LOGINบทที่ 7
ผลไม้มีพิษ
เมื่อเห็นลูกพี่ลงไปนอนขดตัวอยู่บนพื้นด้วยความทรมาน ลูกน้องอีกสองคนของหม่าเฉาก็หน้าซีด มือเผลอปิดเป้ากางเกงตัวเองพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว
ผู้ชายคนอื่นในบริเวณนั้นต่างก็ขยับขาเบียดเข้าหากันอย่างเสียววาบ
“พ…พวกเจ้า! กล้าดียังไงมาทำร้ายลูกพี่หม่าเฉา! ข้าจะ…ข้าจะจัดการพวกเจ้า!”
หนึ่งในนั้นตะโกนเสียงสั่น แต่เท้ากลับถอยหลังไปทีละก้าว
เด็กทั้งสามยืนมองลูกน้องของหม่าเฉาด้วยแววตาที่ไร้พิษภัย และไม่สะทกสะท้านต่อคำข่มขู่แม้แต่น้อย
โดยเฉพาะเสี่ยวเป่าที่จ้องเขม็งไปยัง ‘จุดยุทธศาสตร์’ ของอีกฝ่ายอย่างตั้งใจจะทำอะไรบางอย่าง
เท่านั้นแหละ ลูกน้องของหม่าเฉาทั้งสองถึงกับหน้าถอดสี หมุนตัวเผ่นแน่บทั้งที่ยังกุมเป้ากางเกง
เถี่ยต้านร้องลั่น
“เอาคนไปด้วย!”
หม่าเฉาเองก็ส่งเสียงอู้อี้ไม่หยุด
ลูกน้องทั้งสองจึงรีบวิ่งย้อนกลับมา หิ้วปีกลูกพี่ที่หน้าเขียวหน้าเหลือง แล้วพากันโกยหายเข้าไปในกลุ่มผู้อพยพในพริบตาเดียว
เยว่ไฉหนิงมองตามแผ่นหลังของคนพวกนั้นจนลับตา ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ แล้วหันกลับมามองเด็กทั้งสามที่ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ
“ท่านแม่! ข้าเก่งไหมขอรับ!” เสี่ยวเป่ายิ้มแฉ่ง รีบวิ่งเข้าไปประจบ
“ข้าเองก็ทำได้เหมือนกัน แค่เสี่ยวเป่าไวกว่าเท่านั้นเอง” ต้าเป่าพูดพลางเชิดคางเล็กๆ ขึ้น
“ข้าก็ทำได้นะขอรับ แต่ไม่มีโอกาส!” เถี่ยต้านรีบเสริมอย่างไม่ยอมแพ้
“พวกเจ้าเก่งจริงๆ กล้าหาญมาก” เยว่ไฉหนิงเอ่ยชมเด็กทั้งสาม โดยไม่คิดจะประหยัดคำพูดแม้แต่น้อย
“เอาละ เอาละ คนก็หนีไปแล้ว พวกเจ้าก็รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องออกเดินทางกันแต่เช้า” จ้าวซื่อตัดบทเพื่อให้เด็กๆ มีเวลาพักผ่อนเพิ่ม แม้ในใจจะอดรู้สึกภูมิใจในตัวพวกเขาไม่ได้ก็ตาม
เมื่อความสงบกลับมาเยือน ทุกคนก็ล้มตัวลงนอน
ราตรีเงียบสงัด
พอแน่ใจว่าไม่มีใครตื่น เยว่ไฉหนิงก็ปลุกลูกๆ ขึ้นมาเงียบๆ ให้พวกเขาดื่มนมกับน้ำพุวิเศษเพื่อเสริมกำลัง
นอกจากนี้ นางยังแอบเติมน้ำพุวิเศษลงในกระบอกน้ำของครอบครัวจ้าวซื่อด้วย
การเดินเท้าติดต่อกันหลายชั่วโมงทุกวันย่อมสร้างความเหนื่อยล้าให้กับร่างกาย เถี่ยเจ๋อที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ทั้งลากรถเข็นสัมภาระและยังต้องแบกลูกสาวตัวน้อยไว้บนหลัง ในเมื่อครอบครัวตระกูลเถี่ยมีน้ำใจต่อครอบครัวนาง การตอบแทนบุญคุณเล็กน้อยย่อมเป็นสิ่งที่นางควรทำ
..
..
เช้ารุ่งขึ้น เด็กๆ ที่อั้นฉี่ไว้ทั้งคืนรีบลุกไปทำธุระข้างทางกันจ้าละหวั่น
เมื่อจัดการธุระส่วนตัวกันเรียบร้อย แต่ละครอบครัวก็เริ่มเตรียมอาหารสำหรับการเดินทาง
การอพยพจำเป็นต้องตุนอาหารแห้งเอาไว้ ระหว่างทางจะได้หยิบออกมากินสะดวก
ทว่าเสบียงของหลายครอบครัวเริ่มร่อยหรอจนแทบไม่เหลือ
บางคนต้องขึ้นเขาข้างทางเพื่อหาผักป่ามาประทังชีวิต
บางคนหิวจัดถึงขั้นแทะรากไม้จนท้องป่อง
ลุงหวังตาไว เห็นผลไม้สีแดงทรงยาวน่ากินขึ้นอยู่ริมทาง แม้ลูกจะเล็กไปสักหน่อย แต่บนต้นกลับมีอยู่ไม่น้อย น่าจะพอช่วยประทังความหิวได้
คิดแล้วก็โซซัดโซเซเข้าไปข้างทาง ก่อนจะเด็ดผลไม้สีแดงยัดเข้าปากเต็มกำมือ
“อ๊ากก! แสบ...แสบเหลือเกิน!”
ลุงหวังพยายามสำรอกผลไม้พิษออกมาไม่หยุด แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น ความแสบร้อนพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งปากและลิ้น เขากุมลำคอแน่น ก่อนจะล้มลงชักดิ้นชักงออยู่กับพื้นด้วยความทุรนทุราย
“ท่านพ่อ ท่านพ่อเป็นอะไร!”
“ท่านปู่ ท่านปู่! ฮือ...อย่าตายนะขอรับ!”
ลูกสาวและหลานชายวัยแปดขวบของเขาร้องไห้โฮด้วยความตกใจ
“เกิดอะไรขึ้น!”
ผู้ใหญ่บ้านตะโกนถามพลางถลาเข้ามาในวงล้อมอย่างตื่นตระหนก ขณะเดียวกัน หมอเยี่ยนซึ่งเป็นหมอเพียงคนเดียวในขบวนอพยพก็รีบปราดเข้ามาตรวจดูอาการของลุงหวังทันที
“ชีพจรสับสนรุนแรง ความร้อนพลุ่งพล่าน แผดเผาไปตามเส้นเลือด…แย่แล้ว! อาการเหมือนถูกพิษ!!” หมอเยี่ยนกล่าวพลางตรวจชีพจร “มีใครรู้บ้างว่าตาเฒ่าหวังกินอะไรเข้าไป!”
“ผ...ผลไม้นี้เจ้าค่ะ...” ลูกสาวของลุงหวังตอบเสียงสั่นเครือ พร้อมยื่นหลักฐานในมือให้ดู
“นี่มัน...กินไม่ได้นี่!” หมอเยี่ยนหน้าเครียด “ต้องรีบหายาถอนพิษด่วน!”
พูดไปแล้ว ครอบครัวลุงหวังอาภัพนัก ลูกชายกับลูกสะใภ้เสียชีวิตระหว่างถูกปล้น เสบียงและเงินทองถูกชิงไปจนหมด คนรอดชีวิตมีเพียงลูกสาววัยสิบสี่สิบห้า และหลานชายที่อายุยังน้อย ร่างกายแต่ละคนผอมโซจนอกแทบติดแผ่นหลัง
ลุงหวังหิวจนหน้ามืด ไม่แปลกเลยที่จะกินผลไม้พิษเข้าไป
แม้พิษที่ลุงหวังกินเข้าไปจะไม่รุนแรงนัก แต่โชคร้ายที่ตอนขบวนอพยพถูกโจรเร่ร่อนปล้น สมุนไพรล้ำค่าของหมอเยี่ยนถูกเหยียบย่ำเสียหายเกือบหมด ยามนี้จึงไม่เหลือสมุนไพรที่ใช้ถอนพิษร้อนติดตัวเลย
หมอเยี่ยนหันมองชาวบ้านรอบกายอย่างร้อนใจ ก่อนจะขอความช่วยเหลือจากทุกๆ คน
“ใครก็ได้ช่วยขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรที”
“ต้องใช้สมุนไพรตัวไหนหรือขอรับ บอกมาเถอะ ข้าจะรีบขึ้นเขาไปหาให้!” ชาวบ้านคนหนึ่งอาสาขึ้นมาทันที
“เก็กฮวยป่า ซานจือจื่อ และเจี๋ยเกิ่ง”
ด้วยความรีบร้อนอยากช่วยคน หมอเยี่ยนรีบสั่งการอย่างรวดเร็ว โดยลืมนึกว่าอีกฝ่ายจะรู้เรื่องสมุนไพรหรือไม่
แน่นอนว่า หนุ่มชาวบ้านคนนั้น พอได้ยินชื่อสมุนไพรก็ทำหน้ามึนตึ้บทันที
“เก็กฮวยป่าข้ารู้จัก แต่ที่เหลือ...”
“ข้าไปเอง ท่านพ่อ!” ลูกชายคนโตของหมอเยี่ยนเอ่ย ก่อนรีบวิ่งขึ้นเขาไป
“มันไม่ใช่ผลไม้พิษหรอกเจ้าค่ะ จริงๆ แล้วกินได้...ท่านหมอเยี่ยน ระหว่างรอสมุนไพร ข้าคิดว่าควรให้ลุงหวังดื่มน้ำก่อน อย่างน้อยอาการน่าจะทุเลาลงบ้าง” เยว่ไฉหนิงเอ่ยขึ้น หลังจากมองผลไม้พิษซึ่งมีทั้งสีแดงและสีเขียวเข้มที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น
“นังนี่! แทรกไปเสียทุกเรื่อง อย่างแกจะไปรู้เรื่องยาดีกว่าท่านหมอเยี่ยนได้อย่างไร อยากอวดฉลาดก็ไปอวดกับคนอื่นโน่น มาทำอวดดีต่อหน้าท่านหมอ ข้าล่ะละอายแทนเจ้าจริงๆ!”
แม่เฒ่าฉินที่ยังคั่งแค้นจากการถูกอดีตลูกสะใภ้เปิดโปงความลับครั้งก่อน รีบคว้าโอกาสระบายโทสะ แค่นเสียงอย่างเหยียดหยามใส่อดีตลูกสะใภ้
แต่หมอเยี่ยนกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาพร้อมเปิดรับความรู้ใหม่อยู่เสมอ จึงเอ่ยถามเยว่ไฉหนิง
“เยว่ซื่อ เจ้ารู้จักผลไม้ชนิดนี้จริงหรือ?”
หญิงสาวพยักหน้า ก่อนอธิบายอย่างใจเย็นว่าผลไม้นี้มีรสเผ็ดจัด ทำให้เกิดอาการแสบร้อนคล้ายถูกพิษเท่านั้น
“แล้ววิธีแก้ล่ะ ในเมื่อเจ้ารู้จักผลไม้นี้ ก็ต้องมีคำแนะนำอื่นใช่หรือไม่?” หมอเยี่ยนถามต่อด้วยแววตาใคร่รู้
“ใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นตามที่ท่านหมอวินิจฉัยเมื่อครู่ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ” เยว่ไฉหนิงตอบอย่างให้เกียรติ “เพียงแต่กว่ายาจะมาถึง ให้ลุงหวังดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพื่อเจือจางความเผ็ดร้อนในลำคอและกระเพาะก่อนดีหรือไม่เจ้าค่ะ อย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาความทรมานลงได้บ้าง”
ลูกสาวของลุงหวังได้ยินเช่นนั้น ก็รีบยื่นกระบอกน้ำให้เยว่ไฉหนิงทันที
เมื่อรับมา เยว่ไฉหนิงก็ถึงกับชะงัก กระบอกน้ำเบาหวิว พอเปิดดูก็เห็นว่าน้ำเหลือติดก้นเพียงน้อยนิด
เพราะไม่รู้ว่าจะพบแหล่งน้ำอีกเมื่อไร ชาวบ้านคนอื่นก็ไม่กล้ายื่นกระบอกน้ำของตนออกมา
เยว่ไฉหนิงเองก็จำต้องสะกดกลั้นความสงสารเอาไว้ เพื่อไม่ให้ความลับถูกเปิดเผย นางจึงไม่ได้หยิบยื่นน้ำของตนออกมาให้เช่นกัน แม้ภายในมิติลับจะมีน้ำดื่มไม่จำกัดก็ตาม
จังหวะนั้น ผู้ใหญ่บ้านยื่นกระบอกน้ำของตนมาให้
“เอาของบ้านข้าไปก่อน”
“เอ่อ...จะดีหรือเจ้าคะ”
“ช่วยคนสำคัญกว่า เอาไปเถอะ”
เยว่ไฉหนิงรับกระบอกน้ำจากผู้ใหญ่บ้าน เติมลงในกระบอกของบ้านลุงหวัง จากนั้นหยิบแผ่นแป้งบางๆ จากถุงผ้าของตนออกมา
“ข้ารู้ว่าเจ้าสงสารลุงหวัง แต่อาหารของทุกคนมีจำกัด เจ้าไม่เก็บแผ่นแป้งนี้ไว้กินกับลูกๆ หรือ?” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยถาม
เยว่ไฉหนิงส่ายหน้า “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกเจ้าค่ะ แป้งแผ่นจะช่วยดูดซับความเผ็ดร้อน หากค่อยๆ เคี้ยวช้าๆ อาการจะบรรเทาลงเจ้าค่ะ”
“อ้อ...เข้าใจแล้ว” ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า
“เป็นเช่นนี้เอง” หมอเยี่ยนเองก็จดจำวิธีนี้ไว้ในใจ
หลังจากลุงหวังเคี้ยวแผ่นแป้งช้าๆ ตามที่เยว่ไฉหนิงบอก และดื่มน้ำไปหลายอึก ความแสบร้อนในปากก็เริ่มทุเลาลง เหลือเพียงอาการแสบร้อนในกระเพาะ จึงยังจำเป็นต้องกินสมุนไพรต่อ
พอลูกชายคนโตของหมอเยี่ยนนำสมุนไพรกลับมา หมอเยี่ยนก็รีบเคี่ยวยาให้ลุงหวังดื่มทันที
ครอบครัวลุงหวังก้มหัวขอบคุณทั้งเยว่ไฉหนิง หมอเยี่ยนและผู้ใหญ่บ้านด้วยความซาบซึ้ง
ชาวบ้านที่มุงดูต่างพากันกระซิบกระซาบด้วยความทึ่ง โดยเฉพาะสายตาที่มองเยว่ไฉหนิงนั้น ค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละน้อย
หญิงสาวที่เคยถูกมองว่าโง่งม ถูกแม่สามีโขกสับอยู่เสมอ ใครจะคิดเล่าว่านางกลับมีความรู้รอบตัวเช่นนี้
ทางด้านหมอเยี่ยน เมื่อกลับไปยังกลุ่มของตน ก็รีบจดบันทึกความรู้ใหม่ลงบนกระดาษทันที
บทพิเศษ (3) ห้าปีต่อมา... ณ เรือนทดลองในจวนจิ้งอ๋อง เด็กชายวัยสี่ขวบ เนื้อตัวและใบหน้ากลมป้อมเปรอะเปื้อนคราบหมึกดำเป็นปื้นๆ แต่กระนั้น เขาก็ยังคงตั้งอกตั้งใจฝนหมึกอย่างขะมักเขม้น เมื่อได้น้ำหมึกสมใจแล้ว เขาจึงยื่นจานฝนหมึกให้พี่ชายฝาแฝดที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามลองดมดู “กลิ่นนี้เป็นยังไง” เจ้าตัวน้อยถามขึ้นอย่างคล่องปร๋อ&nb
บทพิเศษ (2) ภายในห้องหออันวิจิตร อบอวลด้วยกลิ่นกำยานหอมกรุ่น แสงเทียนมงคลสีแดงสั่นไหวอย่างแผ่วเบา เยว่ไฉหนิงนั่งอยู่ขอบเตียงไม้จันทน์ มือทั้งสองประสานกันแน่นอยู่บนตักจนปลายนิ้วเริ่มขาวซีด ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงที่ยังไม่ถูกเปิด หัวใจของนางเต้นรัวแรงยิ่งกว่ากลองศึก ยอมรับตามตรง...นางตื่นเต้นเสียจนแทบหยุดหายใจอยู่แล้ว! ก่อนที่ความคิดจะเตลิดไปไกล เสียงฝีเท้ามั่นคงพลันหยุดลงหน้าห้อง ประตูเปิดออกและปิดลงอย่างเบามือ ไม่นาน เสียงฝีเท้าของบุรุษก็ก้าวเข้ามาหยุดอยู่หน้าเตียง “ข้า...มาแล้ว” น้ำเสียงท
บทพิเศษ (1) อีกด้านหนึ่ง... เมื่อเซียวเฟิงอวี่ได้ฟังคำรายงานจากห้าวเฟิงถึงสิ่งที่เด็กๆ พูดกัน รอยยิ้มกว้างก็ผุดขึ้นบนใบหน้าคมเข้มอย่างกลั้นไม่อยู่ ชายหนุ่มไม่รอช้า สั่งให้คนรุดไปส่งเทียบที่บ้านตระกูลเยว่ นัดหมายว่าจะพาทุกคนไปล่องเรือชมทะเลสาบในวันรุ่งขึ้น ครั้นถึงเวลา คนทั้งสี่ก็ขึ้นเรือสำราญลำใหญ่ ซึ่งค่อยๆ ล่องไปบนผืนน้ำใสสะอาด ทัศนียภาพสองฝั่งงดงามราวกับภาพวาด ทั้งขุนเขาเขียวชอุ่มและมวลบุปผาที่บานสะพรั่ง ต้
บทส่งท้าย ข่าวการแต่งตั้งเยว่ไฉหนิงเป็นท่านหญิงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองเจิ้งหยาง แม้แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านเฟิงโฮ่วเองก็ได้ยินข่าวอันน่ายินดีนี้ในเวลาไม่นานเช่นกัน เดิมทีทุกคนตั้งใจจะแห่เข้าเมืองเพื่อมาร่วมแสดงความยินดี ทว่าอีกใจก็เกรงว่าจะเป็นการรบกวนเยว่ไฉหนิง จึงตกลงส่งผู้ใหญ่บ้านมาเป็นตัวแทนของทุกคนแทน ผู้ใหญ่บ้านเดินทางมาพร้อมบุตรชายคนโต ทั้งสองช่วยกันหอบของฝากมากมายขึ้นรถล่อ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมูป่า เนื้อกระต่ายป่า หน่อไม้และเห็ด ทั้งยังมีผ้าปักลายสวยๆ จากฝีมือเหล่าแม่บ้าน สิ่งของเหล่านี้ล้วนเป็นน้ำใจที่ชาวบ้านพร้อมใจกันนำมาเพื่อแสดงความยินดี เยว่ไฉหนิงต้อนรับทั้งสองคนอย่างเป็นกันเอง พร
บทที่ 65ราชโองการ ในเวลานั้น อีกด้านหนึ่งของคฤหาสน์ เจ้าก้อนแป้งทั้งสองกำลังง่วนอยู่กับการแข่งลูกข่าง พลางส่งเสียงอย่างสนุกสนาน โดยหารู้ไม่ว่าท่านแม่กับท่านอาเซียวกำลังแอบตกลงเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ที่เกี่ยวพันกับอนาคตของพวกเขา “หมุนอีก! หมุนแรงๆ อีก!” ต้าเป่าตะโกนลั่น สีหน้าลุ้นระทึกสุดขีด ทว่ายิ่งลุ้น ลูกข่างของเขากลับยิ่งช้าลงทุกที “ฮะๆ ลูกข่างของข้าเก่งที่สุด! ข้าชนะแล้ว!!” เสี่ยวเป่าหัวเราะร่า กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ เพราะลูกข่างของเขายังคงหมุนอย่างมั่นคงไม่ไหวเอน&nbs
บทที่ 64คำสารภาพ (2) เมื่อเห็นหญิงสาวยังคงยืนนิ่ง เซียวเฟิงอวี่จึงนึกว่านางอาจไม่เข้าใจ เขาจึงก้าวเข้าไปใกล้นางอีกหนึ่งก้าว เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “ข้า...เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งด้วยน้ำมือของเผยจิ้นซาน ระหว่างเข้าไปช่วยฮ่องเต้จากวงล้อมของกลุ่มกบฏ” เขาหยุดไปชั่วครู่ คล้ายกำลังรวบรวมความทรงจำ ก่อนจะเล่าต่ออย่างเป็นลำดับ “วันนั้นเป็นคืนงานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติของไทเฮา กบฏฉีอ๋องบุกเข้าวังหลวง โดยมีแม่ทัพเผยที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูวังเปิดทางให้...วังหลวงนองไปด้วยเลือด รัชทายาทสิ้นชีพ ฮ่องเต้สูญสิ้นอำนาจ บ้านเมืองตกอยู่ในความโกลาหล ส่วนข้า...ก็ตายในค
บทที่ 5แม่หม้ายที่ใครๆ ก็รังแกได้? ตลอดหลายวันที่รอนแรมบนเส้นทางอพยพ เยว่ไฉหนิงไม่เพียงดูแลร่างกายของเจ้าก้อนแป้งทั้งสองเท่านั้น นางยังสอนวิธีเอาตัวรอดให้พวกเขาอีกด้วย ยามพักระหว่างทาง นางจะหาไม้ขนาดพอเหมาะมาเหลาให้เรียบ ทำเป็นไม้พลอง แล้วให้เจ้าแฝดใช้ฝึกซ้อมแทนอาวุธม
บทที่ 4การพันเท้า เกือบสี่เดือนของการเดินทางอพยพ ลูกๆ ของฉินเอ้อหลางได้นั่งรถเข็นอย่างสบาย ขณะที่ต้าเป่ากับเสี่ยวเป่ากลับต้องเดินเท้าตลอดทาง บางครั้งยังถูกใช้งานให้ช่วยออกแรงลากรถเข็น ภาพความทรงจำนั้นทำให้เยว่ไฉหนิงกัดฟันแน่น ...คิดแล้วก็อยากอัดบ้านตระก
บทที่ 3มิติลับและปาฏิหาริย์น้ำพุวิเศษ “ข้ากับพวกเจ้าตัดขาดกันแล้ว ต่อไปอย่าได้มาเฉียดใกล้บ้านตระกูลฉินของข้าอีก ไปซะ นังตัวซวย! ข้าไม่มีอะไรให้พวกเจ้าสูบเลือดสูบเนื้อหรอก!” แม่เฒ่าฉินตะคอกใส่เยว่ไฉหนิงด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว คำพูดฟังดูราวกับว่าถูกนางเอาเปรียบ หากความจริ
บทที่ 2ตัดขาดบ้านสามี ร่างกายนี้ยังอ่อนแออยู่ ต่อให้เยว่ไฉหนิงตั้งใจหักข้อมือแม่เฒ่าฉินสุดแรง ก็ทำได้มากที่สุดเพียงทำให้อีกฝ่ายข้อมือเคล็ดเท่านั้น หญิงชราดิ้นรนร้องโอดครวญ หวังเรียกความเห็นใจจากชาวบ้าน ทว่ากลับไม่มีใครเหลียวแลหญิงชราเลยสักคน แม่เฒ่าฉินจ







