Masukวันรุ่งขึ้น ฉันไปที่บริษัทเพื่อศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับซูฉีหมิงและเครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอดของตระกูลกู้ต่อไปเมื่อถึงเวลาพักเที่ยง ฉันจึงออกเดินทางไปยังบ้านของเจียงซูฮุ่ยพ่อบ้านฝั่งเจียงซูฮุ่ยย่อมต้องมีนิสัยเดียวกันกับเธออยู่แล้ว เขาไม่ให้ความเคารพฉันเลยสักนิด ไม่มีการเอ่ยคำเรียกขานใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแค่พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "ตามผมมา!"เมื่อก้าวเข้าไปในคฤหาสน์ ทั้งเจียงซูฮุ่ยและแม่ของซูหย่าซินต่างก็นั่งอยู่ตรงนั้น หญิงวัยกลางคนทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติพอเห็นว่าฉันมาถึง แม่ของซูหย่าซินก็กวาดสายตามองสำรวจฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่คิดจะปิดบัง แววตาแฝงไปด้วยความเย้ยหยันถากถางเจียงซูฮุ่ยยิ้มแต่ตาไม่ยิ้มพลางเอ่ยขึ้น "มาแล้วเหรอ? ดูท่าแล้ว เพื่อที่จะได้ไปอยู่กับไอ้ลูกนอกสมรสอย่างกู้อี้หาน เธอเองก็แทบจะรอหย่าไม่ไหวเหมือนกันสินะ"ฉันพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ "ไม่ต้องพูดจาไร้สาระหรอกค่ะ ไหนว่าจะให้ฉันมาเซ็นชื่อไง? เอาหนังสือสัญญาหย่าออกมาสิคะ"เห็นได้ชัดว่าเจียงซูฮุ่ยไม่คาดคิดว่าฉันจะตอบรับอย่างเด็ดขาดและตรงไปตรงมาขนาดนี้แม้ว่าเธอจะเฝ้ารอให้กู้สือซวี่รีบหย
ฉันจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ดับมืดลง ในใจเต็มไปด้วยความสงสัยเคลือบแคลงในตอนนั้นเอง เสียงของเมิ่งอวิ๋นชูก็ดึงสติของฉันให้กลับมา"เยี่ยเจาเจา เธออย่าเพิ่งลาออกได้ไหม?"แววตาของเธอเปี่ยมไปด้วยการวิงวอนพลางสะอื้นไห้ "ฉันผิดไปแล้ว ก่อนหน้านี้ฉันไม่ควรหน้ามืดตามัวไปหลงเชื่อคำพูดของซูหย่าซินแล้วทำกับเธอแบบนั้นเลย ฉันคิดว่ายัยนั่นแค่อยากให้จูต้าเฉิงลวนลามเอาเปรียบเธอนิดหน่อยเพื่อสั่งสอนเท่านั้น ฉันไม่คิดจริง ๆ ว่าจิตใจหล่อนจะอำมหิตขนาดนี้"ฉันถามกลับ "เธอมีหลักฐานที่ยัยนั่นบงการไหม? บันทึกเสียง หรือที่แชตคุยกันในไลน์ มีบ้างหรือเปล่า?"เมิ่งอวิ๋นชูเอ่ยด้วยสีหน้ารู้สึกผิดอย่างยิ่ง "วันนั้นพี่ชายของหล่อนนัดฉันออกไปเจอ แล้วเป็นคนถ่ายทอดความต้องการของหล่อนมาให้ฉัน ตอนนั้นฉันยังไว้ใจซูฉีหมิงมาก ก็เลย... ไม่ได้อัดเสียงเอาไว้เลย"ฉันรู้สึกผิดหวังอยู่บ้างถ้าหากตอนนั้นสามารถบันทึกเสียงคำพูดพวกนั้นไว้ หรือมีหลักฐานแชตคุย ฉันก็คงกระชากหน้ากากเปิดโปงธาตุแท้ของซูหย่าซินได้แล้ว!เมิ่งอวิ๋นชูดูเหมือนจะเดาความคิดของฉันออก จึงพูดกับฉันว่า "จากที่ฉันรู้จักซูหย่าซินมาหลายปี ผู้หญิงคนนี้ทำงานทำการเจ
ฉันคิดว่าเมื่อวานซูฉีหมิงยังควงเมิ่งอวิ๋นชูไปร่วมงานเลี้ยงอยู่เลย คงไม่ถึงขั้นจะพลิกหน้ากลับกลอกตัดรอนกันในวันนี้หรอกมั้ง?จู่ ๆ เมิ่งอวิ๋นชูก็ปล่อยโฮออกมา ไม่ใช่การแอบร้องไห้เงียบ ๆ อีกต่อไป แต่เป็นการร้องไห้โฮอย่างแหลกสลายฉันทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ จึงเอ่ยถาม "เธอเป็นอะไรกันแน่เนี่ย? อย่าเอาแต่ร้องไห้สิ พูดมา!"เธอสะอึกสะอื้นอยู่นาน กว่าจะยอมเปิดปากเล่า "เมื่อบ่ายเขานัดฉันออกไปเจอ บอกว่าจะเอาวิตามินบำรุงมาให้ กินแล้วดีต่อสุขภาพคนท้อง ฉันก็หลงนึกว่านั่นเป็นวิตามินจริง ๆ..."ฉันตกตะลึงจนหน้าถอดสีที่แท้เรื่องราวทั้งหมดไม่ใช่ว่าเมิ่งอวิ๋นชูแอบกินยาทำแท้งเอง แต่เป็นซูฉีหมิงที่หลอกให้เธอกินเข้าไปต่างหากฉันแตะเครื่องบันทึกเสียงในกระเป๋าเสื้อ... ช่างเถอะ อย่าเปิดคำพูดพวกนั้นให้เธอฟังเลยไม่อย่างนั้น ไม่รู้ว่าสภาพจิตใจของเธอจะยังทนรับไหวหรือเปล่า?ในตอนนั้นเอง ฉันเห็นเมิ่งอวิ๋นชูหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา"เธอจะโทรหาใคร?" ฉันถามในแววตาของเมิ่งอวิ๋นชูเหมือนยังมีความหวังริบหรี่หลงเหลืออยู่ เธอตอบว่า "ซูฉีหมิง ฉันแค่อยากจะถามเขาให้รู้เรื่อง ว่าในใจเขาคิดอะไรอยู่กันแน่?"ฉันเอ่ยเตือนด้วย
เมิ่งอวิ๋นชูเอ่ยขึ้น "เยี่ยเจาเจา ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเธอเลยนะ ฉันไม่คิดจริง ๆ ว่าจูต้าเฉิงจะทำเกินกว่าเหตุขนาดนั้น! เธอก็รู้นี่ว่าฉันมีเหตุผลจำเป็นที่พูดไม่ได้!"ฉันแค่นหัวเราะเยาะอย่างเย็นชา "เหตุจำเป็นของเธอก็คือเธออยากแต่งเข้าตระกูลซูจนตัวสั่น เลยยอมก้มหัวให้ซูหย่าซินใช้เป็นเครื่องมือไงล่ะ! ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน? เรามาเจอหน้าคุยกันตรง ๆ ดีกว่า"ในเมื่อแม้กระทั่งเรื่องลาออก เธอยังคิดจะหาเรื่องกลั่นแกล้งฉัน ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะเปิดคลิปเสียงบทสนทนาระหว่างเจียงซูฮุ่ยกับแม่ของซูฉีหมิงที่อัดไว้เมื่อวานให้เธอฟังเสียเลยเมิ่งอวิ๋นชูตอบว่า "ตอนนี้ฉันออกมาสัมภาษณ์งานข้างนอก หกโมงเย็นถึงจะกลับเข้าบริษัท"ด้วยเหตุนี้ หลังจากอัปเดตตอนนิยายประจำวันลงระบบหลังบ้านเสร็จเรียบร้อย พอเห็นว่าช่วงบ่ายใกล้จะถึงเวลาตามที่นัดไว้ ฉันจึงขับรถมุ่งหน้าไปยังบริษัทตอนนั้นเลยเวลาเลิกงานแล้ว แผนกของเราในวันนี้ไม่มีใครอยู่ทำโอทีฉันเคาะประตูห้องทำงานของเมิ่งอวิ๋นชูสองสามครั้ง แต่ไม่มีเสียงตอบรับ ทว่าไฟข้างในห้องยังคงเปิดสว่างอยู่ผ่านไปครู่หนึ่ง ฉันจึงตัดสินใจผลักประตูเข้าไปภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำเอาฉันเบิกต
"งั้นวันหลังฉันเปลี่ยนวิธีแสดงความรักใหม่ดีไหม แบบนี้ได้ไหมล่ะ?"เขาพูดไปพลางขยับตัวเข้ามาแนบชิดกับฉันไปพลางฉันรีบผลักเขาออกทันทีแล้วเอ่ยปาก "นายช่วยทำตัวเป็นผู้ใหญ่หน่อยได้ไหม?"กู้อี้หานชะงักไปในทันใด เขาจ้องมองฉันด้วยสีหน้าจริงจังอย่างยิ่งพลางถามว่า "ทำตัวเป็นผู้ใหญ่เหรอ? แบบพี่เหยียนโจวอย่างนั้นน่ะสิ?"ฉันอึ้งไปครู่หนึ่ง เกือบจะตามไม่ทันว่าเขาหมายถึงคุณเสิ่น"นายกำลังพูดเพ้อเจ้ออะไรเนี่ย?" ฉันขี้เกียจจะต่อปากต่อคำกับเขา จึงหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างรถกู้อี้หานเอ่ยต่อ "เมื่อกี้ที่คุณย่าเสิ่นพูดไปน่ะ แค่หยอกเธอเล่นเฉย ๆ นะ อย่าเก็บเอาไปคิดจริงจังล่ะ! พี่เหยียนโจวปีนี้อายุก็สามสิบกว่าแล้ว จนป่านนี้ยังไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนเข้าบ้านเลยสักคน พวกเรายังแอบสงสัยกันอยู่เลยว่า เผลอ ๆ เขาอาจจะไม่ได้ชอบผู้หญิงด้วยซ้ำ เอาเป็นว่า เธออย่าไปสนใจเขาเลยนะ พวกเธอสองคนไม่เหมาะสมกันหรอก"ฉันยกมือนวดขมับที่เริ่มปวดตุบ ๆ พลางพูดว่า "กู้อี้หาน นายช่วยให้ฉันอยู่เงียบ ๆ สักพักได้ไหม เลิกพูดจาเพ้อเจ้อไร้สาระเสียที!"ฉันกับเสิ่นเหยียนโจวแทบจะเป็นคนแปลกหน้าต่อกันเลยด้วยซ้ำ รวม ๆ แล้วยังคุยกันไม่ถึงสองปร
คุณนายใหญ่ตระกูลเสิ่นหัวเราะเยาะอย่างเย็นชา "คุณหนูซูไม่ได้เป็นเอ็นข้อมืออักเสบอยู่หรอกหรือ? คนแก่อย่างฉันไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำ แล้วก็ไม่ชอบบังคับใจใครเสียด้วยสิ""คุณท่านคิดมากไปแล้วค่ะ ไม่ได้ลำบากใจเลยสักนิดค่ะ"สีหน้าของซูหย่าซินแทบจะเขียนคำว่าประจบเอาใจไว้บนหน้าอย่างชัดเจน "ก่อนหน้านี้มีอาการเอ็นข้อมืออักเสบกำเริบขึ้นมาจริง ๆ ค่ะ แต่ตอนนี้หายดีแล้ว เล่นเปียโนได้สบายมากเลยค่ะ"คุณนายใหญ่ตระกูลเสิ่นที่ใช้ชีวิตผ่านโลกมาจนอายุปูนนี้ แค่ปราดตามองแวบเดียวก็ทะลุปรุโปร่งไปถึงข้างในเธอดึงมือฉันให้ขยับมายืนเคียงข้างเธอ ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธกลับไป "ฉันเจอคนที่เหมาะสมสำหรับการบรรเลงเพลงแล้วล่ะ ไม่รบกวนคุณหนูซูแล้วดีกว่า"เดิมทีซูหย่าซินคิดว่าการที่ตนเองเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอเล่นเปียโนให้คุณนายใหญ่ตระกูลเสิ่นฟังก่อน คุณนายใหญ่ตระกูลเสิ่นจะต้องรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งเธอไม่คิดเลยว่าตัวเองจะถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยขนาดนี้ในเวลานี้ สีหน้าของเธอแทบจะเก็บความอับอายไว้ไม่อยู่ แววตาขุ่นเคืองตัดพ้อแทบจะทะลักออกมากู้สือซวี่คงจะรู้สึกสงสารและเห็นใจ จึงเอ่ยกับซูหย่าซินด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เอ็นข้อ







