Masukในใจของฉันพลันผุดความขมขื่นจาง ๆ ขึ้นมา สัจธรรมที่ว่ากินของเขาแล้วปากอ่อน รับของเขาแล้วมือสั้นนั้นฉันเข้าใจดีหากแตกหักกับกู้สือซวี่ ตระกูลเยี่ยย่อมเป็นด่านแรกที่ต้องพลอยรับเคราะห์และเดือดร้อนไปด้วย"ค่ะ พ่อ หนูเข้าใจแล้วค่ะ"หลังจากวางสายจากพ่อแม่ ฉันก็เดินมาถึงคอนโดมิเนียมทว่า เมื่อฉันก้าวเท้าเดินออกจากลิฟต์ ก็ต้องพบว่ากู้สือซวี่กำลังยืนรออยู่หน้าประตูห้องของฉันฉันชะงักฝีเท้าลง จ้องมองใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าอิดโรยของชายหนุ่มคาดว่าตลอดทั้งวันนี้ ชีวิตของเขาก็คงไม่ได้ดีไปกว่าฉันสักเท่าไหร่เพราะในขณะที่ฉันถูกก่นด่าว่าเป็นเมียน้อย ตัวเขาก็ถูกแปะป้ายตราหน้าว่าเป็นพวกนอกใจคบชู้เช่นกันมิหนำซ้ำ ในวันนี้ราคาหุ้นของกู้ซื่อกรุ๊ปยังดิ่งฮวบลงอย่างหนักอีกด้วย"เปิดประตู"แนวกรามของเขาขบเกร็งแน่นราวกับเหล็กกล้าที่เคลือบด้วยเกล็ดน้ำแข็งฉันคิดว่าเขาคงมาเพื่อปรึกษาหาทางออกและร่วมกันแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ เพราะยังไงเขาก็เป็นหนึ่งในตัวละครหลักของเรื่องด้วยเหตุนี้ ฉันจึงสแกนลายนิ้วมือปลดล็อกประตู แล้วยอมให้เขาก้าวเข้ามาในห้องไม่คิดเลยว่า ทันทีที่ฉันเอื้อมมือเปิดไฟ เขากลับรวบเอวฉันเข้ามาอย
ตอนที่ทำบันทึกประจำวันเสร็จและเดินออกมาจากสถานีตำรวจ ฟ้าก็เริ่มจะมืดแล้วฉันไม่กล้าโอ้เอ้ตามทาง เพราะกลัวจะไปเจอกับพวกแฟนคลับคลั่งของซูหย่าซิน จึงรีบเรียกแท็กซี่ทันทีทว่า คนขับแท็กซี่คนนั้นกลับจำหน้าฉันได้ตั้งแต่แวบแรกที่เห็น"เธอคือนังเมียน้อยที่ไปแย่งสามีชาวบ้านเขาใช่ไหม?"เขาถ่มน้ำลายลงพื้นทีหนึ่ง แล้วพูดอย่างดุดันว่า "ลงไปเลยไป๊! อย่ามาทำรถฉันเปื้อน"ฉันถ่ายรูปใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะของเขาเก็บไว้ แล้วยอมก้าวลงจากรถจากนั้นฉันก็ต่อสายหาบริษัทแท็กซี่ เพื่อร้องเรียนคนขับคนนี้ทันทียังโชคดีที่สถานีตำรวจอยู่ไม่ไกลจากคอนโดที่ฉันพักอยู่มากนักประกอบกับฟ้ามืดแล้ว จึงไม่มีใครสังเกตเห็นฉันตลอดทางฉันพยายามเดินเลี่ยงฝูงชนอย่างระมัดระวังในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้น เป็นเมิ่งอวิ๋นชูที่โทรเข้ามา"เจาเจา ฉันขอโทษนะ..."น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดพลางสะอื้นไห้ "ทั้งที่เธอทำทุกอย่างเพื่อฉันแท้ ๆ แต่กลับโดนพวกนั้นเขียนข่าวใส่ร้ายแบบนี้! นี่มันต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าแน่นอน มีคนแอบสะกดรอยตามเธอมาตั้งนานแล้ว"ฉันยังคงสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก เมิ่งอวิ๋นชูจึงพูดต่อ "เธอ
ฉันเล่าความลำบากใจของตัวเองให้เมิ่งอวิ๋นชูฟังจู่ ๆ เธอก็มองฉันด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจพลางเอ่ยขึ้น "ที่แท้เธอเองก็ผ่านเรื่องยากลำบากมาขนาดนี้เหมือนกัน... ฉันหลงคิดมาตลอดว่าเธอเป็นถึงคุณหนูตระกูลผู้ดี นอกจากเรื่องชีวิตคู่ที่ไม่ค่อยราบรื่นแล้ว จะยังมีเรื่องอะไรให้ต้องกลุ้มใจอีกเหรอ?"ฉันเดินไปที่ริมหน้าต่าง มองลงไปเห็นกลุ่มแฟนคลับของซูหย่าซินออกันเต็มใต้ตึก พร้อมตะโกนส่งเสียงโวยวายเรียกร้องให้ทางบริษัทส่งตัวฉันออกไป!กระทั่งรูปถ่ายของฉันยังถูกแปะหราบนป้ายประท้วงแผ่นใหญ่ พร้อมข้อความอย่าง 'เยี่ยเจาเจานังเมียน้อย! ขอให้ตายยกโคตร!'เมิ่งอวิ๋นชูเดินมายืนข้างฉัน เมื่อเห็นสถานการณ์ข้างล่างก็พูดขึ้นว่า "พวกนั้นมาปักหลักดักรออยู่ตรงนี้ ก็เพื่อจะรอรุมเธอตอนลงไปข้างล่าง ซูหย่าซินไม่คิดจะเว้นทางรอดให้เธอเลยสักนิด นี่มันสไตล์การทำงานของเธอจริง ๆ เมื่อก่อนเพื่อไม่ให้ฉันแต่งเข้าบ้าน เธอก็เคยทำเรื่องบ้าคลั่งแบบสุดโต่งมาสารพัดอย่างนี้เหมือนกัน"ในจังหวะนั้น แฟนคลับสองสามคนก็หยิบโทรโข่งขึ้นมา แล้วตะโกนแหกปากใส่ทิศทางห้องทำงานของพวกเรา "ถ้าวันนี้พวกคุณไม่ยอมส่งนังเมียน้อยเยี่ยเจาเจาออกมา พวกเราก็จะปักห
ฉันรีบก้มหน้าลงทันที เพราะกลัวว่าหากมองหน้าเขาต่อนานกว่านี้แม้แต่วินาทีเดียว จะทำให้เขาเข้าใจผิดคิดว่าฉันกำลังตอบรับความรู้สึกของเขา……วันรุ่งขึ้น กู้อี้หานเดินทางมาที่บริษัทของเรา โดยมีฉันเป็นคนพาเข้าไปแนะนำและประสานงานกับเมิ่งอวิ๋นชูจนกระทั่งเซ็นสัญญาลงนามร่วมทุนเสร็จเรียบร้อยหลังจากกู้อี้หานกลับไปแล้ว เมิ่งอวิ๋นชูก็อุทานออกมาด้วยความทึ่ง "ให้ตายสิ เหมือนฝันไปเลย แค่วันเดียว เธอก็หาเงินลงทุนมาได้ถึงสองร้อยห้าสิบล้านแล้วเนี่ยนะ?""คราวนี้ พวกเราก็ลุยทำเรื่องที่ตั้งใจจะทำต่อได้แล้วล่ะ"ฉันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอกกู้สือซวี่คิดจะล้มฉันให้ได้ใช่ไหม งั้นฉันก็จะยืนหยัดหยัดยืนขึ้นมาให้เขาดู!เมิ่งอวิ๋นชูดึงพลังและความมุ่งมั่นเหมือนสมัยสอบปลายภาคออกมาใช้ พลางพูดว่า "ข่าวนี้พวกเราต้องทำออกมาให้ดีที่สุด ทำให้ทุกฉบับที่ปล่อยออกไปมียอดอ่านถล่มทลาย ถึงตอนนั้นจะได้ทำให้ท่านประธานผู้ว่าจ้างรู้สึกว่าเงินที่ลงไปมันคุ้มค่าจริง ๆ""อืม"ฉันเองก็คิดตรงกันกับเมิ่งอวิ๋นชู แม้ว่ากู้อี้หานจะไม่ใช่คนขัดสนเรื่องเงินทอง แต่เงินก็ไม่ได้ลอยมาจากฟ้าหรอกนะถ้าหากครั้งนี้พวกเราสา
ฉันหน้ามืดครึ้มด้วยความเอือมระอา ก่อนจะพูดกับเขาว่า "ฉันไม่ถึงกับต้องยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อดึงเงินลงทุนให้บริษัทหรอกนะ ถ้านายไม่เต็มใจก็ช่างเถอะ เดี๋ยวฉันไปหาทางอื่นต่อเอง ยังไงซะก็ยังมีซ่งจินรั่ว ยังมีตระกูลเยี่ยอยู่ ฉันค่อย ๆ เดินสายวิ่งเต้นไปทีละคนก็ได้!"พูดจบ ฉันก็ลุกขึ้นยืนเตรียมตัวจะเดินจากไปกู้อี้หานรีบก้าวตามมาดักหน้าทันทีพลางเอ่ยว่า "เธอนี่นะ ทำไมถึงคิดจะไปก็ไปดื้อ ๆ แบบนี้ล่ะ? ถ้าพูดเรื่องการลงทุน ฉันก็ถือเป็นฝั่งผู้ว่าจ้างหรือเปล่า? เธอมีทัศนคติการบริการต่อท่านประธานผู้ว่าจ้างแบบนี้เหรอ?"ดวงตาของฉันเป็นประกายขึ้นมาทันที จึงรีบคว้าโอกาสเอ่ยถาม "ความหมายของนายคือ... นายยอมตกลงแล้วใช่ไหม?"กู้อี้หานแย้มรอยยิ้มเจ้าเล่ห์พลางพูดว่า "ถึงแม้ฉันจะไม่ได้สนใจแวดวงธุรกิจของพวกเธอจริง ๆ ก็เถอะ แต่นะ... การได้ทำอะไรขัดแข้งขัดขากับกู้สือซวี่ ฉันกลับรู้สึกสนใจขึ้นมามากเลยล่ะ!"แม้ว่าหมอนี่จะมีจุดประสงค์ไม่ค่อยบริสุทธิ์ใจนัก แต่อย่างน้อยเขาก็ยินดีที่จะลงเงิน ซึ่งนั่นถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อพวกเรามากที่สุดลึก ๆ แล้วฉันก็รู้สึกซาบซึ้งใจอยู่ไม่น้อย ในช่วงเวลาที่บรรยากาศรอบ
เมื่อฉันพูดประโยคนี้จบ ในใจของฉันก็มีคำตอบที่ชัดเจนแล้วฉันไม่มีวันลงมือพรากชีวิตลูกของตัวเองเด็ดขาดในเมื่อสวรรค์ส่งเขากลับมาอยู่ข้างกายฉัน ฉันก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเขาให้ดีที่สุดตอนนี้ สิ่งที่ต้องทำคือทำใจให้สบายและรอจนอายุครรภ์ครบแปดสัปดาห์เพื่อไปตรวจอัลตราซาวด์ถ้าหากลูกน้อยมีพัฒนาการที่สมบูรณ์แข็งแรง ฉันก็จะถือว่าเขาคือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่สวรรค์ประทานมาให้……วันรุ่งขึ้น เมื่อฉันเดินทางมาถึงบริษัท ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าเมิ่งอวิ๋นชูก็มาทำงานที่บริษัทแล้วเช่นกันฉันเดินตามเธอเข้าไปในห้องทำงานแล้วกระซิบเสียงเบา "เธอไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง! เพิ่งผ่าตัดไปเมื่อวานซืน วันนี้ก็กล้าฝืนมาทำงานแล้วเนี่ยนะ?"เมิ่งอวิ๋นชูเอ่ยด้วยสีหน้าเลื่อนลอยและหมดอาลัยตายอยาก "ตอนนี้ฉันไม่เหลืออะไรอีกแล้วนอกจากงาน อีกอย่าง เรื่องของซูฉีหมิงมันเกี่ยวพันไปถึงตระกูลกู้ ข่าวนี้เป็นกระดูกชิ้นโตที่เคี้ยวยากมาก ถ้าฉันไม่กลับมา ฉันกลัวว่าเธอคนเดียวจะรับมือไม่ไหว""แต่ว่าร่างกายของเธอ..."ฉันถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดว่า "จริง ๆ แล้วเธอไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงทุ่มเทขนาดนี้เลยนะ"ขอบตาของเม







