของฉัน หากแต่รอยยิ้มของเขาดูจะสดใสกว่าเสียอีก พี่ผาวางค้อน เก็บตะปูลงกล่องเครื่องมือ มือสากเปื้อนเศษไม้เช็ดลวกๆ เข้ากับกางเกงยีนส์ตัวเก่งที่สภาพผ่านการใช้งานมาหนักหน่วง “มีเค้กด้วย น่ากินจัง” เขานั่งลงบนม้านั่งตัวเดียวกัน เราอยู่ในสวนข้างบ้านที่พี่ผาคิดปรับปรุงทำสนามเด็กเล่นให้ลูก เห็นเศษซากไม้ที่หักเป็นชิ้น ไหนจะผงขี้เลื่อยและอุปกรณ์งานช่างต่างๆ วางระเกะระกะสักหน่อย ก็ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือเขาทั้งนั้น และเมื่อถึงขั้นตอนลงสีกลิ่นคงจะฉุนจนแส
“ใครจะเมาก็เมาไปเถอะ แต่พี่ผาห้ามเมาเด็ดขาด ไม่งั้นเราคนใดคนหนึ่งนี่แหละที่ต้องขับรถกลับ” “เอาน่า ต่อให้พี่ผาเมาจริงๆ ฉันก็ขับกลับได้ หรือจะให้ไอ้หนาวขับก็ได้ ใช่ไหมน้ำหนาว” อั่งเปาถามคนที่ยกเหล้าเข้าปากรวดเดียวหมดเนี่ยนะ ถามจริงๆ เถอะว่าฉันไว้ใจพวกมันสองคนได้ใช่ไหม และต่อให้อั่งเปาพูดอย่างนั้นก็เถอะ ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงต่อมา สุราออกฤทธิ์เปลี่ยนเพื่อนฉันสองคนให้กลายเป็นซากอะไรสักอย่างที่นอนสลบสไลไม่ได้สติ ตัวคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้าหึ่งจนต้องให้การ์ดของพี่คิเรย์มาพาตัวไปไว้ในรถ ส่วนพี่ผาก็ดื่มไปพอกรึ่มๆ เช่นกัน หากแต่ยังพอประคองสติได้อยู่ “พี่ผา ถ้ารู้สึกเวียนหัวหรืออยากอ้วก สลับให้เหนือขับแทนเถอะนะ” ฉันกังวลความปลอดภัยจริงๆ แต่พูดไปก็เท่านั้นในเมื่อคนตัวสูงรั้นจะขับเองให้ได้ สองมือประคองพวงมาลัย สายตาจดจ่อกับถนนเบื้องหน้า มีฉันผู้นั่งข้างๆ คอยสวดมนต์ภาวนาอีกที ขอเถอะ…ขอให้เราทั้งหมดกลับถึงที่พักโดยสวัสดิภาพด้วยเถอะ ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง…คำขอของฉันที่ภาวนามาตลอดเส้นทางสำเร็จสมดั่งใจหมาย หากแต่ความปวดหัวยังไม่จบเท่านี้ การปลุกอั่งเปาและน้ำหนาวให้ขึ้นไปบนห้องนั้นทำได้ยากยิ่ง ฉันต้อ
งานแต่งของพี่พายัพและน้องต้นหยงจัดขึ้นช่วงกลางวันที่โรงแรมหรูบนเขาใหญ่ แขกเหรื่อมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ต่างเป็นคนมีหน้ามีตามีชื่อเสียงทั้งนั้น แม้แต่เหล่าดาราและอินฟลูเอนเซอร์ก็ยังมี ฉันทึ่งในคอนเนคชั่นของพวกเขามากนะ “พี่ผาๆ คนนั้นเหนือชอบมากเลยอะ ติดตามผลงานเขาอยู่” ฉันสะกิดคนข้างๆ มองผู้ชายรูปร่างสูงยาวเข่าดี หน้าตาหล่อเหลา สไตล์ลูกครึ่งไทย-จีน อย่างกับหลุดมาจากซีรีส์สักเรื่อง และแน่นอนว่าผู้ชายที่ฉันหมายถึงคือดาราดังที่เล่นซีรีส์จริงๆ เพียงแต่เป็นซีรีส์ไฮสคูลของไทย พี่ผามองตามสายตาเคลิบเคลิ้มของฉัน เขาไม่พูดหรือถามไถ่อะไรสักคำ ร่างสูงก็ลุกออกจากโต๊ะและเดินไปทางดาราดังคนนั้นในทันทีคุยอะไรกันสองสามคำ พี่ผาก็พาเขากลับมาที่โต๊ะด้วยกันได้สำเร็จ ฉันตื่นเต้นจนพูดไม่ออก ยิ่งดูใกล้ๆ ทำไมถึงหล่อได้ขนาดนี้ ออร่าบางอย่างในตัวเขาสะกดสายตาฉันได้อยู่หมัด “ไอ้ไป๋ นี่เมียกูชื่อน้ำเหนือ น้องบอกว่าชอบมึงมาก ยังไงก็ขอให้เมียกูถ่ายรูปกับมึงหน่อยนะ” พี่ผาพูดกับเขาอย่างเป็นกันเอง แล้วคุณไป๋ก็หันมาส่งยิ้มหวานให้ฉันพร้อมเอ่ยแนะนำตัว ยื่นมือทักทาย“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับน้องน้ำเหนือ ไม่คิดว่าเ
“คนนี้นี่เองพี่มุกดา สวยจังเลยนะคะ” ฉันกระซิบกระซาบกับพี่ผา มองผู้หญิงที่พี่มาร์ตินออกตัวชัดว่าเขาเป็นเจ้าของ ส่วนพี่มุกดาก็แค่ยิ้มรับ ไม่มีความเคอะเขินกระดากอาย เธอเป็นคนที่สวยมากๆ คนหนึ่ง หน้าตาผิวพรรณดูดีสุดๆ ไปเลยล่ะ ฉันไม่แปลกใจเท่าไร่ที่ผู้ชายเจ้าชู้อย่างพี่เขาจะปิ๊งพี่มุกดาได้ ระหว่างมื้ออาหารก็มีการพูดคุยถึงเรื่องงานแต่งในอีกไม่กี่วันที่ใกล้จะถึง พี่พายัพยิ้มไม่หุบตั้งแต่ฉันเข้ามา เขาคงจะมีความสุขมากที่ได้แต่งงานกับน้องต้นหยง ผู้หญิงที่เขารัก กิ๊ง! กิ๊ง! เสียงช้อนตีกระทบแก้วดังขึ้นจากทางพี่คิเรย์ เขาลุกยืนส่งยิ้มให้กับน้องสาวตัวเองและว่าที่น้องเขย “กูขอดื่มฉลองให้กับมึง ไอ้พายัพคนที่เป็นทั้งเพื่อนรักและก็น้องเขยของกู และพี่ก็ดื่มให้หนูด้วย ต้นหยงน้องรักของพี่” ไวน์แดงก่ำถูกกลืนลงคอรวดเดียวจนหมด ก่อนคนอื่นๆ จะทำตาม ร่วมดื่มฉลองให้กับว่าที่บ่าวสาว มีแค่ฉันที่ดื่มน้ำส้ม แปลกและแตกต่าง เราใช้เวลาสังสรรค์มื้อเย็นจนเวลาล่วงเข้าสู่ช่วงค่ำ แสงไฟจากระเบียงถูกเปิดขึ้นให้บรรยากาศอีกแบบ พี่พายัพที่กรึ่มๆ ได้ที่ก็จูงมือน้องต้นหยงออกไปเต้นด้วยกันยามที่เพลงเปิดคลอมันกังวานเร
น้ำเหนือ | Part ร่างกายที่แน่นหนัดด้วยมัดกล้ามเนื้อค่อยๆ โยกขยับร่างกายเชื่องช้าแต่เน้นจังหวะลีลาพลิ้วไหวใต้ร่างบอบบางซึ่งนอนกระเส่าครางเสียงหวานรับการกระแทกแสนโยนอ่อนหากแต่ถึงใจ อาจจะด้วยบรรยากาศอึมครึมด้านนอกที่ไม่มีท่าฝนจะหยุดลงง่ายๆ มวลอากาศหนาวเย็นและเมื่อผสมรวมกับความร้อนรุ่มในกายซึ่งเกิดจากกิจกามสวาท ก็กลายเป็นความอบอุ่นที่เข้าด้วยกันเป็นอย่างดี “อ๊า เสียว” ฉันพร่ำบอกพี่ผาตั้งไม่รู้กี่หนขณะที่เขากระแทกกระทั้นและบดอัดช่วงล่างทำเอาใจจะขาด แต่ครั้งนี้ไร้ซึ่งความรุนแรงจนหัวสั่นหัวคลอนเช่นครั้งก่อนๆ อาจจะด้วยเจ้าก้อนในครรภ์ พี่ผาถึงได้ปราณีฉันบ้างเนินนมขาวผ่องถูกครอบดูดครั้งแล้วครั้งเล่าจนเกิดรอยแดงเถือก กระนั้นคนฝากรอยเอาไว้ก็ดูจะพออกพอใจมิใช่น้อย ความสาดเสียวจากปลายลิ้นช่ำชองทำฉันตัวสั่นสะท้าน มือจิกกำเบาะนอนเป็นที่ระบาย หน้าอกก็แอ่นขึ้นลงตามแรงปรนเปรอที่ส่งมอบให้กัน “นุ่มมาก ชักจะเสพติดนมเมียซะแล้วสิ ต่อไปพี่คงต้องดูดทุกวัน” เสียงหื่นๆ ที่ร้องบอกทำฉันวูบวาบไปทั้งตัว มันก็แค่ข้ออ้างของคนขี้เอาเท่านั้นแหละพี่ผาดูดยอดอกสีก่ำจนพอใจด็เลื่อนใบหน้าหล่อเหลาคลอเคลียลำคอฉัน ลมห
“เหนือไม่ป่วยแน่นะ หน้าซีดๆ ไหม ไปหาหมอรึเปล่า”“ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เหนือก็ง่วงเป็นนะ นอนพักก็คงดีขึ้นค่ะ”“ไหนมาให้พี่ดูสิ” พี่ผาขยับเข้าใกล้ มือแตะหน้าผากเพื่อจะดูว่าฉันตัวร้อนหรือเปล่า เมื่อพบว่าไม่มีอะไรเขาก็ยอมโอนอ่อนตาม ให้ฉันนอนพักผ่อนโดยไม่ต้องถ่อไปโรงพยาบาล เช้าวันรุ่งขึ้นเราจากโรงแรมริ
น้ำเหนือ | Part หลังผ่านเรื่องวุ่นๆ จนครบหนึ่งเดือน ฉันและพี่ผากลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ในส่วนของเรื่องความรักระหว่างเราทั้งสองก็เพิ่มพูนขึ้นมากกว่าเดิม มีความสุขในทุกๆ วันที่ได้ตื่นขึ้นมาเจอหน้าสุดหล่ออย่างเขา ฉันยังมีรับงานคอมมิชชั่นปกนิยายบ้าง นอกเหนือจากงานตัวเองก็แบ่งเวลามาช่วยงานของพี่ผา หรื
รถคันดังกล่าวไม่ใช่ใครที่ไหนไกล คนมาเยือนทำเอาทั้งลูกน้องและธาราสติแตกไปตามๆ กัน “เอาไงดีครับนาย พ่อกำนันมากับตำรวจเลยนะครับ” ลูกน้องที่วิ่งแจ้นมากระซิบกระซาบรายงานให้ผู้เป็นนายฟังแทบจะขอกัดลิ้นตัวเองตายไปซะ ธารามองสีหน้าเรียบนิ่งของภูผาก็ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันและข่มความโกรธจัดของตัวเองไว้ สาย
ก่อนกลับไร่ภูพนาไพร ภูผาเอารถของน้ำเหนือส่งบริการฝากรถข้ามจังหวัดและให้คนน้องกลับกับเขา เหตุผลมีอยู่ข้อเดียวคืออยากอยู่ด้วยกัน ไม่อยากคลาดสายตาจากน้อง น้ำเหนือก็ไม่รู้จะทำยังไงกับคนเป็นสามีดี เขาชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเสมอ “คุณตามเขาเจอแล้วเหรอคุณปอง” เขาที่ภูผาพูดถึงคืออาจารย์ธารา(ใช่ค







